φυβλαςのβλογ
phyblasのブログ



ศิลาจารึกไพรสวาย (วัดป่ามะม่วง) ที่สุโขทัย กับวิวัฒนาการอักษรและภาษาเขมรในช่วงปลายยุคพระนคร
เขียนเมื่อ 2026/09/30 04:09
ศิลาจารึกไพรสวาย หรือ ศิลาจารึกวัดป่ามะม่วงหลักที่ 4 เป็นจารึกภาษาเขมรที่สลักขึ้นในสุโขทัยเมื่อ พ.ศ. 1904 (ค.ศ. 1361) ช่วงปลายยุคพระนคร มีความสำคัญในการศึกษาประวัติศาสตร์ภาษาและอักษรเขมรเพราะเป็นช่วงรอยต่อสำคัญ บทความนี้จะพาไปรู้จักกับศิลาจารึกนี้ โดยแปลเนื้อหาบางส่วนจากบทความของเพา สาวรส ซึ่งได้ทำการศึกษาจารึกนี้อย่างละเอียด
0. บทนำ
บทความนี้แปลและสรุปเนื้อหาส่วนที่ว่าด้วยอักษรและภาษาเขมรจากงานศึกษาเชิงภาษาศาสตร์ของ เพา สาวรส (ពៅ សាវរស, Saveros Pou) เรื่อง Inscription dite de Brai Svāy ou « Bois des Manguiers » de Sukhoday ตีพิมพ์ใน Bulletin de l'École française d'Extrême-Orient ปี พ.ศ. 2521 (ค.ศ. 1978) ซึ่งศึกษาศิลาจารึกไพรสวาย เสาหินจารึกภาษาเขมรล้วนที่สลักขึ้นในอาณาจักรสุโขทัยเมื่อ พ.ศ. 1904 (ค.ศ. 1361)
บทความนี้จะไม่ลงรายละเอียดเนื้อหาในจารึกซึ่งต้นฉบับได้แปลและอธิบายไว้อย่างละเอียด แต่จะพาไปดูว่าลักษณะภาษาและอักษรที่ใช้เป็นอย่างไรเมื่อเทียบกับภาษาเขมรแบบพระนครและภาษาเขมรปัจจุบัน และทำไมจารึกที่สลักอยู่นอกดินแดนกัมพูชาหลักนี้จึงมีความสำคัญต่อประวัติศาสตร์ภาษาเขมร
ต้นฉบับเป็นภาษาฝรั่งเศสและพิมพ์อธิบายข้อความบนจารึกเป็นอักษรละตินทั้งหมด โดยมีการยกอักษรเขมรมาบางส่วน เพื่อความชัดเจนในบทความนี้จึงใส่อักษรเขมรกำกับให้ แล้ววงเล็บทั้งอักษรไทยและอักษรละตินตามที่ต้นฉบับใช้ด้วย โดยอักษรเขมรที่ใช้ในบทความนี้ใช้รูปแบบอักษรมูลบาลี โดยฟอนต์ Khmer OS Muol Pali ซึ่งมีลักษณะใกล้เคียงกับอักษรในจารึกมาก และบางส่วนใช้อักษรเขมรยุคกลาง โดยฟอนต์ Angkor5 (รายละเอียดอ่านในบทความ "เขียนอักษรเขมรโบราณยุคต่างๆ ด้วยฟอนต์ชุด Angkor1-5 โดยวง สุธารา") แต่ก็มีความแตกต่างไปภายในรายละเอียด จึงใช้เพื่อแทนให้เห็นภาพอักษรคร่าวๆเท่านั้น ส่วนอักษรเขมรที่ใช้ในจารึกจริงให้ดูที่ภาพที่ตัดมาจากตัวอย่างอักษรที่ผู้เขียนได้สรุปมาให้ไว้ในข้อ 2.
1. ความเป็นมาของศิลาจารึกไพรสวาย
ศิลาจารึกไพรสวาย (សិលាចារឹកព្រៃស្វាយ) เป็นชื่อเรียกในปัจจุบันของเสาจารึกหินทรงสี่เหลี่ยมยอดแหลมคล้ายทรงกระโจม สูงประมาณ 2 เมตร สลักตัวอักษรเขมรไว้ครบทั้ง 4 ด้าน รวมกว่า 168 บรรทัด ซึ่งพบที่บริเวณโบราณสถานเนินปราสาท ตำบลเมืองเก่า อำเภอเมืองสุโขทัย จังหวัดสุโขทัย พร้อมกับศิลาจารึกอื่นที่เป็นภาษาไทยและภาษาบาลี ทั้งหมดเรียกรวมว่า จารึกวัดป่ามะม่วง ส่วนชื่อว่า "ไพรสวาย" นั้นเป็นชื่อเรียกเฉพาะจารึกหลักนี้ ซึ่งมาจากภาษาเขมรแปลว่า "ป่ามะม่วง" ปัจจุบันเก็บรักษาอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กาญจนาภิเษก จังหวัดปทุมธานี
เนื้อหาของจารึกเป็นบทเฉลิมพระเกียรติกษัตริย์แห่งรัฐสุโขทัยพระองค์หนึ่งที่จารึกออกพระนามว่า ឭទៃយរាជ (ฦไทยราช, Ldaiyarāj) ซึ่งตามลำดับเชื้อสายที่ปรากฏในจารึก คือ พระบาทกมรเตงอัญศรีรามราช สืบมาถึงเลอไทย แล้วจึงถึงฦไทย ตรงกับที่รู้จักกันในประวัติศาสตร์ไทยว่า พญาลิไทย หรือ พระมหาธรรมราชาที่ 1 พระราชนัดดาของพ่อขุนรามคำแหงมหาราช จารึกเล่าเหตุการณ์สองช่วงเวลา คือการเสด็จเข้าครองราชสมบัติกรุงสุโขทัยเมื่อมหาศักราช 1269 (พ.ศ. 1890 / ค.ศ. 1347) และการเสด็จออกผนวชพร้อมทรงนิมนต์พระมหาสามีสังฆราชจากลังกามาสถาปนาวัดป่ามะม่วงเมื่อมหาศักราช 1283 (พ.ศ. 1904 / ค.ศ. 1361) ซึ่งเป็นปีเดียวกับที่เชื่อกันว่าจารึกหลักนี้ถูกสลักขึ้น
สิ่งที่ทำให้ศิลาจารึกไพรสวายน่าสนใจเป็นพิเศษในทางภาษาศาสตร์ ไม่ใช่เพียงเนื้อหาทางประวัติศาสตร์ที่บันทึกไว้ แต่คือข้อเท็จจริงที่ว่าทั้งหลักสลักด้วยภาษาเขมรล้วน ทั้งที่ตั้งอยู่ในรัฐสุโขทัยซึ่งใช้ภาษาไทยเป็นหลัก เพา สาวรส ผู้ศึกษาจารึกหลักนี้อย่างละเอียดในปี พ.ศ. 2521 (ค.ศ. 1978) ถึงกับยกให้เป็นหนึ่งในเอกสารด้านภาษาและวรรณกรรมเขมรที่งดงามที่สุดเท่าที่เคยพบมา
2. อักษรที่ใช้บันทึกจารึก
เพา สาวรสตั้งข้อสังเกตว่าตัวอักษรบนศิลาจารึกไพรสวายมีลักษณะใกล้เคียงกับอักษรมูล (អក្សរមូល) ซึ่งเป็นแบบอักษรเขมรสมัยใหม่มาก กล่าวได้ว่าตัวอักษรของจารึกหลักนี้เป็นบรรพบุรุษโดยตรงของอักษรมูลปัจจุบัน โดยมีตัวอักษรที่รูปร่างต่างไปจากปัจจุบันอยู่เพียงตัวเดียวคือ វ (ว, v) คือหน้าตาคล้าย δ ส่วนอักษรอีกสองตัวที่เคยมีอยู่ในจารึก คือ ឝ (ศ, ś) และ ឞ (ษ, ṣ) ซึ่งสืบทอดมาจากอักษรสันสกฤต ได้เลิกใช้ไปจากอักษรเขมรสมัยใหม่แล้ว ลายมือของผู้สลักเองก็จัดว่าประณีต ตัวอักษรมีรูปทรงชัดเจน ไม่รกรุงรังด้วยลวดลายเกินจำเป็น แสดงถึงฝีมือของช่างที่มั่นคงและสม่ำเสมอ
ภาพถ่ายจากการถูสำเนาด้านที่ยังคงสภาพดีของศิลาจารึกไพรสวาย ตัวอักษรเขมรอ่านได้ชัดเจน
ตัวอย่างภาพจารึกด้านที่ 2 ซึ่งยังคงสภาพดี อ่านได้ชัดเจนเกือบตลอดทั้งหมด — ตัดมาจากภาพในฐานข้อมูลจารึกในประเทศไทย
ตัวอย่างอักษรเขมรในศิลาจารึกไพรสวาย — ตัดจากในบทความต้นฉบับ Pou (1978) หน้า 336 แล้วกำกับอักษรไทยเพิ่ม
ทั้ง 4 ด้านของจารึกมีสภาพต่างกันมาก เพราะหินมีคุณภาพไม่ดีและถูกกัดกร่อนไปตามกาลเวลา ด้านที่ 1 มีรอยขีดข่วนตามแนวตั้งจำนวนมากจนทำให้ตัวอักษรผิดรูป และมีรอยลบเลือนขนาดใหญ่กลางบรรทัด ด้านที่ 3 ถูกกัดกร่อนและมีรอยแตกลึกจนอ่านได้เพียงบางส่วน มีเพียงด้านที่ 2 และด้านที่ 4 เท่านั้นที่ยังคงสภาพดีพอจะเป็นตัวอย่างเพื่อศึกษา
3. ความคลุมเครือของรูปอักษรบางตัว
การตรวจสอบโดยละเอียดของเพา สาวรสพบข้อสังเกตหลายข้อที่ควรกล่าวถึงเป็นพิเศษ
ข้อแรก ตัวอักษร ច (จ, c) และ ព (พ, b) มีรูปร่างเกือบเหมือนกัน คือต่างก็เขียนเป็น หากไม่ใช่คำที่คุ้นเคยอยู่แล้วก็อาจทำให้ผู้อ่านสมัยใหม่สับสนได้ ยิ่งไปกว่านั้น ตัวอักษร ប (ป, p) ซึ่งตามหลักแล้วต่างจากสองตัวข้างต้นตรงที่มีศก (เส้นผม) สองเส้นแยกจากกัน หากเส้นทั้งสองถูกสลักรวมเป็นเส้นเดียวก็จะได้รูปที่เสี่ยงต่อการปะปนกับสองตัวนั้นเช่นกัน
ข้อที่สอง สัญลักษณ์เสียงเสียดแทรกสามตัวที่รับมาจากอักษรสันสกฤต คือ ឝ (ศ, ś), ឞ (ษ, ṣ) และ ស (ส, s) ถูกใช้ปะปนกันโดยไม่แยกแยะ ทั้งเพื่อแทนเสียงเสียดแทรกหลายแบบในคำสันสกฤต และเพื่อแทนเสียงเสียดแทรก /s/ "ส" เพียงเสียงเดียวที่ภาษาเขมรมีอยู่จริง เหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะระบบเสียงเขมรไม่เคยมีเสียงเสียดแทรกมากกว่าหนึ่งเสียงมาแต่ไหนแต่ไร การเลือกใช้สัญลักษณ์ทั้งสามตัวจึงเป็นเรื่องของธรรมเนียมการเขียนที่สืบมาจากคำยืมสันสกฤต ไม่ใช่ความแตกต่างทางเสียงที่แท้จริงในภาษาเขมร
เขมร ไทย ละติน เทวนาครี เสียงอ่านสันสกฤต เสียงอ่านเขมร
ឝ ศ ś श /ʃ/ /s/
ឞ ษ ṣ ष /ʂ/
ស ส s स /s/
ในขณะที่รูปตัวเชิงกลับปรากฏเป็น S รูปเดียวเสมอ ซึ่งเพา สาวรสเสนอให้ปริวรรตเป็น -s เสมอไม่ว่าคำนั้นจะมีที่มาจากสันสกฤตหรือเขมรแท้ เพื่อเลี่ยงความสับสนที่เคยเกิดขึ้นในงานศึกษาก่อนหน้า
ข้อที่สาม ตัวอักษร ក (ก, k), គ (ค, g) และ ត (ต, t) อาจถูกอ่านสลับกันได้หากช่างไม่รักษาขนาดของห่วงต้นตัวอักษรให้ต่างกันชัดเจน และรอยสลักที่บกพร่องเพียงเล็กน้อยก็อาจทำให้ -ក (-ก) ท้ายพยางค์ถูกอ่านเป็น -ត (-ต) ได้เช่นกัน ส่วนตัวอักษร ញ (ญ, ñ) นั้นแม้จะจำได้ง่ายในทุกกรณี แต่กลับมีรูปร่างเปลี่ยนต่างไปมากเฉพาะในคำว่า អញ (อญ, añ, แปลว่า "ข้าพเจ้า") เขียนเป็น ซึ่งยังไม่มีใครอธิบายได้ว่าทำไม
คำว่า ព្រះបាទកម្រតេងអញឭទៃយ (พระบาทกมรเตงอัญฦไทย) บรรทัดแรกของจารึกด้านแรก
4. ตัวอักษรหายาก ឭ (ฦ) ในพระนามกษัตริย์
ในตารางอักษรที่เพา สาวรสจัดทำไว้ (ดูภาพในหัวข้อที่ 2) แถวสุดท้ายมีอักษรสระลอยพิเศษสองตัวปรากฏอยู่ คือ ឫ (ฤ, ṛ) และ ឭ (ฦ, ḷ) ซึ่งเป็นสระลอยที่ผสานเสียง "ร/ล" กับเสียงสระในตัวเดียวกัน ตัวอักษรทั้งสองนี้พบใช้น้อยมากในภาษาเขมรทุกยุค เพราะคำเขมรแท้แทบไม่มีคำใดออกเสียงเช่นนี้เลย มีเพียงคำยืมจากภาษาสันสกฤตหยิบมือเดียวเท่านั้นที่ใช้ ตัวอย่างที่ปรากฏในจารึก เช่น កល,ព¬ក¼ (กลฺปพฺฤกฺษ)
ที่น่าสนใจคือ อักษร ឭ (ฦ) ตัวนี้เองปรากฏขึ้นต้นพระนามของกษัตริย์ผู้เป็นประธานของจารึกหลักนี้ คือคำว่า ឭទៃយ (ฦไทย, Ldaiy) โดยฌอร์ฌ เซแด็ส (George Cœdès) ได้เคยอธิบายพระนามพระราชบิดาของกษัตริย์พระองค์นี้ คือ "เลอไทย" ว่าประกอบจากคำเขมร លើ (เลอ) แปลว่า "อยู่เหนือ, สูงสุด" กับ "ไทย" รวมความว่า "ผู้สูงสุดในหมู่ชาวไทย" แต่กลับไม่ได้ใช้หลักการเดียวกันอธิบายพระนามของพระโอรส เพา สาวรสจึงเสนอว่าอักษร ឭ (ฦ) ต้นพระนามนี้ไม่น่าใช่คำเดียวกับ "เลอ" แต่เป็นคำเขมรโบราณอีกคำหนึ่งที่แปลว่า "ได้ยิน; เลื่องลือ, มีชื่อเสียง" ซึ่งตรงกับคำไทยปัจจุบันคือ ឮ (ฦๅ) หรือเทียบกับคำไทยว่า "ลือ" จึงเสนอให้แปลพระนามนี้ว่า "ผู้เลื่องชื่อแห่งชาวไทย" แทน ด้วยเหตุนี้เอง พระนามของกษัตริย์พระองค์นี้ในประวัติศาสตร์ไทยจึงถูกบันทึกไว้หลายรูปแบบ ทั้ง "พญาลิไทย" และ "พญาลือไทย" ซึ่งล้วนสืบเชื้อสายมาจากอักษร ឭ (ฦ) ตัวเดียวกันนี้เอง
5. การไม่มีวิรามและเครื่องหมายวรรคตอน
เครื่องหมายวิราม ซึ่งทำหน้าที่ระงับเสียงสระอะโดยธรรมชาติที่ติดอยู่กับพยัญชนะท้ายพยางค์ ไม่ปรากฏอยู่ในจารึกหลักนี้เลย ซึ่งต่างจากจารึกเขมรยุคพระนครทั่วไป แต่เหมือนกับจารึกเขมรยุคหลังพระนคร การไม่มีวิรามทำให้เกิดปัญหาสำคัญสำหรับผู้ศึกษาจารึก คือการแบ่งคำในข้อความที่เขียนติดกันโดยไม่เว้นวรรค และการตัดสินใจว่าจะปริวรรตพยัญชนะท้ายพยางค์โดยใส่เสียงสระอะหรือไม่ ตัวอย่างที่เป็นปัญหาคือคำว่า រូហាន (รูหาน, rūhāna) ที่นักอ่านจารึกรุ่นก่อนพยายามโยงเข้ากับรากศัพท์สันสกฤต "โรหน" (रोहन, rohana อ่านว่า "โรหะนะ") ทั้งที่แท้จริงแล้วคำนี้คือ រូហាន៑ (รูหานฺ, rū hān) ซึ่งเป็นคำเชื่อมที่ใช้กันทั่วไปในเขมรยุคกลาง แปลว่า "ดุจดัง, เช่นเดียวกับ" แต่ในจารึกนี้ไม่ใช้วิราม จึงเขียนเป็น ន แทนที่จะเป็น ន៑ ให้ชัดว่าเป็นตัวสะกด ไม่มีเสียงสระอะตาม เพา สาวรสจึงเลือกใช้หลักการปริวรรตโดยไม่ใส่เสียง -a ท้ายคำเป็นการทั่วไป เพื่อความชัดเจนและสม่ำเสมอ
เช่นเดียวกับจารึกเขมรโบราณทั่วไป ศิลาจารึกไพรสวายไม่มีเครื่องหมายวรรคตอนเลย เพราะภาษาเขมรไม่รู้จักเครื่องหมายวรรคตอนมาก่อนจะรับมาจากยุโรปในคริสต์ศตวรรษที่ 20 ผู้อ่านจึงต้องอาศัยความรู้ทางไวยากรณ์และความหมายในการแบ่งประโยคเอาเอง ทั้งนี้ในจารึกมีสัญลักษณ์รูปวงกลมปรากฏเป็นครั้งคราว ซึ่งพอจะใช้แบ่งย่อหน้าใหญ่ๆของเนื้อความได้อย่างคร่าวๆ แต่ก็ไม่ได้ใช้อย่างเป็นระบบแน่นอน
6. ระบบเสียงของภาษาเขมรในจารึก
ระบบเสียงในศิลาจารึกไพรสวายสะท้อนถึงระบบเสียงของเขมรโบราณสมัยพระนคร โดยเฉพาะระบบเสียงสระซึ่งค่อนข้างเรียบง่าย ประกอบด้วยสระสามระดับลิ้นสามตำแหน่งดังนี้
ระดับลิ้น ตำแหน่งหน้า ตำแหน่งกลาง ตำแหน่งหลัง
สูง i ɯ u
กลาง e ɤ o
ต่ำ ɛ a ɔ
ระบบสระเช่นนี้ยังแสดงร่องรอยของการขยายเสียงด้วยการแตกเป็นสระประสม เช่น យ (ย) ที่ออกเสียงเป็น /iə/ "เอีย" และ វ (ว) ที่ออกเสียงเป็น /uə/ "อัว" ซึ่งเป็นก้าวแรกของกระบวนการที่ต่อมาจะพัฒนาเป็นระบบสระประสมอันซับซ้อนของภาษาเขมรสมัยใหม่
ข้อที่น่าสังเกตคือ แม้จารึกหลักนี้จะสลักขึ้นในรัฐสุโขทัยซึ่งอยู่นอกดินแดนกัมพูชา แต่ระบบเสียงที่ปรากฏกลับไม่มีร่องรอยของอิทธิพลจากระบบเสียงภาษาไทยปนอยู่อย่างมีนัยสำคัญ หากยังคงรักษาระบบเสียงเขมรแบบพระนครไว้ได้อย่างตรงไปตรงมา ความแตกต่างของศิลาจารึกไพรสวายจากภาษาเขมรในกัมพูชาจึงไม่ได้อยู่ที่โครงสร้างเสียง แต่อยู่ที่บริบททางภูมิศาสตร์และการเมืองของการสร้างจารึก
รู้ระบบเสียงได้อย่างไรจากเพียงตัวหนังสือ
คำถามที่น่าสนใจคือ นักภาษาศาสตร์ทราบระบบเสียงสระของภาษาเขมรโบราณเช่นนี้ได้อย่างไร ทั้งที่มีเพียงตัวหนังสือบนแผ่นจารึกให้ศึกษา ไม่มีใครในปัจจุบันเคยได้ยินเสียงพูดจริงของภาษานี้เลย คำตอบคือ เพา สาวรสเองไม่ได้สร้างระบบเสียงนี้ขึ้นใหม่จากการอ่านศิลาจารึกไพรสวายเพียงหลักเดียว แต่นำระบบเสียงเขมรโบราณที่นักภาษาศาสตร์สร้างไว้ก่อนแล้วมาใช้อ้างอิง โดยระบุแหล่งที่มาไว้ในเชิงอรรถว่าอ้างอิงจากงานศึกษาของ ไฮนทซ์-เยือร์เกิน พินโนฟ (Heinz-Jürgen Pinnow) ปี พ.ศ. 2500 (ค.ศ. 1957)
วิธีการสืบสร้างระบบเสียงของภาษาที่ไม่มีใครพูดแล้วเช่นนี้ อาศัยหลักฐานหลายทางประกอบกัน เช่น ตัวอักษรเขมรโบราณเองยังคงรักษาความแตกต่างระหว่างพยัญชนะก้อง (เช่น ក คู่กับ គ, ច คู่กับ ជ, ត คู่กับ ទ) ที่รับมาจากอักษรอินเดียไว้ ต่างจากภาษาเขมรมาตรฐานปัจจุบันที่พยัญชนะคู่เหล่านี้ออกเสียงกลืนกันไปหมดแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นแทนคือภาษาเขมรปัจจุบันแยกคำเหล่านี้ด้วยเสียงสระสองชุดแทน คือสระชุดหนึ่งสำหรับคำที่พยัญชนะต้นเคยก้องมาก่อน กับสระอีกชุดสำหรับคำที่พยัญชนะต้นเคยไม่ก้อง แม้จะเขียนด้วยรูปสระเดียวกันก็ตาม การเปรียบเทียบเสียงอ่านจริงของคำเขมรปัจจุบันแต่ละคำย้อนกลับไปกับตัวสะกดพยัญชนะก้อง/ไม่ก้องบนจารึกโบราณ จึงเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้สืบย้อนกลับไปหาระบบเสียงสระที่เรียบง่ายและสมมาตรกว่าของภาษาเขมรโบราณได้
อีกอย่างคื นักภาษาศาสตร์ยังใช้หลักฐานจากการทับศัพท์ภาษาเขมรในภาษาอื่นตามช่วงเวลาต่างๆ ประกอบกัน เช่น การถอดเสียงชื่อสถานที่เขมรเป็นภาษาจีนในบันทึกของโจว ต๋ากวาน (周達觀) นักการทูตจีนที่มาเยือนเมืองพระนครในพุทธศตวรรษที่ 19 (คริสต์ศตวรรษที่ 13) หรือการถอดเสียงเป็นภาษาสเปนและโปรตุเกสในเอกสารพุทธศตวรรษที่ 22 (คริสต์ศตวรรษที่ 16-17) งานศึกษาเหล่านี้ช่วยกำหนดกรอบเวลาได้ว่า การเปลี่ยนแปลงจากระบบพยัญชนะก้อง/ไม่ก้องแบบเขมรโบราณมาเป็นระบบสระสองระดับแบบปัจจุบัน เกิดขึ้นในช่วงราวพุทธศตวรรษที่ 22 (คริสต์ศตวรรษที่ 16) เป็นต้นมา ซึ่งอยู่หลังจากยุคของศิลาจารึกไพรสวาย (พ.ศ. 1904 / ค.ศ. 1361) มาเนิ่นนาน ยืนยันได้ว่าในยุคที่ศิลาจารึกไพรสวายถูกสลักขึ้น ภาษาเขมรยังคงมีระบบเสียงแบบเรียบง่ายที่ยังไม่แยกเป็นสองระดับตามที่เพา สาวรสอธิบายไว้จริง
7. ไวยากรณ์และคำเฉพาะที่สืบทอดจากเขมรโบราณ
โครงสร้างประโยคพื้นฐานในจารึกเรียงตามลำดับ ประธาน–กริยา–(กรรม) หากผู้แต่งต้องการเน้นกรรมเป็นพิเศษ ก็จะสลับลำดับเป็น กรรม–ประธาน–กริยา โดยมักมีคำเชื่อมแบบแยกความ រិ (ริ, ri) หรือ នុរូ (นุรู, nu rū) กำกับไว้เพื่อบอกการเปลี่ยนประธานหรือกรรมในเนื้อความ ประโยคที่ซับซ้อนขึ้นเกิดจากการเชื่อมด้วยคำประสาน เช่น នុ (นุ, nu) "และ" กับ បិ (ปิ, pi) "จากนั้น" ซึ่งมีนัยของการเริ่มต้นเหตุการณ์ใหม่ หรือเกิดจากอนุประโยคขยาย เช่น อนุประโยคบอกเวลาที่มักขึ้นต้นด้วย កាលនា (กาลนา, kāl nā) หรือ កាលនុ (กาลนุ, kāl nu) "เมื่อ" และ ល្វះ (ลฺวห์, lvaḥ) "ครั้นเมื่อ" ส่วนอนุประโยคเงื่อนไขจะขึ้นต้นด้วย ទោះនុ (โทห์นุ, doḥ nu) "หากว่า, ในกรณีที่"
ในระดับย่อหน้า ผู้แต่งใช้สำนวน ម្វយរ្វត (มฺวยรฺวต, mvay rvat) "ครั้งหนึ่ง" เป็นตัวคั่นแบ่งย่อหน้าอย่างสม่ำเสมอ บางย่อหน้าเริ่มต้นด้วยคำประกาศ មន (มน, man) หรือสำนวนบอกเวลา เช่น តោងនោះ (โตงฺโนห์, toṅ noḥ) "ครั้งนั้น, ขณะนั้น" และ កSងនោះ (กฺสงโนห์, ksaṅ noḥ) "ในขณะนั้น" ซึ่งเพา สาวรสตั้งข้อสังเกตว่าคำนี้ปรากฏใช้เป็นครั้งแรกในจารึกหลักนี้ ก่อนจะกลายเป็นสำนวนเปิดเรื่องมาตรฐานในวรรณกรรมสวดแบบมหากาพย์ของเขมรรุ่นหลัง เช่น เรื่องรามเกียรติ์ฉบับเขมร
คำไวยากรณ์ที่สืบทอดยาวนาน
มีคำไวยากรณ์ห้าคำที่สืบทอดมาจากเขมรโบราณและยังคงใช้อย่างสม่ำเสมอไปจนถึงปลายสมัยเขมรยุคกลางตอนสูง (คริสต์ศตวรรษที่ 18 หรือราวพุทธศตวรรษที่ 23-24) ได้แก่
อักษรเขมร ปริวรรตไทย ละติน หน้าที่
„í ติ ti บอกกรรมวาจก หรือบอกทิศทาง/สถานที่ เช่น „íបូរ្វ (ติปูรฺว) "ไปทางทิศตะวันออก"
តោយ โตย toy บอกแนวทางหรือวิธีการ เช่น តោយលោកាចារ្យកឫត្យា (โตยโลกาจารฺยกฤตฺยา) "ตามแบบแผนของครูอาจารย์ผู้ใหญ่"
នា นา nā คำเฉพาะบอกสภาพแวดล้อมด้านเวลา สถานที่ หรือกรรมของประโยค
លេយ เลย ley คำลงท้ายประโยคบอกลักษณะการกระทำที่ต่อเนื่อง เทียบเท่า "อยู่เสมอ, ตลอดไป"
ត ต ta คำเชื่อมสารพัดประโยชน์ บอกความสัมพันธ์ได้หลายแบบ ทั้งสถานที่ คุณศัพท์ การครอบครอง ฯลฯ
อีกลักษณะเด่นหนึ่งคือการใช้คำชี้เฉพาะ នេះ (เนห์, neḥ) "นี้" และ នោះ (โนห์, noḥ) "นั้น" ถี่มากตลอดทั้งเรื่อง เพา สาวรสเรียกคำชี้เฉพาะเหล่านี้ว่า "คำชี้เฉพาะแบบมหากาพย์" เพราะนอกจากหน้าที่ทางไวยากรณ์แล้ว ยังทำหน้าที่ทางโวหารช่วยสร้างน้ำเสียงหนักแน่นและขรึมขลัง เหมาะแก่การเฉลิมฉลองวีรกรรมอันยิ่งใหญ่ นับเป็นต้นแบบของ "โวหารมหากาพย์" ที่ปรากฏชัดเจนยิ่งขึ้นในวรรณกรรมเขมรรุ่นหลังที่แต่งขึ้นเพื่อการสวดหรือการแสดง
8. โวหารและรูปแบบทางวรรณศิลป์
ศิลาจารึกไพรสวายแต่งขึ้นในรูปแบบบทเฉลิมพระเกียรติ (panégyrique) ซึ่งเป็นแนวการแต่งที่มีมาก่อนแล้วในจารึกเขมร แต่เพา สาวรสเห็นว่าจารึกหลักนี้เป็นตัวอย่างแรกที่สมควรได้รับการเรียกว่า "งานประพันธ์ทางวรรณศิลป์" อย่างแท้จริง ยิ่งไปกว่านั้น ตัวบทยังไม่ได้แต่งขึ้นเพื่ออ่านด้วยตาเพียงอย่างเดียว แต่มุ่งให้นำไปอ่านออกเสียงและสวดขับด้วย
ผู้แต่งใช้ทรัพยากรทางภาษาที่มีอยู่ทั้งหมดเพื่อสร้างเรื่องราวที่กระทบใจผู้ฟังทั้งในทางวรรณศิลป์และสุนทรียะ ด้วยการใช้อนุประโยคขยายอย่างกว้างขวาง ผู้แต่งจึงสามารถสร้างประโยคยาวสั้นได้หลากหลายตามต้องการ มักเปิดประโยคด้วยอนุประโยคบอกสถานการณ์หรือเวลาเพื่อดึงความสนใจของผู้ฟัง แล้วยกระดับน้ำเสียงขึ้นด้วยอนุประโยคขยายคุณศัพท์ อนุประโยคเรียงต่อ และแม้แต่อนุประโยคแทรก ก่อนจะปิดท้ายแต่ละช่วงด้วยคำเชื่อมแบ่งตอนที่มีน้ำเสียงหนักแน่นและขรึมขลัง โดยเฉพาะคำลงท้าย ហោង (โหง, hoṅ) ซึ่งเพา สาวรสเห็นว่าเป็นการปูทางไปสู่โวหารมหากาพยของงานวรรณกรรมเขมรที่มีชื่อเสียงในยุคหลัง อันมุ่งใช้สวดให้ผู้ฟังกลุ่มเล็กหรือแสดงบนเวที
โครงเรื่องทั้งหมดถูกจัดวางอย่างสมดุล ไล่ระดับความเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ จนถึงจุดสูงสุดที่อุปมาด้วยแผ่นดินไหวเมื่อกษัตริย์ทรงบวช ก่อนจะจบเรื่องด้วยน้ำเสียงปรัชญาที่นุ่มนวลและสงบ ลักษณะเด่นทางโวหารของจารึกหลักนี้สรุปได้ดังนี้
  • สร้างประโยคเป็นช่วงคลื่นยาวโดยอาศัยอนุประโยคขยายจำนวนมาก
  • เปิดประโยคด้วยอนุประโยคบอกสถานการณ์หรือเวลาเพื่อดึงความสนใจ
  • แทรกอนุประโยคขยายคุณศัพท์และอนุประโยคแทรกเพื่อเพิ่มรายละเอียด
  • ปิดท้ายแต่ละช่วงด้วยคำเชื่อมแบ่งตอนที่มีน้ำเสียงหนักแน่น โดยเฉพาะคำ ហោង (โหง)
  • ใช้คำชี้เฉพาะ នេះ (เนห์) และ នោះ (โนห์) ซ้ำๆ เพื่อสร้างน้ำเสียงขรึมขลังแบบมหากาพย์
9. ผู้แต่งจารึก: นักปราชญ์สองภาษาที่ไม่ปรากฏนาม
น่าเสียดายที่ไม่มีข้อมูลใดหลงเหลืออยู่เกี่ยวกับชื่อ เชื้อชาติ หรือสถานะทางสังคมของผู้แต่งจารึกหลักนี้ มีเพียงร่องรอยกระจัดกระจายที่แสดงให้เห็นว่าผู้แต่งเป็นบุคคลสองภาษา รู้ทั้งภาษาเขมรและภาษาสยามเป็นอย่างดี แต่ไม่อาจชี้ชัดได้ว่าเป็นชาวเขมรที่คุ้นเคยกับธรรมเนียมสยาม หรือเป็นชาวสยามที่ได้รับการศึกษาภาษาเขมรมาอย่างดี
สิ่งที่ยืนยันได้ชัดเจนกว่าคือระดับการศึกษาของผู้แต่ง ซึ่งเห็นได้จากคุณภาพของตัวบท ผู้แต่งเป็นนักปราชญ์ที่สืบทอดมรดกทางภาษาจากกัมพูชาโบราณ รู้จักภาษาของตนและใช้ได้อย่างคล่องแคล่ว ทั้งคำศัพท์ ระบบคำ และคำไวยากรณ์ ล้วนถูกนำมาใช้อย่างมีประสิทธิภาพเพื่อถ่ายทอดความคิดที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น นอกจากนี้ผู้แต่งยังใส่ใจสร้างภาพพจน์ผ่านกลวิธีทางโวหารต่างๆดังที่กล่าวไปแล้ว โครงเรื่องถูกจัดวางอย่างสมดุล ไล่ระดับไปสู่จุดสูงสุดที่อุปมาด้วยแผ่นดินไหว แล้วปิดท้ายด้วยน้ำเสียงปรัชญาที่นุ่มนวลและสงบ
ผู้แต่งยังรู้จักธรรมเนียมและพิธีการในราชสำนักเป็นอย่างดี สะท้อนออกมาทางภาษาผ่านราชาศัพท์ที่ประณีต ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจากราชาศัพท์แบบพระนครที่พัฒนาคู่ขนานไปกับสถาบันกษัตริย์และมีโครงสร้างชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ กล่าวโดยสรุป ผู้แต่งศิลาจารึกไพรสวายคือกวีบัณฑิต หรือ "นักปราชญ์แห่งราชสำนัก" ผู้หนึ่ง
10. ความสำคัญของศิลาจารึกไพรสวายต่อประวัติศาสตร์ภาษาเขมร
ตามธรรมเนียมที่นักภาษาศาสตร์กำหนดกัน ยุคเขมรโบราณสิ้นสุดลงราวปลายคริสต์ศตวรรษที่ 14 (ปลายพุทธศตวรรษที่ 20) ก่อนจะเข้าสู่ยุคเขมรกลางตั้งแต่ต้นคริสต์ศตวรรษที่ 15 ไปจนถึงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 19 (ราวกลางพุทธศตวรรษที่ 24) ศิลาจารึกไพรสวายซึ่งสร้างเมื่อ พ.ศ. 1904 (ค.ศ. 1361) จึงเข้าข่ายเป็นตัวบทเขมรโบราณยุคปลายโดยทฤษฎี และเมื่อพิจารณาลักษณะภาษาโดยละเอียดแล้วก็ยืนยันการจัดยุคเช่นนี้ได้จริง เพราะระบบเสียงของจารึกยังคงใกล้เคียงกับเขมรโบราณแบบพระนคร ในขณะที่คำไวยากรณ์บางคำที่สืบทอดมาจากเขมรโบราณกลับดำเนินต่อเนื่องไปจนถึงปลายเขมรยุคกลางตอนสูง จารึกหลักนี้จึงตั้งอยู่ ณ จุดเชื่อมต่อพอดีระหว่างสองยุคภาษา นับเป็นหลักฐานสำคัญยิ่งสำหรับการศึกษาพัฒนาการของภาษาเขมร
ที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้นคือ จารึกหลักนี้ไม่ได้สลักขึ้นในกัมพูชา หากแต่สลักขึ้นตามพระบรมราชโองการของกษัตริย์สุโขทัยเพื่อเฉลิมพระเกียรติของพระองค์เอง แต่ผู้แต่งกลับใช้ภาษาเขมรและขนบการเขียนแบบพระนคร ทั้งตัวอักษร ไวยากรณ์ คำศัพท์ และราชาศัพท์ ได้อย่างคล่องแคล่วไม่ต่างจากอาลักษณ์ฝีมือดีที่สุดของราชสำนักพระนคร ข้อเท็จจริงนี้แสดงให้เห็นว่า แม้ล่วงมากว่าศตวรรษหลังอำนาจทางการเมืองของพระนครเสื่อมถอยลงแล้ว ภาษาเขมรโบราณและขนบการเขียนแบบพระนครก็ยังคงเป็นเครื่องมือที่มีชีวิตและทรงเกียรติในราชสำนักไทยเพื่อนบ้าน ควบคู่ไปกับภาษาสยามซึ่งเป็นภาษาประจำถิ่นของตนเอง ไม่ต่างจากบทบาทที่ภาษาสันสกฤตหรือภาษาบาลีเคยมีในราชสำนักต่างๆ ทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เพา สาวรสจัดให้ศิลาจารึกไพรสวายอยู่ในระดับเดียวกับจารึกสด๊กก๊อกธมและคำสาบานของข้าราชการสมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 ในฐานะสามหลักที่มีคุณค่าทางภาษาและวรรณกรรมสูงสุดของจารึกเขมรทั้งหมด ข้อที่น่าสังเกตคือ สองในสามหลักนั้นเป็นตัวบทจากราชสำนักพระนครในพุทธศตวรรษที่ 16 (คริสต์ศตวรรษที่ 11) ขณะที่ศิลาจารึกไพรสวายซึ่งมีอายุห่างออกไปอีกกว่าศตวรรษครึ่งกลับสลักขึ้นนอกดินแดนกัมพูชา สิ่งนี้ตอกย้ำให้เห็นว่าอิทธิพลของอารยธรรมทางวรรณกรรมเขมรในยุคนั้นแผ่ขยายออกไปไกลเกินขอบเขตทางการเมืองของกัมพูชาเอง
เอกสารอ้างอิง
  1. Pou, Saveros (เพา สาวรส). Inscription dite de Brai Svāy ou « Bois des Manguiers » de Sukhoday. Bulletin de l'École française d'Extrême-Orient, Tome 65, N°2 (พ.ศ. 2521 / 1978), หน้า 333-359. Persée (แหล่งข้อมูลหลักของบทความนี้ ใช้อ้างอิงเรื่องอักษร ระบบเสียง ไวยากรณ์ โวหาร และคำศัพท์ของจารึกทั้งหมด รวมถึงภาพตารางอักษรหน้า 336)
  2. ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน). จารึกวัดป่ามะม่วง (ภาษาเขมร). ฐานข้อมูลจารึกในประเทศไทย. db.sac.or.th (ใช้อ้างอิงข้อมูลทะเบียน ขนาด วัสดุ สถานที่พบ สถานที่เก็บรักษา และภาพถ่ายจารึก)
  3. Pinnow, Heinz-Jürgen. Sprachgeschichtliche Erwägungen zum Phonemsystem des Khmer. Zeitschrift für Phonetik und allgemeine Sprachwissenschaft, Berlin, 4 (พ.ศ. 2500 / 1957), หน้า 378-391 (หน้าที่อ้างอิงในบทความนี้คือ 383). De Gruyter Brill (งานศึกษาที่ Pou (1978) อ้างอิงเป็นที่มาของระบบเสียงเขมรโบราณที่ใช้ในบทความนี้)
  4. Maspong, Sireemas. Chronology of Registrogenesis in Khmer: Analyses of Poetry and Inscriptions. Journal of the Southeast Asian Linguistics Society (JSEALS), 17.1 (พ.ศ. 2567 / 2024), หน้า 46-62. hdl.handle.net (ใช้อธิบายวิธีการสืบสร้างระบบเสียงเขมรโบราณจากหลักฐานลายลักษณ์อักษรและการเทียบกับภาษาเขมรปัจจุบัน)
🤖 บทความนี้ทำการแปลและสรุปความโดยใช้ Claude Code ช่วย


-----------------------------------------

囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧

ดูสถิติของหน้านี้

หมวดหมู่

-- ภาษาศาสตร์ >> ภาษาเขมร
-- ภาษาศาสตร์ >> ตัวอักษร
-- ประวัติศาสตร์

ไม่อนุญาตให้นำเนื้อหาของบทความไปลงที่อื่นโดยไม่ได้ขออนุญาตโดยเด็ดขาด หากต้องการนำบางส่วนไปลงสามารถทำได้โดยต้องไม่ใช่การก๊อปแปะแต่ให้เปลี่ยนคำพูดเป็นของตัวเอง หรือไม่ก็เขียนในลักษณะการยกข้อความอ้างอิง และไม่ว่ากรณีไหนก็ตาม ต้องให้เครดิตพร้อมใส่ลิงก์ของทุกบทความที่มีการใช้เนื้อหาเสมอ

三

目次

日本による名言集
モジュール
-- numpy
-- matplotlib

-- pandas
-- manim
-- opencv
-- pyqt
-- pytorch
機械学習
-- ニューラル
     ネットワーク
javascript
モンゴル語
言語学
maya
確率論
日本での日記
中国での日記
-- 北京での日記
-- 香港での日記
-- 澳門での日記
台灣での日記
北欧での日記
他の国での日記
qiita
その他の記事

記事の類別



ติดตามอัปเดตของบล็อกได้ที่แฟนเพจ

  記事を検索

  おすすめの記事

รวมร้านราเมงและบะหมี่ในจังหวัดโทจิงิ
ทำความเข้าใจการแปลงลาปลัสสำหรับแก้ปัญหาฟิสิกส์
รวมร้านราเมงและบะหมี่ในเมืองฟุกุโอกะ
ตัวอักษรกรีกและเปรียบเทียบการใช้งานในภาษากรีกโบราณและกรีกสมัยใหม่
ที่มาของอักษรไทยและความเกี่ยวพันกับอักษรอื่นๆในตระกูลอักษรพราหมี
การสร้างแบบจำลองสามมิติเป็นไฟล์ .obj วิธีการอย่างง่ายที่ไม่ว่าใครก็ลองทำได้ทันที
รวมรายชื่อนักร้องเพลงกวางตุ้ง
ภาษาจีนแบ่งเป็นสำเนียงอะไรบ้าง มีความแตกต่างกันมากแค่ไหน
ทำความเข้าใจระบอบประชาธิปไตยจากประวัติศาสตร์ความเป็นมา
เรียนรู้วิธีการใช้ regular expression (regex)
การใช้ unix shell เบื้องต้น ใน linux และ mac
g ในภาษาญี่ปุ่นออกเสียง "ก" หรือ "ง" กันแน่
ทำความรู้จักกับปัญญาประดิษฐ์และการเรียนรู้ของเครื่อง
ค้นพบระบบดาวเคราะห์ ๘ ดวง เบื้องหลังความสำเร็จคือปัญญาประดิษฐ์ (AI)
หอดูดาวโบราณปักกิ่ง ตอนที่ ๑: แท่นสังเกตการณ์และสวนดอกไม้
พิพิธภัณฑ์สถาปัตยกรรมโบราณปักกิ่ง
เที่ยวเมืองตานตง ล่องเรือในน่านน้ำเกาหลีเหนือ
ตระเวนเที่ยวตามรอยฉากของอนิเมะในญี่ปุ่น ปี 2013
เที่ยวชมหอดูดาวที่ฐานสังเกตการณ์ซิงหลง
ทำไมจึงไม่ควรเขียนวรรณยุกต์เวลาทับศัพท์ภาษาต่างประเทศ

ไทย

日本語

中文