φυβλαςのβλογ
phyblasのブログ



ว่าด้วยอิทธิพลของอักษรขอมไทยต่อการพัฒนาอักษรเขมรยุคปัจจุบัน
เขียนเมื่อ 2026/07/24 21:37
แก้ไขล่าสุด 2026/09/11 05:21
อักษรเขมรปัจจุบันมีความคล้ายคลึงและมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับอักษรขอมไทย จึงมีการกล่าวว่า "อักษรเขมรพัฒนามาจากอักษรขอมไทย" และยังถูกนำไปขยายเกินเลยว่า "อักษรเขมรเพิ่งเกิดขึ้นใหม่จากการประดิษฐ์ขึ้นจากอักษรไทยโดยพระรูปหนึ่ง" บทความนี้จึงเขียนขึ้นจากการค้นคว้าข้อมูลเพื่อสรุปเทียบกับหลักฐานทางประวัติศาสตร์การพิมพ์นานาชาติและงานวิชาการไทยเฉพาะทางว่าด้วยต้นกำเนิดอักษรเขมรและอักษรขอมไทย เพื่อชั่งน้ำหนักว่าส่วนไหนของคำกล่าวอ้างนี้มีหลักฐานรองรับจริง และส่วนไหนเป็นการขยายความเกินจริง
1. ข้อกล่าวอ้างเรื่องที่มาของอักษรเขมร
จุดเริ่มต้นที่ทำให้ตั้งใจค้นข้อมูลแล้วเขียนบทความนี้ขึ้นก็เนื่องจากพบว่ามีคำกล่าวอ้างที่แพร่หลายในโซเชียลมีเดียไทยว่าอักษรเขมรที่ชาวกัมพูชาใช้อยู่ในปัจจุบันทั้งหมดพัฒนามาจากอักษรขอมไทย ซึ่งเป็นอักษรโบราณที่ใช้ในราชอาณาจักรสยามสำหรับเขียนภาษาบาลี สันสกฤต และคาถาอาคม กล่าวโดยสรุปคือคำกล่าวอ้างนี้เสนอว่าฝ่ายไทยเป็นผู้ส่งต่ออักษรให้เขมรในยุคหลัง ซึ่งตรงข้ามกับทิศทางที่หลักฐานทางประวัติศาสตร์ยืนยัน
หนึ่งในแหล่งที่มาสำคัญที่ทำให้คำกล่าวอ้างที่พบได้มากคืออ้างถึง สมเด็จพระสุคนธาธิบดี (ปาน ปญฺญาสีโล) ว่าเป็นผู้ประดิษฐ์อักษรเขมรจากต้นฉบับที่เป็นอักษรขอมที่ใช้ในไทย ซึ่งยังได้มีคนนำไปเขียนลงในหน้าวิกิพีเดียภาษาไทยด้วย เนื้อหาลักษณะนี้ได้ถูกนำไปแชร์ต่อจนกลายเป็นความเชื่อว่าอักษรเขมรเป็นสิ่งที่พระสงฆ์รูปหนึ่งคิดค้นขึ้นในสมัยรัตนโกสินทร์
จากการตรวจสอบประวัติการแก้ไขวิกิพีเดียก็ทำให้พบว่าข้อความ "ผู้ประดิษฐ์อักษรเขมรจากต้นฉบับที่เป็นอักษรขอม" ในหน้าวิกิพีเดียนี้เป็นสิ่งที่ได้ถูกเติมเข้ามาเมื่อ 29 กันยายน 2567 โดยผู้ใช้ไม่ได้ลงทะเบียน โดยไม่ได้เพิ่มแหล่งอ้างอิงกำกับ และไม่สามารถตรวจสอบผู้เขียนได้ จึงขาดความน่าเชื่อถือ
อย่างไรก็ตาม จากการค้นข้อมูลจึงพบว่านี่น่าจะเกิดจากการตีความต่อเติมไปไกลกว่าข้อมูลจากนักวิชาการที่มีแหล่งอ้างอิงได้จริง ซี่งระบุว่า ใน พ.ศ. 2430 (ค.ศ. 1887) รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนโรดม บรมรามเทวาวตาร ได้มีการปฏิรูปอักษรเขมรแบบโบราณเป็นอักษรเขมรแบบใหม่ สำหรับใช้ในงานพิมพ์ เรียกว่า อักษรเชรียง (អក្សរជ្រៀង) โดยสมเด็จพระสุคนธาธิบดี (พระปาน) เป็นผู้นำเอาอักษรขอมแบบไทยหวัด มาปรับใช้เป็นแบบอักษรเขมรสำหรับพิมพ์ ซึ่งต่างจากคำกล่าวอ้างเรื่อง "ประดิษฐ์อักษรเขมร" เพราะเป็นแค่เรื่องของการปฏิรูป ไม่ใช่การสร้างระบบการเขียนของภาษาขึ้นใหม่ทั้งหมด
แหล่งข้อมูลเรื่องการปฏิรูปนี้ที่พบในตอนแรกเป็นข้อมูลจากฝั่งไทยที่เขียนเป็นภาษาไทยทั้งหมด บทความนี้จึงตรวจสอบทั้งรายละเอียดของข้อมูลฝั่งไทยเองอย่างละเอียดขึ้นในหัวข้อที่ 5 และ 6 และนำไปเทียบกับหลักฐานทางประวัติศาสตร์การพิมพ์ระดับนานาชาติในหัวข้อที่ 7 เพื่อดูว่าแต่ละส่วนของคำกล่าวอ้างมีน้ำหนักมากน้อยแค่ไหน
2. หลักฐานจารึกอักษรเขมรโบราณ
วงวิชาการจารึกนานาชาติมีหลักฐานยืนยันตรงกันว่า อักษรเขมรสืบเชื้อสายมาจากอักษรปัลลวะสาขาหนึ่งของอักษรพราหมีตอนใต้/ทมิฬ-พราหมีของอินเดีย เผยแพร่เข้าสู่ดินแดนเขมรพร้อมพราหมณ์ พระสงฆ์ และพ่อค้าชาวอินเดีย ตั้งแต่ช่วงรัชสมัยพระเจ้ามเหนทรวรมันที่ 1 (พ.ศ. 1143–1173, ค.ศ. 600–630)
จารึกที่เก่าแก่ที่สุดที่มีอายุแน่ชัด
ศิลาจารึกทวลวัดคำนูร (សិលាចារឹកទួលវត្តគំនូរ) รหัส K.557/600 พบที่นครบุรี (អង្គរបុរី) จังหวัดตาแก้ว ทางใต้ของกรุงพนมเปญ มีอายุเก่าแก่ถึง พ.ศ. 1154 (ค.ศ. 611) เขียนด้วยภาษาเขมรโบราณปนคำยืมสันสกฤต ในตัวอักษรปัลลวะยุคต้น นับเป็นจารึกที่มีการระบุอายุแน่ชัดเก่าแก่ที่สุดที่พบในกัมพูชา และเป็นต้นทางของยุคที่จารึกภาษาเขมรพื้นถิ่นเริ่มเข้ามาแทนที่จารึกภาษาสันสกฤตล้วนอย่างค่อยเป็นค่อยไป รหัส K.557/600 นี้แท้จริงรวมสองส่วนเข้าด้วยกัน คือด้านทิศใต้ของก้อนหินซึ่งตีพิมพ์แยกไว้ก่อนตั้งแต่ พ.ศ. 2478 (ค.ศ. 1935) ในชื่อศิลาจารึกทวลวัดคำนูร รหัส K.557 ส่วนด้านทิศเหนือและทิศตะวันออกถูกถอดความและแปลเป็นภาษาฝรั่งเศสในภายหลังโดยฌอร์ฌ เซแดส (George Cœdès) เมื่อ พ.ศ. 2485 (ค.ศ. 1942) ในชื่อ K.600 จึงมักถูกอ้างถึงรวมกันเป็น K.557/600
ภาพพิมพ์แท่นหินด้านทิศใต้ของศิลาจารึกทวลวัดคำนูร (K.557) เก็บรักษาโดยสำนักฝรั่งเศสแห่งปลายบูรพาทิศ (EFEO) — Zakharov, A. O. (2019)
ข้อที่ควรสังเกตคือ จารึกทวลวัดคำนูรนี้เขียนด้วยอักษรปัลลวะยุคต้น ซึ่งเป็นอักษรตระกูลพราหมีของอินเดียใต้ที่ยังไม่ได้พัฒนาลักษณะเฉพาะของเขมรขึ้นเป็นของตนเอง วงวิชาการจึงมักเรียกจารึกยุคนี้ว่าเขียนด้วยอักษรปัลลวะ มากกว่าจะเรียกว่าอักษรเขมรโบราณอย่างเต็มปาก ส่วนจารึกที่มักถูกยกมาเป็นตัวอย่างของอักษรเขมรโบราณอย่างแท้จริง คือช่วงที่อักษรเริ่มมีลักษณะเฉพาะแยกตัวออกจากอักษรปัลลวะและอักษรหลังปัลลวะของอินเดียแล้ว เช่นการเปลี่ยนรูปพยัญชนะบางตัวให้เป็นทรงศกหรือหนามเตย ได้แก่กลุ่มศิลาจารึกปราสาทโลเลย (K.323, K.324 และ K.331) ที่เมืองหริหราลัย (ปัจจุบันคือหมู่บ้านโรลัวห์ ใกล้เสียมเรียบ) ลงวันที่แน่ชัดตรงกับวันอาทิตย์ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 1436 (ค.ศ. 893) สร้างขึ้นในรัชสมัยพระเจ้ายโศวรมันที่ 1 เพื่ออุทิศถวายแด่พระอิศวรและพระราชวงศ์ ห่างจากจารึกทวลวัดคำนูรกว่า 280 ปี
จารึกอักษรเขมรโบราณที่ปราสาทโลเลย เมืองพระนคร (พ.ศ. 1436 / ค.ศ. 893) — Wikimedia Commons
วงการประวัติศาสตร์อักษรจัดลำดับวิวัฒนาการอักษรเขมรเป็นช่วงต่อเนื่องยาวนานกว่า 1,300 ปี ได้แก่ ยุคก่อนพระนคร (พ.ศ. 1154–1345, ค.ศ. 611–802) ยุคพระนคร (พ.ศ. 1345–1974, ค.ศ. 802–1431) ยุคเขมรกลาง (หลัง พ.ศ. 1974, ค.ศ. 1431) จนถึงอักษรเขมรสมัยใหม่ในปัจจุบัน โดยมีจารึกหินหลายพันหลักเป็นหลักฐานบันทึกพัฒนาการรูปอักษรอย่างต่อเนื่องทุกช่วงเวลา ไม่ได้มีช่วงไหนที่อักษรเขมรขาดหายไปแล้วถูกประดิษฐ์ขึ้นใหม่โดยบุคคลใดบุคคลหนึ่ง
3. อักษรขอมไทยคืออะไร และทิศทางการยืมอักษรที่แท้จริง
แหล่งข้อมูลนานาชาติระบุตรงกันว่า "อักษรขอมไทย" คืออักษรตระกูลพราหมีที่เป็นสายย่อยของอักษรเขมรที่ใช้ในดินแดนไทย ไม่ใช่อักษรต้นแบบที่แยกอิสระจากกัน ชาวสยามเริ่มรับอักษรเขมรมาใช้ตั้งแต่ราวพุทธศตวรรษที่ 15-16 (ราวคริสต์ศตวรรษที่ 10-11) ซึ่งเป็นช่วงที่ละโว้/ลพบุรีในลุ่มน้ำเจ้าพระยาตกอยู่ภายใต้อิทธิพลจักรวรรดิเขมร อักษรเขมรที่รับมาแต่แรกใช้บันทึกภาษาบาลีและสันสกฤตในกลุ่มพราหมณ์และพระสงฆ์เป็นหลัก ต่อมาในราวพุทธศตวรรษที่ 20 (คริสต์ศตวรรษที่ 15) จึงมีการเพิ่มรูปพยัญชนะ สระ และวรรณยุกต์แบบไทยเข้าไปเพื่อให้เขียนภาษาไทยได้ด้วย จนกลายเป็นอักษรที่เรียกกันภายหลังว่า "อักษรขอมไทย"
จารึกอักษรขอมที่เก่าแก่ที่สุดที่พบในดินแดนไทย
ศิลาจารึกดงแม่นางเมือง พบที่อำเภอบรรพตพิสัย จังหวัดนครสวรรค์ ขึ้นทะเบียนรหัส K.766 มีอายุ พ.ศ. 1710 (ค.ศ. 1167) จารึกด้วยภาษาบาลีด้านหนึ่งและภาษาเขมรโบราณอีกด้านหนึ่ง ฐานข้อมูลจารึกในประเทศไทยของศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรจัดให้เป็นอักษรขอมโบราณ เป็นตัวอย่างของการใช้อักษรขอมบันทึกเรื่องราวทางศาสนาในดินแดนไทยตั้งแต่ราวพุทธศตวรรษที่ 18 เป็นต้นมา ทั้งนี้จารึกหลักนี้เก่าแก่กว่าช่วงที่อักษรขอมไทยได้รับการเติมรูปพยัญชนะ สระ และวรรณยุกต์แบบไทยจนสมบูรณ์ (ราวพุทธศตวรรษที่ 20) อยู่มาก จึงควรมองเป็นตัวอย่างของอักษรขอมในช่วงเปลี่ยนผ่านก่อนจะกลายเป็นอักษรขอมไทยแบบสมบูรณ์ มากกว่าจะเป็นจารึกอักษรขอมไทยฉบับเต็มรูปแบบ
ภาพพิมพ์แท่นหินด้านที่ 2 ของศิลาจารึกดงแม่นางเมือง (K.766) — ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร
แม้หลังจากที่อักษรไทยซึ่งพัฒนาขึ้นในสมัยสุโขทัยถูกใช้เขียนภาษาไทยในชีวิตประจำวันแล้ว อักษรขอมไทยก็ยังคงใช้คู่ขนานต่อมาอีกหลายศตวรรษ โดยจำกัดอยู่เฉพาะการคัดลอกพระไตรปิฎกภาษาบาลี ตำรายา ตำราโหราศาสตร์ ยันต์ และคาถาอาคม กระทั่งรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) จึงมีพระบรมราชโองการให้พระสงฆ์เปลี่ยนมาเขียนภาษาบาลีด้วยอักษรไทยแทน ทำให้บทบาทของอักษรขอมไทยลดลงอย่างมาก ปัจจุบันอักษรนี้แทบไม่มีการใช้งานในชีวิตจริงแล้ว เหลือเพียงการสอนในวิชาจารึกศาสตร์ตะวันออกของมหาวิทยาลัยไทยบางแห่ง และการใช้สักยันต์หรือจารเครื่องรางเท่านั้น
ที่น่าสนใจคือ แม้แต่นักวิชาการไทยเองก็ยืนยันทิศทางเดียวกันนี้ นักประวัติศาสตร์และนักภาษาศาสตร์ จิตร ภูมิศักดิ์ อธิบายไว้ในหนังสือ "ข้อเท็จจริงว่าด้วยชนชาติขอม" ว่าอักษรขอมไทยเป็นเพียงอักษรเขมรที่พัฒนารูปแบบเฉพาะตนขึ้นในลุ่มน้ำเจ้าพระยา ไม่ใช่อักษรที่ชาวสยามคิดค้นขึ้นเองแล้วส่งต่อให้เขมร ซึ่งสอดคล้องกับบทวิเคราะห์ของนิตยสารศิลปวัฒนธรรมที่สรุปตรงกันว่า "อักษรขอมไทย" ก็คือ "อักษรเขมร" แบบพื้นเมืองของลุ่มน้ำเจ้าพระยานั่นเอง กล่าวโดยสรุป ทิศทางการยืมที่มีหลักฐานรองรับจริงคือ อักษรเขมรโบราณ/พระนคร → อักษรขอมไทย
4. เปรียบเทียบอักษรขอมไทยกับอักษรเขมรสมัยใหม่
เพราะสืบเชื้อสายจากรากเดียวกัน อักษรขอมไทยกับอักษรเขมรสมัยใหม่จึงมีความคล้ายคลึงกันในระดับโครงสร้างพื้นฐาน แต่ก็แยกวิวัฒนาการออกจากกันจนมีความต่างที่ชัดเจนหลายประการ ดังตารางเปรียบเทียบต่อไปนี้
ประเด็น อักษรขอมไทย อักษรเขมรสมัยใหม่
จุดกำเนิด แยกตัวจากอักษรเขมรโบราณมาปรับใช้ในดินแดนสยามราวพุทธศตวรรษที่ 15-16 (คริสต์ศตวรรษที่ 10-11) สืบทอดจากอักษรเขมรโบราณ/พระนครอย่างต่อเนื่องภายในกัมพูชา
จำนวนพยัญชนะ 37 ตัว (เพิ่ม บ ฟ จากชุดเดิม 35 ตัว) 33 ตัว (ตัด ศ ษ ออกจากชุดเดิม 35 ตัว)
วรรณยุกต์ มีเครื่องหมายวรรณยุกต์แบบไทยเพิ่มเข้ามา เพราะต้องรองรับภาษาไทยซึ่งมีเสียงวรรณยุกต์ ไม่มีเครื่องหมายวรรณยุกต์ เพราะภาษาเขมรไม่ใช่ภาษาวรรณยุกต์
ขอบเขตการใช้งาน จำกัดเฉพาะบาลี สันสกฤต ตำรายันต์ คาถา พิธีกรรม ใช้เขียนภาษาเขมรในทุกบริบท ทั้งราชการ วรรณกรรม สื่อ และชีวิตประจำวัน
สถานะปัจจุบัน ใกล้สูญหาย เหลือใช้ในวิชาจารึกและพิธีกรรม อักษรประจำชาติที่ใช้งานจริงของกัมพูชา
ความต่างที่สำคัญที่สุดในทางภาษาศาสตร์คือประเด็นวรรณยุกต์ อักษรขอมไทยต้องมีการเติมเครื่องหมายวรรณยุกต์แบบไทยเข้าไป เพราะถูกดัดแปลงมาใช้เขียนภาษาไทยซึ่งเป็นภาษาวรรณยุกต์ ในขณะที่อักษรเขมรดั้งเดิมไม่มีกลไกนี้เพราะภาษาเขมรไม่ใช่ภาษาวรรณยุกต์ ข้อเท็จจริงนี้เองก็เป็นอีกหลักฐานเชิงโครงสร้างที่บ่งบอกว่าอักษรขอมไทยคือรูปแบบที่ถูกปรับเข้าหาความต้องการของภาษาไทยในภายหลัง ไม่ใช่อักษรต้นแบบดั้งเดิมที่เขมรนำไปดัดแปลงใช้เอง
5. พระปาน (ปญฺญาสีโล) กับทฤษฎีที่มาของอักษรเชรียง
พระปาน (ปญฺญาสีโล) เกิด พ.ศ. 2370 (ค.ศ. 1827) ที่บ้านแพรก จังหวัดพระตะบองซึ่งขณะนั้นเป็นดินแดนเขมรภายใต้อิทธิพลสยาม ท่านบวชเป็นสามเณรตั้งแต่อายุ 12 ปี แล้วเข้ามาศึกษาที่กรุงเทพฯ เข้าสังกัดคณะธรรมยุติกนิกายเมื่อ พ.ศ. 2393 (ค.ศ. 1850) และเดินทางกลับกัมพูชาใน พ.ศ. 2398 (ค.ศ. 1855) เพื่อสถาปนาคณะธรรมยุติกนิกายที่นั่น ก่อนได้รับสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราชองค์แรกของคณะธรรมยุติกนิกายในกัมพูชาภายใต้พระบาทสมเด็จพระนโรดม และมรณภาพใน พ.ศ. 2437 (ค.ศ. 1894) รวมอายุ 68 ปี
จากประวัติเท่าที่พบข้อมูล สิ่งที่พอเชื่อมโยงได้อย่างสมเหตุสมผลกับหลักฐานที่มีคือ ท่านอาจมีบทบาทในคณะทำงานปฏิรูปตัวพิมพ์อักษรเขมรเมื่อ พ.ศ. 2430 (ค.ศ. 1887) จริง เนื่องจากคุ้นเคยกับรูปแบบการเขียนอักษรขอมแบบไทยหวัดจากช่วงที่ศึกษาในกรุงเทพฯ แต่บทบาทนี้เป็นคนละเรื่องกับการประดิษฐ์อักษรเขมรขึ้นทั้งระบบตามที่มักถูกกล่าวอ้าง ส่วนความน่าเชื่อถือของบทบาทที่แคบกว่านี้จะขยายความต่อไปในหัวข้อนี้เอง
พบแหล่งข้อมูลภาษาไทยหลายเล่มที่เขียนถึงการปฏิรูปอักษรเขมรสมัยพระปาน ได้แก่ ตำราเรียน "อักษรไทยและอักษรขอมไทย" ของวิโรจน์ ผดุงสุนทรารักษ์ (มหาวิทยาลัยรามคำแหง พ.ศ. 2547 หรือ ค.ศ. 2004) และหนังสือ 2 เล่มที่ว่าด้วยคำยืมภาษาเขมรในภาษาไทย ของประยูร ทรงศิลป์ และกตัญญู ชูชื่น ซึ่ง 2 เล่มหลังนี้เป็นเรื่องคำยืมทางภาษาศาสตร์ ไม่ได้ลงรายละเอียดเรื่องประวัติการพิมพ์ ในบรรดาแหล่งข้อมูลไทยทั้งหมดที่พบ หนังสือ "แลหลังคำเขมร-ไทย" ของ รศ.ดร.ศานติ ภักดีคำ ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาและวรรณคดีเขมร (สำนักพิมพ์มติชน พ.ศ. 2562 หรือ ค.ศ. 2019) ให้รายละเอียดเรื่องนี้ไว้มากและชัดเจนที่สุด จึงขอนำมาขยายความในหัวข้อนี้โดยเฉพาะ
ในหนังสืออธิบายว่าอักษรขอมที่ใช้บันทึกเอกสารตัวเขียนในสมัยรัตนโกสินทร์เป็นรูปแบบที่รับต่อมาจากอักษรขอมสมัยอยุธยาโดยตรง ทั้งด้านรูปแบบและขนบการบันทึกของอักษรขอม 3 ประเภท คือ อักษรขอมบรรจง อักษรขอมหวัด และอักษรขอมย่อ อักษรขอมบรรจงในสมัยรัตนโกสินทร์มีลักษณะเป็นอักษรตัวเหลี่ยมหักมุมชัดเจนแต่หัวอักษรเล็กลง ส่วนอักษรขอมหวัดก็มีหัวอักษรเล็กลงเช่นกัน จากนั้นเนื้อความยังระบุว่ามีนักวิชาการบางท่าน (ไม่ได้เอ่ยชื่อไว้ในส่วนนี้) เสนอว่าเขมรได้รับเอาอักษรขอมหวัด หรือที่เรียกว่า "ตัวเกษียน" สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ไปปรับใช้เป็นอักษรเขมรแบบใหม่ที่เรียกว่า "อักษรเชรียง" ซึ่งก็คืออักษรเขมรที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน แต่มีรูปพยัญชนะที่ต่างไปจากอักษรขอมต้นแบบ 4 ตัว คือ ง ท น ฬ และมีการใช้อักษร อ เป็นตัวรองรับแทนสระลอยในบางคำ โดยระบุต่อว่าอักษรเชรียงนี้พระปานเป็นผู้ประดิษฐ์ขึ้นใหม่ราว พ.ศ. 2430 (ค.ศ. 1887) ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนโรดม เพื่อใช้พิมพ์และเขียนภาษาเขมร
อย่างไรก็ตาม ทฤษฎีที่ว่าอักษรเชรียง (อักษรเขมรปัจจุบัน) มาจากอักษรขอมหวัดของไทยผ่านมือพระปานนี้ หนังสือของศานติเองก็แค่ระบุว่าเป็นข้อเสนอของ "นักวิชาการบางท่าน" โดยไม่ได้อ้างชื่อหรือให้แหล่งอ้างอิงกำกับไว้ในส่วนที่ยกมา จึงมีสถานะเป็นเพียงทฤษฎีหนึ่งที่ยังตรวจสอบแหล่งที่มาต้นทางไม่ได้ ต่างจากอีกประเด็นหนึ่งที่หนังสือเล่มเดียวกันนี้กล่าวถึง คือเรื่องอักษรขอมบรรจงของไทยที่ส่งอิทธิพลกลับไปยังกัมพูชา ซึ่งมีน้ำหนักน่าเชื่อถือกว่ามากและมีรายละเอียดมากพอที่จะแยกอภิปรายต่างหากในหัวข้อถัดไป
6. อักษรขอมไทยกับอิทธิพลที่ไหลย้อนกลับสู่กัมพูชา
หนังสือ "แลหลังคำเขมร-ไทย" ของศานติ ภักดีคำ นอกจากทฤษฎีเรื่องอักษรเชรียงในหัวข้อก่อนหน้าแล้ว ยังระบุอีกประเด็นหนึ่งด้วยข้อความที่มั่นใจกว่ามาก คือ อักษรขอมที่ใช้ในไทยกลุ่มที่เรียกว่าอักษรขอมบรรจงเป็นกลุ่มที่ปรากฏหลักฐานแน่นอนว่าได้ส่งอิทธิพลด้านอักษรกลับไปให้กัมพูชา กลายเป็นสิ่งที่ฝ่ายเขมรเรียกว่า "อักษรขอม" (អក្សរខម) ซึ่งมีรูปพยัญชนะต่างจาก "อักษรมูล" ซึ่งเป็นอักษรเขมรที่วิวัฒนาการต่อเนื่องมาจากอักษรเขมรสมัยหลังพระนคร อยู่เพียงบางตัวเท่านั้น โดยกัมพูชาน่าจะรับอิทธิพลนี้มาจากไทยในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นเช่นกัน ข้อสังเกตนี้สอดคล้องกับสิ่งที่บทความของ จานา อิกุนมา (Jana Igunma) ภัณฑารักษ์หอสมุดแห่งชาติอังกฤษ อ้างถึงงานของ มีแชล อ็องแตลม์ (Michel Antelme, 2007) และพจนานุกรมของสถาบันพุทธศาสนบัณฑิตย์ กรุงพนมเปญ (1967) ว่าอักษรขอมมีต้นกำเนิดในไทยภาคกลาง (สยาม) ก่อนแพร่กระจายไปยังภูมิภาคใกล้เคียง
เมื่อย้อนไปดูต้นทางที่อิกุนมาอ้างอิง คือบทความของอ็องแตลม์เอง จะพบว่าสิ่งที่อ็องแตลม์กล่าวถึงจริงๆนั้นกว้างกว่าประเด็นอักษรขอมบรรจง/อักษรขอมข้างต้นเพียงอย่างเดียว แต่เป็นข้อสังเกตในภาพรวมเกี่ยวกับทิศทางอิทธิพลด้านอักษรระหว่างสยามกับกัมพูชาว่าไม่ได้ไหลไปทางเดียวตลอด แม้สยามและไทยถิ่นใต้จะยืมอักษรเขมรไปใช้และรับอิทธิพลทางวัฒนธรรมภาษาจากเขมรอย่างมากในช่วงแรก แต่นับตั้งแต่ยุคหลังพระนครเป็นต้นมาจนถึงยุคที่ฝรั่งเศสเข้าปกครอง กระแสอิทธิพลก็ไหลย้อนกลับจากสยามสู่กัมพูชามากขึ้นเรื่อยๆด้วยเช่นกัน โดยอ็องแตลม์ชี้ว่าเครื่องหมายสระจำนวนไม่น้อยที่ใช้อยู่ในอักษรเขมรทุกแบบปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นมูล เชรียง หรือขอม อาจจะมีต้นกำเนิดจากฝ่ายสยามก่อน แล้วชาวเขมรจึงยืมกลับมาใช้เพื่อทำให้อักษรของตนแม่นยำขึ้น โดยอ้างอิงข้อสังเกตของซ็องดูลฟ์ ต็องดาร์ (Sandulphe Tandart, 1935: 140) ที่ระบุว่าเครื่องหมายสระ "อิ" และ "อี" ซึ่งใช้กันทั่วไปในอักษรเขมร น่าจะมีอายุค่อนข้างใหม่และมีต้นกำเนิดจากสยาม กลไกที่ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนไปมาในภาพกว้างนี้ อ็องแตลม์อธิบายว่าเกี่ยวโยงโดยตรงกับความสัมพันธ์ระหว่างราชสำนักสยามกับราชสำนักกัมพูชาโดยรวม เพราะเมื่อใดที่กัมพูชาอ่อนแอลงทางการเมือง เจ้านายเขมรก็มักถูกนำไปอยู่ในราชสำนักสยามเพื่อควบคุมดูแลและเป็นเสมือนตัวประกันทางการเมือง เมื่อเจ้านายเหล่านี้กลับกัมพูชาก็นำอิทธิพลสยาม ซึ่งก่อนหน้านั้นก็เคยรับอิทธิพลเขมรไปแล้วเช่นกัน กลับมาเผยแพร่อีกต่อหนึ่ง นอกจากนี้ดินแดนสยามยังมีศูนย์กลางพุทธศาสนาที่มีชื่อเสียงระดับภูมิภาค พระสงฆ์เขมรจำนวนมากจึงเดินทางไปศึกษาต่อในดินแดนสยาม ยิ่งตอกย้ำการแลกเปลี่ยนอิทธิพลซึ่งกันและกันนี้ในภาพกว้าง
เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับอักษรสำหรับคัมภีร์ศาสนาโดยตรง ซึ่งเป็นประเด็นเดียวกับที่ศานติและอิกุนมากล่าวถึงข้างต้นนั้น อ็องแตลม์อ้างข้อสังเกตของเซแดส (Cœdès, 1925: 9) ที่เสนอสมมติฐานทำนองเดียวกันไว้ก่อนหน้าอย่างเจาะจงว่า อักษรขอมสำหรับเขียนคัมภีร์ศาสนาโดยเฉพาะอาจถูกใช้โดยฝ่ายสยามก่อน แล้วเมื่ออาณาจักรพระนครเสื่อมอำนาจลงและตกอยู่ภายใต้อิทธิพลสยาม ฝ่ายเขมรจึงยืมอักษรขอมที่ถูกดัดแปลงไปแล้วนี้กลับมาใช้อีกทอดหนึ่ง
ประเด็นเรื่องอักษรขอมบรรจงส่งอิทธิพลกลับไปเป็น "อักษรขอม" ที่ใช้ในกัมพูชาโดยเฉพาะนี้ มีหลักฐานยืนยันหนักแน่นกว่าทฤษฎีอักษรเชรียงในหัวข้อก่อนหน้ามาก เพราะได้รับการสนับสนุนทั้งจากสมมติฐานเฉพาะเจาะจงของเซแดสเรื่องอักษรศาสนา และจากพจนานุกรมของสถาบันพุทธศาสนบัณฑิตย์ ซึ่งเป็นแหล่งข้อมูลนานาชาติที่เป็นอิสระจากกัน ส่วนข้อสังเกตในภาพกว้างของอ็องแตลม์เรื่องทิศทางอิทธิพลสยาม-เขมรที่ไหลย้อนกลับไปมา ก็ยิ่งเสริมให้ทิศทางโดยรวมของการยืมกลับนี้มีน้ำหนักน่าเชื่อถือมากขึ้นไปอีก
7. การปฏิรูปและวิวัฒนาการตัวพิมพ์อักษรเขมรตามหลักฐานนานาชาติ
ในขณะที่แหล่งข้อมูลภาษาไทยในหัวข้อก่อนหน้าให้ภาพที่มีศูนย์กลางอยู่ที่พระปานเป็นหลัก งานวิจัยเฉพาะทางด้านประวัติศาสตร์การพิมพ์ในระดับนานาชาติกลับให้ภาพที่ซับซ้อนกว่ามาก มีบุคคลและสถาบันหลายฝ่ายเข้ามาเกี่ยวข้องต่อเนื่องกันเป็นเวลากว่าศตวรรษ หลักฐานที่ละเอียดที่สุดในหัวข้อนี้คือวิทยานิพนธ์ปริญญาโทของแซคารี เชอเริน (Zachary Scheuren) มหาวิทยาลัยรีดดิง สาขาศิลปะการใช้ตัวพิมพ์ เรื่อง Khmer Printing Types and the Introduction of Print in Cambodia: 1877–1977 ประกอบกับบทความของหอสมุดแห่งชาติสิงคโปร์ (BiblioAsia)
7.1 ชปราเคินฮัลเลอ กับตัวพิมพ์ Kambog'a (พ.ศ. 2387–2390 / ค.ศ. 1844–1847)
ตัวพิมพ์อักษรเขมรปรากฏเป็นครั้งแรกใน ชปราเคินฮัลเลอ (Sprachenhalle แปลตรงตัวว่า "ห้องโถงภาษา") สิ่งพิมพ์ชุดพิเศษที่อาลอยส์ เอาเออร์ (Alois Auer) ผู้อำนวยการโรงพิมพ์หลวงแห่งกรุงเวียนนา (Hof- und Staatsdruckerei) จัดทำขึ้นระหว่าง พ.ศ. 2387–2390 (ค.ศ. 1844–1847) ชื่อเต็มคือ Die Sprachenhalle oder das Vaterunser in mehr als 600 Sprachen und Mundarten (ห้องโถงภาษา หรือบทข้าแต่พระบิดาใน 600 กว่าภาษาและสำเนียง) เป็นการรวบรวมตัวพิมพ์ของโรงพิมพ์หลวงเวียนนาซึ่งขณะนั้นมีตัวพิมพ์สะสมไว้มากกว่า 500 ภาษาพื้นเมืองและ 100 ภาษาต่างประเทศ นับเป็นคลังตัวพิมพ์หลากภาษาที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในยุโรปยุคนั้น จุดประสงค์หลักคือแสดงขีดความสามารถทางเทคนิคของโรงพิมพ์ มากกว่าจะพิมพ์ใช้งานจริงในแต่ละภาษา ตัวพิมพ์เขมรในชุดนี้มีชื่อว่า "Kambog'a" ปรากฏขึ้นตั้งแต่ก่อนที่ฝรั่งเศสจะเข้าปกครองกัมพูชาเป็นอาณานิคมใน พ.ศ. 2406 (ค.ศ. 1863) เสียอีก จึงไม่ได้เกิดจากการติดต่อโดยตรงกับกัมพูชา แต่น่าจะคัดลอกจากต้นฉบับลายมือเท่าที่พอหาได้ในยุโรปขณะนั้นเพียงเพื่อให้ครบทุกภาษาที่รู้จัก วิทยานิพนธ์ของเชอเรินตั้งข้อสังเกตว่าตัวพิมพ์นี้มีรูปอักษรไม่สม่ำเสมอ ดูเหมือนคัดลอกมาจากต้นฉบับลายมือเพียงฉบับเดียว และยังไม่มีหลักฐานว่าเคยถูกนำไปใช้พิมพ์งานจริง
7.2 ตัวพิมพ์เขมรชุดแรกที่โรงพิมพ์แห่งชาติฝรั่งเศส (พ.ศ. 2420 / ค.ศ. 1877)
ตัวพิมพ์เขมรชุดใหญ่ชุดแรกที่แท้จริงคือตัวขนาด 18pt แบบตัวมูล หล่อขึ้นใน พ.ศ. 2420 (ค.ศ. 1877) ที่โรงพิมพ์แห่งชาติ (Imprimerie Nationale) กรุงปารีส ฝรั่งเศส แกะโดยช่างชื่อโอแบร์ (Aubert) ภายใต้การดูแลของนักบูรพาคดีชาวฝรั่งเศส เลอง เฟร์ (Léon Féer)
เฟร์เขียนบทความชื่อ "Les Nouveaux Caractères Cambodgiens de l'Imprimerie Nationale" (ตัวอักษรกัมพูชาชุดใหม่ของโรงพิมพ์แห่งชาติ) ตีพิมพ์ใน Mémoires de la Société Académique Indo-Chinoise de France เล่ม 1 (พ.ศ. 2422 / ค.ศ. 1879) อธิบายเหตุผลที่เลือกแบบตัวมูลแทนที่จะเป็นตัวเชรียงไว้ว่าตัวเชรียงมีความซับซ้อนและรายละเอียดมากเกินไปสำหรับงานพิมพ์ อีกทั้งตัวพิมพ์ชุดนี้มีไว้สำหรับพิมพ์ภาษาบาลีเป็นหลักซึ่งใช้ได้เฉพาะตัวมูลเท่านั้น ส่วนต้นแบบลายเส้นที่ใช้แกะตัวพิมพ์ เฟร์เขียนไว้ว่า "Les modèles ont été pris dans des manuscrits siamois où la forme des lettres est plus correcte et plus élégante" แปลว่า "ต้นแบบถูกนำมาจากต้นฉบับตัวเขียนฝ่ายสยาม ซึ่งมีรูปพยัญชนะที่ถูกต้องและสวยงามกว่า" แม้เฟร์จะไม่ได้ระบุชื่ออักษร แต่จากที่อธิบายไว้ก่อนหน้าว่าอักษรมูลเป็นอักษรศักดิ์สิทธิ์ที่ฝ่ายสยามและกัมพูชาใช้เขียนบาลีร่วมกัน ก็คาดได้ว่าอักษรฝั่งไทยที่ว่านั้นหมายถึงอักษรขอมไทยนั่นเอง
นี่เป็นหลักฐานที่มีการบันทึกไว้ชัดเจนในงานวิจัยเฉพาะทางว่ามีการใช้ต้นแบบจากลายมือฝ่ายสยามจริงในการสร้างตัวพิมพ์เขมร อย่างไรก็ตาม ตัวพิมพ์นี้เกิดขึ้นก่อนปี พ.ศ. 2430 (ค.ศ. 1887) ที่อ้างถึงพระปานถึง 10 ปี โดยเป็นการตัดสินใจของนักบูรพาคดีชาวฝรั่งเศสในปารีส ไม่เกี่ยวข้องกับพระปานหรือกัมพูชาโดยตรง และ วิทยานิพนธ์ของเชอเรินอธิบายไว้ในอีกจุดหนึ่งว่า ทั้งตัวมูลและตัวเชรียงเป็นรูปแบบลายมือเขมรดั้งเดิมที่มีอยู่ในประเพณีการเขียนเขมรเองมาก่อนแล้ว สิ่งที่เฟร์ทำคือเลือกต้นฉบับฝ่ายสยามมาเป็นแบบร่างสำหรับแกะโลหะให้ได้มาตรฐานเดียวกันเท่านั้น ไม่ใช่การยืมรูปแบบอักษรทั้งระบบ
ตาราง "Alphabet Cambodgien" ตัวพิมพ์อักษรเขมรแบบตัวมูลชุดแรกประกอบด้วยตัวสะกด 130 แบบ — ตัดจาก Mémoires de la Société Académique Indo-Chinoise de France เล่ม 1 หน้า 271
7.3 มารี-โฌแซ็ฟ แกดง และโรงหล่อเดอแบร์นี & ซี (พ.ศ. 2417 / ค.ศ. 1874 เป็นต้นมา)
ระหว่าง พ.ศ. 2417–2437 (ค.ศ. 1874–1894) บาทหลวงเยซูอิตชาวฝรั่งเศส มารี-โฌแซ็ฟ แกดง (Marie-Joseph Guesdon) เดินทางเข้ากัมพูชา ศึกษาภาษาเขมรอย่างลึกซึ้งและรวบรวมพจนานุกรมเขมร-ฝรั่งเศสฉบับใหญ่ เป็นผู้ผลักดันหลักเบื้องหลังตัวพิมพ์เขมรสามชุดของโรงหล่อ เดอแบร์นี & ซี (Deberny & Cie) ในปารีส ได้แก่ ตัวมูลขนาด 26pt ตัวเชรียงขนาด 26pt และ ตัวเชรียงขนาด 40pt ซึ่งนำออกแสดงในงานนิทรรศการอาณานิคมที่เมืองมาร์แซย์ใน พ.ศ. 2449 (ค.ศ. 1906) โดยระบุว่าเป็น "สำเนาที่ซื่อตรงต่อต้นฉบับลายมือ" อย่างไรก็ตาม ไม่มีการระบุว่าต้นแบบของตัวพิมพ์ชุดนี้มาจากลายมือไทยเลย และ ตัวมูลของเดอแบร์นียังมีรูปแบบสำรองของตัวสะกดบางตัวที่จงใจอิงกับรูปแบบโบราณในจารึกหินตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 12 แสดงว่าผู้ออกแบบสนใจสืบสายประวัติศาสตร์อักษรเขมรของตนเองมากกว่า
ตัวพิมพ์เขมรของเดอแบร์นีเป็นชุดที่ถูกใช้งานแพร่หลายที่สุดในบรรดาทั้งหมด และส่งต่อไปใช้ที่ โรงพิมพ์แห่งรัฐในอารักขา (Imprimerie du Protectorat) โรงพิมพ์ทางการฝรั่งเศสในกรุงพนมเปญซึ่งก่อตั้งราว พ.ศ. 2429 (ค.ศ. 1886) นอกจากนี้ยังมีโรงพิมพ์ตะวันตกอื่นเข้ามาเกี่ยวข้องกับการพัฒนาตัวพิมพ์เขมรต่อเนื่อง เช่น บริษัทสตีเฟน ออสติน & ซันส์ (Stephen Austin & Sons) ที่เมืองฮาร์ตฟอร์ด (Hertford) ประเทศอังกฤษ ซึ่งมีชื่อเสียงในฐานะผู้พิมพ์งานภาษาตะวันออกหลากหลาย ซึ่งวิทยานิพนธ์ของเชอเรินศึกษาแบบตัวพิมพ์และปัญหาทางเทคนิคในการออกแบบตัวพิมพ์เขมรของโรงพิมพ์นี้ไว้โดยละเอียด ไม่มีแหล่งไหรในกลุ่มนี้กล่าวถึงอักษรขอมไทยเลย อย่างไรก็ตามช่วงเวลาการก่อตั้งโรงพิมพ์แห่งรัฐในอารักขาใกล้เคียงกับช่วงที่ระบุว่าพระปานประดิษฐ์อักษรเชรียง จึงแสดงถึงความเป็นไปได้ที่จะมีความเกี่ยวข้องกัน ซึ่งถ้าสามารถหาหลักฐานเอกสารที่กล่าวถึงได้ก็จะช่วยยืนยันได้
7.4 พระชวน ณาต โชตญาโณ กับการวางมาตรฐานพจนานุกรม (พ.ศ. 2458–2481 / ค.ศ. 1915–1938)
เหตุการณ์ปฏิรูปอักขรวิธีเขมรสมัยใหม่ที่ได้รับการบันทึกและยอมรับในวงวิชาการนานาชาติอย่างชัดเจนที่สุด เกิดขึ้นภายใต้การนำของพระภิกษุนักวิชาการชาวกัมพูชา พระชวน ณาต โชตญาโณ (ជួន ណាត ជោតញ្ញាណោ) คณะกรรมการจัดทำพจนานุกรมภาษาเขมรตั้งขึ้นตามประกาศพระบรมราชโองการเลขที่ 67 ลงวันที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2458 (ค.ศ. 1915) แต่คณะกรรมการชุดแรกไม่อาจตกลงกันเรื่องอักขรวิธีและคำศัพท์ได้ พระชวน ณาต จึงเข้ามารับบทบาทนำมากขึ้นตั้งแต่ พ.ศ. 2469 (ค.ศ. 1926) และเป็นผู้ผลักดันจนพจนานุกรมฉบับพิมพ์ครั้งแรกสำเร็จใน พ.ศ. 2481 (ค.ศ. 1938) ก่อนพัฒนาต่อจนกลายเป็นพจนานุกรมมาตรฐานฉบับสมบูรณ์ในเวลาต่อมา
ผลงานของพระชวน ณาต ไม่ได้เป็นเพียงการรวบรวมคำศัพท์ แต่ยังผลักดันแนวทางสร้างชาติ โดยการสร้างคำศัพท์ใหม่จากรากศัพท์บาลี-สันสกฤตแทนการยืมคำฝรั่งเศสโดยตรง ในยุคที่กัมพูชาอยู่ภายใต้อาณานิคมฝรั่งเศสซึ่งพยายามผลักดันให้ใช้ภาษาฝรั่งเศสแทนที่ภาษาเขมร พจนานุกรมฉบับนี้จึงกลายเป็นทั้งเครื่องมือมาตรฐานทางอักขรวิธีและสัญลักษณ์ของการต่อต้านทางวัฒนธรรม และยังคงเป็นแหล่งอ้างอิงมาตรฐานการสะกดคำเขมรที่ใช้กันอยู่จนถึงปัจจุบัน เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นห่างจากปี พ.ศ. 2430 (ค.ศ. 1887) ที่อ้างว่าเป็นปีที่พระปานปฏิรูปอักษรเขมรราว 30 ปี และดำเนินการโดยนักวิชาการชาวกัมพูชาเอง งานของพระชวน ณาต เองก็เป็นงานด้านพจนานุกรมและการวางมาตรฐานการสะกดคำเป็นหลัก ไม่ใช่งานออกแบบตัวอักษรหรือตัวพิมพ์ เพราะระบบตัวพิมพ์เขมรถูกวางรากฐานไว้แล้วตั้งแต่ยุคของแกดงหลายสิบปีก่อนหน้า ไม่พบแหล่งข้อมูลใดที่ระบุว่าคณะทำงานของพระชวน ณาต เคยนำอักษรขอมไทยมาใช้เป็นต้นแบบ
7.5 การเปลี่ยนบทบาทของอักษรมูลและเชรียงในยุคเปลี่ยนผ่านสู่การพิมพ์
รูปอักษร "มูล" และ "เชรียง" ที่ใช้อยู่ในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปจากยุคจารึกใบลานจริง โดยเฉพาะช่วงเปลี่ยนผ่านจากการคัดลอกด้วยมือมาเป็นตัวพิมพ์โลหะตั้งแต่ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 เป็นต้นมา ซึ่งบังคับให้ต้องปรับลายเส้นให้เป็นมาตรฐานสำหรับการหล่อตัวพิมพ์ มูลเปลี่ยนบทบาทจากรูปแบบเดียวที่ใช้ในงานศาสนามาเป็นตัวหนาหรือหัวเรื่องในงานพิมพ์ ส่วนเชรียงถูกจับคู่กับอักษรแบบตั้งตรงที่เรียกว่า "อักษรฌร" ที่พัฒนาขึ้นภายหลังเพื่อเลียนแบบระบบตัวปกติ/ตัวเอียงของอักษรละติน อักษรฌรนี้เองที่เป็นรูปแบบอักษรเขมรทั่วไปที่พบตามเว็บไซต์และใช้แพร่หลายที่สุดในชีวิตประจำวัน ตัวขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงนี้ที่มีการบันทึกไว้จริงคือแรงกดดันทางเทคนิคจากกระบวนการหล่อตัวพิมพ์ร่วมกับโรงหล่อตะวันตก ไม่ใช่อิทธิพลจากอักษรขอมไทย
สรุปสำหรับหัวข้อนี้ หลักฐานนานาชาติที่มีรายละเอียดมากที่สุดชี้ว่าอักษรขอมไทยเคยถูกใช้เป็นต้นแบบจริงอย่างน้อยหนึ่งครั้งที่มีการบันทึกไว้ชัดเจน คือตอนที่เลอง เฟร์เลือกต้นฉบับลายมือไทยมาเป็นแบบร่างตัวพิมพ์มูลชุดแรกที่ปารีสใน พ.ศ. 2420 (ค.ศ. 1877) แต่หลังจากนั้นพัฒนาการของตัวพิมพ์และอักขรวิธีเขมรก็ดำเนินไปโดยอาศัยเนื้อหาจากประเพณีของเขมรเองเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นงานของแกดงกับโรงหล่อเดอแบร์นี หรืองานพจนานุกรมของพระชวน ณาต ก็ไม่มีพูดถึงเกี่ยวกับอักษรขอมไทยหรืออิทธิพลจากไทย
8. ตารางสรุปเส้นเวลา
เพื่อให้เห็นภาพรวมของเหตุการณ์ทั้งหมดที่กล่าวถึงในบทความนี้ได้ง่ายขึ้น ตารางต่อไปนี้รวบรวมเหตุการณ์สำคัญเรียงตามลำดับเวลา ตั้งแต่ต้นกำเนิดอักษรเขมรจนถึงการวางมาตรฐานพจนานุกรมเขมรสมัยใหม่
เหตุการณ์ พ.ศ. ค.ศ.
อักษรปัลลวะเผยแพร่เข้าสู่ดินแดนเขมร (รัชสมัยพระเจ้ามเหนทรวรมันที่ 1) 1143–1173 600–630
ศิลาจารึกทวลวัดคำนูร (K.557/600) ที่นครบุรี (จารึกเขมรเก่าแก่ที่สุดที่ระบุอายุแน่ชัด เขียนด้วยอักษรปัลลวะ) 1154 611
ยุคก่อนพระนคร 1154–1345 611–802
เข้าสู่ยุคพระนคร 1345 802
ศิลาจารึกปราสาทโลเลย (K.323, K.324, K.331) ที่หริหราลัย (ตัวอย่างอักษรเขมรโบราณที่แยกจากอักษรปัลลวะแล้ว) 1436 893
สยามเริ่มรับอักษรเขมรมาใช้ (จุดเริ่มของอักษรขอมไทย ตามการประมาณ) ราวพุทธศตวรรษที่ 15-16 ราวคริสต์ศตวรรษที่ 10-11
ศิลาจารึกดงแม่นางเมือง (K.766) ที่นครสวรรค์ (จารึกอักษรขอมที่เก่าแก่ที่สุดที่พบในดินแดนไทย) 1710 1167
ยุคเขมรกลาง หลัง 1974 หลัง 1431
เพิ่มรูปพยัญชนะ สระ วรรณยุกต์ไทยในอักษรขอมไทยจนสมบูรณ์ ราวพุทธศตวรรษที่ 20 ราวคริสต์ศตวรรษที่ 15
โรงพิมพ์ชปราเคินฮัลเลอของอาลอยส์ เอาเออร์ที่เวียนนามีตัวพิมพ์เขมร "Kambog'a" 2387–2390 1844–1847
พระปานเข้าสังกัดคณะธรรมยุติกนิกายที่กรุงเทพฯ 2393 1850
พระปานเดินทางกลับกัมพูชา สถาปนาคณะธรรมยุติกนิกายในกัมพูชา 2398 1855
กัมพูชาตกเป็นรัฐในอารักขาของฝรั่งเศส 2406 1863
ตัวพิมพ์เขมรชุดใหญ่ชุดแรก (แบบตัวมูล) หล่อที่โรงพิมพ์แห่งชาติกรุงปารีส โดยใช้ต้นฉบับลายมือไทยเป็นแบบร่าง 2420 1877
เลอง เฟร์ เขียนบทความอธิบายที่มาของตัวพิมพ์ชุดนี้ 2422 1879
มารี-โฌแซ็ฟ แกดง เข้ากัมพูชา ผลักดันตัวพิมพ์ของเดอแบร์นี & ซี 2417–2437 1874–1894
โรงพิมพ์แห่งรัฐในอารักขาก่อตั้งที่กรุงพนมเปญ ราว 2429 ราว 1886
ปีที่อ้างว่าพระปานปฏิรูปตัวพิมพ์เป็นอักษรเชรียงจากอักษรขอมไทยหวัด ราว 2430 ราว 1887
ตัวพิมพ์เดอแบร์นี & ซีจัดแสดงที่นิทรรศการอาณานิคมเมืองมาร์แซย์ 2449 1906
ตั้งคณะกรรมการจัดทำพจนานุกรมภาษาเขมร (ประกาศพระบรมราชโองการเลขที่ 67) 2458 1915
พระชวน ณาต รับบทบาทนำในคณะกรรมการพจนานุกรม 2469 1926
พจนานุกรมเขมรมาตรฐานฉบับพิมพ์ครั้งแรกสำเร็จ 2481 1938
9. อักษรเขมรปัจจุบัน 4 แบบ: มูล เชรียง ฌร และขอม
เนื้อหาในหัวข้อก่อนหน้ากล่าวถึงรูปแบบย่อยของอักษรเขมรปัจจุบันหลายชื่อกระจัดกระจายกันไป ตารางต่อไปนี้จึงรวบรวมทั้ง 4 แบบไว้เปรียบเทียบในที่เดียว เพื่อให้เห็นภาพว่าแต่ละแบบต่างกันอย่างไร ใช้ในบริบทใด และมีที่มาเชื่อมโยงกับประเด็นในบทความนี้อย่างไร
ชื่อ ลักษณะ ใช้ใน ที่มา
มูล
មូល
ตัวกลม หนา โค้งมน รักษารูปพยัญชนะแบบโบราณไว้มากกว่าแบบอื่น หัวเรื่องเอกสารราชการ ป้ายชื่อร้าน ตัวเลขและข้อความบนธนบัตร ตกแต่งอาคาร สืบทอดจากอักษรเขมรสมัยหลังพระนครโดยตรง เป็นแบบแรกที่ถูกนำไปหล่อเป็นตัวพิมพ์ที่ปารีสใน พ.ศ. 2420 (ค.ศ. 1877) โดยมีการนำอักษรขอมไทยมาเป็นแบบร่าง
เชรียง
ជ្រៀង
เป็นอักษรตัวเอียง และลักษณะเรียบง่ายกว่าอักษรมูล โดยอักษรหลายตัวต่างจากอักษรมูลมาก โดยเฉพาะอักษร ง ท น ฬ ลายมือเขียนทั่วไปในชีวิตประจำวัน และเป็นฟอนต์ตัวเอียงของอักษรฌรในสิ่งพิมพ์ ข้อมูลฝั่งนักวิชาการไทยระบุว่าถูกประดิษฐ์ขึ้นใหม่โดยพระปานราวปี พ.ศ. 2430 (ค.ศ. 1887) โดยได้รับอิทธิพลจากอักษรขอมหวัดของไทย แต่งานวิจัยนานาชาติระบุว่าเป็นลายมือดั้งเดิมของเขมรเอง
ฌร
ឈរ
เหมือนอักษรเชรียง แต่เป็นอักษรตั้งตรง สิ่งพิมพ์ หนังสือพิมพ์ และเอกสารราชการทั่วไปในปัจจุบัน นับเป็นอักษรเขมรที่คนกัมพูชาอ่านเขียนกันมากที่สุดในชีวิตประจำวัน เกิดขึ้นในยุคตัวพิมพ์เพื่อจับคู่กับตัวเชรียงให้เลียนแบบระบบตัวปกติ/ตัวเอียงของอักษรละติน
ขอม
ខម
คล้ายกับอักษรมูล ต่างกันไปเพียงบางตัว เช่น "ก" และดูมีเหลี่ยมมากกว่า คัมภีร์บาลี-สันสกฤต ตำรายา โหราศาสตร์ เลขยันต์ คาถาอาคม และงานพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์เท่านั้น ปัจจุบันไม่นิยมใช้ทั่วไป รับอิทธิพลมาจากอักษรขอมบรรจงของไทยในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น
ข้อควรระวังคือชื่อรูปแบบอักษร "มูล" กับ "ขอม" ในกัมพูชานั้นมีการเรียกสับสนไม่ตรงกันในแต่ละแหล่งข้อมูล เว็บไซต์ khmerfonts ซึ่งเผยแพร่ฟอนต์ภาษาเขมรได้เรียกชื่ออักษรมูลและอักษรขอมสลับกันกับที่อธิบายในบทความนี้ โดยยกหลักฐานเอกสารเก่าที่มีการเรียกชื่ออักษรขอมว่าอักษรมูล แสดงให้เห็นว่าการแยกแยะระหว่างอักษรมูลกับอักษรขอมมีความคลุมเครือ เปลี่ยนไปตามยุคสมัย มีการเรียกรวมเป็นอักษรมูลหมดถือว่าใช้ในความหมายเดียวกันไม่ได้แบ่งแยกชัดเจน ดังนั้นจึงต้องระวังไม่ให้สับสน
10. สรุปทิ้งท้าย
เมื่อรวบรวมหลักฐานทั้งหมดที่ตรวจสอบได้ทั้งจากแหล่งข้อมูลภาษาไทยและแหล่งข้อมูลนานาชาติ คำกล่าวอ้างที่ว่า "อักษรเขมรปัจจุบันมาจากอักษรขอมไทย" ไม่ควรถูกมองเป็นข้อสรุปเดียวที่ตอบได้ด้วยคำว่าจริงหรือไม่จริง เพราะภายในคำกล่าวอ้างนี้ซ้อนอยู่หลายประเด็นที่มีน้ำหนักหลักฐานต่างกันมาก จึงควรแยกพิจารณาเป็นประเด็นๆ ดังนี้
  1. ข้อที่ว่า "อักษรเขมรประดิษฐ์ขึ้นโดยพระปานจากอักษรขอมไทย" ไม่จริงแน่นอน หลักฐานจารึกยืนยันว่าอักษรเขมรมีวิวัฒนาการต่อเนื่องมาแล้วกว่า 1,300 ปี
  2. ข้อที่ว่า "อักษรเขมรปัจจุบันพัฒนามาจากอักษรขอมไทย" เป็นการกล่าวที่เกินจริง แต่อาจมีส่วนถูกในแง่หนึ่ง โดยสิ่งที่เกิดขึ้นจริงจากหลักฐานที่เป็นรูปธรรมที่สุดคือเรื่องการใช้ต้นแบบจากลายมือขอมไทยในการสร้างตัวพิมพ์อักษรมูลในงานพิมพ์เขมรที่โรงพิมพ์ในปารีส เมื่อ พ.ศ. 2420 (ค.ศ. 1877) มีเอกสารจริงในยุคนั้นที่เข้าถึงได้จริง แต่อักษรมูลก็มีใช้อยู่ในกัมพูชาและพัฒนาต่อเนื่องมาอยู่แล้ว จึงบอกได้แค่ว่าอักษรขอมไทยมีอิทธิพลในการกำหนดรูปแบบมาตรฐานของอักษรเขมรปัจจุบัน
  3. ข้อที่ว่า "พระปานปฏิรูปตัวพิมพ์เขมร" มีหลักฐานไม่หนักแน่นนัก และข้อมูลของนักวิชาการไทยเองก็บอกแค่ว่านั่นเป็นเรื่องของตัวเชรียง โดยบอกว่า "อักษรเชรียงประดิษฐ์ขึ้นใหม่โดยพระปานจากอักษรขอมหวัดของไทยราว พ.ศ. 2430 (ค.ศ. 1887) เพื่อใช้พิมพ์และเขียนภาษาเขมร" โดยยังบอกว่าอักษรมูลเป็นอักษรที่มีอยู่แล้ว ดังนั้นถึงเป็นจริงก็แค่ในส่วนของตัวเชรียง อีกทั้งข้อมูลนี้เองก็ขัดกับข้อมูลงานวิจัยนานาชาติที่อธิบายว่าตัวเชรียงเป็นรูปแบบลายมือของเขมรเองที่มีอยู่ก่อนยุคพิมพ์แล้ว และตัวพิมพ์เขมรชุดใหญ่ชุดแรกเกิดขึ้นตั้งแต่ พ.ศ. 2420 (ค.ศ. 1877) ที่กรุงปารีส ก่อนปีที่อ้างถึงพระปานถึง 10 ปี และเป็นผลงานของฝรั่งเศสโดยตรง ไม่มีบันทึกนานาชาติที่เชื่อมโยงพระปานเข้ากับกระบวนการนี้ จึงยังถือเป็นประเด็นเปิดที่ต้องการหลักฐานเพิ่มเติม
  4. ข้อที่ว่า "อักษรขอมไทยเคยส่งอิทธิพลกลับไปให้กัมพูชาจริง" มีน้ำหนักมาก เพราะมีความเห็นจากงานเขียนนานาชาติ โดยที่ชัดเจนที่สุดคือในรูปของสิ่งที่ฝ่ายเขมรเรียกว่า "อักษรขอม" ซึ่งใช้เฉพาะงานบาลี-สันสกฤตและพิธีกรรม โดยมีทั้งฝ่ายนักวิชาการไทยและฝั่งสถาบันพุทธศาสนบัณฑิตย์ทางฝั่งกัมพูชา-ฝรั่งเศส ยืนยันไปในทิศทางเดียวกันโดยเป็นอิสระจากกัน อย่างไรก็ตาม อักษรกลุ่มนี้เป็นคนละกลุ่มกับอักษรมูล/เชรียง/ฌรที่ใช้เขียนภาษาเขมรในชีวิตประจำวัน
  5. การปฏิรูปอักขรวิธีเขมรสมัยใหม่ที่มีการบันทึกและยอมรับในระดับนานาชาติอย่างเป็นระบบที่สุดจริงๆคือผลงานพจนานุกรมของพระชวน ณาต โชตญาโณ ระหว่าง พ.ศ. 2458–2481 (ค.ศ. 1915–1938) ซึ่งเป็นนักวิชาการชาวกัมพูชาเอง ไม่พบความเกี่ยวข้องกับอักษรขอมไทยในงานชิ้นนี้
กล่าวโดยรวม คำกล่าวอ้างเรื่อง "อักษรเขมรมาจากอักษรขอมไทย" ในความหมายกว้างที่ว่าอักษรเขมรทั้งระบบถูกประดิษฐ์ขึ้นจากอักษรขอมไทยนั้นไม่เป็นความจริง แต่ในความหมายที่แคบลงมาว่าอักษรขอมไทยเคยมีอิทธิพลบางส่วนต่ออักษรเขมรในบางช่วงเวลาและบางขอบเขตการใช้งาน ทั้งในแง่อักษรศักดิ์สิทธิ์เฉพาะกลุ่มและในแง่ต้นแบบลายมือสำหรับตัวพิมพ์บางชุด อิทธิพลนี้มีความเป็นไปได้จริงและมีหลักฐานรองรับไม่น้อย โดยไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าจะเป็นผลงานของพระปานหรือไม่ หรือเกิดขึ้นในปีใดกันแน่ ดังนั้นจากหลักฐานเท่าที่ตรวจสอบได้ก็มีน้ำหนักมากพอที่จะกล่าวได้ว่าอาจมีอิทธิพลจริงอยู่บางส่วน แม้จะยังไม่อาจเป็นข้อสรุปที่ปิดประเด็นได้อย่างสมบูรณ์ก็ตาม
เอกสารอ้างอิง
  1. 1.สมเด็จพระสุคนธาธิบดี (ปาน ปญฺญาสีโล). วิกิพีเดียไทย, ฉบับแก้ไขเมื่อ 17 กันยายน 2568. (ต้นทางหนึ่งของคำกล่าวอ้าง ใช้ในหัวข้อ 1)
  2. 2.Zakharov, Anton O. The earliest dated Cambodian inscription K. 557/600 from Angkor Borei, Cambodia: an English translation and commentary. Vostok (Oriens), 1 (2019), pp. 66–80. Academia.edu (ใช้ในหัวข้อ 2 เรื่องศิลาจารึกทวลวัดคำนูร K.557/600 รวมถึงภาพประกอบ)
  3. 3.จารึกดงแม่นางเมือง. ฐานข้อมูลจารึกในประเทศไทย ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (ใช้ในหัวข้อ 3 เรื่องศิลาจารึกดงแม่นางเมือง K.766 รวมถึงภาพประกอบ)
  4. 4.อักษรขอมไทย 3 แบบ "อักษรเขมร" พื้นเมืองลุ่มน้ำเจ้าพระยา (อ้างอิงงานของจิตร ภูมิศักดิ์). ศิลปวัฒนธรรม (ใช้ในหัวข้อ 3 เรื่องทิศทางการยืมอักษรระหว่างเขมรกับขอมไทย)
  5. 5.Khom Thai script — ที่มา การใช้งาน และจำนวนพยัญชนะ/สระ. Omniglot (ใช้ประกอบหัวข้อ 3 และหัวข้อ 4 เรื่องลักษณะและขอบเขตการใช้งานอักษรขอมไทย)
  6. 6.Khom Thai. Atlas of Endangered Alphabets (ใช้ประกอบหัวข้อ 3 และหัวข้อ 4 เช่นเดียวกับ Omniglot)
  7. 7.วิโรจน์ ผดุงสุนทรารักษ์. อักษรไทยและอักษรขอมไทย. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยรามคำแหง, 2547. (ตำราเรียน กล่าวถึงในหัวข้อ 5 เป็นหนึ่งในแหล่งข้อมูลไทยที่พบเรื่องการปฏิรูปอักษรเขมร)
  8. 8.ศานติ ภักดีคำ. แลหลังคำเขมร-ไทย. กรุงเทพฯ: มติชน, 2562. Google Books (บทที่ว่าด้วยอักษรขอมกับเอกสารตัวเขียนสมัยรัตนโกสินทร์ หน้า 165-166 ใช้เป็นหลักในหัวข้อ 5 เรื่องทฤษฎีที่มาของอักษรเชรียง และหัวข้อ 6 เรื่องอิทธิพลอักษรขอมบรรจงที่ไหลย้อนกลับสู่กัมพูชา รวมถึงใช้ประกอบหัวข้อ 3 เรื่องศิลาจารึกดงแม่นางเมือง)
  9. 9.Igunma, Jana. AKSOON KHOOM: Khmer Heritage in Thai and Lao Manuscript Cultures. Tai Culture, Vol. 23 (2013). Academia.edu (ใช้ในหัวข้อ 6 เรื่องอักษรขอมบรรจงของไทยที่ส่งอิทธิพลกลับไปเป็น "อักษรขอม" ในกัมพูชา)
  10. 10.Antelme, Michel. Inventaire provisoire des caractères et divers signes des écritures khmères pré-modernes et modernes employés pour la notation du Khmer, du Siamois, des dialectes Thaïs méridionaux, du Sanskrit et du Pāli. Projet "Corpus des inscriptions khmères", 2007. aefek.fr (กล่าวถึงความสัมพันธ์ของอักษรขอมและอักษรเขมรยุคใหม่ และกลไกอิทธิพลที่ไหลย้อนกลับจากอักษรขอมไทยสู่กัมพูชา ใช้เป็นหลักในหัวข้อ 6)
  11. 11.Institut Bouddhique (ed.). Dictionnaire cambodgien. Phnom Penh, 1967. Angkor Database (หนังสือที่อ้างถึงผ่านบทความของอิกุนมา ในหัวข้อ 6 พจนานุกรมฉบับเดียวกับที่อ้างถึงในหัวข้อ 7.4 ภายใต้ชื่อพระชวน ณาต โชตญาโณ)
  12. 12.Tandart, Sandulphe. Dictionnaire cambodgien-français. Phnom Penh: Imprimerie Albert Portail, 2 tomes, 1935. TUFS Library OPAC (อ้างอิงในหัวข้อ 6 ผ่านบทความของอ็องแตลม์ เรื่องเครื่องหมายสระ "อิ" และ "อี" ที่น่าจะมีต้นกำเนิดจากสยาม)
  13. 13.Cœdès, George. ตำนานอักษรไทย [Histoire des écritures thaïes]. กรุงเทพฯ, 2468 (1925). Google Books (อ้างอิงในหัวข้อ 6 ผ่านบทความของอ็องแตลม์ เรื่องสมมติฐานที่ว่าอักษรขอมสำหรับคัมภีร์ศาสนาอาจถูกใช้โดยฝ่ายสยามก่อนแล้วเขมรจึงยืมกลับมา)
  14. 14.Scheuren, Zachary Quinn. Khmer Printing Types and the Introduction of Print in Cambodia: 1877–1977. MA Dissertation, University of Reading, 2010. Issuu (วิทยานิพนธ์เฉพาะทางประวัติศาสตร์การพิมพ์เขมร ใช้เป็นหลักในหัวข้อ 7 เรื่องตัวพิมพ์เขมรชุดแรก เลอง เฟร์, แกดง และมูล/เชรียงในยุคพิมพ์ รวมถึงเปรียบเทียบกับข้อมูลไทยในหัวข้อ 6)
  15. 15.Early Printing in Indochina. BiblioAsia, National Library Board Singapore (ใช้ประกอบหัวข้อ 7 เรื่องเส้นเวลาการนำเข้าระบบการพิมพ์ในอินโดจีน)
  16. 16.Féer, Léon. Les Nouveaux Caractères Cambodgiens de l'Imprimerie Nationale. Mémoires de la Société Académique Indo-Chinoise de France, Tome I (1879), pp. 270-272. Google Books (ต้นฉบับบทความปฐมภูมิของเลอง เฟร์ ใช้ในหัวข้อ 7.2 เรื่องต้นแบบตัวพิมพ์มูล พ.ศ. 2420 รวมถึงภาพตารางอักษรประกอบ)
  17. 17.khmerfonts (ពុម្ពអក្សរខ្មែរ)
    • Sources of Khmer script — ประวัติการพัฒนาตัวพิมพ์เขมรและโรงพิมพ์ตะวันตกที่เกี่ยวข้อง เช่น Stephen Austin & Sons. sources.php (ใช้ประกอบหัวข้อ 7.3 เรื่องโรงพิมพ์ตะวันตกที่เกี่ยวข้องกับตัวพิมพ์เขมร)
    • Khmer writing styles — อธิบายว่าอักษรฌรเป็นรูปแบบผันแปรของอักษรเชรียงที่เกิดขึ้นพร้อมยุคตัวพิมพ์ และอธิบายถึงการใช้ชื่อเรียกอักษรมูลและอักษรขอมสลับกัน (ดูหมายเหตุท้ายหัวข้อ 9). styles.php (ใช้ในหัวข้อ 7.5 เรื่องที่มาของอักษรฌร)
  18. 18.Chuon Nath's Khmer Dictionary. Angkor Database (ใช้ในหัวข้อ 7.4 เรื่องพระชวน ณาต โชตญาโณ และพจนานุกรมเขมรมาตรฐาน)
🤖 บทความนี้มีการค้นหาแหล่งอ้างอิงและเรียบเรียงข้อมูลโดยใช้ Claude Code ช่วย


-----------------------------------------

囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧

ดูสถิติของหน้านี้

หมวดหมู่

-- ภาษาศาสตร์ >> ภาษาเขมร
-- ภาษาศาสตร์ >> ตัวอักษร
-- ประวัติศาสตร์

ไม่อนุญาตให้นำเนื้อหาของบทความไปลงที่อื่นโดยไม่ได้ขออนุญาตโดยเด็ดขาด หากต้องการนำบางส่วนไปลงสามารถทำได้โดยต้องไม่ใช่การก๊อปแปะแต่ให้เปลี่ยนคำพูดเป็นของตัวเอง หรือไม่ก็เขียนในลักษณะการยกข้อความอ้างอิง และไม่ว่ากรณีไหนก็ตาม ต้องให้เครดิตพร้อมใส่ลิงก์ของทุกบทความที่มีการใช้เนื้อหาเสมอ

目次

日本による名言集
モジュール
-- numpy
-- matplotlib

-- pandas
-- manim
-- opencv
-- pyqt
-- pytorch
機械学習
-- ニューラル
     ネットワーク
javascript
モンゴル語
言語学
maya
確率論
日本での日記
中国での日記
-- 北京での日記
-- 香港での日記
-- 澳門での日記
台灣での日記
北欧での日記
他の国での日記
qiita
その他の記事

記事の類別



ติดตามอัปเดตของบล็อกได้ที่แฟนเพจ

  記事を検索

  おすすめの記事

รวมร้านราเมงและบะหมี่ในจังหวัดโทจิงิ
ทำความเข้าใจการแปลงลาปลัสสำหรับแก้ปัญหาฟิสิกส์
รวมร้านราเมงและบะหมี่ในเมืองฟุกุโอกะ
ตัวอักษรกรีกและเปรียบเทียบการใช้งานในภาษากรีกโบราณและกรีกสมัยใหม่
ที่มาของอักษรไทยและความเกี่ยวพันกับอักษรอื่นๆในตระกูลอักษรพราหมี
การสร้างแบบจำลองสามมิติเป็นไฟล์ .obj วิธีการอย่างง่ายที่ไม่ว่าใครก็ลองทำได้ทันที
รวมรายชื่อนักร้องเพลงกวางตุ้ง
ภาษาจีนแบ่งเป็นสำเนียงอะไรบ้าง มีความแตกต่างกันมากแค่ไหน
ทำความเข้าใจระบอบประชาธิปไตยจากประวัติศาสตร์ความเป็นมา
เรียนรู้วิธีการใช้ regular expression (regex)
การใช้ unix shell เบื้องต้น ใน linux และ mac
g ในภาษาญี่ปุ่นออกเสียง "ก" หรือ "ง" กันแน่
ทำความรู้จักกับปัญญาประดิษฐ์และการเรียนรู้ของเครื่อง
ค้นพบระบบดาวเคราะห์ ๘ ดวง เบื้องหลังความสำเร็จคือปัญญาประดิษฐ์ (AI)
หอดูดาวโบราณปักกิ่ง ตอนที่ ๑: แท่นสังเกตการณ์และสวนดอกไม้
พิพิธภัณฑ์สถาปัตยกรรมโบราณปักกิ่ง
เที่ยวเมืองตานตง ล่องเรือในน่านน้ำเกาหลีเหนือ
ตระเวนเที่ยวตามรอยฉากของอนิเมะในญี่ปุ่น ปี 2013
เที่ยวชมหอดูดาวที่ฐานสังเกตการณ์ซิงหลง
ทำไมจึงไม่ควรเขียนวรรณยุกต์เวลาทับศัพท์ภาษาต่างประเทศ

ไทย

日本語

中文