บทความนี้เป็น
บทสรุปความของบทความวิชาการภาษาญี่ปุ่นเรื่อง「
シャムとクメール(カンボジア)の借用関係」ซึ่งศึกษาความสัมพันธ์การยืมอักษรและคำศัพท์ระหว่างภาษาสยามกับภาษาเขมร โดยใช้จารึกโบราณเป็นหลักฐานหลัก เขียนขึ้นโดยใช้ Claude Code ช่วยในการแปลและเรียบเรียง
1. บทนำ
1.1 การจำแนกภาษาสยามและภาษาเขมร
ภาษาไทยกลางจัดอยู่ในตระกูลภาษาไท ส่วนภาษาเขมรจัดอยู่ในตระกูลออสโตรเอเชียติก (กลุ่มมอญ-เขมร) ภาษาเขมรกระจายอยู่ในกัมพูชาและภาคอีสานของไทย ซึ่งประชาชนทั้งสองฝั่งมีการติดต่อไปมาหาสู่กัน ภาษาถิ่นไทยแบ่งเป็นภาคกลาง เหนือ ใต้ และอีสาน โดยภาษาไทยภาคกลางซึ่งสืบทอดมาตั้งแต่สมัยสุโขทัยจนถึงราชวงศ์จักรีปัจจุบันถือเป็นภาษามาตรฐานของชาติ บทความนี้เรียกภาษาถิ่นนี้ว่า "ภาษาสยาม" เพื่อแยกจากภาษาถิ่นเหนือและอีสาน
1.2 ความสัมพันธ์การยืมคำ
ภาษาสยามมีลักษณะพิเศษที่ภาษาไทถิ่นอื่นไม่มี คือมีคำยืมจากภาษาเขมรจำนวนมาก จากการศึกษาของมัตสึยามะ (松山, 1956) คาดว่าคำศัพท์ภาษาสยามทั้งหมดราว 20-30% เป็นคำยืมจากภาษาเขมร ตั้งแต่คำราชาศัพท์ระดับสูงไปจนถึงคำพื้นฐาน เช่น "เดิน" หรือ "เกิด" ยิ่งไปกว่านั้น บางคำถูกยืมจากเขมรไปไทยแล้วย้อนกลับไปเขมรอีกครั้ง จนบางครั้งไม่อาจระบุทิศทางการยืมที่แน่ชัดได้ ความสัมพันธ์อันซับซ้อนนี้เกิดจากการติดต่อทางการเมืองและวัฒนธรรมระหว่างเขมรกับไทยเป็นเวลายาวนาน แต่ยังไม่มีผู้ใดอธิบายอย่างเป็นรูปธรรมว่าความสัมพันธ์การยืมเริ่มต้นเมื่อใดและเปลี่ยนแปลงอย่างไร การศึกษาประวัติศาสตร์ภาษาไทยมักมุ่งเน้นอักษรศาสตร์และฉันทลักษณ์เป็นหลัก อีกทั้งไทยไม่มีพจนานุกรมภาษาโบราณด้วย
1.3 การตีความที่ผ่านมาและประเด็นปัญหา
นักวิชาการ เช่น
ฌอร์ฌ เซแด็ส (George Cœdès) และรอง ศยามานนท์ เคยเสนอว่าอยุธยาซึ่งตั้งอยู่ในดินแดนที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรเขมร ได้รับเอาวัฒนธรรมเขมรอย่างเป็นธรรมชาติในเกือบทุกด้าน ทั้งระบบการปกครอง ศิลปะ ภาษา และวรรณกรรม แต่ผู้เขียนตั้งข้อสงสัยต่อมุมมองนี้ โดยยกตัวอย่างอาณาจักรล้านช้างที่ก่อตั้งขึ้นในช่วงเวลาใกล้เคียงกับอยุธยาในพื้นที่ที่เคยติดต่อกับศูนย์กลางเขมรโดยตรง แต่จารึกล้านช้างกลับแทบไม่ปรากฏองค์ประกอบแบบเขมรเลย ทั้งที่ปฐมกษัตริย์ฟ้างุ้มเติบโตในราชสำนักพระนครและอภิเษกกับเจ้าหญิงเขมร ในทางกลับกัน จารึกสุโขทัยซึ่งเชื่อกันว่าต่อต้านการปกครองแบบอาณานิคมของเขมร กลับปรากฏองค์ประกอบเขมรอย่างชัดเจน เช่น คำเรียกปีนักษัตรแบบเขมร (เรียกว่า "ปีเขมร") ในศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหง ในขณะที่จารึกล้านนากลับไม่ปรากฏร่องรอยเขมรเลย ทั้งที่เคยผนวกหริภุญชัยซึ่งเป็นเมืองขึ้นของเขมรเข้าไว้ด้วย ผู้เขียนจึงเห็นว่าการอธิบายด้วยเหตุผลทางภูมิศาสตร์เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ และมุ่งศึกษาอักษรและภาษาที่ปรากฏในจารึกเพื่อไขปริศนาช่วงเวลาที่ไม่มีหลักฐานตรงแสดงกระบวนการเปลี่ยนผ่านจากเขมรสู่ไทย
2. ภูมิหลังทางประวัติศาสตร์
2.1 ความสัมพันธ์ทางประวัติศาสตร์ระหว่างชาวสยามกับชาวเขมร
การเปลี่ยนผู้ปกครองในคาบสมุทรอินโดจีนเกิดขึ้นราวปลายพุทธศตวรรษที่ 18 ถึงพุทธศตวรรษที่ 19 (ประมาณคริสต์ศตวรรษที่ 13-14) ขณะที่จารึกอาณาจักรเขมรสิ้นสุดลงในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ชนชาติมอญและเขมรเป็นชนพื้นเมืองดั้งเดิมของภูมิภาคนี้ มอญสร้างอาณาจักรทวารวดีและหริภุญชัยในดินแดนไทยปัจจุบัน ส่วนเขมรสร้างจักรวรรดิเขมรซึ่งมีศูนย์กลางอยู่ในกัมพูชาและภาคอีสานของไทยปัจจุบัน แผ่อิทธิพลไปถึงจามปาทางตะวันออกและพม่าทางตะวันตก ชนชาติไทอพยพลงมาจากจีนตอนใต้และตั้งถิ่นฐานขนานใหญ่ในพุทธศตวรรษที่ 18 (ประมาณคริสต์ศตวรรษที่ 13) กลุ่มใหญ่ที่สุดคือชาวสยามที่ล้มอำนาจเขมรและก่อตั้งสุโขทัย ส่วนอีกกลุ่มทางเหนือได้ล้มหริภุญชัยและตั้งอาณาจักรล้านนา อยุธยาซึ่งก่อตั้งขึ้นภายหลังได้ผนวกสุโขทัยและขยายอำนาจไปถึงที่ราบสูงโคราชซึ่งเคยเป็นฐานที่มั่นของเขมร แต่ต้องรับมือแรงกดดันจากกัมพูชา ล้านนา และพม่าตลอดสมัยอยุธยา
2.2 จารึกไทยก่อนสมัยสุโขทัย
จารึกเป็นหลักฐานสำคัญแต่มีข้อจำกัด เช่น ชำรุดจนอ่านยาก และเคลื่อนย้ายได้ง่ายจึงไม่แน่ชัดเสมอไปว่าสร้างขึ้น ณ ที่ใด อย่างไรก็ตาม จารึกสามารถจำแนกตามประเภทอักษรได้ อักษรหลักในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภาคพื้นทวีปแบ่งเป็นสายอักษรเขมรโบราณ (สืบจากอักษรปัลลวะอินเดียใต้) และสายอักษรมอญโบราณ (สืบจากพุกาม) จารึกที่พบในไทยแสดงพัฒนาการตามลำดับเวลา ตั้งแต่
จารึกวัดโพธิ์ร้าง (พุทธศตวรรษที่ 12 ราวคริสต์ศตวรรษที่ 6-7 สมัยทวารวดี อักษรปัลลวะ ภาษาสันสกฤต/มอญ) จนถึง
จารึกปราสาทหินพนมรุ้ง (พ.ศ. 1664 / ค.ศ. 1121 สมัยพระนคร อักษรเขมรโบราณ ภาษาเขมร) จารึกพระนครโบราณสิ้นสุดลงในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 (พ.ศ. 1724-1762 / ค.ศ. 1181-1219) ส่วนจารึกพระนครยุคใหม่เริ่มปรากฏอีกครั้งราวปลายพุทธศตวรรษที่ 20 (ราวคริสต์ศตวรรษที่ 14-15)
3. อักษรที่ใช้ในจารึกราชวงศ์ไทย
3.1 อักษรสุโขทัย
ก่อนตั้งอาณาจักรสุโขทัย ชนชาติไทยยังไม่มีอักษรสำหรับเขียนภาษาของตน จนกระทั่งพ่อขุนรามคำแหงประดิษฐ์อักษรไทยขึ้นเมื่อ พ.ศ. 1835 (ค.ศ. 1292) และใช้จารึก
ศิลาจารึกหลักที่ 1 ซึ่งถือเป็นเอกสารอักษรไทยที่เก่าแก่ที่สุด อักษรสุโขทัยอยู่ในระบบอักษรตระกูลอินเดียเช่นเดียวกับอักษรเขมร สันนิษฐานว่าต้นแบบคืออักษรปัลลวะที่มาจากอินเดียใต้ แต่อาจผ่านทางเขมรมาก็เป็นได้ นอกจากนี้ยังพบจารึกที่ใช้ "อักษรขอมสุโขทัย" ซึ่งใกล้เคียงกับอักษรเขมรโบราณอยู่ในช่วงเวลาเดียวกันด้วย
3.2 อักษรล้านนา
ล้านนาพัฒนา "อักษรเมือง" (หรืออักษรธรรม/อักษรยวน/อักษรโยน) ขึ้นจากอักษรมอญ ใช้จารบาลีและวรรณกรรมล้านนาทั่วไป ในเวลาใกล้เคียงกัน "อักษรล้านนา" (ที่พัฒนาจากอักษรสุโขทัย) ก็ปรากฏขึ้นจากการเผยแผ่พุทธศาสนาลังกาวงศ์โดยพระสุมนเถระที่วัดพระยืน ลำพูน เมื่อ พ.ศ. 1913 (ค.ศ. 1370) สันนิษฐานว่าอักษรสุโขทัยที่นำเข้ามาผสมกับอักษรเมืองที่มีอยู่เดิม จนกลายเป็นอักษรล้านนา ซึ่งมีรูปแบบที่เรียกว่า "อักษรฝักขาม" เป็นตัวแทน อักษรนี้เลิกใช้ราวกลางพุทธศตวรรษที่ 24 (ราวต้นคริสต์ศตวรรษที่ 19) หลังจากนั้นอักษรธรรมล้านนาจึงกลายเป็นที่แพร่หลายทั่วไป ปัจจุบันล้านนาถูกผนวกเข้ากับสยามอย่างสมบูรณ์ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 วัฒนธรรมและอักษรล้านนากำลังเลือนหายไปตามกาลเวลา
3.3 อักษรล้านช้าง
อักษรธรรมแพร่เข้าสู่ล้านช้าง (ลาว) ใช้จารึกพระไตรปิฎกภาษาบาลีและวรรณกรรมลาว กลายเป็นต้นแบบของอักษรลาวปัจจุบัน ส่วนอักษรล้านนาที่เข้าไปในลาวเรียกว่า "อักษรไทน้อย" ใช้เขียนภาษาลาว ทั้งสองอักษรนี้แพร่เข้าสู่ภาคอีสานซึ่งเคยเป็นดินแดนล้านช้าง แต่อักษรไทน้อยเลือนหายไปในที่สุด เหลือเพียงอักษรธรรมที่ยังคงอยู่ในฐานะอักษรธรรมอีสาน
3.4 อักษรอยุธยา
จารึกสมัยอยุธยาใช้อักษรที่เรียกว่า "อักษรไทยอยุธยา" และ "อักษรขอมอยุธยา" ซึ่งเชื่อกันว่าพัฒนาต่อเนื่องมาจากอักษรไทยสุโขทัยโดยตรง ผู้เขียนตั้งคำถามว่าทำไมราชวงศ์ไทยทั้งสามที่กล่าวมาข้างต้น (สุโขทัย ล้านนา ล้านช้าง) ต่างมีระบบอักษรของตนเองในชื่อเฉพาะ แต่อยุธยากลับไม่มีการสร้างอักษรใหม่ของตนเองขึ้น เป็นประเด็นที่บทความนี้พยายามหาคำตอบต่อไป
4. จารึกสมัยสุโขทัย
สุโขทัยเป็นอิสระในช่วง พ.ศ. 1763-1921 (ค.ศ. 1220-1378) และตกเป็นประเทศราชของอยุธยาในช่วง พ.ศ. 1922-1981 (ค.ศ. 1379-1438)
4.1 อักษรและภาษาที่ใช้ในจารึกสุโขทัย
จากการรวบรวมจารึกที่ทราบปีแน่ชัด พบรูปแบบการใช้อักษรและภาษา 5 แบบหลัก ดังตารางสรุปด้านล่าง รูปแบบจารึกมีหลากหลาย ทั้งศิลาจารึก แผ่นหิน ฐานพระ ลานทอง ลานเงิน แผ่นดีบุก และใบลาน
ข้อแตกต่างของรูปแบบ 3 และ 4: แบบ 3 เขียนภาษาไทยเป็นหลักแล้วสอดคำบาลีด้วยอักษรขอม ส่วนแบบ 4 เขียนภาษาบาลีเป็นหลักแล้วสอดคำไทยด้วยอักษรไทย
4.2 กำเนิดอักษรไทยสุโขทัย
มีข้อถกเถียงทางวิชาการว่าอักษรไทยสุโขทัยเกิดขึ้นก่อนศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงหรือไม่ ประเด็นสำคัญคือ
ภาพสลักชาดกที่วัดศรีชุมซึ่งมีจารึกอักษรไทยกำกับอยู่ด้วย หากจารึกนี้สร้างขึ้นในช่วง พ.ศ. 1801-2000 (ค.ศ. 1258-1457) ตามที่สันนิษฐานและมีอายุก่อน พ.ศ. 1835 (ค.ศ. 1292) ก็จะเก่าแก่กว่าศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหง แต่ทางการไทยยังคงยึดถือว่าศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงเป็นต้นกำเนิดอย่างเป็นทางการ โดยเชื่อว่าดัดแปลงมาจากอักษรปัลลวะของอินเดียใต้ ทว่าในยุคนั้นไม่มีการสืบทอดอักษรปัลลวะโดยตรงแล้ว จึงมีความเป็นไปได้ว่าพ่อขุนรามคำแหงทรงอ้างอิงจากศิลาจารึกเก่าแก่หลายหลักที่มีอยู่ก่อน นอกจากนี้ยังพบตัวอย่างคำไทยในจารึกก่อนสมัยสุโขทัย เช่น
จารึกดงแม่นางเมือง (พ.ศ. 1710 / ค.ศ. 1167) ซึ่งหน้าหนึ่งเป็นภาษาบาลี อีกหน้าเป็นภาษาเขมร แต่มีคำไทยปะปนอยู่ เช่น "พระ" และ "นำ" บางความเห็นเสนอว่านี่คือร่องรอยอักษรไทยที่เก่าแก่กว่าอักษรไทยสุโขทัยเสียอีก
4.3 กำเนิดอักษรขอมสุโขทัย
อักษรขอมสุโขทัยมีรูปแบบใกล้เคียงกับอักษรเขมรโบราณในจารึกยุคพระนคร แต่ตาม "จารึกในประเทศไทย" เล่ม 5 ระบุว่ารูปอักษรมีเส้นสายเฉพาะตัวของไทยปะปนอยู่ ต่างจากอักษรเขมรแท้ จึงเรียกแยกว่า "อักษรขอม" ทั้งนี้ก่อนสถาปนาอาณาจักรสุโขทัยในพุทธศตวรรษที่ 18 (ราวคริสต์ศตวรรษที่ 12-13) มีจารึกที่เชื่อว่าชนชาติไทยเป็นผู้สร้างอยู่แล้วหลายหลัก แต่จารึกเหล่านั้นไม่ได้ใช้อักษรขอมสุโขทัย แต่ใช้อักษรเขมรโบราณแท้ๆเขียนภาษาบาลีและภาษาเขมร โดยมีคำไทยปะปนอยู่เพียงประปราย ดังตัวอย่างจารึกดงแม่นางเมืองข้างต้น แสดงให้เห็นว่าชนชาติไทยแถบสุโขทัยมีความชำนาญในการสร้างจารึกอักษรเขมร-ภาษาเขมรมาก่อน แล้วจึงพัฒนาอักษรขอมสุโขทัยของตนเองขึ้นในภายหลัง
4.4 ทฤษฎี "อักษรศาสนา" กับ "อักษรทางโลก"
งานวิจัยของมิตานิ (三谷, 1979) ได้อธิบายว่าอักษรเขมรได้พัฒนาแยกเป็นสองรูปแบบหลักในช่วงหลังยุคพระนคร คือ "อักษรมูล" (អក្សរមូល) ซึ่งใช้เพื่อจุดประสงค์ทางศาสนาเป็นหลัก และ "อักษรเชรียง" (អក្សរជ្រៀង) ซึ่งเป็นอักษรที่ใช้ในชีวิตประจำวัน ปัจจุบันทั้งสองแบบยังใช้คู่กัน โดยทั่วไปนิยมใช้อักษรเชรียง ส่วนอักษรมูลมักใช้เป็นอักษรประดับในชื่อหนังสือหรือป้าย อักษรขอมที่ใช้ในไทยก็คือรูปแบบอักษรมูลที่ยังคงใช้เฉพาะบางโอกาสมาจนถึงปัจจุบัน ในขณะที่อักษรไทยสุโขทัยมีลักษณะใกล้เคียงกับอักษรเชรียงมากกว่า อย่างไรก็ตาม การแยกอักษรเป็นสองแบบนี้อาจเกิดขึ้นภายหลังการสถาปนาอาณาจักรสุโขทัย จึงไม่อาจสรุปได้ว่าอักษรขอมสุโขทัยหรืออักษรไทยสุโขทัยรับต้นแบบมาจากอักษรมูลหรืออักษรเชรียงโดยตรง ความคล้ายคลึงกันในปัจจุบันอาจเกิดจากการยืมกันไปมาในภายหลังมากกว่า ทั้งนี้เอกสารฝ่ายไทยเองก็ไม่มีการกล่าวถึงอักษรมูลหรืออักษรเชรียงเลย
4.5 "อักษรมูล" กับ "อักษรเชรียง" ในภาษาเขมรปัจจุบัน
คำว่า "มูล" (មូល) ในภาษาเขมรแปลว่า "กลม" ใช้เรียกอักษรที่ปรากฏในจารึกและใบลาน ปัจจุบันใช้เพียงเพื่อการประดับ เช่น ชื่อหนังสือหรือป้ายร้าน ส่วนอักษรที่ใช้ในชีวิตประจำวันไม่มีชื่อเรียกเฉพาะ มีรูปลักษณ์ต่างจากอักษรมูลมาก จนคนที่อ่านอักษรทั่วไปได้อาจอ่านอักษรมูลไม่ออกเลย ตั้งแต่คริสต์ทศวรรษ 1960 เป็นต้นมา สิ่งพิมพ์เริ่มใช้ตัวเอียงของอักษรทั่วไปเป็นมาตรฐาน จึงเรียกอักษรทั่วไปแบบเอียงนี้ว่า "เชรียง" (ជ្រៀង) แปลว่า "ตัวเอียง" เพื่อแยกจากอักษรตั้งตรงแบบเดิม ไม่ได้หมายความว่าเชรียงเป็นอักษรพิเศษแต่อย่างใด ที่น่าสนใจคือจารึกเขมรยุคใหม่ พ.ศ. 2245 (ค.ศ. 1702) มีรูปอักษรใกล้เคียงกับอักษรมูลในปัจจุบันมาก จึงสันนิษฐานได้ว่าเมื่อมีการสร้างตัวพิมพ์ มีการศึกษาอักษรจารึกเก่าแล้วเลือกรูปแบบจากปี พ.ศ. 2245 นี้มาใช้เป็นแบบตัวพิมพ์มูล ส่วนอักษรทั่วไปแบบตั้งตรงเกิดขึ้นเมื่อใดไม่ปรากฏแน่ชัด แต่ใบลานส่วนใหญ่เขียนด้วยอักษรมูล จึงเชื่อว่าอักษรทั่วไปคงไม่เก่าแก่นัก มีตัวอย่างเอกสารอายุราว 100 ปีที่คัดลอกนิทานจากใบลานอักษรมูลด้วยลายมือลงสมุดโดยใช้อักษรทั่วไป
4.6 อักษรขอมกับพระไตรปิฎกกัมพูชา
ในกัมพูชาปัจจุบันยังมีอักษรที่เรียกว่า "อักษรขอม" (អក្សរខម) ซึ่งมีรูปร่างใกล้เคียงกับอักษรมูลมาก ต่างกันเพียงรูปพยัญชนะตัวแรก "ก" เท่านั้น พจนานุกรมภาษาเขมรอธิบายว่า "อักษรขอม" คืออักษรที่ชาวไทยยืมจากเขมรไปใช้ โดยใช้เขียนใบลานเป็นหลัก ภายหลังจึงหมายถึงอักษรที่มีรูปแบบต่างจากอักษรมูลเล็กน้อยด้วย ผู้เขียนได้ตรวจสอบพระไตรปิฎกที่เก็บรักษาไว้ที่สถาบันวิจัยเอเชียแอฟริกา มหาวิทยาลัยโตเกียวศึกษาต่างประเทศ (AA-ken) พบว่าเขียนด้วยรูปแบบอักษรขอมพระไตรปิฎกฉบับนี้มีความสำคัญยิ่ง เพราะเป็นฉบับเดียวที่เหลืออยู่ของกัมพูชา หลังพระไตรปิฎกดั้งเดิมถูกทำลายในช่วงสงคราม คณะสงฆ์ญี่ปุ่นจึงจัดพิมพ์ขึ้นใหม่ถวายคืนแก่กัมพูชาในเวลาต่อมา นอกจากนี้ยังพบว่าจารึกยุคพระนครในพุทธศตวรรษที่ 17-18 (ราวคริสต์ศตวรรษที่ 11-13) มีรูปอักษรใกล้เคียงกับอักษรขอมอยู่แล้ว แสดงว่าอักษรขอมมีอายุเก่าแก่กว่าอักษรมูลมาก จากข้อมูลทั้งหมดนี้ ผู้เขียนสรุปว่าอักษรมูลไม่อาจเป็นต้นแบบของอักษรขอมสุโขทัย และอักษรเชรียงก็ไม่อาจเป็นต้นแบบของอักษรไทยสุโขทัยได้ อีกทั้งทฤษฎีที่ว่าอักษรมูลเป็นอักษรศาสนาส่วนอักษรเชรียงเป็นอักษรทางโลกก็คลาดเคลื่อนเช่นกัน
4.7 ลักษณะจารึกสุโขทัยตามยุคสมัย
หากไม่นับจารึกวัดป่ามะม่วงและจารึกสมเด็จพระมหาเถรจุฑามุณิซึ่งเป็นกรณีพิเศษ (กล่าวถึงในหัวข้อถัดไป) จารึกก่อนและหลัง พ.ศ. 1921 (ค.ศ. 1378) มีความแตกต่างกันชัดเจน ก่อน พ.ศ. 1921 (ค.ศ. 1378) (ก่อนตกเป็นประเทศราชของอยุธยา) จารึกส่วนใหญ่เป็นอักษรไทยล้วน ใช้เขียนทั้งภาษาไทยและภาษาบาลีโดยไม่แยกอักษรตามภาษา รูปแบบส่วนใหญ่เป็นศิลาจารึกหรือแผ่นหิน โดยเฉพาะจารึกในรูปเสมา ผู้สร้างแทบทั้งหมดคือราชสำนักสุโขทัย เนื้อหาเป็นการยอพระเกียรติกษัตริย์และการทำบุญของราชวงศ์
หลัง พ.ศ. 1921 (ค.ศ. 1378) เมื่อสุโขทัยตกเป็นประเทศราชของอยุธยา จารึกเริ่มปรากฏการผสมสองอักษรในหลักเดียวกัน และอักษรขอมเริ่มถูกใช้เขียนภาษาไทยเป็นครั้งแรก ผู้สร้างจารึกเปลี่ยนจากราชสำนักเป็นพระสงฆ์ชั้นสูงและฆราวาสทั่วไปที่ทำบุญถวายวัด สะท้อนว่าจารึกค่อยๆสูญเสียบทบาททางการเมืองและกลายเป็นบันทึกการทำบุญส่วนบุคคล
4.8 จารึกวัดป่ามะม่วง: กรณีศึกษาสามภาษา
จารึกวัดป่ามะม่วง เป็นตัวอย่างพิเศษที่มีถึง 3 ภาษาใน 4 หลัก คือฉบับภาษาไทย 2 หลัก ฉบับภาษาเขมร 1 หลัก และฉบับภาษาบาลี 1 หลัก โดยฉบับไทยใช้อักษรไทยเขียนภาษาไทย ฉบับเขมรใช้อักษรขอมเขียนภาษาเขมร และฉบับบาลีใช้อักษรขอมเขียนภาษาบาลี ทุกหลักเป็นจารึกหินสี่เหลี่ยม ฉบับภาษาเขมรมีขนาดใหญ่ที่สุด สูงถึง 2 เมตร กว้าง 28 เซนติเมตร หนา 30 เซนติเมตร จารึกนี้สร้างขึ้นเนื่องในโอกาสที่พระมหาสามีจากลังกาเดินทางมาเผยแผ่ศาสนา และพระยาลิไทเสด็จออกผนวชในโอกาสนั้น เนื้อหาฉบับบาลีเป็นคำสรรเสริญพระยาลิไทที่พระมหาสามีทรงพระราชนิพนธ์ ฉบับไทยและฉบับเขมรมีเนื้อหาใกล้เคียงกัน คือกล่าวถึงการผนวชและการทำบุญของพระยาลิไท แต่ฉบับเขมรมีเนื้อหาที่ฉบับไทยไม่มี ได้แก่การปราบกบฏภายในสุโขทัย และการสร้างเทวรูปพระศิวะ พระวิษณุพร้อมโบสถ์พราหมณ์ ส่วนฉบับไทยมีเนื้อหาที่ฉบับเขมรไม่มี คือการที่พระเจ้ารามคำแหงทรงปลูกต้นมะม่วง
จารึกชุดนี้แสดงสำนึกของราชสำนักสุโขทัยต่ออักษรไทยและอักษรขอมอย่างชัดเจน คือยึดหลัก "หนึ่งจารึกหนึ่งภาษา" และเลือกใช้อักษรให้เหมาะกับเนื้อหา การกล่าวถึงพระเจ้ารามคำแหงในฉบับอักษรไทยแสดงความเคารพต่อกษัตริย์ผู้ประดิษฐ์อักษรไทย การเขียนเนื้อหาเกี่ยวกับพราหมณ์ด้วยอักษรขอมภาษาเขมรแสดงการให้เกียรติธรรมเนียมเขมร ส่วนการที่คำสรรเสริญพระราชาจากพระมหาสามีลังกาใช้อักษรขอมแทนอักษรไทย สะท้อนธรรมเนียมมอญที่ยกย่องภาษาบาลีเป็นภาษาศักดิ์สิทธิ์ของพระธรรม ความแตกต่างนี้ยังปรากฏในการใช้ศักราชด้วย คือฉบับไทยและฉบับเขมรใช้มหาศักราช ในขณะที่ฉบับบาลีใช้จุลศักราช นอกจากนี้การที่กษัตริย์ทรงสร้างโบสถ์พราหมณ์ในโอกาสผนวชเดียวกันนี้ ยังสะท้อนว่าราชสำนักสุโขทัยให้ความสำคัญกับศาสนาพราหมณ์เทียบเท่าพระพุทธศาสนา
4.9 จารึกสมเด็จพระมหาเถรจุฑามุณิ: อักษรล้านนาในจารึกสุโขทัย
จารึกสมเด็จพระมหาเถรจุฑามุณิ (พ.ศ. 1919 / ค.ศ. 1376) เป็นตัวอย่างแรกที่ใช้อักษรล้านนาเขียนคำภาษาบาลีที่แทรกอยู่ในเนื้อความภาษาไทย "จารึกสมัยสุโขทัย" เสนอว่าอาจเป็นความตั้งใจเลี่ยงการใช้อักษรขอม ซึ่งชี้ให้เห็นว่าแม้อักษรขอมจะถูกมองว่าเป็นอักษรของไทยเองแล้ว แต่ที่มาของอักษรนี้ก็ยังคงเป็นที่กังขาอยู่ลึกๆ ที่น่าสนใจยิ่งกว่าคืออักษรธรรม (ล้านนา) ปรากฏในจารึกสุโขทัยเฉพาะช่วง พ.ศ. 1900-1950 (ค.ศ. 1357-1407) เท่านั้น หลังจากนั้นก็หายไปและไม่พบในจารึกสุโขทัยอีกเลย สะท้อนว่าการเลือกใช้อักษรมีความเกี่ยวโยงกับพระเกียรติยศของราชวงศ์ ก่อนหน้าที่อักษรล้านนาจะปรากฏขึ้น ไม่ว่าจารึกอักษรเขมรหรืออักษรไทยล้วนใช้อักษรเดียวกันตลอดทั้งหลักโดยไม่แยกตามภาษา ไม่มีการแยกอักษรสำหรับภาษาบาลีในจารึกเดียวกันมาก่อน (ยกเว้นจารึกวัดป่ามะม่วงที่แยกเป็นคนละหลัก) ผู้เขียนสันนิษฐานว่าธรรมเนียมการแยกอักษรสำหรับภาษาบาลีนี้น่าจะสืบทอดมาจากหริภุญชัยสู่ล้านนา แล้วจึงเข้าสู่สุโขทัยพร้อมกับอักษรล้านนา นอกจากนี้รูปแบบจารึกที่เป็นลานทองคำแทนที่จะเป็นศิลาจารึกก็เป็นลักษณะที่แปลกไปจากจารึกสุโขทัยทั่วไป ยิ่งตอกย้ำถึงอิทธิพลจากล้านนา
4.10 จารึกช่วงเป็นประเทศราชของอยุธยา
หลัง พ.ศ. 1921 (ค.ศ. 1378) เมื่อสุโขทัยตกเป็นประเทศราชของอยุธยา จารึกเปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญสองประการ ประการแรกคือจารึกที่ใช้สองอักษรในหลักเดียวกันเพิ่มมากขึ้น กล่าวคือใช้อักษรไทยเขียนภาษาไทยและอักษรขอมเขียนภาษาบาลี สืบเนื่องจากจารึกสมเด็จพระมหาเถรจุฑามุณิที่ริเริ่มไว้ ประการที่สองคือการเกิดขึ้นของจารึกที่ใช้อักษรขอมเขียนภาษาไทยโดยตรง ซึ่งเป็นเรื่องน่าฉงน เพราะเวลาผ่านไปกว่าร้อยปีนับจากพ่อขุนรามคำแหงประดิษฐ์อักษรไทยแล้ว ทำไมจึงยังนำอักษรขอมมาเขียนภาษาไทย "จารึกในประเทศไทย" เล่ม 5 อธิบายว่าเป็นเพราะชนชาติไทยใช้อักษรขอมมาตั้งแต่ก่อนสมัยสุโขทัยแล้ว จึงไม่เลิกใช้ และเกิดสำนึกว่าอักษรขอมเป็นอักษรสำหรับภาษาบาลีโดยเฉพาะ แต่ผู้เขียนตั้งข้อสงสัยว่าคำอธิบายนี้ยังไม่เพียงพอ เพราะไม่อาจอธิบายได้ว่าทำไมจารึกปี พ.ศ. 1904 (ค.ศ. 1361) ยังคงใช้อักษรขอมเขียนภาษาเขมรหรือบาลีเท่านั้น แต่จารึกปี พ.ศ. 1949 (ค.ศ. 1406) ในเวลาต่อมากลับใช้อักษรขอมเขียนภาษาไทยด้วย อักษรขอมเริ่มปรากฏในจารึกสุโขทัยช่วงที่ตกเป็นประเทศราชของอยุธยานี้เอง และเริ่มมีรูปแบบใหม่คือใช้อักษรขอมเขียนได้ทั้งภาษาเขมร บาลี และไทย
ในช่วงเวลาเดียวกันนี้ยังมีความเปลี่ยนแปลงด้านผู้สร้างจารึกและรูปแบบจารึกด้วย กล่าวคือแทบไม่มีจารึกที่ระบุชัดว่าพระราชาทรงสร้างเองอีกต่อไป แต่กลับปรากฏจารึกที่บันทึกการทำบุญของพระราชวงศ์ พระสงฆ์ชั้นสูง และฆราวาสทั่วไปแทน รูปแบบส่วนใหญ่เป็นแผ่นหิน แต่ก็มีจารึกโลหะจำนวนไม่น้อยที่ไม่ทราบปีแน่ชัด ซึ่งน่าจะเป็นของยุคนี้เช่นกัน ผู้เขียนอธิบายว่าจารึกที่ราชสำนักสุโขทัยสร้างขึ้นแต่เดิมมีเป้าหมายเพื่อประกาศพระบรมเดชานุภาพ จึงยึดถือธรรมเนียมจารึกเขมรอย่างเป็นเอกภาพทั้งรูปแบบ อักษร และภาษา เพราะอักษรไทยที่พระเจ้ารามคำแหงบรรพบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ทรงประดิษฐ์ขึ้นคืออักษรไทย การจารึกด้วยอักษรไทยภาษาไทยจึงเป็นการประกาศพระเกียรติยศราชวงศ์สุโขทัยไปในตัว แต่เมื่อกาลเวลาผ่านไปพระเกียรติยศของราชวงศ์สุโขทัยเสื่อมถอยลง จารึกจึงค่อยๆสูญเสียลักษณะทางการเมือง กลายเป็นเพียงบันทึกทางศาสนาหรือการทำบุญส่วนบุคคลของสามัญชน ผลที่ตามมาคืออักษรขอมซึ่งเป็นอักษรของคัมภีร์บาลีที่สืบทอดกันมาในวัดจึงกลายเป็นอักษรที่ใช้กันทั่วไปมากขึ้น เช่นเดียวกับปัจจุบันที่หากต้องการเรียนอักษรขอมก็ต้องไปเรียนที่วัด
5. จารึกสมัยอยุธยา (พ.ศ. 1896-2310 / ค.ศ. 1351-1767)
5.1 ลักษณะเฉพาะของจารึกอยุธยา
- แม้ยังใช้อักษรขอม แต่เขียนเป็นภาษาไทยเท่านั้น ไม่ใช่ภาษาเขมรอีกต่อไป
- รูปแบบส่วนใหญ่เป็นแผ่นโลหะ ลานทอง ลานเงิน หรือจดหมายเหตุ (สมุดใบลานทองคำ) มากกว่าศิลาจารึกหรือแผ่นหิน
- ผู้สร้างคือพระสังฆราชหรือผู้มีศรัทธาทั่วไปที่ทำบุญถวายวัด สะท้อนว่าจารึกกลายเป็นบันทึกการทำบุญส่วนบุคคลอย่างสมบูรณ์
- ไม่มีการสร้างอักษรใหม่เฉพาะของราชวงศ์ เพราะจารึกไม่ได้ทำหน้าที่ประกาศพระบรมเดชานุภาพของกษัตริย์อีกต่อไป (บทบาทนั้นถูกแทนที่ด้วยพงศาวดารราชวงศ์)
ผู้เขียนอธิบายเบื้องหลังของข้อ 3 ว่า จักรวรรดิเขมรที่ปกครองดินแดนกว้างใหญ่ในอดีตเชื่อมศูนย์กลางกับหัวเมืองด้วยถนนหลวง โดยส่งเจ้าเมืองพร้อมพราหมณ์ไปสร้างเทวสถานและบังคับให้หัวเมืองนับถือศาสนาไศวนิกาย การที่กษัตริย์ทรงทำบุญถวายเทวสถานเหล่านั้นจึงถูกจารึกเป็นศิลาจารึก อันเป็นสัญลักษณ์ว่าพระราชอำนาจแผ่ไปถึงหัวเมืองไกล จารึกเช่นนี้ย่อมมีมากในยุคที่พระราชอำนาจเข้มแข็ง และแทบไม่ปรากฏในยุคเสื่อมถอย ในช่วงที่สุโขทัยเป็นประเทศราชของอยุธยาซึ่งเป็นช่วงเปลี่ยนผ่าน ก็ไม่ปรากฏจารึกลักษณะนี้เลย และเมื่อเข้าสู่สมัยอยุธยาโดยตรง จุดประสงค์ รูปแบบ และวัสดุของจารึกจึงเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงตามที่กล่าวมาข้างต้น
จากการรวบรวมจารึกสมัยอยุธยา พบรูปแบบการใช้อักษรหลัก 5 แบบ ดังตารางด้านล่าง ซึ่งล้วนเขียนเป็นภาษาไทยทั้งสิ้น ต่างจากสมัยสุโขทัยที่ยังมีจารึกภาษาเขมรและบาลีปะปนอยู่
แม้อักษรจะหลากหลาย แต่ภาษาที่ใช้เขียนเป็นภาษาไทยล้วน นี่คือข้อแตกต่างสำคัญที่สุดระหว่างจารึกสมัยอยุธยากับจารึกสมัยสุโขทัย
5.2 กำเนิดอักษรไทยอยุธยา
"จารึกในประเทศไทย" เล่ม 5 ระบุว่าต้นแบบของอักษรไทยอยุธยาคือ
จารึกแผ่นดีบุกวัดมหาธาตุ สมัยสุโขทัย (พ.ศ. 1917 / ค.ศ. 1374) ซึ่งเป็นแผ่นดีบุกขนาดเล็ก กว้าง 18.5 เซนติเมตร ยาว 27 เซนติเมตร หนา 2 มิลลิเมตร ไม่ทราบผู้สร้าง เนื้อหาเป็นการทำบุญอุทิศแก่บิดามารดาและสรรพสัตว์ทั้งปวง แม้พบที่วัดมหาธาตุในอยุธยา แต่ตัวอักษรมีอิทธิพลของอักษรไทยสุโขทัยปรากฏชัด จึงถือว่าเป็นต้นแบบของอักษรไทยอยุธยา
5.3 กำเนิดอักษรขอมอยุธยา
จารึกวัดส่องคบ ฉบับที่ 1-4 เป็นแผ่นเงินบางที่จารึกขึ้นในช่วง พ.ศ. 1950-2000 (ค.ศ. 1407-1457) พบที่วัดส่องคบ จังหวัดชัยนาท มีอักษรขอมที่คล้ายคลึงกับลายเส้นใน
จารึกวัดป่าแดงสมัยสุโขทัย จึงสันนิษฐานว่าเป็นต้นแบบของอักษรขอมอยุธยา จากตารางในหัวข้อ 5.1 จะเห็นได้ว่าอักษรขอมถูกใช้ต่อเนื่องมาตลอดสมัยอยุธยา ทั้งอักษรไทยอยุธยาและอักษรขอมอยุธยาจึงล้วนสืบทอดมาจากอักษรของสุโขทัย ไม่ได้มีการสร้างอักษรใหม่ขึ้นในสมัยอยุธยาเลย ผู้เขียนเห็นว่าไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะจารึกในยุคนี้สูญเสียหน้าที่ประกาศพระบรมเดชานุภาพไปแล้วดังที่กล่าวใน 5.1 อีกทั้งสมัยอยุธยายังมีการชำระ "พระราชพงศาวดาร" ซึ่งกลายเป็นสื่อใหม่ที่ทำหน้าที่แสดงพระบรมเดชานุภาพแทนจารึก
5.4 จารึกวัดตำหนัก
จารึกวัดตำหนัก (พ.ศ. 2023 / ค.ศ. 1480) เป็นตัวอย่างพิเศษที่ใช้อักษรขอมสุโขทัยและอักษรไทยสุโขทัยผสมกันในจารึกเดียว (8 บรรทัดแรกเป็นอักษรขอม อีก 2 บรรทัดหลังเป็นอักษรไทย) เขียนเป็นภาษาไทยล้วน ไม่มีภาษาเขมรปน จารึกนี้สันนิษฐานว่าเกี่ยวข้องกับรัชสมัยพระบรมไตรโลกนาถ (พ.ศ. 1991-2039 / ค.ศ. 1448-1488) ผู้ทรงศึกษาทั้งระบบการปกครองเขมรและประวัติศาสตร์สุโขทัยอย่างลึกซึ้ง และทรงเป็นกษัตริย์อยุธยาพระองค์แรกที่ปกครองดินแดนสุโขทัยเดิมโดยตรง พระราชกรณียกิจสำคัญที่สุดของพระองค์คือการปฏิรูปการปกครองแบบรวมศูนย์อำนาจ โดยทรงตรา "กฎมณเฑียรบาล" ขึ้นเมื่อ พ.ศ. 1993 (ค.ศ. 1450) เพื่อรวบรวมธรรมเนียม พิธีกรรม และกฎเกณฑ์ต่างๆที่เกี่ยวกับราชสำนักและพระราชวงศ์ให้เป็นระบบเดียวกัน ฌอร์ฌ เซแด็สตั้งข้อสังเกตว่ากฎมณเฑียรบาลส่วนใหญ่แท้จริงแล้วคือการรื้อฟื้นบทบัญญัติของกฎหมายเขมรเก่า และระเบียบเกี่ยวกับการรักษาพระราชวังนั้นมีเนื้อความยากยิ่ง จนหากไม่มีความรู้อย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับธรรมเนียมราชสำนักพระนครก็ยากจะเข้าใจได้ ผู้เขียนเห็นว่าแม้พระบรมไตรโลกนาถจะทรงรับเอาระบบการปกครองแบบเขมรมาใช้จริง แต่ก็ทรงศึกษาระบบสุโขทัยไปพร้อมกันอย่างจริงจัง และทรงสร้างเอกลักษณ์เฉพาะของพระองค์เองขึ้นด้วย ไม่ใช่การลอกเลียนวัฒนธรรมเขมรอย่างไม่ลืมหูลืมตา รูปแบบจารึกที่ผสมสองอักษรในหลักเดียวโดยไม่แยกตามภาษา (เพียงเปลี่ยนอักษรกลางบรรทัดเพื่อความสวยงาม) ยังสะท้อนสุนทรียะเฉพาะของยุคอยุธยาอีกด้วย
จารึกวัดพระธาตุศรีสองรัก (พ.ศ. 2103 / ค.ศ. 1560) บันทึกไมตรีระหว่างเจ้าฟ้ามหาจักรพรรดิแห่งอยุธยากับพระเจ้าไชยเชษฐาแห่งหลวงพระบาง พบที่จังหวัดเลยซึ่งเคยเป็นดินแดนล้านช้าง จารึกด้วยอักษรธรรมอีสานหนึ่งด้าน คู่กับอักษรขอมอยุธยาอีกด้าน "จารึกในประเทศไทย" เล่ม 4 ระบุว่าล้านช้างนิยมอักษรธรรม ส่วนอยุธยานิยมอักษรขอม ซึ่งสอดคล้องกับข้อเท็จจริงที่ว่าในยุคนี้ราชสำนักอยุธยาใช้อักษรขอมอย่างแพร่หลายในเอกสารสมุดทองคำ การที่เอกสารทางการทูตเช่นนี้เลือกใช้อักษรขอมแทนที่จะเป็นอักษรไทย แสดงว่าในเวลานั้นอักษรขอมถูกมองว่าเป็นอักษรของชาวสยามเองแล้ว ไม่ใช่อักษรที่ยืมมาจากเขมรอีกต่อไป และการเลือกใช้อักษรขอมแทนอักษรไทยเพื่อให้เข้าคู่กับอักษรธรรมของฝ่ายล้านช้าง อาจสะท้อนสำนึกว่าอักษรขอมเป็นอักษรที่มีศักดิ์สูงเทียบเท่าอักษรคัมภีร์ศาสนาเช่นเดียวกับอักษรธรรม
5.6 จารึกแม่อักษรขอมขุดปรอท
จารึกแม่อักษรขอมขุดปรอท (พ.ศ. 2290 / ค.ศ. 1747) เชื่อว่าเป็นผลงานของเจ้าฟ้าธรรมธิเบศร เป็นจารึกที่ไม่เกี่ยวข้องกับศาสนาโดยตรง ทำจากแผ่นทองแดงขนาดกว้าง 53 เซนติเมตร ยาว 45 เซนติเมตร หนา 7 เซนติเมตร แบ่งเป็นตาราง 8x8 ช่อง แต่ละช่องมีคำศัพท์ภาษาเขมรเขียนด้วยอักษรขอมตามหลักไวยากรณ์เขมรแท้ พร้อมคำอธิบายภาษาไทยเขียนล้อมรอบ ซึ่งมีรูปแบบเดียวกับตำราเรียนภาษาไทยขั้นต้นในพุทธศตวรรษที่ 23 (ราวคริสต์ศตวรรษที่ 18) แม้ไม่ทราบเจตนาที่แท้จริงของเจ้าฟ้าธรรมธิเบศรในการสร้างจารึกนี้ แต่ก็แสดงให้เห็นว่าในยุคนั้นแม้อักษรขอมภาษาเขมรจะแพร่หลายอยู่แล้ว การเรียนอักษรขอมก็ยังต้องอาศัยคำอธิบายผ่านภาษาไทยตามปกติ อาจสร้างขึ้นเพื่อผู้ต้องการเรียนอักษรขอมสำหรับคัดลอกใบลาน หรืออาจเป็นผลจากอารมณ์กวีของเจ้าฟ้าผู้โปรดปรานวรรณกรรมก็เป็นได้
5.7 การใช้อักษรสมัยอยุธยาโดยสรุป
อักษรขอมซึ่งเดิมใช้เขียนภาษาเขมรและบาลี ค่อยๆกลายเป็นอีกอักษรหนึ่งสำหรับเขียนภาษาไทย จนความรู้สึกว่าเป็น "อักษรที่ยืมมา" จางหายไป แต่เมื่อธรรมเนียมการใช้อักษรขอมเขียนภาษาไทยเสื่อมความนิยมลงในที่สุด อักษรขอมก็เหลือบทบาทเฉพาะการจารึกพระไตรปิฎก กลายเป็นอักษรทางศาสนาโดยสมบูรณ์ และสยามได้ส่งพระไตรปิฎกอักษรขอมนี้กลับไปยังกัมพูชาในเวลาต่อมา ซึ่งถือเป็นตัวอย่างของ "การยืมย้อนกลับ" ที่เกิดขึ้นทั้งในระดับคำศัพท์และอักษร
เบื้องหลังที่ราชสำนักอยุธยาลดความสนใจในจารึกอันเป็นมรดกจากเขมรลง คือความรุ่งเรืองทางวรรณกรรมราชสำนักที่เข้ามาแทนที่ แม้แต่ในจารึกสมัยอยุธยาเองก็ยังพบการเล่นคำด้วยอักษรไทยและอักษรขอมที่ไม่เกี่ยวกับศาสนาเลย ดังตัวอย่าง
จารึกแม่อักษรขอมขุดปรอทข้างต้น กวีราชสำนักต่างประชันกันแต่งบทสรรเสริญกษัตริย์ผู้ทรงเป็นเอกาธิปัตย์ วรรณกรรมจึงเข้ามาแทนที่บทบาทที่จารึกเคยทำหน้าที่ในยุคก่อน ตัวอย่างสำคัญคือ "จินดามณี" ในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์ (พ.ศ. 2199-2231 / ค.ศ. 1656-1688) ซึ่งอธิบายภาษาบาลี มอญ เขมร เพื่อประโยชน์ในการประพันธ์โคลงฉันท์ ผู้เขียนเห็นว่าคำต่างประเทศจำนวนมากที่ปรากฏในวรรณกรรมยุคนี้เป็นแรงจูงใจทางวรรณศิลป์มากกว่าจะเป็นคำยืมที่ฝังรากลึกในภาษาสยามจริง จึงต้องมีตำราอธิบายคำเหล่านี้ไว้โดยเฉพาะ และคำจำนวนมากก็ไม่ได้ฝังรากอยู่ในภาษาสยามอย่างถาวรด้วย สมัยอยุธยากินเวลายาวนานถึง 400 ปี มีความเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมและวรรณกรรมมากมายเกินกว่าจะสรุปได้ในคำอธิบายเดียว การยืมจากเขมรที่เกิดขึ้นตลอดยุคนี้ล้วนสนองความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา ซึ่งยังคงเป็นประเด็นที่รอการศึกษาต่อไปในอนาคต
6. บทสรุป
6.1 สุโขทัยกับเขมร
แม้วัฒนธรรมไทยกับเขมรจะแตกต่างกัน แต่สุโขทัยไม่ได้ปฏิเสธวัฒนธรรมเขมรโดยสิ้นเชิง กลับรับเอาโครงสร้างพื้นฐานของระบอบกษัตริย์ ศาสนาพราหมณ์ และปฏิทินแบบเขมร (มหาศักราช นักษัตรเขมร) มาผสมผสานกับพุทธศาสนาลังกาวงศ์ ก่อให้เกิดโครงสร้างคู่ขนานระหว่างการปกครองโดยตรงกับพิธีกรรมราชสำนักแบบพราหมณ์ ผู้เขียนเสนอว่านี่คือกลยุทธ์สร้างภาพลักษณ์กษัตริย์ผู้ทรงธรรมที่แตกต่างจากเขมร เพื่อรวบรวมจิตใจประชาชนภายหลังความเสื่อมของสังคมชนชั้นสูงของจักรวรรดิเขมร ขณะเดียวกัน การรับวัฒนธรรมพราหมณ์-เขมรก็อาจเป็นการสร้างความแตกต่างจากล้านนา ซึ่งไม่มีวัฒนธรรมพราหมณ์และมีคำยืมจากเขมรในภาษาน้อยกว่ามาก
6.2 อยุธยากับล้านนา
อยุธยาศึกษาและรับวัฒนธรรมจากทั้งสุโขทัยและเขมร แต่ไม่เคยพิชิตล้านนาได้สำเร็จ ความเป็นอิสระทางศาสนาและอักษรของล้านนา (อักษรยวน/ธรรม) ยังคงอยู่แม้ภายหลังราชวงศ์จักรีผนวกดินแดนแล้ว จนต้องออกกฎหมายคณะสงฆ์ พ.ศ. 2445 (ค.ศ. 1902) เพื่อรวมศูนย์อำนาจทางศาสนา ผู้เขียนเห็นว่าการที่สยามส่งออกพระไตรปิฎกอักษรขอมไปยังกัมพูชาอาจเป็นการตอบโต้ความชอบธรรมทางศาสนาที่ล้านนาอ้างผ่านอักษรธรรม
6.3 คำว่า "ขอม" และ "เม็ง"
คำว่า "ขอม" ในภาษาไทยได้ระบุความหมายในพจนานุกรมฉบับปี พ.ศ. 2493 (ค.ศ. 1950) และ พ.ศ. 2525 (ค.ศ. 1982) ว่าหมายถึงเขมร ส่วนที่ลาวเองก็เรียกเขมรว่า "ขอม" มาจนถึงช่วงกลางศตวรรษที่ 20 ในจารึกของสุโขทัยเองก็พบคำว่า "ขอม" ในชื่อ "ปีขอม" ซึ่งหมายถึงปีนักษัตร หรือ "ศักราชขอม" ซึ่งชัดเจนว่าขอมในที่นี้หมายถึงเขมร จึงทำให้ทราบว่าคำว่า "ขอม" มีการใช้เพื่อเรียกเขมรมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย ในขณะที่เอกสารของไทยไม่ปรากฏคำว่า "เขมร"
ส่วนคำว่า "เม็ง" ที่ปรากฏในเอกสารล้านนาก็สันนิษฐานว่าหมายถึงมอญ ผู้เขียนเห็นว่าการเปลี่ยนชื่อเรียกในลักษณะนี้เป็นเทคนิคหนึ่งของนโยบายชาติพันธุ์ของไทยโบราณในการสร้างความแตกต่างจากชนชาติอื่น
6.4 บทส่งท้าย
รูปแบบการยืมจากเขมรสู่สยามแล้วย้อนกลับไปเขมรอีกครั้ง ปรากฏทั้งในคำศัพท์และอักษร แสดงให้เห็นว่าชนชาติไทยรับเอาวัฒนธรรมเขมรอันยิ่งใหญ่และแตกต่างโดยไม่จมหายไปกับมัน แต่กลับส่งออกกลับไปในที่สุด ทิศทางการยืมถูกกำหนดโดยดุลอำนาจระหว่างชนชาติ และบางครั้งเป็นการยืมเพื่อสร้างความแตกต่างจากชนชาติที่สาม ดังตัวอย่างที่พบบ่อยในความสัมพันธ์ระหว่างล้านนากับสยาม