φυβλαςのβλογ
phyblasのブログ



"คาโบจะ" คำว่าฟักทองในภาษาญี่ปุ่นที่มีที่มาจากชื่อประเทศกัมพูชา
เขียนเมื่อ 2026/10/31 16:20
ฟักทองญี่ปุ่นที่คนไทยรู้จักกันในชื่อ "คาโบจะ" นั้น ภาษาญี่ปุ่นเขียนว่า カボチャ ซึ่งว่ากันว่ามาจากคำว่า Camboja ที่ชาวโปรตุเกสใช้เรียกประเทศกัมพูชา ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงก็น่าคิดว่าจะนับเป็นคำญี่ปุ่นที่ยืมมาจากภาษาเขมรได้หรือไม่ บทความนี้จะไล่ดูว่าชื่อนี้เดินทางจากกัมพูชาไปถึงญี่ปุ่นได้อย่างไร คำอธิบายนี้เป็นที่ยอมรับแค่ไหน มีทฤษฎีอื่นหรือเปล่า แล้วถือโอกาสดูคำญี่ปุ่นอื่นที่พอจะโยงไปถึงเขมรได้ รวมถึงคำที่บังเอิญคล้ายกันอย่าง 噛かむ กับ ខាំ ที่แปลว่า "กัด" เหมือนกัน
1. ฟักทองในภาษาญี่ปุ่นมีกี่ชื่อ
ปัจจุบันคำมาตรฐานที่ใช้เรียกฟักทองในภาษาญี่ปุ่นคือ カボチャ (kabocha, คาโบจะ) เขียนด้วยคันจิว่า 南瓜かぼちゃ ซึ่งยืมรูปเขียนมาจากภาษาจีน 南瓜 (nánguā แปลตรงตัวว่า "แตงใต้") แต่อ่านแบบญี่ปุ่นว่าคาโบจะ ไม่ได้อ่านตามเสียงจีน ตัวคันจิกับเสียงอ่านจึงมีที่มาคนละทางกัน
นอกจากคาโบจะแล้ว ในอดีตและในภาษาถิ่นยังมีชื่ออื่นอีกหลายชื่อ ซึ่งแต่ละชื่อก็บอกเส้นทางที่ฟักทองเดินทางมาถึงญี่ปุ่นได้ดี
ชื่อ ที่ใช้ ที่มา
カボチャ (kabocha, คาโบจะ) ภาษามาตรฐาน เดิมเป็นคำทางญี่ปุ่นตะวันออก จากชื่อประเทศกัมพูชาในภาษาโปรตุเกส Camboja
ボーブラ (bōbura, โบบุระ) คิวชู คันไซ และสมัยเอโดะใช้กว้างกว่าปัจจุบัน จากภาษาโปรตุเกส abóbora ที่แปลว่าฟักทอง
南京なんきん (nankin, นังกิง) หรือ 南京瓜なんきんうり (nankin'uri, นังกินอุริ) คันไซ จากชื่อเมืองนานกิง (หนานจิง) ในจีน
唐茄子とうなす (tōnasu, โทวนาสึ) เอโดะ (โตเกียว) แปลว่า "มะเขือจากต่างแดน" (唐とう ในที่นี้หมายถึงต่างประเทศโดยรวม)
パンプキン (panpukin, ปัมปุกิง) ภาษามาตรฐาน มักใช้กับอาหารหรือของแบบตะวันตก เช่น パンプキンパイ (พายฟักทอง) パンプキンスープ (ซุปฟักทอง) และของตกแต่งเทศกาลฮาโลวีน จากภาษาอังกฤษ pumpkin
หนังสือ บุตสึรุย โชวโกะ (物類称呼ぶつるいしょうこ) ที่รวบรวมคำเรียกสิ่งของตามถิ่นต่างๆ เมื่อ ค.ศ. 1775 บันทึกไว้ว่าที่โอซากะเรียกว่า "นังกินอุริ" และ "โบบุระ" ส่วนที่เอโดะแต่ก่อนเรียก "โบฟุระ" แต่ตอนนั้นเปลี่ยนมาเรียกว่า "คาโบจะ" แล้ว จะเห็นว่าชื่อเรียกฟักทองในญี่ปุ่นมีทั้งชื่อที่มาจากโปรตุเกส ชื่อที่มาจากจีน และชื่อที่ชี้ไปยังกัมพูชาปนกันอยู่ ซึ่งก็สะท้อนว่ามันเป็นของที่มากับเรือต่างชาติผ่านหลายท่าเรือ ส่วน パンプキン เป็นคำที่รับมาจากภาษาอังกฤษในยุคหลัง ใช้คู่กับคาโบจะโดยมักให้ความรู้สึกแบบตะวันตก เช่นเวลาพูดถึงขนมหรือเทศกาลฮาโลวีน
2. จาก Kambuja ถึง カボチャ
ถ้าไล่ย้อนชื่อ "คาโบจะ" กลับไปเรื่อยๆ จะไปจบที่ชื่อประเทศกัมพูชาในภาษาสันสกฤต ซึ่งเป็นชื่อที่ราชสำนักเขมรสมัยพระนครใช้เรียกบ้านเมืองตัวเอง
ต้นทาง: กัมพุช ลูกหลานของฤๅษีกัมพุ
ในจารึกภาษาสันสกฤตของกัมพูชา ประเทศนี้เรียกว่า กมฺพุชเทศ कम्बुजदेश (Kambujadeśa) แปลว่า "ดินแดนของกัมพุช" และ "กัมพุช" कम्बुज (Kambuja) แปลว่า "ผู้เกิดจากกัมพุ" จารึกปราสาทปักษีจำกรุง (ប្រាសាទបក្សីចាំក្រុង, K.286) ซึ่งทำขึ้นราว ค.ศ. 947 สมัยพระเจ้าราเชนทรวรมัน เล่าตำนานว่าเชื้อสายกษัตริย์กัมพุชสืบมาจาก "กัมพุ สวายัมภุวะ" कम्बु स्वायम्भुव (Kambu Svāyambhuva) กับนางอัปสรเมรา ชื่อนี้ยังปรากฏในจารึกบ่ออีกาที่เขียนด้วยอักษรหลังปัลลวะในจังหวัดนครราชสีมาที่สร้างขึ้นใน ค.ศ. 868 ด้วยในคำว่า "กมฺวุเทศานฺตเร" कम्वुदेशान्तरे (kamvudeśāntare) แปลว่า "นอกกัมพุเทศ"
ในจารึกภาษาเขมรโบราณสมัยพระนคร ชื่อนี้เขียนว่า "กมฺวุช" (ใช้ ว แทนเสียง b ของสันสกฤต ซึ่งพบบ่อยในจารึกเขมร) พจนานุกรมภาษาเขมรสมัยพระนครของ ฟิลิป เจนเนอร์ (Philip N. Jenner) ให้เสียงอ่านว่า /kamwʊˈɟaː/ พอถึงเขมรสมัยกลาง จารึกสมัยใหม่แห่งนครวัด (Inscriptions modernes d'Angkor) หลักที่ 3 (IMA 3) ซึ่งกล่าวถึงเหตุการณ์ใน ค.ศ. 1579 เขียนพระนามกษัตริย์ "กมฺพุชฺเชสูร" (kambujjesūr) ด้วย พ ซ้อนใต้ ม แล้ว ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่ชาวโปรตุเกสเข้ามาในกัมพูชา
ส่วนเสียงอ่านเขมรสมัยกลางนั้นยังไม่พบงานที่ให้ไว้เป็น IPA โดยตรง แต่ เพา สาวรส (Pou Saveros) ชี้ว่าเอกสารโปรตุเกสและสเปนในคริสต์ศตวรรษที่ 16 ถอดชื่อเมืองพระนคร (นคร) ว่า Angar หรือ Angor แสดงว่าเสียงก้องอย่าง g ยังออกเสียงก้องอยู่ ก่อนจะกลายเป็น Anckoor ในเอกสารคริสต์ศตวรรษที่ 17 ถ้าใช้หลักเดียวกันกับคำนี้ เสียง ช ในสมัยที่โปรตุเกสได้ยินก็น่าจะยังเป็นเสียงก้อง /ɟ/ ซึ่งตรงกับ j ใน Camboja พอดี เสียงอ่านเขมรสมัยกลางที่ใส่ในตารางด้านล่างจึงเป็นการประมาณจากหลักฐานนี้ ไม่ใช่ค่าที่มีผู้เสนอไว้
ทางผ่าน: Camboja ของโปรตุเกส
ชาวโปรตุเกสเข้ามาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ตั้งแต่ต้นคริสต์ศตวรรษที่ 16 หลังยึดมะละกาได้ใน ค.ศ. 1511 และเรียกกัมพูชาว่า Cambodja หรือ Camboja (อ่านแบบปัจจุบันว่า /kɐ̃ˈbɔ.ʒɐ/ "กังบอฌา") คำนี้คือที่มาของชื่อกัมพูชาในภาษายุโรปหลายภาษา เช่น Cambodge ในภาษาฝรั่งเศสและ Cambodia ในภาษาอังกฤษ ส่วนโปรตุเกสได้ชื่อนี้มาจากชาวเขมรโดยตรงหรือผ่านพ่อค้ามลายูก่อนนั้น ยังไม่พบหลักฐานที่ชี้ชัด
ปลายทาง: カンボジャ แล้วกร่อนเป็น カボチャ
คนญี่ปุ่นสมัยนั้นได้ยิน Camboja จากชาวโปรตุเกสแล้วรับมาเป็น カンボジャ (kanboja, คัมโบจะ) จากนั้นเสียงก็กร่อนลงเป็น カボチャ (kabocha, คาโบจะ) พจนานุกรมญี่ปุ่นอธิบายเพียงว่าเป็น "การเพี้ยนเสียง" (転訛てんか) ไม่ได้อธิบายรายละเอียดว่าทำไมเสียงจึงเปลี่ยนแบบนี้ ที่เห็นได้คือมีการเปลี่ยนสองจุด คือเสียง ン (n) ก่อน ボ หายไป และเสียงก้อง ジャ (ja) กลายเป็นเสียงไม่ก้อง チャ (cha)
ภาษา (ยุค) รูปคำ เสียงอ่าน ความหมาย
สันสกฤต कम्बुज (กมฺพุช)
कम्बुजदेश (กมฺพุชเทศ)
  ชาวกัมพุช
ดินแดนกัมพุช
เขมรโบราณ (สมัยพระนคร) kmVúC (กมฺวุช) /kamwʊˈɟaː/ ชาวกัมพุช
เขมรสมัยกลาง (คริสต์ศตวรรษที่ 16) km?úC (กมฺพุช) /kam.bu.ɟaː/ ชาวกัมพุช กัมพูชา
โปรตุเกส (คริสต์ศตวรรษที่ 16) Cambodja
Camboja
/kɐ̃ˈbɔ.ʒɐ/ (ปัจจุบัน) ประเทศกัมพูชา
ญี่ปุ่น (รูปแรก) カンボジャ หรือ カボチャ瓜うり /kamboʑa/ (แตงจาก) กัมพูชา
ญี่ปุ่น (ปัจจุบัน) カボチャ /kabot͡ɕa/ ฟักทอง
จารึกภาษาสันสกฤตสมัยเก่ามากอย่างที่พบในจารึกบ่ออีกานั้นใช้อักษรหลังปัลลวะ ซึ่งไม่มีฟอนต์ให้แสดง ในที่นี้จึงเขียนด้วยอักษรเทวนาครีแทน ส่วนรูปเขมรโบราณในตารางพิมพ์ด้วยฟอนต์อักษรเขมรโบราณ Angkor1 รูปเขมรสมัยกลางพิมพ์ด้วยฟอนต์ Angkor5 ซึ่งได้แนะนำไปในบทความ เขียนอักษรเขมรโบราณยุคต่างๆ ด้วยฟอนต์ชุด Angkor1-5 โดยวง สุธารา
ส่วนชื่อประเทศในภาษาเขมรปัจจุบัน កម្ពុជា /kam.pu.ciə/ "กัมปุเจีย" นั้นเป็นอีกสายหนึ่งที่พัฒนาต่อจากเขมรสมัยกลางหลังจากที่โปรตุเกสรับชื่อไปแล้ว เสียงก้อง /b/ และ /ɟ/ กลายเป็นเสียงไม่ก้อง /p/ และ /c/ พร้อมกับเกิดระบบการแยกเสียงสระที่ทำให้สระ /aː/ "อา" หลัง ជ กลายเป็น /iə/ "เอีย" จึงไม่ได้อยู่ในสายที่ส่งต่อไปถึงญี่ปุ่น
พจนานุกรมบางเล่มอธิบายว่าเดิมเรียกว่า "คาโบจะอุริ" (カボチャ瓜うり แตงกัมพูชา) แล้วคำว่า 瓜うり (uri, อุริ แปลว่า "แตง") หลุดไปทีหลัง ส่วนเอโดะโงะไดจิเตง (江戸語大辞典えどごだいじてん) อธิบายว่าเป็นคำย่อของ "คาโบจะโบบุระ" (カボチャボーブラ) คือ "ฟักทองกัมพูชา" ที่เอาชื่อประเทศกับคำว่า abóbora มาต่อกัน ซึ่งน่าจะเป็นที่มาของคำอธิบายที่แพร่หลายในอินเทอร์เน็ตว่าคาโบจะมาจากวลีโปรตุเกส "Cambodia abóbora" (ดูหัวข้อ 4.)
ที่น่าสนใจคือภาษาญี่ปุ่นมีชื่อกัมพูชาใช้อยู่สองรูปจากรากเดียวกัน คือ カボチャ ที่กลายเป็นชื่อผัก กับ カンボジア (kanbojia, คัมโบจิอะ) ที่ใช้เรียกชื่อประเทศในปัจจุบัน ซึ่งรับมาใหม่จากภาษายุโรปในภายหลัง ในทางภาษาศาสตร์เรียกคำคู่แบบนี้ว่าคำซ้อนรากเดียว (doublet)
3. ฟักทองมาถึงญี่ปุ่นเมื่อไหร่ และทำไมถึงโยงกับกัมพูชา
เรื่องเล่าที่แพร่หลายที่สุดคือราว ค.ศ. 1541 (ปีเทมมงที่ 10) เรือโปรตุเกสลำหนึ่งมาถึงแคว้นบุงโงะ (豊後ぶんご) ซึ่งปัจจุบันคือจังหวัดโออิตะบนเกาะคิวชู แล้วนำฟักทองที่ได้จากกัมพูชามามอบให้โอโตโมะ โซวริง (大友おおとも 宗麟そうりん) เจ้าแคว้นซึ่งต่อมากลายเป็นไดเมียวที่นับถือศาสนาคริสต์ ฟักทองพันธุ์มิเกกาโดะ (三毛門みけかどかぼちゃ) ของเมืองบุเซง จังหวัดฟุกุโอกะ ซึ่งติดกับโออิตะ ยังถูกเรียกว่าเป็นฟักทองพันธุ์ที่เก่าแก่ที่สุดในญี่ปุ่นที่สืบมาจากรุ่นนั้น
แต่ถ้าดูที่มาของเรื่องเล่านี้ จะพบว่าตัวเลข 1541 มาจากหนังสือโซวโมกุ โรกุบุ โควชุโฮว (草木六部耕種法そうもくろくぶこうしゅほう) ของซาโตว โนบุฮิโระ (佐藤さとう 信淵のぶひろ) นักปราชญ์ด้านเกษตรสมัยปลายเอโดะ ซึ่งเขียนขึ้นในคริสต์ศตวรรษที่ 19 ห่างจากเหตุการณ์เกือบ 300 ปี ส่วนเอกสารอื่นก็ให้ปีไม่ตรงกัน บ้างว่าเป็นช่วงปีเทมมง (ค.ศ. 1532–1555) โดยมีเรื่องว่าบาทหลวงเยสุอิตบัลตาซาร์ กากู (Baltasar Gago) นำมาถวายตอนเข้าพบโอโตโมะ โซวริง บ้างว่าเป็นช่วงปีเทนโชว (ค.ศ. 1573–1592) ที่เรือต่างชาติเอามาขึ้นที่นางาซากิหรือผ่านมาทางจีน ห้องสมุดจังหวัดโออิตะเองสรุปว่า "ทฤษฎีบุงโงะ" เป็นทฤษฎีที่มีน้ำหนัก แต่ก็ยอมรับว่ามีหลายทฤษฎี
ฟักทองไม่ได้มีถิ่นกำเนิดในกัมพูชา
ฟักทองญี่ปุ่นรุ่นแรก Cucurbita moschata มีถิ่นกำเนิดในทวีปอเมริกา ไม่ใช่เอเชีย ชาวสเปนและโปรตุเกสนำมาแพร่ในเอเชียหลังโคลัมบัสเดินทางถึงอเมริกา ดังนั้นคำว่า "กัมพูชา" ในชื่อนี้ไม่ได้บอกถิ่นกำเนิด แต่บอกว่าคนญี่ปุ่นรับมาจากเรือที่แวะกัมพูชา หรือเข้าใจว่ามันเป็นผลผลิตของกัมพูชา เหมือนกับที่คนคันไซเรียกมันว่า "นังกิง" ทั้งที่ไม่ได้มาจากนานกิงจริง
ส่วนคำถามว่าทำไมต้องเป็นกัมพูชา ก็พอเข้าใจได้จากบริบทของยุคนั้น กัมพูชาสมัยหลังพระนครเป็นจุดแวะพักของเรือสินค้าที่วิ่งระหว่างมะละกา จีน และญี่ปุ่น ชาวโปรตุเกสและสเปนเข้าไปค้าขายและแทรกแซงการเมืองในราชสำนักเขมรช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 16 ต่อมาในต้นคริสต์ศตวรรษที่ 17 เรือตราแดง (朱印船しゅいんせん) ของญี่ปุ่นก็ไปค้าขายที่กัมพูชาเป็นประจำ จนมีชุมชนชาวญี่ปุ่นที่พนมเปญและที่ปเญียลือ (ពញាឮ) ท่าเรือใกล้เมืองหลวงอุดง
หลักฐานที่ดังที่สุดของยุคนี้คือจารึกหมึกภาษาญี่ปุ่นที่ระเบียงคดของนครวัด ซึ่งมีอยู่ราว 14 จุด จุดที่มีชื่อที่สุดเขียนโดยซามูไรชื่อโมริโมโตะ อุกนดายู คาซึฟุสะ (森本もりもと 右近太夫うこんだゆう 一房かずふさ) เมื่อเดือนแรกของปีคันเอย์ที่ 9 (ค.ศ. 1632) คนญี่ปุ่นสมัยนั้นเข้าใจว่านครวัดคือวัดเชตวันในอินเดีย ซึ่งเรียกว่ากิองโชวจะ (祇園精舎ぎおんしょうじゃ) ในภาษาญี่ปุ่น ถึงขั้นมีการทำแผนผังนครวัดกลับไปถวายโชกุนในชื่อ "แผนผังวัดเชตวัน" ความสัมพันธ์ช่วงนี้สิ้นสุดลงเมื่อญี่ปุ่นปิดประเทศในทศวรรษ 1630 แต่ชื่อคาโบจะก็ติดอยู่ในภาษาญี่ปุ่นมาจนถึงทุกวันนี้
4. คำอธิบายนี้ได้รับการยอมรับแค่ไหน และมีทฤษฎีอื่นหรือไม่
ในแง่ที่ว่าคาโบจะมาจากชื่อกัมพูชา ถือว่าเป็นคำอธิบายกระแสหลักที่แทบไม่มีใครโต้แย้ง พจนานุกรมภาษาญี่ปุ่นฉบับสำคัญทั้งเก่าและใหม่อธิบายตรงกันหมด เช่น
  • ไดเงงไก (大言海だいげんかい) ของโอตสึกิ ฟุมิฮิโกะ (大槻おおつき 文彦ふみひこ) บอกว่ามาจากชื่อ 柬埔寨かんぼじあ (กัมพูชา) ซึ่งเป็นท่าเรือที่ชาวโปรตุเกสแวะ และว่าเริ่มปลูกในสมัยเอย์โรกุ (ค.ศ. 1558–1570) เริ่มกินในสมัยเทนโชว
  • โควจิเอง (広辞苑こうじえん) บอกว่าเพี้ยนมาจาก カンボジャ (Camboja)
  • ไดจิริง (大辞林だいじりん) ซึ่งวิกิพจนานุกรมใช้อ้างอิง บอกว่ามาจากภาษาโปรตุเกส Camboja
  • เมย์เกียวโกกุโงะจิเตง (明鏡国語辞典めいきょうこくごじてん) บอกว่าเพราะเรือโปรตุเกสนำมาจากกัมพูชาในคริสต์ศตวรรษที่ 16
สิ่งที่ยังถกเถียงกันอยู่จึงไม่ใช่ว่ามาจากกัมพูชาหรือไม่ แต่เป็นรายละเอียดรอบๆ เช่น ปีที่เข้ามา ใครเป็นคนนำมา และชื่อเดิมเป็นรูปไหน ซึ่งมีประเด็นที่ควรรู้ดังนี้
"Cambodia abóbora" ไม่ใช่วลีโปรตุเกสจริง
เว็บไซต์ภาษาอังกฤษและภาษาญี่ปุ่นจำนวนมาก (รวมถึงวิกิพีเดียภาษาอังกฤษ) อธิบายว่าชาวโปรตุเกสเรียกฟักทองนี้ว่า "Cambodia abóbora" แล้วคนญี่ปุ่นย่อเหลือคาโบจะ แต่วลีนี้ผิดหลักภาษาโปรตุเกสหลายชั้น ภาษาโปรตุเกสเรียกกัมพูชาว่า Camboja ไม่ใช่ Cambodia (ซึ่งเป็นรูปภาษาอังกฤษ) และภาษาโปรตุเกสวางคำขยายไว้ข้างหลัง ถ้าจะพูดว่า "ฟักทองกัมพูชา" ต้องเป็น abóbora de Camboja หรือ abóbora cambojana มากกว่า ที่น่าจะเป็นไปได้คือคนญี่ปุ่นเป็นผู้เอาสองคำนี้มาต่อกันเองตามแบบภาษาญี่ปุ่นเป็น "คาโบจะโบบุระ" อย่างที่เอโดะโงะไดจิเตงอธิบาย แล้วมีคนแปลงกลับเป็นภาษาโปรตุเกสแบบผิดๆ ในภายหลัง
ทฤษฎีว่ามาจาก cabaça
วิกิพีเดียภาษาอังกฤษบางรุ่นยกทฤษฎีรองว่าคาโบจะอาจมาจากภาษาโปรตุเกส cabaça (น้ำเต้า) แต่ไม่พบแหล่งอ้างอิงทางวิชาการที่เสนอทฤษฎีนี้อย่างจริงจัง ในทางเสียงก็อธิบายได้ยาก เพราะ cabaça ออกเสียงราว /kɐˈbasɐ/ "กาบาซา" ถ้าคนญี่ปุ่นรับไปตรงๆน่าจะออกเสียงประมาณ "คาบาสะ" มากกว่า และไม่มีทางอธิบายเสียง チャ ท้ายคำได้ อีกทั้งยังขัดกับบันทึกญี่ปุ่นเองที่เชื่อมชื่อนี้กับกัมพูชามาตั้งแต่สมัยเอโดะ
ปีที่เข้ามาและผู้นำเข้า
อย่างที่กล่าวไปในหัวข้อ 3. ปี 1541 กับเรื่องโอโตโมะ โซวริงนั้นมาจากเอกสารชั้นหลัง แม้จะเป็นทฤษฎีที่มีน้ำหนักแต่ก็ยังไม่ใช่ข้อยุติ ข้อน่าสังเกตอีกอย่างคือชาวโปรตุเกสกลุ่มแรกที่มาถึงญี่ปุ่นตามที่รู้กันทั่วไปคือคณะที่ขึ้นฝั่งเกาะทาเนงาชิมะใน ค.ศ. 1543 ปี 1541 จึงเร็วกว่าการติดต่อที่มีบันทึกยืนยัน นอกจากนี้ยังมีทฤษฎีว่าฟักทองสายโบบุระเข้ามาทางแคว้นซัตสึมะในปีเกนนะ (ค.ศ. 1615–1624) แยกจากสายคาโบจะ
5. นับเป็นคำยืมจากภาษาเขมรได้หรือไม่
คำตอบสั้นๆคือ "ได้แบบอ้อมมาก" ถ้าจะพูดให้ถูกต้องกว่านั้น คาโบจะคือคำญี่ปุ่นที่ยืมมาจากชื่อประเทศในภาษาโปรตุเกส ไม่ใช่คำยืมจากภาษาเขมรโดยตรง ด้วยเหตุผลหลายข้อ
  • ไม่ได้ยืมคำว่าฟักทองของเขมร ภาษาเขมรเรียกฟักทองว่า ល្ពៅ /lpɨw/ "ลเปิว" ซึ่งไม่เกี่ยวกับคาโบจะเลย คนเขมรได้ยินคำว่าคาโบจะก็คงไม่รู้ว่าเป็นฟักทอง สิ่งที่ญี่ปุ่นยืมไปคือชื่อสถานที่ แล้วเอามาใช้เป็นชื่อผัก (ดูตัวอย่างอื่นด้านล่าง)
  • ไม่ได้ยืมจากปากคนเขมร ญี่ปุ่นได้คำนี้ผ่านภาษาโปรตุเกส (และอาจผ่านภาษามลายูมาอีกทอดก่อนถึงโปรตุเกส) รูป Camboja ที่ญี่ปุ่นได้ยินจึงเป็นเสียงแบบโปรตุเกส
  • ตัวชื่อเองก็เป็นคำสันสกฤต कम्बुज (Kambuja) เป็นชื่อสันสกฤตที่ราชสำนักเขมรรับมาใช้ ไม่ใช่คำเขมรแท้ ถ้าจะนับต้นกำเนิดลึกสุดจริงๆก็ต้องว่าเป็นคำสันสกฤต
แต่ในอีกมุมหนึ่ง กัมพุช/กัมพูชาก็เป็นชื่อที่ชาวเขมรใช้เรียกตัวเองมาเป็นพันปี และคำนี้แพร่ไปยังโลกภายนอกได้ก็เพราะใช้กันอยู่ในกัมพูชา ถ้านับตามสายการเดินทางของคำ คาโบจะจึงเป็นคำที่มีรากอยู่ในชื่อเรียกตัวเองของชาวเขมร จะเรียกว่า "คำญี่ปุ่นที่มีต้นทางจากกัมพูชา" ก็ไม่ผิด เพียงแต่ถ้าจะเรียกว่า "คำยืมภาษาเขมร" ก็ควรอธิบายต่อด้วยว่าเป็นการยืมชื่อสถานที่ผ่านภาษาที่สาม
ที่มาของคำว่า ល្ពៅ
ส่วนคำว่า ល្ពៅ ที่เป็นคำเรียกฟักทองของเขมรเองนั้น แฮร์รี เลนนาร์ด ชอร์โท (Harry Leonard Shorto) จัดไว้ในพจนานุกรมเปรียบเทียบภาษามอญ-เขมร ภายใต้รากดั้งเดิม *[r]baw "น้ำเต้าชนิดหนึ่ง" (รากที่ 1835) ซึ่งมีคำร่วมรากในภาษาตระกูลออสโตรเอเชียติกหลายภาษา เช่น ภาษากูย /pʰàːu/ "พาว" (แปลว่า "ฟักทอง") ภาษาสเตียง /rəbɔːu/ "เรอบอว์" (แปลว่า "น้ำเต้าป่า") และภาษาเวียดนาม bầu /ʔɓəw˨˩/ "เบิ่ว" (แปลว่า "น้ำเต้า") ที่น่าสนใจอีกอย่างคือชอร์โทยกคำสันสกฤต अलाबु (alābu) "น้ำเต้า" ที่มันเฟรท ไมร์โฮเฟอร์ (Manfred Mayrhofer) เสนอว่าอาจยืมมาจากภาษาตระกูลออสโตรเอเชียติก และอาจเป็นที่มาของคำว่า labu "น้ำเต้า" ในภาษามลายูด้วย
คำอื่นที่ได้ชื่อมาจากสถานที่
การเอาชื่อสถานที่ที่สินค้าเดินทางผ่านมาตั้งเป็นชื่อสิ่งของนั้นพบได้ทั่วไป ภาษาอังกฤษเรียกไก่งวงว่า turkey และเรียกเครื่องลายครามว่า china ในภาษาญี่ปุ่นเองนอกจาก 南京なんきん ที่กล่าวไปในหัวข้อ 1. แล้ว ยังมีคำที่ได้ชื่อมาจากสถานที่ในยุคการค้ากับชาติตะวันตกอีกหลายคำ เช่น
คำญี่ปุ่น ความหมาย สถานที่ต้นทาง
じゃがいも (jagaimo, จางาอิโมะ) มันฝรั่ง ย่อมาจาก ジャガタラいも "มันจากจาการ์ตา" (ジャガタラ คือชื่อเก่าของจาการ์ตา Jacatra) เพราะเรือฮอลันดานำมันฝรั่งมาจากที่นั่นราว ค.ศ. 1600
カステラ (kasutera, คาสึเตระ) เค้กไข่แบบนางาซากิ จากภาษาโปรตุเกส Castela (แคว้นกัสติยาในสเปน) ย่อมาจาก bolo de Castela "ขนมกัสติยา" พบในเอกสารญี่ปุ่นครั้งแรก ค.ศ. 1625
ベンガラ (bengara, เบงงาระ) สีแดงจากออกไซด์ของเหล็ก จากชื่อแคว้นเบงกอลในอินเดีย เป็นคำซ้อนรากเดียวกับ ベンガル (เบงกอล)
キャラコ (kyarako, เคียราโกะ) ผ้าฝ้ายเนื้อเรียบ จากภาษาอังกฤษ calico ซึ่งมาจากชื่อเมืองท่ากาลิกัต (Calicut ปัจจุบันคือโกฬิโกฎ) ในอินเดียที่ส่งออกผ้าชนิดนี้
ทั้งหมดนี้คล้ายกับคาโบจะตรงที่เป็นชื่อท่าเรือหรือดินแดนที่สินค้าผ่านมา ไม่ใช่คำเรียกสิ่งของนั้นในภาษาท้องถิ่น ภาษาชวาไม่ได้เรียกมันฝรั่งว่าจาการ์ตา และภาษาเบงกาลีก็ไม่ได้เรียกสีแดงว่าเบงกอล เช่นเดียวกับที่ภาษาเขมรไม่ได้เรียกฟักทองว่ากัมพูชา
6. คำญี่ปุ่นอื่นที่โยงไปถึงเขมร
ระหว่างค้นข้อมูลไม่พบคำนามสามัญในภาษาญี่ปุ่นที่ยืมมาจากภาษาเขมรโดยตรงเลย ซึ่งก็ไม่แปลก เพราะการติดต่อระหว่างสองประเทศในอดีตมีแค่ช่วงการค้าสั้นๆในคริสต์ศตวรรษที่ 16–17 และส่วนใหญ่ผ่านคนกลางอย่างโปรตุเกสหรือจีน คำที่พอโยงได้จึงแบ่งได้เป็นสองกลุ่ม คือคำสามัญที่ได้ชื่อมาจากกัมพูชาแบบเดียวกับคาโบจะ กับคำที่เป็น "ญาติห่างๆ" เพราะยืมจากแหล่งเดียวกัน
กลุ่มที่ 1: คำสามัญที่ได้ชื่อมาจากกัมพูชา
นอกจากคาโบจะแล้ว คำที่ได้ชื่อมาจากกัมพูชาและไม่ได้ใช้เป็นชื่อสถานที่คือ ガンボージ (ganbōji, กัมโบจิ) ชื่อยางสีเหลืองจากต้นรง (สกุล Garcinia) ที่ใช้ทำสี พบในชื่อสีของสีน้ำและอุปกรณ์ศิลปะ ส่วนชื่อดั้งเดิมในภาษาญี่ปุ่นคือ 藤黄とうおう (tōō, โทวโอว) คำนี้รับมาจากภาษาอังกฤษ gamboge ซึ่งมาจากภาษาละตินใหม่ gambogium หรือ cambogium ที่ตั้งตามชื่อ Cambogia (กัมพูชา) เพราะยุโรปได้ยางนี้มาจากแถบกัมพูชา ภาษาอังกฤษมีบันทึกการใช้เป็นชื่อสีครั้งแรกใน ค.ศ. 1634 ทั้ง ガンボージ และ カボチャ จึงเป็นสินค้าที่ได้ชื่อจากกัมพูชาเหมือนกัน แต่เดินทางมาถึงญี่ปุ่นคนละทาง ทางหนึ่งผ่านโปรตุเกสในคริสต์ศตวรรษที่ 16 อีกทางผ่านภาษาอังกฤษในยุคหลัง
ใกล้เคียงกันนี้ยังมีพืชสกุลเดียวกันอย่าง Garcinia cambogia (ที่ในไทยมักเรียกรวมกันว่าส้มแขก) ในญี่ปุ่นเป็นที่รู้จักในชื่อผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ガルシニア・カンボジア (garushinia kanbojia, การุชินิอะ คัมโบจิอะ) แต่กรณีนี้เป็นแค่การทับศัพท์ชื่อวิทยาศาสตร์ตรงๆ คำว่า カンボジア ในชื่อนี้ก็ยังเป็นชื่อประเทศอยู่ ต่างจากคาโบจะและกัมโบจิที่คนญี่ปุ่นทั่วไปไม่รู้แล้วว่ามาจากกัมพูชา
กลุ่มที่ 2: ญาติห่างๆที่ยืมมาจากแหล่งเดียวกัน
ภาษาญี่ปุ่นกับภาษาเขมรต่างก็รับคำจากภายนอกมาจากแหล่งเดียวกันหลายแหล่ง คำบางคำจึงเป็นญาติกันโดยที่ไม่ได้ยืมกันเอง แหล่งใหญ่มีสามแหล่ง คือคำสันสกฤตและบาลีที่มาพร้อมกับพระพุทธศาสนา (ภาษาญี่ปุ่นรับผ่านการถอดเสียงของจีน ส่วนภาษาเขมรรับมาโดยตรงจากอินเดีย) คำจีน (ภาษาญี่ปุ่นรับจากภาษาจีนยุคกลางเป็นหลัก ส่วนภาษาเขมรรับจากภาษาจีนแต้จิ๋วหรือฮกเกี้ยนของชาวจีนในกัมพูชา) และคำจากภาษายุโรป (ภาษาญี่ปุ่นรับจากโปรตุเกส ฮอลันดา และอังกฤษ ส่วนภาษาเขมรรับจากฝรั่งเศสเป็นหลัก)
คำญี่ปุ่น คำเขมร ที่มาร่วม
刹那せつな (setsuna, เซตสึนะ) ชั่วขณะ ខណៈ (คะนะ) ขณะ ชั่วครู่ สันสกฤต क्षण (kṣaṇa) / บาลี खण (khaṇa)
旦那だんな (danna, ดันนะ) ผู้อุปถัมภ์วัด ต่อมาแปลว่านายหรือสามี ទាន (เตียน) ทาน การให้ สันสกฤต/บาลี दान (dāna)
瓦かわら (kawara, คาวาระ) กระเบื้องมุงหลังคา ក្បាល (กบาล) หัว สันสกฤต कपाल (kapāla) กะโหลก ถ้วยดินเผา (ตามทฤษฎีหนึ่งของคำญี่ปุ่น)
茶ちゃ (cha, จะ) ชา តែ (แต) ชา จีน 茶 แต่ญี่ปุ่นรับรูป cha ส่วนเขมรรับรูป te ของภาษาจีนแต้จิ๋ว "แต๊"
豆腐とうふ (tōfu, โทวฟุ) เต้าหู้ តៅហ៊ូ (เตาหู) เต้าหู้ จีน 豆腐 ญี่ปุ่นรับจากภาษาจีนยุคกลาง ส่วนเขมรรับจากภาษาจีนแต้จิ๋ว
炒飯ちゃーはん (chāhan, จาฮัง) ข้าวผัด ឆា (ชา) ผัด จีน 炒 "ผัด" ฝั่งเขมรรับจากภาษาจีนแต้จิ๋วหรือฮกเกี้ยน
パン (pan, ปัง) ขนมปัง នំប៉័ង (นมปัง) ขนมปัง ญี่ปุ่นมาจากโปรตุเกส pão ส่วนเขมรมาจากฝรั่งเศส pain ซึ่งทั้งสองคำมาจากละติน panis
シャボン (shabon, ชาบง) สบู่ (ปัจจุบันใช้ในคำว่า シャボン玉だま ฟองสบู่) សាប៊ូ (สาบู) สบู่ โปรตุเกส sabão (ฝั่งญี่ปุ่นอาจมาจากสเปน jabón)
コーヒー (kōhī, โคฮี) กาแฟ កាហ្វេ (กาเฟ) กาแฟ ญี่ปุ่นมาจากฮอลันดา koffie ส่วนเขมรมาจากฝรั่งเศส café ซึ่งต่างก็มาจากอาหรับ قهوة (qahwa)
アンプル (anpuru, อัมปุรุ) หลอดยาฉีด អំពូល (อ็อมปูล) หลอดไฟ หลอดยา ฝรั่งเศส ampoule
คู่ 瓦かわら กับ ក្បាល ต้องระวังเป็นพิเศษ เพราะการที่คาวาระมาจาก कपाल (kapāla) เป็นเพียงทฤษฎีที่นิฮงโกกุโงะไดจิเตง (日本国語大辞典にほんこくごだいじてん) ยกไว้แบบมีเครื่องหมายคำถาม ยังมีทฤษฎีอื่นที่อธิบายว่ามาจากคำญี่ปุ่นแท้ แต่ถ้าทฤษฎีนี้ถูก ก็แปลว่าคำเดียวกันกลายเป็น "กระเบื้อง" ในญี่ปุ่น และกลายเป็น "หัว" ในเขมร (รวมถึง "กบาล" ในภาษาไทย)
ในกลุ่มคำจากยุโรป คู่ที่ใกล้กันที่สุดคือ シャボン กับ សាប៊ូ ซึ่งน่าจะมาจาก sabão ของโปรตุเกสเหมือนกัน แสดงว่าโปรตุเกสทิ้งร่องรอยไว้ทั้งในญี่ปุ่นและกัมพูชาในยุคเดียวกับที่ชื่อคาโบจะเกิดขึ้น ส่วน アンプル กับ អំពូល มาจากคำฝรั่งเศสคำเดียวกัน แต่ภาษาญี่ปุ่นใช้หมายถึงหลอดยาฉีด ส่วนภาษาเขมรใช้หมายถึงหลอดไฟเป็นหลัก ขณะที่คู่ パン กับ នំប៉័ង และ コーヒー กับ កាហ្វេ นั้นมาจากรากเดียวกัน แต่รับผ่านคนละภาษา ฝั่งญี่ปุ่นรับผ่านโปรตุเกสในยุคก่อนปิดประเทศ และผ่านฮอลันดาซึ่งยังค้าขายกับญี่ปุ่นได้ต่อในยุคปิดประเทศ ส่วนฝั่งเขมรรับผ่านฝรั่งเศสในยุคอาณานิคม
7. 噛かむ กับ ខាំ คำที่บังเอิญคล้ายกัน
นอกจากคำที่มีที่มาเกี่ยวข้องกันจริงแล้ว ยังมีคู่คำที่ทั้งเสียงและความหมายคล้ายกันจนน่าตกใจ คือ 噛かむ (kamu, คามุ) ในภาษาญี่ปุ่นกับ ខាំ /kʰam/ "คำ" ในภาษาเขมร ซึ่งแปลว่า "กัด" เหมือนกัน แต่ที่จริงควรจะเป็นเรื่องบังเอิญ เพราะภาษาญี่ปุ่นอยู่ในตระกูลภาษาญี่ปุ่น-ริวกิว ส่วนภาษาเขมรอยู่ในตระกูลออสโตรเอเชียติก ไม่มีความเป็นเครือญาติกัน และในอดีตก็ไม่ได้ติดต่อกันมากพอจะยืมคำพื้นฐานแบบนี้
ถ้าดูประวัติของแต่ละคำ จะเห็นว่าต่างก็มีญาติอยู่ในตระกูลภาษาของตัวเอง ทั้งสองคำจึงไม่ได้ข้ามมาหากัน ความคล้ายเกิดจากความบังเอิญล้วนๆ ฝั่งญี่ปุ่น 噛かむ เป็นคำซ้อนรากเดียวกับ 醸かむ (kamu, คามุ) ที่แปลว่าหมักเหล้า ซึ่งเดิมทำโดยการเคี้ยวข้าว และร่วมรากกับ かむん (kamun, คามุง) ที่แปลว่า "กิน" ในภาษาโอกินาวะ ส่วนฝั่งเขมร ខាំ อาจสัมพันธ์กับ cắn "กั๊น" ที่แปลว่า "กัด" ในภาษาเวียดนาม ซึ่งอยู่ในตระกูลออสโตรเอเชียติกเหมือนกัน ส่วนภาษามอญซึ่งเป็นญาติใกล้ชิดกับภาษาเขมรใช้คำว่า ကိတ် /kit/ "กิต" ซึ่งก็มีส่วนใกล้เคียงกับ ខាំ แต่จากข้อมูลตามพจนานุกรมของชอร์โทระบุว่ารากดั้งเดิมคือ *kiit "กัด คัน" (รากที่ 957) คนละรากกับ ខាំ คำร่วมรากของคำมอญนี้พบในภาษาญัฮกุร ว้า และกูย (/kiːt/ "แทะ") เป็นต้น
ที่จริงความบังเอิญแบบนี้ไม่ได้หายากอย่างที่คิด คำพื้นฐานในทั้งสองภาษามักสั้นแค่พยางค์เดียวหรือสองพยางค์ และเสียงอย่าง k, m, n, a ก็เป็นเสียงที่พบบ่อยมากในแทบทุกภาษา ถ้าลองเทียบคำศัพท์สองภาษาใดๆเป็นพันคำ ก็จะเจอคู่ที่ "เสียงคล้าย ความหมายตรง" อยู่บ้างเสมอ นักภาษาศาสตร์จึงไม่ถือว่าคำคล้ายกันไม่กี่คู่เป็นหลักฐานความเป็นเครือญาติ แต่จะดูว่ามีการเปลี่ยนเสียงที่สม่ำเสมอเป็นระบบในคำจำนวนมากหรือไม่ ซึ่งระหว่างภาษาญี่ปุ่นกับภาษาเขมรไม่มีแบบนั้น
กลับมาที่คาโบจะ ถึงที่สุดแล้วคำนี้ก็เป็นตัวอย่างที่ดีว่าคำที่ดูเหมือนเกี่ยวข้องกันนั้นมีได้หลายแบบ บางคู่เกี่ยวข้องกันจริงแต่ผ่านทางอ้อมหลายทอดอย่างคาโบจะกับกัมพูชา บางคู่เป็นญาติห่างๆจากแหล่งเดียวกันอย่าง 刹那せつな กับ ខណៈ และบางคู่ก็แค่บังเอิญเหมือนอย่าง 噛かむ กับ ខាំ
เอกสารอ้างอิง
  1. 大分県立図書館おおいたけんりつとしょかん. 「大友宗麟おおともそうりんとカボチャ渡来とらいについて知しりたい。」 レファレンス事例じれい. oita-library.jp (สรุปทฤษฎีบุงโงะ ปี 1541 จาก 草木六部耕種法そうもくろくぶこうしゅほう ทฤษฎี Baltasar Gago และทฤษฎีปีเทนโชว โดยอ้าง 青葉あおば 高たかし『日本にほんの野菜やさい 青葉高あおばたかし著作選ちょさくせんⅠ』八坂書房やさかしょぼう 2000, 『朝日百科あさひひゃっか 植物しょくぶつの世界せかい7』朝日新聞社あさひしんぶんしゃ 1997, 江後えご 迪子みちこ『南蛮なんばんから来きた食文化しょくぶんか』弦書房げんしょぼう 2004)
  2. 剛毅朴訥ごうきぼくとつ仁じんに近ちかし. 「かぼちゃ」. ppnetwork.seesaa.net (ยกคำอธิบายจาก 大言海だいげんかい, 広辞苑こうじえん, 江戸語大辞典えどごだいじてん, たべもの語源辞典ごげんじてん และ 物類称呼ぶつるいしょうこ รวมถึงข้อวิจารณ์รูป "Cambodia abóbora")
  3. シャンティ国際こくさいボランティア会かい. 「「かぼちゃ」の語源ごげん」. sva.or.jp (คำอธิบายใน 明鏡国語辞典めいきょうこくごじてん 第二版だいにはん และคำเรียกฟักทองในภาษาเขมร)
  4. Spencer Low. "How the Portuguese introduced pumpkin to Japan". portuguese.asia (Camboja, abóbora และ bōbura ในภาษาถิ่น)
  5. JLect. "kabocha" และ "boubura". jlect.com (การกระจายของคำเรียกฟักทองในภาษาถิ่นญี่ปุ่น)
  6. 福岡県観光連盟ふくおかけんかんこうれんめい. 「日本最古にほんさいこの三毛門みけかどかぼちゃ」. crossroadfukuoka.jp
  7. 中尾なかお 芳治よしはる. 「アンコール・ワットに墨書ぼくしょを残のこした森本右近太夫一房もりもとうこんだゆうかずふさの父ちち・森本儀太夫もりもとぎだゆうの墓はかをめぐって」. 『京都府埋蔵文化財論集きょうとふまいぞうぶんかざいろんしゅう』第だい6集しゅう, 2010. kyotofu-maibun.or.jp (PDF) (จารึกหมึก 14 จุดที่นครวัด จารึกของโมริโมโตะ อุกนดายู ค.ศ. 1632 ชุมชนญี่ปุ่นที่พนมเปญและพญาลือ และความเชื่อว่านครวัดคือวัดเชตวัน)
  8. Cœdès, George. "Inscription de Baksei Čăṃkrŏṅ (K. 286)". Inscriptions du Cambodge vol. IV. Paris: EFEO, 1952, p. 88– (ตำนานกัมพุ สวายัมภุวะกับนางเมรา บทที่ XI–XII)
  9. Sanderson, Alexis. "The Śaiva Religion among the Khmers (Part I)". Bulletin de l'École française d'Extrême-Orient 90–91 (2003): 349–462. doi:10.3406/befeo.2003.3617 (ชื่อ Kambujadeśa)
  10. Jenner, Philip N. A Dictionary of Angkorian Khmer. Pacific Linguistics 598. Canberra: Australian National University, 2009. CiNii (รายการ kamvuja และ kamvujadeśa พร้อมเสียงอ่าน)
  11. Lewitz, Saveros. "La toponymie khmère". Bulletin de l'École française d'Extrême-Orient 53, no. 2 (1967): 375–451. doi:10.3406/befeo.1967.5052 (หน้า 388–389 การกลายเป็นเสียงไม่ก้องของพยัญชนะก้องจากการถอดชื่อพระนครในเอกสารโปรตุเกสและสเปน)
  12. Lewitz, Saveros. "Inscriptions modernes d'Angkor 2 et 3". Bulletin de l'École française d'Extrême-Orient 57 (1970). persee.fr (รูปเขียน kambujjesūr ด้วย ម ซ้อน ព ในจารึก IMA 3)
  13. Shorto, Harry L. A Mon-Khmer Comparative Dictionary. Edited by Paul Sidwell. Pacific Linguistics 579. Canberra: Australian National University, 2006. ANU Open Research (รากที่ 957 *kiit "กัด" และรากที่ 1835 *[r]baw "น้ำเต้า")
  14. TKG Japanese-English Learner's Dictionary. "じゃがいも". tkgje.jp
  15. コトバンク. 「瓦かわら」. kotobank.jp (ทฤษฎีว่า かわら มาจากสันสกฤต कपाल (kapāla) ใน 精選版せいせんばん 日本国語大辞典にほんこくごだいじてん)
  16. Wiktionary
🤖 บทความนี้มีการค้นหาแหล่งอ้างอิงและเรียบเรียงข้อมูลโดยใช้ Claude Code ช่วย


-----------------------------------------

囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧

ดูสถิติของหน้านี้

หมวดหมู่

-- ภาษาศาสตร์ >> ภาษาเขมร
-- ภาษาศาสตร์ >> ภาษาญี่ปุ่น
-- ประวัติศาสตร์ >> ประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น

ไม่อนุญาตให้นำเนื้อหาของบทความไปลงที่อื่นโดยไม่ได้ขออนุญาตโดยเด็ดขาด หากต้องการนำบางส่วนไปลงสามารถทำได้โดยต้องไม่ใช่การก๊อปแปะแต่ให้เปลี่ยนคำพูดเป็นของตัวเอง หรือไม่ก็เขียนในลักษณะการยกข้อความอ้างอิง และไม่ว่ากรณีไหนก็ตาม ต้องให้เครดิตพร้อมใส่ลิงก์ของทุกบทความที่มีการใช้เนื้อหาเสมอ

三

目次

日本による名言集
モジュール
-- numpy
-- matplotlib

-- pandas
-- manim
-- opencv
-- pyqt
-- pytorch
機械学習
-- ニューラル
     ネットワーク
javascript
モンゴル語
言語学
maya
確率論
日本での日記
中国での日記
-- 北京での日記
-- 香港での日記
-- 澳門での日記
台灣での日記
北欧での日記
他の国での日記
qiita
その他の記事

記事の類別



ติดตามอัปเดตของบล็อกได้ที่แฟนเพจ

  記事を検索

  おすすめの記事

รวมร้านราเมงและบะหมี่ในจังหวัดโทจิงิ
ทำความเข้าใจการแปลงลาปลัสสำหรับแก้ปัญหาฟิสิกส์
รวมร้านราเมงและบะหมี่ในเมืองฟุกุโอกะ
ตัวอักษรกรีกและเปรียบเทียบการใช้งานในภาษากรีกโบราณและกรีกสมัยใหม่
ที่มาของอักษรไทยและความเกี่ยวพันกับอักษรอื่นๆในตระกูลอักษรพราหมี
การสร้างแบบจำลองสามมิติเป็นไฟล์ .obj วิธีการอย่างง่ายที่ไม่ว่าใครก็ลองทำได้ทันที
รวมรายชื่อนักร้องเพลงกวางตุ้ง
ภาษาจีนแบ่งเป็นสำเนียงอะไรบ้าง มีความแตกต่างกันมากแค่ไหน
ทำความเข้าใจระบอบประชาธิปไตยจากประวัติศาสตร์ความเป็นมา
เรียนรู้วิธีการใช้ regular expression (regex)
การใช้ unix shell เบื้องต้น ใน linux และ mac
g ในภาษาญี่ปุ่นออกเสียง "ก" หรือ "ง" กันแน่
ทำความรู้จักกับปัญญาประดิษฐ์และการเรียนรู้ของเครื่อง
ค้นพบระบบดาวเคราะห์ ๘ ดวง เบื้องหลังความสำเร็จคือปัญญาประดิษฐ์ (AI)
หอดูดาวโบราณปักกิ่ง ตอนที่ ๑: แท่นสังเกตการณ์และสวนดอกไม้
พิพิธภัณฑ์สถาปัตยกรรมโบราณปักกิ่ง
เที่ยวเมืองตานตง ล่องเรือในน่านน้ำเกาหลีเหนือ
ตระเวนเที่ยวตามรอยฉากของอนิเมะในญี่ปุ่น ปี 2013
เที่ยวชมหอดูดาวที่ฐานสังเกตการณ์ซิงหลง
ทำไมจึงไม่ควรเขียนวรรณยุกต์เวลาทับศัพท์ภาษาต่างประเทศ

ไทย

日本語

中文