φυβλαςのβλογ
phyblas的博客



วัดหยวินจวี วัดเก่าแก่ทางตอนใต้ของปักกิ่ง
เขียนเมื่อ 2015/03/28 10:05
แก้ไขล่าสุด 2021/09/28 16:42
#อังคาร 24 มี.ค. 2015

หลังจากเที่ยวโจวโข่วเตี้ยน (周口店) เสร็จไป https://phyblas.hinaboshi.com/20150326

เราก็นั่งรถมาเพื่อไปเที่ยววัดหยวินจวี (云居寺) ต่อ

วัดหยวินจวี เป็นวัดที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งซึ่งตั้งอยู่เกือบสุดขอบทางตอนใต้ของปักกิ่ง การเดินทางจากใจกลางเมืองต้องใช้เวลามากกว่า ๒ ชั่วโมง

วัดนี้มีความเป็นมายานนานเก่าแก่ ถูกสร้างตั้งแต่ช่วงปี 605 - 618 ซึ่งเป็นช่วงปลายราชวงศ์สุย (隋朝, ปี 581 - 619) แต่ในปี 1942 ถูกทำลายย่อยยับในสงครามโลกครั้งที่สอง เหลือร่องรอยเพียงบางส่วน ดังนั้นตัววัดที่เห็นอยู่ที่นี่ตอนนี้ส่วนใหญ่จึงเป็นของที่ถูกสร้างขึ้นใหม่

ส่วนปีกข้างของวัดมีหอคอยสองหลังซึ่งหน้าตาไม่เหมือนกันตั้งอยู่ เป็นลักณะเด่นอย่างหนึ่งของวัดนี้ หอคอยที่อยู่ฝั่งใต้เรียกว่าหอใต้ (南塔, หนานถ่า) สร้างขึ้นในยุคราชวงศ์เหลียว (辽朝, 916 - 1125) มี ๑๓ ชั้น แต่หอที่เห็นอยู่นี้เป็นของที่ถูกสร้างใหม่ ของเก่าจริงๆถูกทำลายไปในปี 1942 ส่วนหอคอยทางเหนือเรียกว่าหอเหนือ (北塔, เป๋ย์ถ่า) ก็ถูกสร้างในยุคไล่เลี่ยกัน



ระหว่างทางผ่านพิพิธภัณฑ์สวนสาธารณะธรณีวิทยาโลกฝางซาน (房山世界地质公园博物馆) เป็นพิพิธภัณฑ์ที่รวบรวมเกี่ยวกับสถานที่เที่ยวทางธรณีภายในบริเวณแถวนี้ ตัวอาคารดูสวยดีแต่น่าเสียดายว่าอยู่คนละฝั่งกับที่นั่งก็เลยไม่ได้ถ่ายภาพมา

ทิวทัศน์ระหว่างทาง



ใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมงก็มาถึงวัดหยวินจวี คนขับชี้บอกป้ายรถเมล์ที่เราจะสามารถมาขึ้นตอนขากลับได้ ก่อนจะส่งเราลงตรงหน้าทางเข้าวัดก็จ้ำจี้จ้ำไชบอกข้อมูลมากมายเพราะกลัวเราจะหลง เท่าที่เราสังเกตที่ผ่านมาก็คือพวกบรรดาคนขับรถรับจ้างในจีนนั้นแม้จะชอบโก่งราคาเกินจริงแต่พอรับงานมาแล้วก็มักจะอัธยาศรัยดี ทำงานเอาใจใส่ บางทีก็ชวนคุยบอกข้อมูลอะไรหลายอย่างแม้ว่าบางทีเราจะไม่ได้ถาม นี่ก็คงเป็นส่วนหนึ่งของนิสัยคนจีนในเรื่องความตั้งใจในการทำงาน เมื่อได้เงินจากใครมาเขาก็คงจะรู้สึกขอบคุณอยากจะบริการให้เต็มที่



เมื่อลงรถมาวัดก็อยู่ตรงหน้า



ข้ามแม่น้ำไป ทิวทัศน์ที่มองจากสะพานข้ามแม่น้ำสวยมาก




ทางเข้าวัด จากตรงนี้ไปต้องจ่ายค่าเข้า ตั๋วราคา ๔๐ หยวน แต่ใช้บัตรนักเรียนก็มีส่วนลดครึ่งราคาเหลือ ๒๐ หยวน



เมื่อเข้ามาด้านในอาคารที่อยู่ด้านหน้าตรงกลางเห็นก่อนเลยคืออาคารผีหลู(卢毗殿) คำว่าพีหลูย่อมาจากผีหลูเจอน่า (毗卢遮那) ซึ่งหมายถึงพระไวโรจนพุทธะ ข้างในมีพระไวโรจนพุทธะอยู่



ด้านในอาคาร



ข้างซ้ายมีหอกลอง



ข้างขวาเป็นหอระฆัง



เมื่อเป็นหอระฆังแน่นอนว่าข้างในมีระฆังอยู่ (จะบอกทำไมเนี่ย) ระฆังนี้สูง ๑.๗๕ เมตร เส้นผ่านศูนย์กลางที่ฐาน ๑.๔๒ เมตร หนัก ๓๕๐ กก. หล่อเมื่อปี 1701 ซึ่งเป็นสมัยจักรพรรดิคังซี (康熙, ปี 1662 - 1722) แห่งราชวงศ์ชิง



ทางเดินไปต่อต้องอ้อมมาด้านหลังอาคารผีหลู แล้วเดินขึ้นบันไดสูงขึ้นไป



แล้วก็จะเจอกับอาคารเล็กๆที่ข้างในมีแบบจำลองขนาดย่อของวัดนี้อยู่ จะเห็นว่าวัดถูกออกแบบอย่างดี ยิ่งเดินลึกเข้าไปก็ยิ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ และส่วนบริเวณตรงกลางมีทางแยะซ้ายขวาเพื่อไปยังหอคอยทั้ง ๒ แห่งที่อยู่ในส่วนปีกข้างของวัด



ผ่านตรงนี้เข้ามาอาคารทางซ้ายเป็นที่จัดแสดงพระพุทธรูปยุคราชวงศ์ซ่ง (宋朝, 960 - 1279)



เข้ามา เห็นพระพุทธรูปจัดแสดงอยู่ในตู้กระจกเป็นจำนวนมาก



ส่วนห้องข้างๆกันนั้นจัดแสดงแผ่นจารึกพระสูตร



ย้ายมาดูอาคารทางฝั่งซ้าย ตรงนี้เป็นส่วนที่เก็บสมบัติทางว้ฒนธรรม มีพวกเครื่องปั้นและรูปแกะสลักต่างๆ



และห้องข้างๆกันเป็นส่วนจัดแสดงวัฒนธรรมพุทธศาสนา



จากนั้นถัดมาดูอาคารตรงกลาง ที่นี่เรียกว่าอาคารซื่อเจีย (释迦殿) คำว่าซื่อเจียนี้ย่อมาจากซื่อเจียโหมวหนี (释迦牟尼佛) หมายถึงศากยมุนี



ข้างใน



ถัดจากนั้นก็เดินต่อเข้าไปด้านใน ปีนบันไดสูงขึ้นไป



อาคารด้านขวาจัดแสดงแผ่นบันทึกข้อมูลทางประวัติศาสตร์ แผ่นพวกนี้มีบันทึกถึงประวัติศาสตร์นับพันปี ส่วนอาคารฝั่งซ้ายก็เหมือนกัน



ส่วนอาคารที่อยู่ตรงกลางเรียกว่าอาคารเย่าซือ (药师殿) เย่าซือแปลว่าเภสัชกร ในที่นี้หมายถึงพระไภษัชยคุรุ บรมครูแห่งยารักษาโรค



จากบริเวณนี้ถ้าเลี้ยวไปด้านซ้ายหรือขวาก็จะไปเป็นทางไปสู่หอคอยเหนือกับใต้ของที่นี่ แต่ว่าถ้าเดินตรงไปขึ้นไปต่อก็จะเจออาคารส่วนต่อไป

ขึ้นมาต่อ ในชั้นนี้อาคารฝั่งซ้ายจัดแสดงแผ่นจารีกที่เป็นไม้



ส่วนฝั่งขวาเก็บบันทึกที่เป็นกระดาษ



รูปจำลองพระที่กำลังเขียน



ดูเสร็จขึ้นไปต่อก็ถึงชั้นบนสุดด้านในสุด



อาคารตรงส่วนนี้ฝั่งซ้ายขวาเป็นส่วนที่เก็บจารึกบนอะลูมิเนียม



และอาคารตรงกลางด้านในสุดมีชื่อว่าต้าเปย์เตี้ยน (大悲殿) ซึ่งต้าเปย์ (
悲殿) หมายถึงความโศกเศร้าเหลือคณา




ภายในมีพระอวโลกิเตศวรซึ่งเป็นเทพแห่งความเมตตา





ด้านในส่วนลึกของวัดก็สุดทางแค่นี้ แต่ยังไม่จบเพราะยังมีส่วนด้านข้าง หากมองจากตรงนี้ไปก็สามารถเห็นหอคอยทั้งเหนือใต้ได้ นี่คือหอเหนือ เราเริ่มจากไปดูหอเหนือก่อน



ทางเดินไปสู่หอเหนือ



หอเหนือ



เจดีสามอันนี้เรียกว่าซานกงถ่า (三公塔) ก่อจากอิฐ เป็นทรงแบบทิเบต



เห็นนกสวยดี ดูแล้วน่าจะเป็นนกกางเขน เจออยู่ตรงนั้น แป๊บเดียวก็บินหนีไป





ต่อมาข้ามไปยังหอใต้ หอนี้ดูจะหรูกว่าหอเหนือ ความสูง ๓๐ เมตร



ข้างๆกันนั้นมีเจดีย์หินที่เรียกว่าไคซานหว่านกงถ่า (开山琬公塔) เป็นเจดีย์ที่สร้างให้เป็นที่ฝังศพของจิ้งวาน (静琬) ซึ่งเป็นผู้เขียนศิลาจารีกพระสูตรคนหนึ่ง สร้างขึ้นเมื่อปี 1093



จากหน้าเจดีย์นี้มองกลับลงไปที่หอใต้อีกทีมุมนี้ก็สวย



มองลงไปข้างล่างด้านหน้าวัด



ข้างๆกันนั้นยังมีสถานที่เก็บจารึกพระสูตรซึ่งอยู่ใต้ดิน



ข้างในมีแผ่นหินที่จารึกพระสูตรอยู่เต็มไปหมด แต่เข้าไปดูใกล้ไม่ได้ ได้แต่ดูผ่านกระจก





สถานที่เที่ยวในนี้ก็หมดเท่านี้ เสร็จแล้วก็ได้เวลาเดินออกจากวัดและไปยังป้ายรถเมล์ ระหว่างทางกลับแผ่นหินฝั่งนี้เขียนว่า ขอให้ท่านกลับมาอีก (欢迎您回来) แต่เราคงจะไม่ได้กลับมาอีกแล้วถ้าไม่ใช่ว่าพาใครมาเที่ยว เพราะเดินทางเหนื่อยไม่น้อยกว่าจะมาถึง



ที่ป้ายรถเมล์มีอยู่ ๓ สายที่ผ่าน แต่ละสายก็ไปลงที่ต่างกัน ถ้าขึ้นสาย 房31 ก็จะกลับไปยังสถานีซูจวางที่เรามาทีแรกได้ ถ้าขึ้นสาย 房12 ก็จะไปลงที่สถานีอื่นได้ ส่วนสาย 房19 นั้นไม่ได้ผ่านสถานีรถไฟฟ้าไหนเลย แต่มันก็ย้อนเข้าสู่ย่านใจกลางเขตฝางซานซึ่งจากตรงนั้นหารถต่อไปขึ้นรถไฟฟ้าไม่ยาก ดังนั้นสรุปแล้วไม่ว่าสายไหนจะมาก็สามารถขึ้นได้ทั้งหมด ต่อให้แต่ละสายมีน้อยแต่ถ้ามีอยู่ถึง ๓ สายก็ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง



ใช้เวลารอรถอยู่นานประมาณ ๑๕ นาที ในที่สุดสาย 房31 ก็มา ขึ้นสายนี้ยังไงก็ดีที่สุด ทำให้ได้กลับเส้นทางที่คุ้นเคยไม่ต้องไปแก่วที่อื่น






ระหว่างทางผ่านสวนรูปแกะสลักจีนต้าสือวอ (大石窝中华石雕艺术园) เป็นสวนสาธารณะที่จัดวางรูปแกะสลักที่ใช้หินฮั่นไป๋ยวี่ (汉白玉) ซึ่งเป็นหินอ่อนสีขาวซึ่งนิยมใช้สร้างรั้วกั้นสีขายภายในสิ่งก่อสร้างโบราณของจีน สามารถแกะสลักเป็นรูปต่างๆได้ง่าย



เท่าที่เห็นผ่านๆและหาข้อมูลมาคิดว่าไม่มีอะไรน่าสนใจมากขนาดจะต้องแวะ แค่ถ่ายจากบนรถแบบนี้ก็เพียงพอ ที่นี่มีขนาดค่อนข้างเล็ก หากอยากชมรูปแกะสลักละก็ไปที่สวนสาธารณะรูปปั้นรูปแกะสลักนานาชาติปักกิ่ง (北京国际雕塑公园) น่าจะยังดีกว่า อยู่ในตัวเมืองแล้วก็ใหญ่กว่าด้วย https://phyblas.hinaboshi.com/20120409



ระหว่างทางยังผ่านโจวโข่วเตี้ยนด้วย



สุดท้ายก็กลับมาถึงสถานีรถไฟฟ้าซูจวาง จากนั้นก็ขึ้นรถไฟฟ้ากลับ

การเที่ยวในวันนี้ก็จบลงแต่เพียงเท่านี้ ได้เที่ยวสถานที่นอกเมืองทีเดียวถึงสองที่ เหนื่อยจริงๆ หมดไปทั้งวันเหมือนกัน แต่ก็สนุกดี คุ้มค่ามาก ทั้งโจวโข่วเตี้ยนและวัดหยวินจวีเป็นสถานที่ที่น่าไป หากใครมีโอกาสเที่ยวก็อยากจะแนะนำ แม้ว่าการเดินทางจะลำบากสักหน่อยก็ตาม



-----------------------------------------

囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧

ดูสถิติของหน้านี้

หมวดหมู่

-- ท่องเที่ยว >> ศาสนสถาน >> วัด
-- ประเทศจีน >> จีนแผ่นดินใหญ่ >> ปักกิ่ง

ไม่อนุญาตให้นำเนื้อหาของบทความไปลงที่อื่นโดยไม่ได้ขออนุญาตโดยเด็ดขาด หากต้องการนำบางส่วนไปลงสามารถทำได้โดยต้องไม่ใช่การก๊อปแปะแต่ให้เปลี่ยนคำพูดเป็นของตัวเอง หรือไม่ก็เขียนในลักษณะการยกข้อความอ้างอิง และไม่ว่ากรณีไหนก็ตาม ต้องให้เครดิตพร้อมใส่ลิงก์ของทุกบทความที่มีการใช้เนื้อหาเสมอ

目录

从日本来的名言
模块
-- numpy
-- matplotlib

-- pandas
-- manim
-- opencv
-- pyqt
-- pytorch
机器学习
-- 神经网络
javascript
蒙古语
语言学
maya
概率论
与日本相关的日记
与中国相关的日记
-- 与北京相关的日记
-- 与香港相关的日记
-- 与澳门相关的日记
与台湾相关的日记
与北欧相关的日记
与其他国家相关的日记
qiita
其他日志

按类别分日志



ติดตามอัปเดตของบล็อกได้ที่แฟนเพจ

  查看日志

  推荐日志

ตัวอักษรกรีกและเปรียบเทียบการใช้งานในภาษากรีกโบราณและกรีกสมัยใหม่
ที่มาของอักษรไทยและความเกี่ยวพันกับอักษรอื่นๆในตระกูลอักษรพราหมี
การสร้างแบบจำลองสามมิติเป็นไฟล์ .obj วิธีการอย่างง่ายที่ไม่ว่าใครก็ลองทำได้ทันที
รวมรายชื่อนักร้องเพลงกวางตุ้ง
ภาษาจีนแบ่งเป็นสำเนียงอะไรบ้าง มีความแตกต่างกันมากแค่ไหน
ทำความเข้าใจระบอบประชาธิปไตยจากประวัติศาสตร์ความเป็นมา
เรียนรู้วิธีการใช้ regular expression (regex)
การใช้ unix shell เบื้องต้น ใน linux และ mac
g ในภาษาญี่ปุ่นออกเสียง "ก" หรือ "ง" กันแน่
ทำความรู้จักกับปัญญาประดิษฐ์และการเรียนรู้ของเครื่อง
ค้นพบระบบดาวเคราะห์ ๘ ดวง เบื้องหลังความสำเร็จคือปัญญาประดิษฐ์ (AI)
หอดูดาวโบราณปักกิ่ง ตอนที่ ๑: แท่นสังเกตการณ์และสวนดอกไม้
พิพิธภัณฑ์สถาปัตยกรรมโบราณปักกิ่ง
เที่ยวเมืองตานตง ล่องเรือในน่านน้ำเกาหลีเหนือ
ตระเวนเที่ยวตามรอยฉากของอนิเมะในญี่ปุ่น
เที่ยวชมหอดูดาวที่ฐานสังเกตการณ์ซิงหลง
ทำไมจึงไม่ควรเขียนวรรณยุกต์เวลาทับศัพท์ภาษาต่างประเทศ