φυβλαςのβλογ
phyblasのブログ



ข่าวปลอมที่อ้างว่า "ยูเนสโกบอกว่าไม่เคยมีอาณาจักรเขมร" สอนอะไรเรา
เขียนเมื่อ 2026/11/04 22:09
แก้ไขล่าสุด 2026/11/05 18:40
มีคลิปข่าวปลอมในยูทูบที่มีคนดูกว่า 5 แสนครั้งบอกว่า ยูเนสโก (UNESCO) ออกแถลงการณ์แล้วว่าไม่เคยมีอาณาจักรเขมรโบราณ มีแต่อาณาจักรขอม พอค้นข้อมูลจริงกลับไม่เจอแถลงการณ์ที่ว่า และหน้าเว็บของยูเนสโกเองก็เขียนตรงข้าม แต่เรื่องที่น่าคิดกว่าว่าข่าวนี้จริงไหม คือเรื่องแบบนี้มันเดินทางมาได้ไกลขนาดนี้ได้ยังไง ข่าวปลอมแบบนี้มีกลไกการเกิดขึ้นและจูงใจคนยังไง และเราจะแก้ปัญหานี้ยังไง คลิปนี้เป็นแค่ตัวอย่างหนึ่งของเรื่องแบบนี้ แต่เราสามารถนำมาใช้เป็นกรณีศึกษาได้
1. ข่าวนี้พูดอะไร และตรวจแล้วเป็นยังไง
เมื่อ 15 เมษายน 2026 ช่องยูทูบ สรุปสั้น ลงคลิปชื่อ "ช็อกโลก! UNESCO ฟาด "ไม่เคยมีอาณาจักรเขมรโบราณ" ฮุนเซนลวงโลกหน้าแหก" ถึงต้นเดือนพฤศจิกายนมียอดดู 568,837 ครั้ง เนื้อหาบอกว่ายูเนสโกออกแถลงการณ์ยืนยันว่าเอกสารของตนไม่เคยมีคำว่าอาณาจักรเขมรโบราณ มีแต่ "Khom Empire" และ ฮุน เซนเป็นคนแต่งเรื่องขึ้นมา
ภาพปกคลิป มีภาพฮุน เซน โลโก้ยูเนสโก นครวัด และแผนที่ที่เขียนว่า Khmer Empire พร้อมข้อความว่า UNESCO ฟาดหน้าแหก
ภาพในคลิป ส่วนใหญ่ลงแต่ภาพถ่ายโบราณสถานพระนคร แต่ไม่ได้ลงหลักฐานเอกสารที่เกี่ยวข้องประกอบการอธิบายเลย — ช่องสรุปสั้น
พอลองตรวจก็พบว่า
  • ไม่พบแถลงการณ์นี้ ทั้งจากการค้นด้วยคำไทย อังกฤษ และเขมร ไม่มีคลิปหรือโพสต์ไหนบอกได้ว่าแถลงวันไหน ใครแถลง หรือเอกสารชื่ออะไร และไม่พบสื่อต่างประเทศรายงาน
  • หน้าเว็บของยูเนสโกเขียนตรงข้าม หน้ามรดกโลกนครวัดเขียนว่าพื้นที่นี้มีซากเมืองหลวงต่างๆของ "the Khmer Empire" ส่วนหน้าปราสาทพระวิหารก็เรียกตัวปราสาทว่าเป็นผลงานชิ้นเอกของ "Khmer architecture"
  • ฮุน เซนไม่ได้เป็นคนตั้งชื่อนี้ หนังสือ The Ancient Khmer Empire ของลอว์เรนซ์ พาลเมอร์ บริกส์ (Lawrence Palmer Briggs) พิมพ์ตั้งแต่ ค.ศ. 1951 ก่อนฮุน เซนจะมีบทบาททางการเมืองหลายสิบปี
คำว่า "ไม่พบ" เป็นผลของการค้น ไม่ใช่คำยืนยันจากยูเนสโก และบทความนี้ไม่ได้มาตัดสินว่าขอมกับเขมรเกี่ยวข้องกันแค่ไหน เพราะเป็นคนละคำถาม จะเชื่อเรื่องขอมยังไงก็ตาม ก็ไม่ได้ทำให้แถลงการณ์ที่ไม่มีใครเคยเห็นมีตัวตนขึ้นมาได้
2. ข่าวที่ไม่มีต้นทางโตขึ้นได้ยังไง
คลิปนี้บอกที่มาของตัวเองไว้ในนาทีที่ 1:24 ว่าเช้าวันนั้นมี "คลิปข่าวตัวนึง" พาดหัวเรื่องนี้ พอตามย้อนไปเรื่อยๆก็เจอลำดับแบบนี้
วันที่ ใคร ข้ออ้างในทอดนั้น
4 ม.ค. 2024 ช่องเล่าให้ฟัง "ข้อสรุปของ UNESCO" ไม่บอกว่าเอกสารอะไร เป็นตัวอย่างเก่าสุดที่หาเจอ
8 ก.ย. 2025 โพสต์ใน Lemon8 "UNESCO ยืนยัน" ไม่มีลิงก์หรือชื่อเอกสาร
28 ก.พ. 2026 Bright TV ชื่อคลิป "UNESCO ประกาศชัด" แต่คนพูดในคลิปพูดแค่ว่า "UN เขาก็ออกมาชี้แจงแล้ว"
15 เม.ย. 2026 เช้า TOP NEWS เปิดเสียงคนเดิมซ้ำ ชื่อคลิป "ยูเนสโกแจงชัด?" มีเครื่องหมายคำถาม แต่ภาพปกเขียนว่า "หน้าแหกแล้ว!"
15 เม.ย. 2026 เย็น ช่องสรุปสั้น (คลิปที่พูดถึงนี้) คำถามหายไป กลายเป็น "แถลงการณ์" "เอกสารบันทึกอย่างเป็นทางการ" และ "ส่งผู้เชี่ยวชาญลงไปขุด"
16 เม.ย. 2026 นักเขียนคนหนึ่ง และแนวหน้า โพสต์ว่า "จะบอกแบบนั้นจริงหรือไม่จริง ไม่รู้ครับ ?" แต่แนวหน้าพาดหัวว่านักเขียนดัง "อ้างข้อมูลยูเนสโก ยันไม่มีอาณาจักรเขมรโบราณ"
เรายังบอกไม่ได้ว่าใครเป็นคนแรก เพราะโพสต์เก่าในเฟซบุ๊กและติ๊กต็อกค้นด้วยเครื่องมือไม่ถึง บอกได้แค่ว่าช่องสรุปสั้นไม่ใช่คนเริ่ม แต่เป็นคนนำเรื่องมาขยายและเพิ่มรายละเอียดเข้าไปเอง สิ่งที่เห็นชัดกว่าคือข่าวนี้ไม่เคยแตะเอกสารของยูเนสโกเลยสักทอด หลักฐานเท่าเดิมคือไม่มี แต่ถ้อยคำกลับหนักขึ้นจนกลายเป็น "เอกสารบันทึกอย่างเป็นทางการ"
จุดที่น่าสนใจคือคำสงวนท่าทีไม่ได้ช่วยอะไรเลย เครื่องหมายคำถามอยู่ได้แค่ 7 ชั่วโมงกว่าก็หายไปในคลิปถัดมา ส่วนคำว่า "ไม่รู้ครับ" ก็กลายเป็นคำว่า "ยัน" ในพาดหัววันรุ่งขึ้น แปลว่าการโยนคำถามให้สังคม แม้จะดูระวังตัว ก็ยังเป็นการส่งต่อข่าวอยู่ดี
เมื่อข่าวปลอมถูกนำมาอ้างเป็นหลักฐาน
เมื่อมีคลิปที่อ้างหน่วยงานระดับโลกให้ฟังดูน่าเชื่อถือแบบนี้ออกมา ก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะมีคนนำมาเป็นข้ออ้างเพื่อแสดงความเห็นในเชิงต่อต้านเขมร ตัวอย่างเห็นได้เช่นในช่องความเห็นของคลิปอื่น เช่นใต้คลิป Back To Basics ของไทยพีบีเอส ที่มีนักวิชาการมาอธิบายเรื่องขอมกับเขมร มีความเห็นราว 10 รายการจาก 1,365 รายการที่ยกข่าวยูเนสโกปลอมนี้มาเป็นหลักฐาน รายการที่ได้ไลก์สูงสุด (14 ไลก์) เขียนว่า "UNESCO ประกาศยืนยันว่าไม่มีอาณาจักรเขมรโบราณ" และอีกรายการเขียนว่า "จะเชื่อใคร ระหว่าง องค์กรระดับโลก กับนักวิชาเกินอวยเขมร" จะเห็นว่าข้อมูลปลอมนี้ได้ถูกนำไปใช้ราวกับเป็นความจริง เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้ข้อกล่าวอ้างและใช้โจมตีคนอื่น
3. จุดสังเกตที่บอกว่าข่าวนี้มีปัญหา
ต่อให้ไม่รู้เรื่องขอมหรือเขมรเลย และไม่ได้เปิดเว็บยูเนสโก คลิปนี้ก็มีจุดให้สะดุดหลายจุด คำพูดในตารางสรุปมาจากคำบรรยายภายในคลิปเอง
จุดสังเกต ในคลิปนี้ ทำไมถึงน่าสงสัย
มีชื่อองค์กร แต่ไม่มีเอกสาร "กระดาษแถลงการณ์ของยูเนสโกไม่กี่หน้ากระดาษ" แต่ไม่บอกวันที่ ผู้แถลง หรือลิงก์ ถ้ามีเอกสารจริง การโชว์เอกสารคือหมัดเด็ดที่สุด คลิปยาว 10 นาทีกลับไม่โชว์เลย
พูดว่าชัด แต่รายละเอียดคลุมเครือ "ชัดเจนทะลุปรุโปร่ง" แต่แหล่งข่าวคือ "คลิปข่าวตัวนึง" ซึ่งไม่บอกชื่อว่าคลิปไหนด้วย และ "นักประวัติศาสตร์อินเทอร์หลายคนบนโลกออนไลน์" ซึ่งไม่ระบุชื่อเลย ยิ่งใช้คำว่าชัดมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งควรถามว่าชัดตรงไหน คนที่มีข้อมูลจริงมักบอกชื่อ
ถ้อยคำไม่เข้ากับองค์กรที่อ้าง ยูเนสโก "ไม่รักษาน้ำใจใครใดๆทั้งสิ้น" "สลัดความเกรงใจ" จนเหมือน "ตบหน้าฉาดใหญ่" หน่วยงานสหประชาชาติเขียนเอกสารด้วยภาษาแห้งๆ คำเหล่านี้เป็นอารมณ์ของคนเล่าที่ถูกสวมให้เป็นท่าทีขององค์กร
ใช้คำที่องค์กรนั้นไม่น่าใช้ "Khom Empire" ขอมเป็นคำในกลุ่มภาษาไท แค่ได้ยินว่าองค์กรนานาชาติใช้คำนี้เป็นชื่อทางการก็ควรสะดุดแล้ว และเอกสารยูเนสโกเกี่ยวกับเรื่องนี้ที่ค้นเจอก็ใช้คำว่า Khmer ไม่พบคำว่า Khom
ให้องค์กรทำสิ่งที่ไม่ใช่งานของตน ยูเนสโกออกแถลงการณ์ชี้ขาดว่าอาณาจักรโบราณไหนมีจริง และสองกลุ่มคนต่างกัน ไม่เคยเห็นยูเนสโกออกแถลงการณ์ลักษณะนี้ งานด้านมรดกโลกคือการขึ้นทะเบียนและดูแลแหล่งมรดก
ใช้กระแสแทนหลักฐาน "ระเบิดยอดวิว" "แชร์ออกไปเป็นหมื่นๆครั้ง" "โลกทั้งโลกกำลังตาสว่าง" คนแชร์เยอะบอกได้แค่ว่าคนแชร์เยอะ และถ้าโลกตาสว่างจริงก็ต้องมีสำนักข่าวนอกประเทศรายงาน
เล่าความรู้สึกอีกฝ่ายจากจินตนาการ ฝั่งโน้น "สั่งปิดห้อง" "เปิดพจนานุกรม" และ "แอบร้องไห้" กันแน่ๆ ไม่มีตัวอย่างโพสต์ของคนกัมพูชาเลย ภาพในคลิปเป็นรูปฮุน เซนหรือรูปโบราณสถานตลอด ไม่ได้เป็นหลักฐานของสิ่งที่พูดเลย ความเงียบของทางการกัมพูชาก็ถูกตีความเป็นความพ่ายแพ้ ทั้งที่อาจไม่มีอะไรให้ตอบ
ชวนให้รู้สึก ไม่ชวนให้ตรวจ "สะใจมั้ยล่ะครับ" "พิมพ์คอมเมนต์บอกความรู้สึก" แล้วขอให้ช่วยกันแชร์ ตลอดคลิปไม่มีช่วงไหนบอกให้ไปเปิดเอกสารอ่านเอง มีแต่แสดงอารมณ์ ใช้คำพูดปลุกปั่น
ความขัดแย้งในตัวเอง
  • คำที่ไม่เคยมี แต่ถูกอธิบาย นาทีที่ 2:10 บอกว่าเอกสารไม่มีคำว่าเขมร แต่นาทีที่ 2:40 บอกว่ายูเนสโกชี้ให้โลกเห็นว่าเขมรกับขอมไม่ใช่สิ่งเดียวกัน ถ้าไม่เคยพูดถึงคำนี้ จะเทียบกันได้ยังไง
  • "ครั้งแรก" ที่ไม่ใช่ครั้งแรก คลิปบอกว่าวันนี้ต้องจารึกไว้ และเป็นครั้งแรกที่ยูเนสโกพูดชัดฟันธง แต่ข้ออ้างเดียวกันมีมาตั้งแต่ต้นปี 2024 ถ้าข่าวเดิมเพิ่งเป็นเรื่อง "ด่วน!" ได้อีกรอบตามคำอธิบายใต้คลิป ก็แปลว่าไม่มีอะไรใหม่เกิดขึ้น
  • ภาพปกแย้งเนื้อหา เรื่องที่บอกว่าไม่มี Khmer Empire แต่แผนที่บนปกเขียนว่า Khmer Empire
  • คำอธิบายแย้งเนื้อคลิป ใต้คลิปเขียนว่าทำ "เพื่อการรายงานข่าวตามข้อเท็จจริงและหลักฐานทางประวัติศาสตร์เท่านั้น" แต่ตลอดคลิปไม่มีหลักฐานให้ดู มีแต่กล่าวลอยๆและคลุมเครือ
  • ชื่อคลิปแย้งเสียงในคลิป Bright TV เขียนว่ายูเนสโก แต่เสียงพูดว่า UN ซึ่งไม่ได้บอกว่าหน่วยงานไหนของสหประชาชาติ ส่วน TOP NEWS ตั้งคำถามในชื่อคลิป แต่สรุปไปแล้วบนภาพปก
เช็กได้ด้วยสามคำถาม
คาริ คิวิเน็น (Kari Kivinen) นักการศึกษาชาวฟินแลนด์เล่าว่า ครูที่ทำหลักสูตรที่นั่นสรุปการตรวจข้อมูลให้เด็กเหลือแค่สามคำถาม ซึ่งเอามาใช้กับเรื่องนี้ได้พอดี
  1. ใครอยู่ข้างหลังข้อมูลนี้ ใครแถลง ในตำแหน่งอะไร และคนเล่าได้อะไรจากการเล่า
  2. หลักฐานคืออะไร เอกสารชื่ออะไร ลงวันที่เท่าไหร่ เปิดอ่านได้ที่ไหน
  3. แหล่งอื่นพูดว่ายังไง เว็บขององค์กรนั้นเองพูดว่าอะไร และสื่อนอกกลุ่มนี้รายงานไหม
ข่าวเรื่องนี้ตอบสองข้อแรกไม่ได้ ส่วนข้อที่สาม พอเปิดเว็บยูเนสโกก็เจอคำตอบที่สวนกับข่าว และการตรวจทั้งหมดนี้ก็ใช้เวลาไม่นาน
4. กรณีใกล้เคียงและลักษณะร่วม
ข่าวแบบนี้ไม่ใช่ของใหม่ และไม่ได้มีแค่ในไทย
ข้ออ้าง ตรวจแล้วพบว่า สิ่งที่ทำให้นึกถึงกรณีนี้
กัมพูชานำวรรณกรรมไทย 22 รายการขึ้นทะเบียนกับยูเนสโก และได้รับอนุมัติแล้ว (2025) กระทรวงวัฒนธรรมชี้แจงว่าไม่จริง ที่ขึ้นทะเบียนคือการแสดงบัลเลต์หลวงกัมพูชา ส่วนรายชื่อเรื่องอยู่ในเอกสารระดับชาติของกัมพูชา เอาของจริงมาบิด แล้วใช้ชื่อยูเนสโกเป็นตราประทับ
กัมพูชานำอักษรขอมไทยขึ้นทะเบียนกับยูเนสโก (2026) ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมตรวจกับกรมศิลปากร ไม่พบการยื่นหรือการขึ้นทะเบียน กลัวการเสียมรดกเหมือนกัน แต่ครั้งนี้ยูเนสโกเป็นฝ่ายที่ถูกใช้ทำให้โกรธ
กระทรวงวัฒนธรรมพร้อมยกชุดไทยให้กัมพูชา กรมส่งเสริมวัฒนธรรมชี้แจงว่าเป็นข่าวปลอม จริงๆเป็นการยื่นขึ้นทะเบียนชุดไทยเอง เปลี่ยนข้อเท็จจริงเรื่องการขึ้นทะเบียนให้เป็นเรื่องทรยศชาติ
คลิปคนกัมพูชาวิ่งหนี F-16 (ยอดดูกว่า 1.7 ล้าน) และธงไทยบนเขาพระวิหาร (กว่า 4 แสน) Thai PBS Verify พบว่าคลิปแรกเป็นเหตุตึก สตง. ถล่ม ส่วนคลิปหลังอยู่ที่เขาอกทะลุ จังหวัดพัทลุง ตอบความสะใจฝั่งไทย ของจริงที่ถูกใส่คำบรรยายใหม่
ทหารไทยต่อรองขอยอมจำนน (โพสต์จากฝั่งกัมพูชา) Thai PBS Verify พบว่าใช้ภาพที่ไม่เกี่ยวข้อง กลไกเดียวกัน แต่เป็นความสะใจฝั่งตรงข้าม
รองรัฐมนตรีกลาโหมขณะนั้นพูดทำนองว่าคนกัมพูชาและคนไทยจะตายก็ปล่อยให้ตาย (2025) Cofact ไม่พบคำพูดนี้ในคลิปและข่าวสัมภาษณ์ โฆษกกระทรวงกลาโหมชี้แจงว่าเป็นเท็จ ใส่คำพูดแรงๆให้คนหรือองค์กรที่มีชื่อ
ยูเนสโกยกให้เพลงชาติอินเดียดีที่สุดในโลก (วนมาตั้งแต่ ค.ศ. 2008) เจ้าหน้าที่ยูเนสโกตอบว่าไม่เคยประกาศเรื่องนี้ และยูเนสโกไม่ได้ให้รางวัลแบบนี้ ส่วนเรื่องนายกรัฐมนตรีและธนบัตรที่ "ดีที่สุดในโลก" ก็เป็นข้ออ้างตระกูลเดียวกัน ชื่อยูเนสโกกับความภูมิใจของชาติ ถูกหักล้างแล้วก็ยังกลับมาวนอีก
ลักษณะร่วม
  • ตรงใจคนฟังพอดี แต่ละข่าวให้สิ่งที่กลุ่มหนึ่งอยากได้ยินหรือกลัวจะได้ยินอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นชัยชนะ ความภูมิใจ หรือการถูกปล้น
  • มีของจริงห่ออยู่ โลโก้จริง ภาพจริง องค์กรจริง และการขึ้นทะเบียนจริง Cofact ก็สังเกตเช่นกันว่ามีการใช้ภาพจริงและโลโก้สื่อเพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือ
  • ขาดสิ่งเดียวคือต้นทางที่ตรวจได้ พอถามว่าเอกสารไหน ภาพจากที่ไหน คำพูดวันไหน ข่าวก็ตอบไม่ได้
  • ผูกกับเรื่องที่กำลังร้อน Cofact และไทยพีบีเอสพบข่าวลักษณะนี้จำนวนมากในช่วงการสู้รบเดือนกรกฎาคม 2025 กระทรวงดีอีเองก็รายงานว่าข่าวปลอม 8 ใน 10 อันดับแรกของสัปดาห์หนึ่งเดือนสิงหาคม 2025 เป็นเรื่องชายแดน
  • มีทุกฝั่ง ในการตรวจช่วง 24–28 กรกฎาคม 2025 ไทยพีบีเอสพบข่าวปลอมจากฝั่งกัมพูชา 5 จาก 10 ข่าว และก็มีตัวอย่างจากฝั่งไทยด้วย การเห็นข่าวปลอมของอีกฝ่ายจึงไม่ได้รับรองว่าข่าวของฝ่ายเราถูก
อีกเรื่องที่สังเกตได้คือ บทบาทของยูเนสโกเปลี่ยนไปตามข่าว ข่าวหนึ่งเป็นฝ่ายที่รับรองการ "เคลม" ของกัมพูชา อีกข่าวกลายเป็นผู้พิพากษาที่ลงโทษกัมพูชา จนมีความเห็นเล็กๆใต้คลิปนี้ที่แซวว่า "ยูเนสโง่ หายโง่แล้วเหรอ" แปลว่าสิ่งที่คนใช้ไม่ใช่ความน่าเชื่อถือของยูเนสโกเอง แต่เป็นชื่อยูเนสโกตอนที่พูดตรงใจ
5. ข่าวปลอมบริสุทธิ์ แย่ยิ่งกว่าการอ้างตำนาน
ข่าวในตารางข้างบนหลายเรื่องยังมีของจริงให้บิด อย่างเรื่องวรรณกรรม 22 รายการก็มีการขึ้นทะเบียนบัลเลต์หลวงกัมพูชาจริง แต่เรื่องแถลงการณ์ยูเนสโกไม่มีแม้แต่จุดเริ่มต้นแบบนั้น ของจริงในข่าวนี้มีแค่ชื่อองค์กร โลโก้ และภาพโบราณสถาน ซึ่งเป็นแค่ห่อ ส่วนเนื้อในคือแถลงการณ์ เอกสารบันทึก และการส่งผู้เชี่ยวชาญลงไปขุด ไม่มีอะไรรองรับเลย ตามที่ตรวจในหัวข้อที่ 1 และ 2 ไม่ใช่การตีความเอกสารผิด ไม่ใช่การฟังมาแล้วเข้าใจคลาดเคลื่อน เพราะไม่มีเอกสารให้ตีความตั้งแต่แรก เรื่องนี้จึงเป็นเรื่องที่กุขึ้นอย่างไม่มีมูลเลย
ลองเทียบกับข้ออ้างอีกแบบในเรื่องเดียวกัน ในบทความ ชาวเขมรปัจจุบันสืบทอดมาจากเขมรโบราณ อ้างอิงจากงานวิจัยและหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ไม่ใช่จากตำนานหรือคำกล่าวอ้างลอยๆ มีการพูดถึงคนที่ยกตำนานพระเจ้าแตงหวานมาอ้างว่าเขมรปัจจุบันไม่ใช่ทายาทของผู้สร้างเมืองพระนคร ข้ออ้างนั้นก็ผิด แต่ถ้าเทียบกันแล้วยังถือว่าสูงชั้นกว่ามาก
  อ้างตำนานพระเจ้าแตงหวาน อ้างแถลงการณ์ยูเนสโก
ต้นทาง มีอยู่จริงในพระราชพงศาวดารเขมร และมีฉบับแปลไทยในประชุมพงศาวดาร เปิดอ่านได้ ไม่มีใครบอกได้ว่าเอกสารไหน ลงวันที่เท่าไหร่ และหน้าเว็บของยูเนสโกเขียนตรงข้าม
ปัญหาอยู่ตรงไหน ตัวตำนานเชื่อถือได้น้อย เพราะเขียนหลังเหตุการณ์หลายร้อยปี และข้อสรุปเรื่องการเปลี่ยนชนชาติก็ไปไกลกว่าที่ตำนานเล่า สิ่งที่อ้างถึงไม่มีตัวตน
จะเถียงกันยังไง ยกงานวิชาการมาคุยกันได้ว่าตำนานนี้มาจากไหน และบอกอะไรได้บ้าง ไม่มีอะไรให้เถียง นอกจากถามว่าเอกสารอยู่ไหน
คนที่อ้างตำนานอย่างน้อยก็ยังไปหยิบของที่มีอยู่จริงมาใช้ และต้องรับภาระว่าจะถูกตรวจว่าเอกสารนั้นน่าเชื่อถือแค่ไหน ส่วนข่าวนี้เลือกทางลัดด้วยการสร้างผู้มีอำนาจขึ้นมาพูดแทน แล้วปล่อยให้คนอื่นเชื่อตามชื่อองค์กร
การนำเสนอแบบนี้ยิ่งทำลายความน่าเชื่อถือของคนกลุ่มนี้เอง คนที่พูดเรื่องขอมกับเขมรมีตั้งแต่คนที่ยกเอกสารมาอ้างจริง ไปจนถึงคนที่แต่งเรื่องเอา ถ้าฝั่งเดียวกันปล่อยให้ข่าวแบบนี้ลอยนวลหรือช่วยกันแชร์ ใครที่เปิดเว็บยูเนสโกดูแล้วก็มีเหตุผลที่จะไม่เชื่อสิ่งที่ฝั่งนี้พูดเรื่องอื่นอีก เพราะได้เห็นแล้วว่ามาตรฐานการตรวจข้อมูลของฝั่งนี้อยู่ตรงไหน
และเรื่องนี้ก็ทำให้เรามั่นใจขึ้นด้วยว่า ฝั่งที่สร้างข่าวนี้ไม่มีทางสู้ด้วยข้อมูลจริง ถ้ามีหลักฐานจริงว่าเขมรในอดีตไม่มีตัวตน หรือมีเอกสารของยูเนสโกสักฉบับที่เขียนว่า Khom Empire จริง ก็แค่ยกของนั้นมาโชว์ ไม่มีเหตุอะไรที่จะต้องแต่งแถลงการณ์ขึ้นมาเอง การที่ต้องโกหกจึงแทบเป็นการยอมรับไปในตัวว่าของจริงไม่มีให้ใช้
6. คนที่เชื่อเป็นคนแบบไหน
ข้อมูลจากความเห็นบอกไม่ได้ว่าใครอายุเท่าไหร่ เรียนจบอะไร หรืออยู่ที่ไหน ดังนั้นคำตอบนี้มาจากสิ่งที่คนเขียน ไม่ใช่จากประวัติส่วนตัว จากความเห็น 756 รายการใต้คลิปนี้ที่อ่านทุกรายการ พอแยกได้เป็นกลุ่มคร่าวๆแบบนี้ ซึ่งคนหนึ่งอาจอยู่ได้หลายกลุ่ม และสิ่งที่เห็นบอกได้แค่เรื่องคนที่เขียนความเห็น ไม่ได้บอกว่าคนดูที่เหลือหรือคนไทยส่วนใหญ่คิดยังไง
  • คนที่เชื่อเรื่องนี้อยู่ก่อนแล้ว เช่น "ที่จริงก็รู้มานานแล้ว" "ผมบอกไปหลายปีแล้ว" และ "ตอนเรียนประวัติศาสตร์ก็มีแต่ขอมโบราณ" สำหรับคนกลุ่มนี้ข่าวไม่ได้เปลี่ยนความเชื่อ แต่มาช่วยยืนยันว่าเขาถูกมาตลอด
  • คนที่กำลังโกรธ ความเห็นจำนวนมากพูดถึงความรู้สึกมากกว่าตัวข่าว มี 43 รายการที่ใช้คำอย่างสะใจหรือสมน้ำหน้า เช่น "โคตรสะใจมาก" (155 ไลก์) และ "วันที่รอคอย" คลิปนี้ออกมาหลังการสู้รบที่มีคนตายจริงและคนพลัดถิ่นจำนวนมาก ความโกรธนี้จึงไม่ได้ลอยมาเฉยๆ
  • คนที่อยากได้กระสุน บางคนขอลิงก์ไม่ใช่เพราะสงสัย แต่จะเอาไป "แปะให้เขมรมันอ่าน" หรือ "ฟาดเขมร"
  • คนที่กำลังเถียงกับคนไทยด้วยกัน ข้อนี้น่าสนใจที่สุด มีความเห็นที่พูดถึงนักวิชาการหรือหน่วยงานไทยราว 79 รายการจากการนับด้วยคำค้น รายการอันดับสี่ได้ 159 ไลก์ว่าข่าวนี้ "ทำเอานักวิชาเกินเฒ่าชังชาติ หน้าเสียเลย" ความเห็นเขียนด้วยอักษรเขมรมี 0 รายการ คนที่คุยกันอยู่จึงน่าจะเป็นคนไทยคุยกับคนไทย
  • คนที่ไม่แน่ใจ แต่อยากให้จริง เช่น "นี่ข่าวจริงป่าว ถ้าจริงโคตรอย่างดีใจ" คนกลุ่มนี้ไม่ได้เชื่อสนิท แต่ถ้าไม่มีใครตอบ ก็อาจจะเชื่อไปเอง
งานวิจัยของนิด้าเรื่องข่าวปลอมสุขภาพในผู้สูงอายุ พบว่าเมื่อเจอข่าวปลอมมีเพียง 24.5% ที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง และในวิธีตรวจที่ใช้กันมี 41.2% ที่ใช้การอ่านความเห็นในโพสต์ งานนี้เป็นเรื่องสุขภาพและเป็นข้อมูลเก่าหลายปี จึงเอามาสรุปเรื่องนี้ตรงๆไม่ได้ แต่ก็ชวนให้คิดว่า ถ้าคนใช้ช่องความเห็นเป็นเครื่องตรวจข่าว ใครที่เปิดมาใต้คลิปนี้ก็จะเจอคำว่า "ขอบคุณ UNESCO" (227 ไลก์) เป็นอันดับต้นๆ
7. เรื่องนี้สะท้อนปัญหาอะไรในสังคมไทย
กรณีอินเดียและฝั่งกัมพูชาทำให้เห็นว่านี่ไม่ใช่นิสัยเฉพาะของคนไทย แต่แต่ละสังคมก็มีจุดอ่อนของตัวเอง สำหรับกรณีนี้เห็นอย่างน้อย 6 ข้อ ซึ่งเป็นการตีความจากกรณีนี้ ไม่ใช่ผลการวัดระดับประเทศ
  1. ชื่อองค์กรใช้แทนเอกสารได้ แค่มีคำว่ายูเนสโกกับคำว่าแถลงการณ์ ก็ผ่านด่านไปได้เลย ผู้ทรงอิทธิพลอ้างได้โดยไม่รู้ว่าจริงไหม สื่อเอาไปพาดหัวได้ และคนอ่านก็เอาไปอ้างต่อได้ ไม่มีด่านไหนถามหาเอกสาร
  2. สื่อไม่มีราคาที่ต้องจ่าย ข่าวนี้ไม่ได้อยู่แค่ในช่องเล็กๆ แต่ผ่านแบรนด์สื่ออย่าง TOP NEWS, Bright TV และแนวหน้า เท่าที่ค้นยังไม่พบการแก้ข่าว และคลิปยังอยู่ ส่วนเครื่องหมายคำถามหรือคำว่า "อ้าง" ก็เป็นทางหนีให้สื่อไม่ต้องรับผิดชอบ
  3. ความโกรธทำเงินได้ ช่องที่ทำคลิปพวกนี้มักมีรายได้จากยอดผู้ชม ข่าวปลอมเรื่องนี้ไม่จำเป็นต้องมีใครสั่งการ แค่ระบบให้รางวัลคลิปที่ทำให้คนรู้สึกสะใจ ก็มีคนผลิตมาเรื่อยๆ
  4. ประวัติศาสตร์ถูกเรียนเป็นคำตอบ และเพื่อนบ้านถูกเล่าเป็นศัตรู หนังสือ ชาตินิยมในแบบเรียนไทย ของสุเนตร ชุตินธรานนท์ และคณะ ศึกษาการสร้างภาพเพื่อนบ้านเป็นศัตรูคู่แค้นในแบบเรียนไทย และเรื่องนี้เกิดกับแบบเรียนของเพื่อนบ้านด้วยเช่นกัน ถ้าโตมากับคำตอบสำเร็จรูปว่าขอมเป็นอีกพวกหนึ่ง พอเจอนักวิชาการอธิบายด้วยจารึก ก็ย่อมรู้สึกว่าโดนหักหลัง มากกว่าจะรู้สึกว่าได้เรียนรู้ของใหม่
  5. ประวัติศาสตร์ถูกผูกกับดินแดน ความเห็นที่ได้ 54 ไลก์เขียนว่า "ในเมื่อไม่มีเขมรโบราน ก็หมายความว่าเขาพระวิหาร และปราสาททุกที่ก็ต้องเป็นของไทยสิ" ความคิดแบบนี้ทำให้การยอมรับข้อเท็จจริงเรื่องภาษาหรือจารึกดูเหมือนยอมเสียแผ่นดิน ทั้งที่คำตัดสินศาลโลกปี ค.ศ. 1962 วางอยู่บนเรื่องสนธิสัญญาและการยอมรับแผนที่ ไม่ได้ตัดสินจากคำถามว่าใครเป็นลูกหลานคนสร้างปราสาท
  6. คำตอบภาษาไทยค้นไม่เจอ นักวิจัยเรียกสภาพที่คำค้นหนึ่งมีข้อมูลดีๆน้อย จนถูกเนื้อหาบิดเบือนเข้ามายึดได้ง่าย ว่าช่องว่างข้อมูล (data void) ทุกวันนี้ถ้าค้นเรื่องนี้เป็นภาษาไทยก็จะเจอคลิปกลุ่มนี้เป็นส่วนใหญ่ ส่วนข้อความจริงของยูเนสโกอยู่ในหน้าภาษาอังกฤษ และเท่าที่ค้น หน่วยตรวจข่าวไทยยังไม่ได้ตรวจเรื่องนี้ ทั้งที่เรื่องอักษรขอมไทยที่ทำให้คนไทยโกรธถูกตรวจแล้ว ข้อนี้ไม่ได้แปลว่าตั้งใจเลือก แต่ผลที่ออกมาคือไม่มีบทความให้คนค้นเจอ
ที่น่าเสียดายคือข้ออ้างปลอมทำร้ายฝ่ายตัวเองด้วย ไทยมีเรื่องที่โต้แย้งด้วยหลักฐานได้จริง เช่นกรณีเวทีมิสยูนิเวิร์สกัมพูชาที่ใช้ภาพสตรีไทยสมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่ง Thai PBS Verify ตรวจย้อนไปถึงภาพต้นฉบับ แต่ถ้าแชร์ข่าวยูเนสโกที่ไม่มีอยู่จริงไปพร้อมกัน คำโต้แย้งที่มีหลักฐานก็พลอยถูกมองว่าเชื่อถือไม่ได้ไปด้วย คนในช่องความเห็นบางคนก็รู้ตัวเรื่องนี้ อย่างที่เตือนกันว่า "อย่าเพิ่งลงเดี๋ยวเราจะป๊อก" (13 ไลก์)
8. ถ้ามีคนเอาคลิปแบบนี้มาอ้าง ควรตอบยังไง
การเข้าไปล้างช่องความเห็นคลิปต้นทางคงไม่ได้ผล แต่ถ้าเรื่องนี้มาถึงตัวเรา ในกลุ่มไลน์ ในวงกินข้าว หรือในโพสต์ของเพื่อน ก็ยังตอบได้ หลักการคร่าวๆมีแบบนี้
  • เริ่มด้วยการถามหาเอกสาร ไม่ใช่ประกาศว่าปลอม ประโยคว่า "มีลิงก์ไหม อยากอ่านเอกสารตัวจริง" ไม่ทำให้ใครเสียหน้า และเปิดทางให้เขาเจอเองว่าไม่มี
  • เถียงให้แคบ คุยเฉพาะว่า "ยูเนสโกพูดจริงไหม" อย่าเพิ่งไปเรื่อง "ขอมคือเขมรไหม" เพราะข้อแรกเปิดเว็บดูได้เลย และคนที่เชื่อว่าขอมไม่ใช่เขมรก็ยังยอมรับได้โดยไม่เสียจุดยืน
  • ใช้เกณฑ์ของเขาเอง ถ้าเขาให้ค่ายูเนสโก ก็ให้ยูเนสโกตอบ ถ้าเขาห่วงชื่อเสียงของไทย ก็ชวนคิดว่าข่าวนี้ทำให้ฝ่ายเราเสียเอง เหตุผลว่า "ไม่แฟร์กับคนเขมร" อาจจริง แต่คนกำลังโกรธมักยังไม่ฟัง
  • เวลาอธิบาย ให้พูดความจริงก่อนข้อผิด ถ้าถึงตอนที่ต้องอธิบายเอง ให้ขึ้นต้นด้วยข้อเท็จจริง เตือนว่ากำลังจะพูดถึงเรื่องผิด บอกว่าผิดตรงไหน แล้วปิดด้วยข้อเท็จจริงอีกรอบ
  • เขียนเผื่อคนอ่านเงียบๆ ในที่สาธารณะ คนที่เราเปลี่ยนใจได้มักไม่ใช่คู่สนทนา แต่คือคนอื่นที่อ่านอยู่ ไม่ต้องตอบคนที่ด่า และตอบแค่รอบเดียวก็พอ
  • รู้จักหยุด ถ้าถามอะไรเขาตอบด้วยการด่ากลับ หรือใช้อารมณ์ หรือเปลี่ยนเรื่องไปเรื่อยๆ แปลว่าเขาไม่สนข้อเท็จจริงอะไรแล้ว คุยต่อก็ไม่ได้อะไร ใส่ใจไปก็เสียเวลาและหงุดหงิดเองซะเปล่า
ถ้าคนใกล้ตัวส่งคลิปมา
อันนี้เราลองหาแล้ว ไม่เจอแถลงการณ์เลย มีลิงก์เอกสารไหม ถ้ามีส่งมาหน่อย อยากอ่าน เพราะเว็บยูเนสโกหน้านครวัดยังเขียนว่า Khmer Empire อยู่เลย
ถ้าเจอคนอ้างในที่สาธารณะ
หน้ามรดกโลกนครวัดของยูเนสโกเขียนว่า "the different capitals of the Khmer Empire" เปิดดูเองได้ที่ https://whc.unesco.org/en/list/668 ส่วนแถลงการณ์ที่บอกว่าไม่มีอาณาจักรเขมรนั้นยังไม่มีคลิปไหนบอกได้ว่าแถลงวันไหน เรื่องขอมกับเขมรจะคิดยังไงก็ว่ากันไป แต่อย่าเอาชื่อยูเนสโกมาอ้างถ้าเขาไม่ได้พูด ไม่งั้นข้อโต้แย้งอื่นของเราจะพลอยเสียน้ำหนักไปด้วย
ถ้าเขาบอกว่า "จะเชื่อใคร ระหว่างองค์กรระดับโลกกับนักวิชาการ"
ยื่นเอกสารจริงจากองค์กรที่ถูกอ้างให้ดูเลยว่าเว็บเขาไม่ได้กล่าวจริงตามที่ข่าวปลอมอ้าง
ถ้าอีกฝ่ายยอมตรงนี้ได้ แม้จะยังไม่เปลี่ยนความเชื่อเรื่องอื่น ก็ถือว่าได้เรื่องแล้ว เพราะข่าวปลอมหายไปจากบทสนทนาหนึ่งชิ้น
9. ศึกษากลไกนี้แล้วได้อะไร และเอาไปแก้ปัญหายังไง
ถ้าแค่อยากรู้ว่าข่าวนี้จริงไหม เปิดหน้ายูเนสโกดูก็จบแล้ว ไม่ต้องตามรอยกันยาวขนาดนี้ ที่ต้องดูกลไกก็เพราะการหักล้างทีละข่าวตามไม่ทัน เรื่องเพลงชาติอินเดียถูกหักล้างแล้วก็ยังวนกลับมา เรื่องวรรณกรรม 22 รายการชี้แจงไปแล้ว ปีถัดมาก็มีเรื่องอักษรขอมไทยตามมา เนื้อข่าวเปลี่ยนไปเรื่อยๆ แต่วิธีทำงานแทบไม่เปลี่ยน พอเข้าใจวิธีทำงาน เราก็ได้ของที่การหักล้างข่าวเดียวให้ไม่ได้อย่างน้อยสี่อย่าง
ตรวจข่าวได้โดยไม่ต้องเชี่ยวชาญประวัติศาสตร์
การจะเถียงว่าขอมกับเขมรเกี่ยวกันแค่ไหน ต้องอ่านจารึกและงานวิชาการอีกมาก คนส่วนใหญ่ไม่มีเวลาทำแบบนั้น และก็ไม่จำเป็นต้องทำ แค่จะรู้ว่าแถลงการณ์ฉบับนี้มีจริงไหม ใช้แค่คำถามว่าเอกสารไหน ลงวันที่เท่าไหร่ เปิดอ่านได้ที่ไหน และคำถามชุดเดียวกันนี้ก็ยังใช้ได้กับข่าวหน้า ที่เรายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะเป็นเรื่องอะไร
ได้จุดที่คนเห็นต่างกันยืนร่วมกันได้
คนที่เชื่อว่าขอมไม่ใช่เขมร กับคนที่เห็นว่าเกี่ยวข้องกัน อาจเถียงกันไปอีกนาน แต่ทั้งสองฝ่ายตกลงกันได้ว่าไม่ควรอ้างเอกสารที่ไม่มีใครเคยเห็น ข้อตกลงนี้ไม่ต้องรอให้ใครเปลี่ยนความเชื่อก่อน และมันก็มีอยู่แล้วในช่องความเห็นของคลิปนี้เอง ความเห็นที่ได้ 13 ไลก์เขียนว่า "ใจเย็นเดี๋ยวเราพลาดนะ ต้องมีเอกสารข่าวแบบนี้ก่อน อย่าเพิ่งลงเดี๋ยวเราจะป๊อก" คำว่า "เรา" ในประโยคนี้สำคัญมาก คนเขียนอยู่ฝั่งเดียวกับข่าว และเตือนเพราะห่วงฝ่ายตัวเอง อีกคนเขียนว่า "ถ้าเป็นจริงถือว่าเป็นข่าวดี" แต่ก็ยังไปค้นเอง แล้วกลับมาบอกว่าไม่เจอ
ความเห็นที่ถามหาแหล่งที่มาแบบนี้มี 29 จาก 756 รายการ ถึงบางรายจะอยากได้ลิงก์ไปด่าต่อ แต่ก็ไม่มีใครในช่องความเห็นแปะลิงก์ให้เลยสักราย และช่องกดหัวใจให้ความเห็น 28 รายการ แต่ไม่มีรายการไหนเป็นของคนกลุ่มนี้ จุดนี้เองที่คิดว่าเป็นทางแก้ที่สร้างสรรค์กว่าการเข้าไปเปลี่ยนใจคนจากข้างนอก คือทำให้เสียงแบบนี้ไม่โดดเดี่ยว ให้คำว่า "ขอเอกสารหน่อย" เป็นเรื่องปกติของคนที่รักชาติ เพราะเป็นการปกป้องข้อโต้แย้งของฝ่ายตัวเอง คำถามเดียวกันนี้ถ้ามาจากคนฝั่งเดียวกัน ก็น่าจะฟังง่ายกว่ามาจากคนนอก
แยกความโกรธออกจากข้ออ้างได้
การสู้รบ คนตาย และคนพลัดถิ่นเป็นเรื่องจริง ความโกรธจึงมีที่มา ข่าวแบบนี้ไม่ได้สร้างความโกรธขึ้นจากศูนย์ แต่หยิบของที่มีอยู่มาผูกเข้ากับข้ออ้างที่ไม่มีหลักฐาน พอแยกสองอย่างนี้ออกจากกันได้ บทสนทนาก็เปลี่ยนไป เราไม่ต้องบอกใครว่าห้ามโกรธ และไม่ต้องมองเขาเป็นคนโง่หรือศัตรู พูดแค่ว่าความโกรธของเรามีเหตุผลอยู่แล้ว ไม่ต้องเอาแถลงการณ์ที่ไม่มีใครเห็นมาค้ำ และไม่ควรปล่อยให้ใครเอาไปทำยอดวิว
รู้ว่าตัวเราทำอะไรได้
ถ้ามองแค่คลิปห้าแสนวิว ก็จะรู้สึกว่าทำอะไรไม่ได้ แต่ตารางในหัวข้อที่ 2 ทำให้เห็นว่าข่าวนี้ไม่ได้เดินไปเอง มันเดินผ่านคนและสื่อทีละทอด และเราทุกคนก็อาจเป็นทอดหนึ่งในนั้นได้ งานจึงเหลือขนาดที่ทำได้จริง คือไม่เป็นทอดถัดไป ถ้ามีคนส่งมาก็ถามกลับหนึ่งคำถาม และถ้าตรวจอะไรแล้วก็เขียนเก็บไว้เป็นภาษาไทยในที่ที่คนอื่นค้นเจอ เพราะช่องว่างข้อมูลจะแคบลงได้ก็ต่อเมื่อมีคนเขียน ซึ่งก็เป็นเหตุผลหนึ่งที่มีบทความนี้
วิธีนี้ไม่มีผลวัดให้ดู และคลิปก็คงยังอยู่ต่อไป แต่ข่าวที่ไม่มีต้นทางต้องอาศัยคนส่งต่อ ยิ่งมีคนถามในแต่ละทอด ก็น่าจะเดินต่อได้ยากขึ้น
สุดท้าย กลไกนี้ไม่ได้มีไว้จับผิดแค่ฝ่ายตรงข้าม ข่าวที่ทำให้คนไม่ชอบชาตินิยมรู้สึกสะใจก็ต้องเจอคำถามเดียวกัน และบทความนี้ก็เช่นกัน ที่บอกว่าไม่พบแถลงการณ์เป็นผลของการค้น ถ้าใครมีเอกสารที่บอกชื่อ วันที่ และเปิดอ่านได้จริง บทความนี้ก็ต้องแก้ตาม
เอกสารอ้างอิง
กรณีข่าวนี้
  1. UNESCO World Heritage Centre
  2. ยูทูบ: คลิปที่ตรวจ เรียงตามวันที่ (ยอดดู ความเห็น และคำบรรยายอัตโนมัติ ณ 4 พฤศจิกายน 2026)
    • เล่าให้ฟัง. ที่มาข้อสรุปของ UNESCO ว่า Khmer empire ไม่มีอยู่จริง (4 ม.ค. 2024) — ลิงก์
    • Bright TV. ตื่นยังเขมร! UNESCO ประกาศชัด ไม่มีอาณาจักรเขมร (28 ก.พ. 2026) — ลิงก์
    • TOP NEWS. หน้าแหก! ไม่เคยมีอาณาจักรเขมรโบราณ ยูเนสโกแจงชัด? (15 เม.ย. 2026) — ลิงก์
    • สรุปสั้น. ช็อกโลก! UNESCO ฟาด "ไม่เคยมีอาณาจักรเขมรโบราณ" (15 เม.ย. 2026) — ลิงก์
    • TOP NEWS. หน้าแหก! ไม่เคยมีอาณาจักรเขมรโบราณ เป็นแค่ทาสรับใช้"ขอม" (2 พ.ค. 2026) — ลิงก์
    • Thai PBS. "ขอม" ไม่ใช่ "เขมร" ชำแหละวาทกรรม. Back To Basics EP.89 (3 เม.ย. 2026) — ลิงก์
  3. แนวหน้า. สะเทือนประวัติศาสตร์! นักเขียนดังอ้างข้อมูลยูเนสโก ยันไม่มีอาณาจักรเขมรโบราณ. 16 เมษายน 2026. naewna.com
  4. UNESCO ยืนยันไม่มีอาณาจักรเขมรโบราณ "คะแมร์เอ็มไพร์". โพสต์ใน Lemon8. 8 กันยายน 2025. lemon8-app.com
  5. Briggs, Lawrence Palmer. The Ancient Khmer Empire. Transactions of the American Philosophical Society, Vol. 41, Part 1. Philadelphia, 1951. รายการบรรณานุกรม
  6. International Court of Justice. Temple of Preah Vihear (Cambodia v. Thailand). icj-cij.org
กรณีใกล้เคียงและบริบทไทย-กัมพูชา
  1. The Quint. UNESCO Did Not Recognise Jana Gana Mana as World's Best Anthem. 3 กรกฎาคม 2018. thequint.com
  2. The Standard. รายงานตรวจข้อเท็จจริงกรณีวรรณกรรมไทย 22 รายการ ตามคำชี้แจงของกระทรวงวัฒนธรรม. 15 กรกฎาคม 2025. thestandard.co
  3. ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม. กัมพูชา นำอักษร ขอม-ไทย ขึ้นทะเบียนมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้. 31 กรกฎาคม 2026. antifakenewscenter.com
  4. กรุงเทพธุรกิจ. รายงานคำชี้แจงของกรมส่งเสริมวัฒนธรรมเรื่องข่าวปลอมยกชุดไทยให้กัมพูชา. bangkokbiznews.com
  5. Thai PBS Verify
    • สรุปข่าวปลอมไทย-กัมพูชา 24–28 กรกฎาคม 2025 — ลิงก์
    • "เวทีมิสยูนิเวิร์สกัมพูชา" ใช้ภาพหญิงไทยสมัย ร.5 อ้างคนกัมพูชาแต่งกายด้วย "สไบขแมร์" — ลิงก์
  6. Cofact
    • Distorted Words and Fabricated Quotes: Traditional Disinformation Thriving in the AI Era — ลิงก์
    • Analysis of the Thailand-Cambodia Conflict Situation: Concern Over 'Hatred' Fueled by 'Fake News'. 18 กันยายน 2025 — ลิงก์
  7. The Nation (ผ่าน Asia News Network). Fake news on Thai-Cambodian border dominates list of false reports. สิงหาคม 2025. asianews.network
  8. Liebowitz-Thayer, Rafael. Cambodia-Thailand clashes lull, social media battles carry on. CamboJA News. 4 สิงหาคม 2025. cambojanews.com
  9. Sriyai, Surachanee Hammerli. Digital Influence and Controversies: The Role of KOLs and Social Media in the Thailand-Cambodia Dispute. ISEAS Perspective 2025/82. 3 พฤศจิกายน 2025. iseas.edu.sg
  10. สุเนตร ชุตินธรานนท์ และคณะ. ชาตินิยมในแบบเรียนไทย. พิมพ์ครั้งแรก 2009. (อ้างจากบทความปริทัศน์ใน วารสารการศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง 2025)
  11. นิด้าและกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์. ผลวิจัยเรื่องผู้สูงวัยกับข่าวปลอมด้านสุขภาพ รายงานโดยกรุงเทพธุรกิจ. bangkokbiznews.com
งานวิจัยและแนวคิดเรื่องข้อมูลเท็จ
  1. Rathje, S., Van Bavel, J. J., & van der Linden, S. (2021). Out-group animosity drives engagement on social media. PNAS, 118(26). pmc
  2. Golebiewski, M., & boyd, d. (2019). Data Voids: Where Missing Data Can Easily Be Exploited. Data & Society. datasociety.net
  3. Lewandowsky, S., และคณะ (2020). The Debunking Handbook 2020. sks.to/db2020
  4. Kivinen, Kari. In Finland, We Make Each Schoolchild a Scientist. Issues in Science and Technology, Spring 2023. issues.org
🤖 บทความนี้มีการค้นหาแหล่งอ้างอิงและเรียบเรียงข้อมูลโดยใช้ Claude Code ช่วย


-----------------------------------------

囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧

ดูสถิติของหน้านี้

หมวดหมู่

-- ประวัติศาสตร์ >> ประวัติศาสตร์กัมพูชา

ไม่อนุญาตให้นำเนื้อหาของบทความไปลงที่อื่นโดยไม่ได้ขออนุญาตโดยเด็ดขาด หากต้องการนำบางส่วนไปลงสามารถทำได้โดยต้องไม่ใช่การก๊อปแปะแต่ให้เปลี่ยนคำพูดเป็นของตัวเอง หรือไม่ก็เขียนในลักษณะการยกข้อความอ้างอิง และไม่ว่ากรณีไหนก็ตาม ต้องให้เครดิตพร้อมใส่ลิงก์ของทุกบทความที่มีการใช้เนื้อหาเสมอ

三

目次

日本による名言集
モジュール
-- numpy
-- matplotlib

-- pandas
-- manim
-- opencv
-- pyqt
-- pytorch
機械学習
-- ニューラル
     ネットワーク
javascript
モンゴル語
言語学
maya
確率論
日本での日記
中国での日記
-- 北京での日記
-- 香港での日記
-- 澳門での日記
台灣での日記
北欧での日記
他の国での日記
qiita
その他の記事

記事の類別



ติดตามอัปเดตของบล็อกได้ที่แฟนเพจ

  記事を検索

  おすすめの記事

รวมร้านราเมงและบะหมี่ในจังหวัดโทจิงิ
ทำความเข้าใจการแปลงลาปลัสสำหรับแก้ปัญหาฟิสิกส์
รวมร้านราเมงและบะหมี่ในเมืองฟุกุโอกะ
ตัวอักษรกรีกและเปรียบเทียบการใช้งานในภาษากรีกโบราณและกรีกสมัยใหม่
ที่มาของอักษรไทยและความเกี่ยวพันกับอักษรอื่นๆในตระกูลอักษรพราหมี
การสร้างแบบจำลองสามมิติเป็นไฟล์ .obj วิธีการอย่างง่ายที่ไม่ว่าใครก็ลองทำได้ทันที
รวมรายชื่อนักร้องเพลงกวางตุ้ง
ภาษาจีนแบ่งเป็นสำเนียงอะไรบ้าง มีความแตกต่างกันมากแค่ไหน
ทำความเข้าใจระบอบประชาธิปไตยจากประวัติศาสตร์ความเป็นมา
เรียนรู้วิธีการใช้ regular expression (regex)
การใช้ unix shell เบื้องต้น ใน linux และ mac
g ในภาษาญี่ปุ่นออกเสียง "ก" หรือ "ง" กันแน่
ทำความรู้จักกับปัญญาประดิษฐ์และการเรียนรู้ของเครื่อง
ค้นพบระบบดาวเคราะห์ ๘ ดวง เบื้องหลังความสำเร็จคือปัญญาประดิษฐ์ (AI)
หอดูดาวโบราณปักกิ่ง ตอนที่ ๑: แท่นสังเกตการณ์และสวนดอกไม้
พิพิธภัณฑ์สถาปัตยกรรมโบราณปักกิ่ง
เที่ยวเมืองตานตง ล่องเรือในน่านน้ำเกาหลีเหนือ
ตระเวนเที่ยวตามรอยฉากของอนิเมะในญี่ปุ่น ปี 2013
เที่ยวชมหอดูดาวที่ฐานสังเกตการณ์ซิงหลง
ทำไมจึงไม่ควรเขียนวรรณยุกต์เวลาทับศัพท์ภาษาต่างประเทศ

ไทย

日本語

中文