คำว่า "เขมร" ในฐานะชื่อชนชาติปรากฏอยู่ในหลักฐานจารึกมาก่อนสมัยเมืองพระนครนานมาก ศานติ ภักดีคำเห็นว่าจารึกที่เก่าแก่ที่สุดที่พบคำนี้ในปัจจุบันคือศิลาจารึกเมลบ (សិលាចារឹកមេលប់) ซึ่งในบัญชีจารึกกัมพูชาของสำนักฝรั่งเศสแห่งปลายบูรพทิศใช้เลข K.1247 ส่วน "Ka 64" เป็นเลขอีกชุดหนึ่งที่ใช้เรียกจารึกนี้ เป็นจารึกเขมรโบราณสมัยก่อนเมืองพระนคร ไม่ได้ระบุศักราช แต่รูปอักษรเป็นแบบราวพุทธศตวรรษที่ 12 (ราวคริสต์ศตวรรษที่ 7) พบที่บ้านเมลบ ตำบลระกา อำเภอพารัง จังหวัดไพรแวง ทางตะวันออกของกรุงพนมเปญ ในบรรทัดที่ 13 ปรากฏข้อความ "กฺญุํ เกฺมรฺ" (ក្ញុំ ក្មេរ) ซึ่งศานติแปลว่า "ข้ารับใช้ (ที่เป็น) ชาวเขมร" โดยข้อความนี้อยู่ต้นบรรทัดในรายการข้ารับใช้ที่ถวายแด่ศาสนสถาน ไม่ได้กำกับชื่อบุคคลใดคนหนึ่งโดยเฉพาะ
คำว่า "...กฺญุํ เกฺมรฺ..." ในศิลาจารึกเมลบ
จารึกหลักนี้เองที่มักถูกอ้างถึงในโลกออนไลน์ในชื่อ "จารึกทาสเขมร" ราวกับเป็นหลักฐานว่าชาวเขมรทั้งชาติเคยมีสถานะเป็นทาสมาก่อน แต่เมื่อพิจารณาบริบทแล้ว คำว่า "กฺญุํ" ในที่นี้เป็นคำเรียกผู้รับใช้หรือข้าทาสที่ถวายให้แก่ศาสนสถานตามธรรมเนียมการทำบุญทั่วไปของยุคนั้น ซึ่งจารึกเขมรโบราณและสมัยเมืองพระนครหลายหลักก็มีธรรมเนียมบันทึกชื่อและบางครั้งระบุถิ่นกำเนิดหรือเชื้อชาติของผู้รับใช้เหล่านี้ไว้เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นชาวเขมร ชาวจาม หรือกลุ่มชนอื่น การพบคำว่า "เขมร" กำกับชื่อผู้รับใช้คนหนึ่งจึงเป็นเพียงการระบุถิ่นกำเนิดตามธรรมเนียมทะเบียนทรัพย์สินของศาสนสถาน ไม่ใช่การประกาศว่าชาวเขมรทั้งชาติมีสถานะเป็นทาส เช่นเดียวกับคำว่า "สยาม" ที่ก็พบในชื่อข้ารับใช้ในจารึกเขมรสมัยก่อนพระนครลักษณะเดียวกันนี้ เช่น "กุ สฺยำ" ในจารึกทวลวัดคำนูร (K.557/600) ค.ศ. 611 และศิลาจารึกภูมิก็อมเรียง (K.154) ค.ศ. 734
อย่างไรก็ตาม ความหมายของ "เกฺมรฺ" ในจารึกรุ่นแรกเหล่านี้ยังมีการตีความต่างกันอยู่ ฟิลิป เจนเนอร์ (Philip Jenner) ให้ความหมายไว้ 2 อย่าง คือชาวเขมร และชื่อข้าทาส ส่วนเพา สาวรส (Saveros Pou) เห็นว่าเป็นชื่อเฉพาะที่มาจากคำว่า "เมรฺ" แปลว่าหัวหน้า หลัก หรือแม่ และมีแช็ล อ็องแตลม์ (Michel Antelme) ก็ตั้งข้อสังเกตว่าในหลักฐานรุ่นแรก คำนี้ปรากฏเป็นชื่อเรียกข้ารับใช้ ยังไม่ได้ปรากฏเป็นชื่อชาติพันธุ์อย่างชัดเจน แต่ไม่ว่าจะตีความแบบใด ก็ไม่มีแบบใดที่ทำให้ "เกฺมรฺ" แปลว่าทาส ถ้าเป็นชื่อชาติพันธุ์ก็เป็นเพียงการระบุว่าผู้รับใช้เหล่านี้เป็นชาวเขมร ถ้าเป็นชื่อเฉพาะก็ยิ่งไม่เกี่ยวกับสถานะทาสเลย
ความสับสนนี้ยังถูกขยายต่อไปอีกขั้นในโลกออนไลน์บางส่วนที่อ้างตรงๆว่า "คำว่าเขมรแปลว่าทาส" ซึ่งน่าจะมาจากการเห็นคำว่า "กฺญุํ" ซึ่งแปลว่าทาส/ผู้รับใช้ เขียนอยู่ติดกับคำว่า "เขมร" ในจารึกที่เก่าแก่ที่สุดนี้เอง แล้วเข้าใจผิดว่าคำทั้งสองเป็นคำเดียวกันหรือมีความหมายเดียวกัน ทั้งที่จารึกเพียงบันทึกว่าผู้รับใช้คนหนึ่งมีเชื้อชาติเขมรเท่านั้น คำว่า "กฺญุํ" (ក្ញុំ) นี้เองที่ต่อมาเขียนเป็น "ขฺญุํ" (ខ្ញុំ) ในสมัยพระนคร และกลายเป็นสรรพนามบุรุษที่หนึ่ง "ฉัน" ในภาษาเขมรปัจจุบัน ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ปกติที่พบในหลายภาษาของภูมิภาคนี้ (เทียบ "ข้า" ในภาษาไทย "ข้อย" ในภาษาลาว หรือ 僕 โบกุ ในภาษาญี่ปุ่น ที่ล้วนมาจากคำแปลว่าผู้รับใช้/ทาสเช่นกัน) ไม่มีใครตีความว่าชื่อชนชาติไทย ลาว หรือญี่ปุ่นแปลว่าทาสไปด้วย ตรรกะเดียวกันนี้จึงใช้ไม่ได้กับคำว่า "เขมร" เช่นกัน เพราะ "เขมร" (ខ្មែរ) กับ "ขฺญุํ" (ខ្ញុំ) เป็นคำคนละคำที่ไม่มีรากศัพท์เกี่ยวข้องกันเลย
ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือ จารึกนี้แสดงให้เห็นว่ามีการใช้คำว่า "เขมร" (ในรูปเก่า "เกฺมรฺ") มาตั้งแต่ราวคริสต์ศตวรรษที่ 7 แล้ว และคำนี้ยังปรากฏต่อเนื่องในจารึกก่อนเมืองพระนครอีกหลายหลัก เช่นศิลาจารึกจวนจุม K.11 ("ว เกฺมรฺ") และศิลาจารึกวัดไพรเมียน (K.18) ค.ศ. 726 ("กุ เกฺมรฺ") จากจังหวัดตาแก้ว พอเข้าสู่สมัยเมืองพระนครคำนี้เขียนเป็น "เขฺมรฺ" ซึ่งศานติระบุว่าพบอย่างน้อย 2 หลัก คือศิลาจารึกวัดภู (K.366) ที่ระบุศักราชล่าสุดไว้ใน ค.ศ. 1139 มีชื่อข้ารับใช้ว่า "ไต เสา เขฺมรฺ" และจารึกปราสาทบันทายฉมาร์ (K.227) สมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ที่ใช้คำว่า "อฺนกฺ เขฺมรฺ" หมายถึง "ชาวเขมร" ในความหมายเดียวกับที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน
การเปลี่ยนจาก "เกฺมรฺ" เป็น "เขฺมรฺ" นี้ไม่ใช่การเปลี่ยนไปใช้คำใหม่ แต่เป็นการเปลี่ยนเสียงอย่างเป็นระบบของพยัญชนะควบที่ขึ้นต้นด้วย ก ตามด้วยเสียงนาสิก ระหว่างภาษาเขมรสมัยก่อนพระนครกับสมัยพระนคร ตามที่เจนเนอร์บันทึกไว้ในพจนานุกรมของเขา เช่น "กฺญุํ" → "ขฺญุํ" (ข้า, ปัจจุบัน ខ្ញុំ) "โกฺมจฺจฺ" → "โขฺมจฺ" (ผี คนตาย, ខ្មោច) "เกฺมา" → "เขฺมา" (ดำ, ខ្មៅ) และ "กฺมิ" → "ขฺมิ" (ខ្មី) ส่วนสระ เ- และตัวสะกด ร ก็ตรงกัน อ็องแตลม์อธิบายว่าในพยัญชนะควบอย่าง /km-/ เสียง ก กับ ข ไม่ได้ใช้แยกความหมาย จึงเขียนสลับกันได้ตามยุคสมัยหรือถิ่น
คำว่า "...อฺนกฺ เขฺมรฺ..." จากศิลาจารึกปราสาทบันทายฉมาร์
นอกจากนี้ ชื่อเรียกชนชาตินี้ยังปรากฏเป็นเอกสารของชนชาติเพื่อนบ้านโดยอิสระจากกันมาตั้งแต่ก่อนยุคปลายเมืองพระนครเช่นกัน ตามการศึกษาของอ็องแตลม์ จารึกภาษาจามโบราณตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 16 บันทึกรูปคำ "kvir" หรือ "kmir" เอกสารจีนบันทึกรูปคำอย่าง "ki-mieh" หรือ "kao-mien" ส่วนเอกสารภูมิศาสตร์อาหรับตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 14-15 ก็บันทึกรูปคำ "qmar" หรือ "qimar" ไว้อ้างถึงชนชาติกลุ่มเดียวกันนี้ทั้งสิ้น ส่วนจารึกภาษาชวาโบราณสมัยพระเจ้าไอร์ลังกา (Airlangga) เช่นจารึกจาเน (Cane) ใน ค.ศ. 1021 ก็มีรายชื่อกลุ่มคนต่างชาติที่ต้องเสียภาษี ซึ่งวาง "kmir" ไว้ถัดจาก "campa" (ชาวจาม) และก่อน "ṛměn" ที่นักวิชาการตีความว่าหมายถึงชาวมอญ แยกจากกลุ่มชาวอินเดียที่มีชื่อเรียกของตัวเองอยู่แล้ว แสดงว่าชาวชวาในตอนนั้นรู้จักชาวเขมรเป็นกลุ่มหนึ่งที่แยกจากชาวมอญ ทั้งหมดนี้สะท้อนว่าชนชาติเขมรถูกรับรู้ว่าเป็นกลุ่มชนที่มีอัตลักษณ์ต่อเนื่องมายาวนานนับพันปีทั้งจากมุมมองภายในและภายนอก ไม่มีช่องว่างหรือ "คนกลุ่มใหม่" ปรากฏขึ้นมาแทนที่ ณ จุดใดในหลักฐานเหล่านี้เลย
ส่วนความเข้าใจผิดอีกชุดหนึ่งที่ว่า "ขอม" ผู้สร้างปราสาทหินกับ "เขมร" ปัจจุบันเป็นคนละชนชาตินั้น เมื่อตรวจสอบหลักฐานจารึกแล้วพบว่าคำว่า "ขอม" ไม่เคยปรากฏอยู่ในจารึกเขมรโบราณแม้แต่หลักเดียวทั้งสมัยก่อนเมืองพระนครและสมัยเมืองพระนคร นั่นคือชาวเขมรเองไม่เคยเรียกตัวเองว่า "ขอม" เลย คำนี้กลับพบครั้งแรกในจารึกสุโขทัย ซึ่งตามการศึกษาของศานติ น่าจะกลายเสียงมาจากคำเขมรโบราณว่า "กโรม" (แปลว่า "ใต้/ทางล่าง") ที่ชาวสุโขทัยใช้เรียกกลุ่มคนทางใต้ของตน โดย "ขอม" ในจารึกวัดศรีชุมอาจหมายถึงคนไทยในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาที่รับวัฒนธรรมเขมรไป มากกว่าจะหมายถึงชาวเขมรเมืองพระนครโดยตรงด้วยซ้ำ แต่ในเอกสารสมัยอยุธยา คำว่า "ขอม" และ "เมืองขอม" กลับใช้หมายถึงชาวเขมรและประเทศกัมพูชาเอง ความหมายของคำนี้จึงเปลี่ยนไปตามยุคสมัย และเป็นคำที่คนไทยใช้เรียกคนอื่น ไม่ใช่ชื่อที่ชาวเขมรใช้เรียกตนเอง จึงไม่อาจนำมาใช้เป็นหลักฐานแบ่งแยกเชื้อชาติระหว่างผู้สร้างเมืองพระนครกับชาวเขมรปัจจุบันได้ตั้งแต่ต้น