ในขณะที่แหล่งข้อมูลภาษาไทยในหัวข้อก่อนหน้าให้ภาพที่มีศูนย์กลางอยู่ที่พระปานเป็นหลัก งานวิจัยเฉพาะทางด้านประวัติศาสตร์การพิมพ์ในระดับนานาชาติกลับให้ภาพที่ซับซ้อนกว่ามาก มีบุคคลและสถาบันหลายฝ่ายเข้ามาเกี่ยวข้องต่อเนื่องกันเป็นเวลากว่าศตวรรษ หลักฐานที่ละเอียดที่สุดในหัวข้อนี้คือวิทยานิพนธ์ปริญญาโทของแซคารี เชอเริน (Zachary Scheuren) มหาวิทยาลัยรีดดิง สาขาศิลปะการใช้ตัวพิมพ์ เรื่อง Khmer Printing Types and the Introduction of Print in Cambodia: 1877–1977 ประกอบกับบทความของหอสมุดแห่งชาติสิงคโปร์ (BiblioAsia)
7.1 ชปราเคินฮัลเลอ กับตัวพิมพ์ Kambog'a (พ.ศ. 2387–2390 / ค.ศ. 1844–1847)
ตัวพิมพ์อักษรเขมรปรากฏเป็นครั้งแรกใน ชปราเคินฮัลเลอ (Sprachenhalle แปลตรงตัวว่า "ห้องโถงภาษา") สิ่งพิมพ์ชุดพิเศษที่อาลอยส์ เอาเออร์ (Alois Auer) ผู้อำนวยการโรงพิมพ์หลวงแห่งกรุงเวียนนา (Hof- und Staatsdruckerei) จัดทำขึ้นระหว่าง พ.ศ. 2387–2390 (ค.ศ. 1844–1847) ชื่อเต็มคือ Die Sprachenhalle oder das Vaterunser in mehr als 600 Sprachen und Mundarten (ห้องโถงภาษา หรือบทข้าแต่พระบิดาใน 600 กว่าภาษาและสำเนียง) เป็นการรวบรวมตัวพิมพ์ของโรงพิมพ์หลวงเวียนนาซึ่งขณะนั้นมีตัวพิมพ์สะสมไว้มากกว่า 500 ภาษาพื้นเมืองและ 100 ภาษาต่างประเทศ นับเป็นคลังตัวพิมพ์หลากภาษาที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในยุโรปยุคนั้น จุดประสงค์หลักคือแสดงขีดความสามารถทางเทคนิคของโรงพิมพ์ มากกว่าจะพิมพ์ใช้งานจริงในแต่ละภาษา ตัวพิมพ์เขมรในชุดนี้มีชื่อว่า "Kambog'a" ปรากฏขึ้นตั้งแต่ก่อนที่ฝรั่งเศสจะเข้าปกครองกัมพูชาเป็นอาณานิคมใน พ.ศ. 2406 (ค.ศ. 1863) เสียอีก จึงไม่ได้เกิดจากการติดต่อโดยตรงกับกัมพูชา แต่น่าจะคัดลอกจากต้นฉบับลายมือเท่าที่พอหาได้ในยุโรปขณะนั้นเพียงเพื่อให้ครบทุกภาษาที่รู้จัก วิทยานิพนธ์ของเชอเรินตั้งข้อสังเกตว่าตัวพิมพ์นี้มีรูปอักษรไม่สม่ำเสมอ ดูเหมือนคัดลอกมาจากต้นฉบับลายมือเพียงฉบับเดียว และยังไม่มีหลักฐานว่าเคยถูกนำไปใช้พิมพ์งานจริง
7.2 ตัวพิมพ์เขมรชุดแรกที่โรงพิมพ์แห่งชาติฝรั่งเศส (พ.ศ. 2420 / ค.ศ. 1877)
ตัวพิมพ์เขมรชุดใหญ่ชุดแรกที่แท้จริงคือตัวขนาด 18pt แบบตัวมูล หล่อขึ้นใน พ.ศ. 2420 (ค.ศ. 1877) ที่โรงพิมพ์แห่งชาติ (Imprimerie Nationale) กรุงปารีส ฝรั่งเศส แกะโดยช่างชื่อโอแบร์ (Aubert) ภายใต้การดูแลของนักบูรพาคดีชาวฝรั่งเศส เลอง เฟร์ (Léon Féer)
เฟร์เขียนบทความชื่อ "Les Nouveaux Caractères Cambodgiens de l'Imprimerie Nationale" (ตัวอักษรกัมพูชาชุดใหม่ของโรงพิมพ์แห่งชาติ) ตีพิมพ์ใน Mémoires de la Société Académique Indo-Chinoise de France เล่ม 1 (พ.ศ. 2422 / ค.ศ. 1879) อธิบายเหตุผลที่เลือกแบบตัวมูลแทนที่จะเป็นตัวเชรียงไว้ว่าตัวเชรียงมีความซับซ้อนและรายละเอียดมากเกินไปสำหรับงานพิมพ์ อีกทั้งตัวพิมพ์ชุดนี้มีไว้สำหรับพิมพ์ภาษาบาลีเป็นหลักซึ่งใช้ได้เฉพาะตัวมูลเท่านั้น ส่วนต้นแบบลายเส้นที่ใช้แกะตัวพิมพ์ เฟร์เขียนไว้ว่า "Les modèles ont été pris dans des manuscrits siamois où la forme des lettres est plus correcte et plus élégante" แปลว่า "ต้นแบบถูกนำมาจากต้นฉบับตัวเขียนฝ่ายสยาม ซึ่งมีรูปพยัญชนะที่ถูกต้องและสวยงามกว่า" แม้เฟร์จะไม่ได้ระบุชื่ออักษร แต่จากที่อธิบายไว้ก่อนหน้าว่าอักษรมูลเป็นอักษรศักดิ์สิทธิ์ที่ฝ่ายสยามและกัมพูชาใช้เขียนบาลีร่วมกัน ก็คาดได้ว่าอักษรฝั่งไทยที่ว่านั้นหมายถึงอักษรขอมไทยนั่นเอง
นี่เป็นหลักฐานที่มีการบันทึกไว้ชัดเจนในงานวิจัยเฉพาะทางว่ามีการใช้ต้นแบบจากลายมือฝ่ายสยามจริงในการสร้างตัวพิมพ์เขมร อย่างไรก็ตาม ตัวพิมพ์นี้เกิดขึ้นก่อนปี พ.ศ. 2430 (ค.ศ. 1887) ที่อ้างถึงพระปานถึง 10 ปี โดยเป็นการตัดสินใจของนักบูรพาคดีชาวฝรั่งเศสในปารีส ไม่เกี่ยวข้องกับพระปานหรือกัมพูชาโดยตรง และ วิทยานิพนธ์ของเชอเรินอธิบายไว้ในอีกจุดหนึ่งว่า ทั้งตัวมูลและตัวเชรียงเป็นรูปแบบลายมือเขมรดั้งเดิมที่มีอยู่ในประเพณีการเขียนเขมรเองมาก่อนแล้ว สิ่งที่เฟร์ทำคือเลือกต้นฉบับฝ่ายสยามมาเป็นแบบร่างสำหรับแกะโลหะให้ได้มาตรฐานเดียวกันเท่านั้น ไม่ใช่การยืมรูปแบบอักษรทั้งระบบ
7.3 มารี-โฌแซ็ฟ แกดง และโรงหล่อเดอแบร์นี & ซี (พ.ศ. 2417 / ค.ศ. 1874 เป็นต้นมา)
ระหว่าง พ.ศ. 2417–2437 (ค.ศ. 1874–1894) บาทหลวงเยซูอิตชาวฝรั่งเศส มารี-โฌแซ็ฟ แกดง (Marie-Joseph Guesdon) เดินทางเข้ากัมพูชา ศึกษาภาษาเขมรอย่างลึกซึ้งและรวบรวมพจนานุกรมเขมร-ฝรั่งเศสฉบับใหญ่ เป็นผู้ผลักดันหลักเบื้องหลังตัวพิมพ์เขมรสามชุดของโรงหล่อ เดอแบร์นี & ซี (Deberny & Cie) ในปารีส ได้แก่ ตัวมูลขนาด 26pt ตัวเชรียงขนาด 26pt และ ตัวเชรียงขนาด 40pt ซึ่งนำออกแสดงในงานนิทรรศการอาณานิคมที่เมืองมาร์แซย์ใน พ.ศ. 2449 (ค.ศ. 1906) โดยระบุว่าเป็น "สำเนาที่ซื่อตรงต่อต้นฉบับลายมือ" อย่างไรก็ตาม ไม่มีการระบุว่าต้นแบบของตัวพิมพ์ชุดนี้มาจากลายมือไทยเลย และ ตัวมูลของเดอแบร์นียังมีรูปแบบสำรองของตัวสะกดบางตัวที่จงใจอิงกับรูปแบบโบราณในจารึกหินตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 12 แสดงว่าผู้ออกแบบสนใจสืบสายประวัติศาสตร์อักษรเขมรของตนเองมากกว่า
ตัวพิมพ์เขมรของเดอแบร์นีเป็นชุดที่ถูกใช้งานแพร่หลายที่สุดในบรรดาทั้งหมด และส่งต่อไปใช้ที่ โรงพิมพ์แห่งรัฐในอารักขา (Imprimerie du Protectorat) โรงพิมพ์ทางการฝรั่งเศสในกรุงพนมเปญซึ่งก่อตั้งราว พ.ศ. 2429 (ค.ศ. 1886) นอกจากนี้ยังมีโรงพิมพ์ตะวันตกอื่นเข้ามาเกี่ยวข้องกับการพัฒนาตัวพิมพ์เขมรต่อเนื่อง เช่น บริษัทสตีเฟน ออสติน & ซันส์ (Stephen Austin & Sons) ที่เมืองฮาร์ตฟอร์ด (Hertford) ประเทศอังกฤษ ซึ่งมีชื่อเสียงในฐานะผู้พิมพ์งานภาษาตะวันออกหลากหลาย ซึ่งวิทยานิพนธ์ของเชอเรินศึกษาแบบตัวพิมพ์และปัญหาทางเทคนิคในการออกแบบตัวพิมพ์เขมรของโรงพิมพ์นี้ไว้โดยละเอียด ไม่มีแหล่งไหรในกลุ่มนี้กล่าวถึงอักษรขอมไทยเลย อย่างไรก็ตามช่วงเวลาการก่อตั้งโรงพิมพ์แห่งรัฐในอารักขาใกล้เคียงกับช่วงที่ระบุว่าพระปานประดิษฐ์อักษรเชรียง จึงแสดงถึงความเป็นไปได้ที่จะมีความเกี่ยวข้องกัน ซึ่งถ้าสามารถหาหลักฐานเอกสารที่กล่าวถึงได้ก็จะช่วยยืนยันได้
7.4 พระชวน ณาต โชตญาโณ กับการวางมาตรฐานพจนานุกรม (พ.ศ. 2458–2481 / ค.ศ. 1915–1938)
เหตุการณ์ปฏิรูปอักขรวิธีเขมรสมัยใหม่ที่ได้รับการบันทึกและยอมรับในวงวิชาการนานาชาติอย่างชัดเจนที่สุด เกิดขึ้นภายใต้การนำของพระภิกษุนักวิชาการชาวกัมพูชา พระชวน ณาต โชตญาโณ (ជួន ណាត ជោតញ្ញាណោ) คณะกรรมการจัดทำพจนานุกรมภาษาเขมรตั้งขึ้นตามประกาศพระบรมราชโองการเลขที่ 67 ลงวันที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2458 (ค.ศ. 1915) แต่คณะกรรมการชุดแรกไม่อาจตกลงกันเรื่องอักขรวิธีและคำศัพท์ได้ พระชวน ณาต จึงเข้ามารับบทบาทนำมากขึ้นตั้งแต่ พ.ศ. 2469 (ค.ศ. 1926) และเป็นผู้ผลักดันจนพจนานุกรมฉบับพิมพ์ครั้งแรกสำเร็จใน พ.ศ. 2481 (ค.ศ. 1938) ก่อนพัฒนาต่อจนกลายเป็นพจนานุกรมมาตรฐานฉบับสมบูรณ์ในเวลาต่อมา
ผลงานของพระชวน ณาต ไม่ได้เป็นเพียงการรวบรวมคำศัพท์ แต่ยังผลักดันแนวทางสร้างชาติ โดยการสร้างคำศัพท์ใหม่จากรากศัพท์บาลี-สันสกฤตแทนการยืมคำฝรั่งเศสโดยตรง ในยุคที่กัมพูชาอยู่ภายใต้อาณานิคมฝรั่งเศสซึ่งพยายามผลักดันให้ใช้ภาษาฝรั่งเศสแทนที่ภาษาเขมร พจนานุกรมฉบับนี้จึงกลายเป็นทั้งเครื่องมือมาตรฐานทางอักขรวิธีและสัญลักษณ์ของการต่อต้านทางวัฒนธรรม และยังคงเป็นแหล่งอ้างอิงมาตรฐานการสะกดคำเขมรที่ใช้กันอยู่จนถึงปัจจุบัน เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นห่างจากปี พ.ศ. 2430 (ค.ศ. 1887) ที่อ้างว่าเป็นปีที่พระปานปฏิรูปอักษรเขมรราว 30 ปี และดำเนินการโดยนักวิชาการชาวกัมพูชาเอง งานของพระชวน ณาต เองก็เป็นงานด้านพจนานุกรมและการวางมาตรฐานการสะกดคำเป็นหลัก ไม่ใช่งานออกแบบตัวอักษรหรือตัวพิมพ์ เพราะระบบตัวพิมพ์เขมรถูกวางรากฐานไว้แล้วตั้งแต่ยุคของแกดงหลายสิบปีก่อนหน้า ไม่พบแหล่งข้อมูลใดที่ระบุว่าคณะทำงานของพระชวน ณาต เคยนำอักษรขอมไทยมาใช้เป็นต้นแบบ
7.5 การเปลี่ยนบทบาทของอักษรมูลและเชรียงในยุคเปลี่ยนผ่านสู่การพิมพ์
รูปอักษร "มูล" และ "เชรียง" ที่ใช้อยู่ในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปจากยุคจารึกใบลานจริง โดยเฉพาะช่วงเปลี่ยนผ่านจากการคัดลอกด้วยมือมาเป็นตัวพิมพ์โลหะตั้งแต่ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 เป็นต้นมา ซึ่งบังคับให้ต้องปรับลายเส้นให้เป็นมาตรฐานสำหรับการหล่อตัวพิมพ์ มูลเปลี่ยนบทบาทจากรูปแบบเดียวที่ใช้ในงานศาสนามาเป็นตัวหนาหรือหัวเรื่องในงานพิมพ์ ส่วนเชรียงถูกจับคู่กับอักษรแบบตั้งตรงที่เรียกว่า "อักษรฌร" ที่พัฒนาขึ้นภายหลังเพื่อเลียนแบบระบบตัวปกติ/ตัวเอียงของอักษรละติน อักษรฌรนี้เองที่เป็นรูปแบบอักษรเขมรทั่วไปที่พบตามเว็บไซต์และใช้แพร่หลายที่สุดในชีวิตประจำวัน ตัวขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงนี้ที่มีการบันทึกไว้จริงคือแรงกดดันทางเทคนิคจากกระบวนการหล่อตัวพิมพ์ร่วมกับโรงหล่อตะวันตก ไม่ใช่อิทธิพลจากอักษรขอมไทย
สรุปสำหรับหัวข้อนี้ หลักฐานนานาชาติที่มีรายละเอียดมากที่สุดชี้ว่าอักษรขอมไทยเคยถูกใช้เป็นต้นแบบจริงอย่างน้อยหนึ่งครั้งที่มีการบันทึกไว้ชัดเจน คือตอนที่เลอง เฟร์เลือกต้นฉบับลายมือไทยมาเป็นแบบร่างตัวพิมพ์มูลชุดแรกที่ปารีสใน พ.ศ. 2420 (ค.ศ. 1877) แต่หลังจากนั้นพัฒนาการของตัวพิมพ์และอักขรวิธีเขมรก็ดำเนินไปโดยอาศัยเนื้อหาจากประเพณีของเขมรเองเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นงานของแกดงกับโรงหล่อเดอแบร์นี หรืองานพจนานุกรมของพระชวน ณาต ก็ไม่มีพูดถึงเกี่ยวกับอักษรขอมไทยหรืออิทธิพลจากไทย