โครงสร้างประโยคพื้นฐานในจารึกเรียงตามลำดับ ประธาน–กริยา–(กรรม) หากผู้แต่งต้องการเน้นกรรมเป็นพิเศษ ก็จะสลับลำดับเป็น กรรม–ประธาน–กริยา โดยมักมีคำเชื่อมแบบแยกความ រិ (ริ, ri) หรือ នុរូ (นุรู, nu rū) กำกับไว้เพื่อบอกการเปลี่ยนประธานหรือกรรมในเนื้อความ ประโยคที่ซับซ้อนขึ้นเกิดจากการเชื่อมด้วยคำประสาน เช่น នុ (นุ, nu) "และ" กับ បិ (ปิ, pi) "จากนั้น" ซึ่งมีนัยของการเริ่มต้นเหตุการณ์ใหม่ หรือเกิดจากอนุประโยคขยาย เช่น อนุประโยคบอกเวลาที่มักขึ้นต้นด้วย កាលនា (กาลนา, kāl nā) หรือ កាលនុ (กาลนุ, kāl nu) "เมื่อ" และ ល្វះ (ลฺวห์, lvaḥ) "ครั้นเมื่อ" ส่วนอนุประโยคเงื่อนไขจะขึ้นต้นด้วย ទោះនុ (โทห์นุ, doḥ nu) "หากว่า, ในกรณีที่"
ในระดับย่อหน้า ผู้แต่งใช้สำนวน ម្វយរ្វត (มฺวยรฺวต, mvay rvat) "ครั้งหนึ่ง" เป็นตัวคั่นแบ่งย่อหน้าอย่างสม่ำเสมอ บางย่อหน้าเริ่มต้นด้วยคำประกาศ មន (มน, man) หรือสำนวนบอกเวลา เช่น តោងនោះ (โตงฺโนห์, toṅ noḥ) "ครั้งนั้น, ขณะนั้น" และ កSងនោះ (กฺสงโนห์, ksaṅ noḥ) "ในขณะนั้น" ซึ่งเพา สาวรสตั้งข้อสังเกตว่าคำนี้ปรากฏใช้เป็นครั้งแรกในจารึกหลักนี้ ก่อนจะกลายเป็นสำนวนเปิดเรื่องมาตรฐานในวรรณกรรมสวดแบบมหากาพย์ของเขมรรุ่นหลัง เช่น เรื่องรามเกียรติ์ฉบับเขมร
คำไวยากรณ์ที่สืบทอดยาวนาน
มีคำไวยากรณ์ห้าคำที่สืบทอดมาจากเขมรโบราณและยังคงใช้อย่างสม่ำเสมอไปจนถึงปลายสมัยเขมรยุคกลางตอนสูง (คริสต์ศตวรรษที่ 18 หรือราวพุทธศตวรรษที่ 23-24) ได้แก่
| อักษรเขมร |
ปริวรรตไทย |
ละติน |
หน้าที่ |
| „í |
ติ |
ti |
บอกกรรมวาจก หรือบอกทิศทาง/สถานที่ เช่น „íបូរ្វ (ติปูรฺว) "ไปทางทิศตะวันออก" |
| តោយ |
โตย |
toy |
บอกแนวทางหรือวิธีการ เช่น តោយលោកាចារ្យកឫត្យា (โตยโลกาจารฺยกฤตฺยา) "ตามแบบแผนของครูอาจารย์ผู้ใหญ่" |
| នា |
นา |
nā |
คำเฉพาะบอกสภาพแวดล้อมด้านเวลา สถานที่ หรือกรรมของประโยค |
| លេយ |
เลย |
ley |
คำลงท้ายประโยคบอกลักษณะการกระทำที่ต่อเนื่อง เทียบเท่า "อยู่เสมอ, ตลอดไป" |
| ត |
ต |
ta |
คำเชื่อมสารพัดประโยชน์ บอกความสัมพันธ์ได้หลายแบบ ทั้งสถานที่ คุณศัพท์ การครอบครอง ฯลฯ |
อีกลักษณะเด่นหนึ่งคือการใช้คำชี้เฉพาะ នេះ (เนห์, neḥ) "นี้" และ នោះ (โนห์, noḥ) "นั้น" ถี่มากตลอดทั้งเรื่อง เพา สาวรสเรียกคำชี้เฉพาะเหล่านี้ว่า "คำชี้เฉพาะแบบมหากาพย์" เพราะนอกจากหน้าที่ทางไวยากรณ์แล้ว ยังทำหน้าที่ทางโวหารช่วยสร้างน้ำเสียงหนักแน่นและขรึมขลัง เหมาะแก่การเฉลิมฉลองวีรกรรมอันยิ่งใหญ่ นับเป็นต้นแบบของ "โวหารมหากาพย์" ที่ปรากฏชัดเจนยิ่งขึ้นในวรรณกรรมเขมรรุ่นหลังที่แต่งขึ้นเพื่อการสวดหรือการแสดง