φυβλαςのβλογ
phyblasのブログ



เรียนรู้อักษรและภาษาเขมรโบราณจากการถอดข้อความศิลาจารึกปราสาทบันทายฉมาร์
เขียนเมื่อ 2026/10/10 18:42
จารึก K.227 จากปราสาทบันทายฉมาร์ เป็นจารึกเขมรโบราณหลักหนึ่งที่มีความโดดเด่นและสำคัญ เพราะเป็นหลักฐานว่าอาณาจักรพระนครเรียกตัวเองว่า "เขมร" และปรากฏชื่อประเทศกัมพูชา อีกทั้งยังมีคำอ่านตัวเลขซึ่งแสดงการนับเลขแบบเขมรโบราณด้วย จึงเป็นจารึกที่น่าศึกษา บทความนี้ถอดอักษรเขมรโบราณในจารึกพร้อมเทียบเป็นอักษรเขมรปัจจุบันและถอดปริวรรตอักษรไทยข้อความจารึกทั้ง 29 บรรทัด พร้อมรายการคำศัพท์และคำแปลไทย
1. ความสำคัญของจารึก K.227
จารึก K.227 เป็นจารึกที่อยู่บนกรอบประตูของปราสาทบันทายฉมาร์ (ប្រាសាទបន្ទាយឆ្មារ) จังหวัดบันทายมีชัย ทางตะวันตกเฉียงเหนือของกัมพูชา ปัจจุบันเก็บรักษาอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติกัมพูชา กรุงพนมเปญ จารึกไม่ได้ระบุปีที่สร้าง แต่ทั้งตัวปราสาท เนื้อความ และรูปตัวอักษร ล้วนชี้ไปที่รัชสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 จึงน่าจะจารึกขึ้นในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 12 ถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 13
เนื้อความเล่าเรื่องรูปเคารพ 5 องค์ในห้องกลางของปราสาท คือรูปของเจ้าชายศรีนทรกุมารราชบุตร พระราชโอรสของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 กับรูปของนักสัญชัก (ข้าราชบริพารผู้ภักดี) 4 คนที่สละชีวิตปกป้องเจ้าชายในศึก 2 ครั้ง จารึกนี้จึงเป็นหลักฐานประวัติศาสตร์ช่วงก่อนพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ขึ้นครองราชย์ ซึ่งเซแด็สเชื่อว่าเล่าเรื่องเดียวกับภาพสลักนูนต่ำในปราสาทเดียวกัน และยังเป็นจารึกที่ใช้คำว่า "เขมร" เรียกกองทัพของพระนครเอง รวมทั้งแสดงวิธีนับเลขแบบเขมรโบราณด้วย (ดูคำศัพท์ในหัวข้อ 4 และคำอธิบายในหัวข้อ 6)
คนแรกที่แปลจารึกนี้คือเอเตียน แอมอนีเย (Étienne Aymonier) ในหนังสือ Le Cambodge เล่ม 2 แต่ยังอ่านและแปลผิดอยู่หลายจุด ต่อมาฌอร์ฌ เซแด็ส (George Cœdès) จึงตีพิมพ์ข้อความจารึกพร้อมคำแปลภาษาฝรั่งเศสฉบับใหม่ในวารสาร BEFEO ค.ศ. 1929 และนำ 6 บรรทัดแรกมาลงอีกครั้งใน ค.ศ. 1951 ในบทความที่รวบรวมจารึกบนกรอบประตูของปราสาทสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ทั้งหมด ล่าสุดฐานข้อมูล DHARMA ได้ตรวจอ่านใหม่จากสำเนาถูลอกจารึก แล้วเผยแพร่ข้อความที่ถอดไว้คู่กับคำแปลของเซแด็สในเว็บ ซึ่งใครก็เข้าไปอ่านได้ บทความนี้เองก็อาศัยข้อมูลจาก DHARMA เป็นหลัก
วัตถุประสงค์หลักของบทความนี้คือการศึกษาอักษรและภาษาเขมรโบราณโดยอาศัยข้อความในจารึกนี้ โดยทำการอธิบายคำศัพท์โดยละเอียด แสดงตัวอักษรที่ใช้ในจารึก เทียบกับอักษรเขมรปัจจุบัน และอักษรไทยด้วย การที่เลือกจารึกนี้มาทำการศึกษาเป็นพิเศษไม่ใช่แค่เพราะว่ามีเนื้อหาที่น่าสนใจ แต่ยังเพราะนี่เป็นจารึกที่อยู่ในสภาพค่อนข้างสมบูรณ์อ่านได้เกือบทั้งหมดจึงทำให้ง่ายต่อการศึกษา ทั้งทางด้านภาษาและประวัติศาสตร์
2. ภาพจารึกและอักษรฟอนต์ Angkor3
ภาพด้านล่างเป็นภาพถ่ายจารึก K.227 ของจริง ตามด้วยข้อความเดียวกันที่พิมพ์เลียนแบบด้วยฟอนต์ Angkor3 ของ วง สุธารา ซึ่งจำลองรูปอักษรเขมรช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 12-14 ใกล้เคียงกับยุคที่จารึกนี้ถูกสลักไว้มากที่สุด เป็นอักษรรูปเหลี่ยมซึ่งเป็นรูปแบบที่พบมากในยุคของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 (DHARMA ก็บรรยายตัวอักษรของจารึกนี้ว่าเป็นรูปสี่เหลี่ยมตามแบบอักษรในรัชกาลนี้ ส่วนเซแด็สเขียนไว้ตั้งแต่ ค.ศ. 1929 ว่าแค่ดูรูปอักษรที่มีลักษณะเฉพาะตัวมากก็จัดได้ทันทีว่าเป็นจารึกของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7) ที่มาของฟอนต์ชุดนี้และวิธีพิมพ์อักษรด้วยฟอนต์นี้ อธิบายไว้แล้วในบทความ เขียนอักษรเขมรโบราณยุคต่างๆ ด้วยฟอนต์ชุด Angkor1-5 โดยวง สุธารา ของบล็อกนี้
จารึก K.227 ที่ประตูโคปุระปราสาทบันทายฉมาร์
จารึก K.227 บนกรอบประตูโคปุระด้านตะวันออก ปราสาทบันทายฉมาร์ (ตัดและแต่งสีเพิ่มจากภาพของ khmerkhom)
.tRv×K¬hrtñtiknþalkRmetg;CKt;RZåRZå“nÞeTv
¾ubkRmetg;Gj;RZåRZå“nÞkumaróCbuRtÙ
.GaeKñykRmetg;CKt;GC®uneTvÙ
.^ZankRmetg;CKt;RZåFreTvbureTvÙ
.ené:®tikRmetg;CKt;RZåeTveTvÙ
.vayvükRmetg;CKt;RZåvTð®neTvsüg;m“nþåÙ
.naPrtóhusMvuTði²eTahtRv×'TRZåyeZavmµ®eT
vbieføg;cb;Rv×mnÞir\svlnKre´g;bg,ityk
nþal;mtþvarrt;\sSsþc;eføg;q,g;GñkSJ¢k;GC®unGñ
kSJ¢k;RZåFreTvburq,g;kr;sMtc;sügþtVl;etay;evñ
ksþc;p¢l;mu×pþØl;PrtóhucMnürpþÜgñi²eb]y;namRv×k
Rmetg;Gj;RZån¬bsigHvmµ®tGñkSJ¢k;eTvburtCabu
RtGñkSJ¢k;RZåFreTvbur]y;namGMetgtGñkSJ¢k;tvür
sæabna¾ub\skulbk¼e´g;sþc;RbekabSMbt;nuRkmÙ
.nasþc;eTÅTVåbcam,tbUvV®kalRsc;sþc;cb;TuKÁ®tiku¾g;
cam,teCµa×RZåCy\“nÞvmµ®²ebefVelvñMectátag;sþc;viegS
nabticam,TMenRbRkØyÖayag;mÏtalnaMcam,evlaGpu
y;vür;Tnþb;muxvletay;sát;lb;²ekay;cj;GñkSmuTa
yGütþRbsm;ely;sþc;bJ©Ür;vle´g;sþc;vig;q,g;kr;
lV×vñMRtyacr;elvñMena×cam,ecaMCuM]y;qñØteføg;GñkSmuTa
yRtÚpSÜt;\sSKg;Gñk;Py;mVytbKu×sþc;q,g;cu×tlþeC
g;vñMena×cam,²esaMsMtc;Güt;Gñk;mVytGac;q,g¶ely;GñkS
J¢k;RZåeTvGñkSJ¢k;RZåvTð®nCakuelRbtiCÔasüg;Gñ“kSúk;
viCyburnaes,atGVÜ×etl;man;Rv×svV®CÔti²ekayeÏg;
Kl;TVl;mnñúq,g;bgxøØn;etay;evñk;sþc;bgÁMtig;cam,eføg;
²ecn;tipþØl;selþéycam,e'×nulMevgRtÚtepÞésügþtVl;
eó×RbtiCÔa◦bnÞØl;GMblóCbuNünasþc;naMGñk;exµr;tMbig;bV
nq,g;GenøePébiytb;RbMbiykr;Kg;\sSlV×kmVúCeTZ
RbsaTtGñkSJ¢k;tvür]y;namGMetgsæabna¾ubÙ
3. ถอดปริวรรตทีละบรรทัด
ตารางด้านล่างถอดปริวรรตทั้งจารึกโดยแบ่งเป็นบรรทัด มี 29 บรรทัด โดยแสดงอักษรเขมรโบราณด้วยฟอนต์ Angkor3 ตามด้วยอักษรเขมรปัจจุบัน และถอดปริวรรตไทย ตามด้วยถอดอักษรละติน มีการแบ่งสีตามท่อนเพื่อให้แยกง่ายว่าท่อนไหนเทียบเท่าตรงไหน
บรรทัด ข้อความ (Angkor3 / เขมรปัจจุบัน / ปริวรรตไทย / ถอดละติน)
១
.tRv×K¬hrtñtiknþalkRmetg;CKt;RZåRZå“nÞeTv
⦿តវ្រះគ្ឫហរត្នតិកន្តាលកម្រតេង៑ជគត៑ឝ្រីឝ្រីន្ទ្រទេវ
⦿ตวฺรห์คฺฤหรตฺนติกนฺตาลกมฺรเตงฺชคตฺศฺรีศฺรีนฺทฺรเทว
⦿ta vraḥ gr̥ha ratna ti kantāla kamrateṅ jagat śrī śrīndradeva
២
¾ubkRmetg;Gj;RZåRZå“nÞkumaróCbuRtÙ
រូបកម្រតេង៑អញ៑ឝ្រីឝ្រីន្ទ្រកុមាររាជបុត្រ៚
รูปกมฺรเตงฺอญฺศฺรีศฺรีนฺทฺรกุมารราชปุตฺร๛
rūpa kamrateṅ Añ śrī śrīndrakumāra rājaputra ↝
៣
.GaeKñykRmetg;CKt;GC®uneTvÙ
⦿អាគ្នេយកម្រតេង៑ជគត៑អជ៌ុនទេវ៚
⦿อาเคฺนยกมฺรเตงฺชคตฺอรฺชุนเทว๛
⦿Āgneya kamrateṅ jagat Arjunadeva ↝
៤
.^ZankRmetg;CKt;RZåFreTvbureTvÙ
⦿ឦឝានកម្រតេង៑ជគត៑ឝ្រីធរទេវបុរទេវ៚
⦿อีศานกมฺรเตงฺชคตฺศฺรีธรเทวปุรเทว๛
⦿Īśāna kamrateṅ jagat śrī dharadevapuradeva ↝
៥
.ené:®tikRmetg;CKt;RZåeTveTvÙ
⦿នៃឫ៌តិកម្រតេង៑ជគត៑ឝ្រីទេវទេវ៚
⦿ไนรฺฤติกมฺรเตงฺชคตฺศฺรีเทวเทว๛
⦿nairr̥ti kamrateṅ jagat śrī devadeva ↝
៦
.vayvükRmetg;CKt;RZåvTð®neTvsüg;m“nþåÙ
⦿វាយវ្យកម្រតេង៑ជគត៑ឝ្រីវទ្ធ៌នទេវស្យង៑មន្ត្រី៚
⦿วายวฺยกมฺรเตงฺชคตฺศฺรีวรฺทฺธนเทวสฺยงฺมนฺตฺรี๛
⦿vāyavya kamrateṅ jagat śrī varddhanadeva syaṅ mantrī ↝
៧
.naPrtóhusMvuTði²eTahtRv×'TRZåyeZavmµ®eT
⦿នាភរតរាហុសំវុទ្ធិទ្រោហតវ្រះបាទឝ្រីយឝោវម្ម៌ទេ
⦿นาภรตราหุสํวุทฺธิโทฺรหตวฺรห์ปาทศฺรียโศวรฺมฺมเท
⦿nā bharata rāhu saṁ vuddhi droha ta vraḥ pāda śrī yaśovarmmade-
៨
vbieføg;cb;Rv×mnÞir\svlnKre´g;bg,ityk
វបិថ្លេង៑ចប៑វ្រះមន្ទិរឥសវលនគរផោង៑បង្បិតយក
วปิเถฺลงฺจปฺวฺรห์มนฺทิรอิสวลนครโผงฺปงฺปิตยก
va pi thleṅ cap vraḥ mandira Isa vala nagara phoṅ paṅpitaya ka-
៩
nþal;mtþvarrt;\sSsþc;eføg;q,g;GñkSJ¢k;GC®unGñ
ន្តាល៑មត្តវាររត៑ឥស្សស្តច៑ថ្លេង៑ឆ្បង៑អ្នក្សញ្ជក៑អជ៌ុនអ្ន
นฺตาลฺมตฺตวารรตฺอิสฺสสฺตจฺเถฺลงฺฉฺปงฺอฺนกฺสญฺชกฺอรฺชุนอฺน
ntāl mattavāra rat Issa stac thleṅ chpaṅ qnaksañjak Arjuna qna-
១០
kSJ¢k;RZåFreTvburq,g;kr;sMtc;sügþtVl;etay;evñ
ក្សញ្ជក៑ឝ្រីធរទេវបុរឆ្បង៑ករ៑សំតច៑ស្យង្តត្វល៑តោយ៑វ្នេ
กฺสญฺชกฺศฺรีธรเทวปุรฉฺปงฺกรฺสํตจฺสฺยงฺตตฺวลฺโตยฺเวฺน
ksañjak śrī dharadevapura chpaṅ kar saṁtac syaṅta tval toy vne-
១១
ksþc;p¢l;mu×pþØl;PrtóhucMnürpþÜgñi²eb]y;namRv×k
កស្តច៑ផ្ជល៑មុះផ្ត្វល៑ភរតរាហុចំន្យរផ្ត្យង្និប្រេឱយ៑នាមវ្រះក
กสฺตจฺผฺชลฺมุห์ผฺตฺวลฺภรตราหุจํนฺยรผฺตฺยงฺนิเปฺรโอยฺนามวฺรห์ก
ka stac phjal muḥ phtval bharata rāhu caṁnyara phtyaṅni pre Oy nāma vraḥ ka-
១២
Rmetg;Gj;RZån¬bsigHvmµ®tGñkSJ¢k;eTvburtCabu
ម្រតេង៑អញ៑ឝ្រីន្ឫបសិង្ហវម្ម៌តអ្នក្សញ្ជក៑ទេវបុរតជាបុ
มฺรเตงฺอญฺศฺรีนฺฤปสิงฺหวรฺมฺมตอฺนกฺสญฺชกฺเทวปุรตชาปุ
mrateṅ Añ śrī nr̥pasiṅhavarmma ta qnaksañjak devapura ta jā pu-
១៣
RtGñkSJ¢k;RZåFreTvbur]y;namGMetgtGñkSJ¢k;tvür
ត្រអ្នក្សញ្ជក៑ឝ្រីធរទេវបុរឱយ៑នាមអំតេងតអ្នក្សញ្ជក៑តវ្យរ
ตฺรอฺนกฺสญฺชกฺศฺรีธรเทวปุรโอยฺนามอํเตงตอฺนกฺสญฺชกฺตวฺยร
tra qnaksañjak śrī dharadevapura Oy nāma Aṁteṅa ta qnaksañjak ta vyara
១៤
sæabna¾ub\skulbk¼e´g;sþc;RbekabSMbt;nuRkmÙ
ស្ថាបនារូបឥសកុលបក្ឞផោង៑ស្តច៑ប្រកោប្សំបត៑នុក្រម៚
สฺถาปนารูปอิสกุลปกฺษโผงฺสฺตจฺปฺรโกปฺสํปตฺนุกฺรม๛
sthāpanā rūpa Isa kulapakṣa phoṅ stac prakopsaṁpat nu krama ↝
១៥
.nasþc;eTÅTVåbcam,tbUvV®kalRsc;sþc;cb;TuKÁ®tiku¾g;
⦿នាស្តច៑ទៅទ្វីបចាម្បតបូវ្វ៌កាលស្រច៑ស្តច៑ចប៑ទុគ្គ៌តិកុរុង៑
⦿นาสฺตจฺเทาทฺวีปจามฺปตปูรฺวฺวกาลสฺรจฺสฺตจฺจปฺทุรฺคฺคติกุรุงฺ
⦿nā stac dau dvīpa cāmpa ta pūrvvakāla srac stac cap durgga ti kuruṅ
១៦
cam,teCµa×RZåCy\“nÞvmµ®²ebefVelvñMectátag;sþc;viegS
ចាម្បតជ្មោះឝ្រីជយឥន្ទ្រវម្ម៌ប្រេថ្វេលេវ្នំចេត្កតាង៑ស្តច៑វិង្សេ
จามฺปตโชฺมห์ศฺรีชยอินฺทฺรวรฺมฺมเปฺรเถฺวเลวฺนํเจตฺกตางฺสฺตจฺวิเงฺส
cāmpa ta jmoḥ śrī jayaIndravarmma pre thve le vnaṁ cetkatāṅ stac viṅse-
១៧
nabticam,TMenRbRkØyÖayag;mÏtalnaMcam,evlaGpu
នាបតិចាម្បទំនេប្រក្រ្វយ្ភាយាង៑មហាតាលនាំចាម្បវេលាអផុ
นาปติจามฺปทํเนปฺรกฺรฺวยฺภายางฺมหาตาลนำจามฺปเวลาอผุ
nāpati cāmpa daṁnepra krvaybhā yāṅ mahātāla nāṁ cāmpa velā Aphu-
១៨
y;vür;Tnþb;muxvletay;sát;lb;²ekay;cj;GñkSmuTa
យ៑វ្យរ៑ទន្តប៑មុខវលតោយ៑ស្កត៑លប៑ក្រោយ៑ចញ៑អ្នក្សមុទា
ยฺวฺยรฺทนฺตปฺมุขวลโตยฺสฺกตฺลปฺโกฺรยฺจญฺอฺนกฺสมุทา
y vyar dantap mukha vala toy skat lap kroy cañ qnaksamudā-
១៩
yGütþRbsm;ely;sþc;bJ©Ür;vle´g;sþc;vig;q,g;kr;
យអ្យត្តប្រសម៑លេយ៑ស្តច៑បញ្ច្យរ៑វលផោង៑ស្តច៑វិង៑ឆ្បង៑ករ៑
ยอฺยตฺตปฺรสมฺเลยฺสฺตจฺปญฺจฺยรฺวลโผงฺสฺตจฺวิงฺฉฺปงฺกรฺ
ya qyatta prasam ley stac pañcyar vala phoṅ stac viṅ chpaṅ kar
២០
lV×vñMRtyacr;elvñMena×cam,ecaMCuM]y;qñØteføg;GñkSmuTa
ល្វះវ្នំត្រយាចរ៑លេវ្នំនោះចាម្បចោំជុំឱយ៑ឆ្ន្វតថ្លេង៑អ្នក្សមុទា
ลฺวห์วฺนํตฺรยาจรฺเลวฺนํโนห์จามฺปโจํชุํโอยฺฉฺนฺวตเถฺลงฺอฺนกฺสมุทา
lvaḥ vnaṁ trayā car le vnaṁ noḥ cāmpa coṁjuṁ Oy chnvata thleṅ qnaksamudā-
២១
yRtÚpSÜt;\sSKg;Gñk;Py;mVytbKu×sþc;q,g;cu×tlþeC
យត្រូផ្ស្យត៑ឥស្សគង៑អ្នក៑ភយ៑ម្វយតបគុះស្តច៑ឆ្បង៑ចុះតល្តជេ
ยตฺรูผฺสฺยตฺอิสฺสคงฺอฺนกฺภยฺมฺวยตปคุห์สฺตจฺฉฺปงฺจุห์ตลฺตเช
ya trū phsyat Issa gaṅ qnak bhay mvaya tapa guḥ stac chpaṅ cuḥ talta je-
២២
g;vñMena×cam,²esaMsMtc;Güt;Gñk;mVytGac;q,g¶ely;GñkS
ង៑វ្នំនោះចាម្បស្រោំសំតច៑អ្យត៑អ្នក៑ម្វយតអាច៑ឆ្បង្ងលេយ៑អ្នក្ស
งฺวฺนํโนห์จามฺปโสฺรํสํตจฺอฺยตฺอฺนกฺมฺวยตอาจฺฉฺปงฺงเลยฺอฺนกฺส
ṅ vnaṁ noḥ cāmpa sroṁ saṁtac qyat qnak mvaya ta Āc chpaṅṅa ley qnaksa-
២៣
J¢k;RZåeTvGñkSJ¢k;RZåvTð®nCakuelRbtiCÔasüg;Gñ“kSúk;
ញ្ជក៑ឝ្រីទេវអ្នក្សញ្ជក៑ឝ្រីវទ្ធ៌នជាកុលេប្រតិជ្ញាស្យង៑អ្នក្ស្រុក៑
ญฺชกฺศฺรีเทวอฺนกฺสญฺชกฺศฺรีวรฺทฺธนชากุเลปฺรติชฺญาสฺยงฺอฺนกฺสฺรุกฺ
ñjak śrī deva qnaksañjak śrī varddhana jā kule pratijñā syaṅ qnaksruk
២៤
viCyburnaes,atGVÜ×etl;man;Rv×svV®CÔti²ekayeÏg;
វិជយបុរនាស្បោតអ្វ្យះតេល៑មាន៑វ្រះសវ្វ៌ជ្ញតិក្រោយហោង៑
วิชยปุรนาโสฺปตอฺวฺยห์เตลฺมานฺวฺรห์สรฺวฺวชฺญติโกฺรยโหงฺ
vijayapura nā spota qvyaḥ tel mān vraḥ sarvvajña ti kroya hoṅ
២៥
Kl;TVl;mnñúq,g;bgxøØn;etay;evñk;sþc;bgÁMtig;cam,eføg;
គល៑ទ្វល៑មន្នុឆ្បង៑បងខ្ល្វន៑តោយ៑វ្នេក៑ស្តច៑បង្គំតិង៑ចាម្បថ្លេង៑
คลฺทฺวลฺมนฺนุฉฺปงฺปงขฺลฺวนฺโตยฺเวฺนกฺสฺตจฺปงฺคํติงฺจามฺปเถฺลงฺ
gal dval mannu chpaṅ paṅa khlvan toy vnek stac paṅgaṁ tiṅ cāmpa thleṅ
២៦
²ecn;tipþØl;selþéycam,e'×nulMevgRtÚtepÞésügþtVl;
ច្រេន៑តិផ្ត្វល៑សល្តៃយចាម្បបោះនុលំវេងត្រូតផ្ទៃស្យង្តត្វល៑
เจฺรนฺติผฺตฺวลฺสไลฺตยจามฺปโปห์นุลํเวงตฺรูตไผฺทสฺยงฺตตฺวลฺ
cren ti phtval saltaiya cāmpa poḥ nu laṁveṅa trū ta phdai syaṅta tval
២៧
eó×RbtiCÔa◦bnÞØl;GMblóCbuNünasþc;naMGñk;exµr;tMbig;bV
រោះប្រតិជ្ញា◦បន្ទ្វល៑អំបលរាជបុណ្យនាស្តច៑នាំអ្នក៑ខ្មេរ៑តំបិង៑ប្វ
โรห์ปฺรติชฺญา◦ปนฺทฺวลฺอํปลราชปุณฺยนาสฺตจฺนำอฺนกฺเขฺมรฺตํปิงฺปฺว
roḥ pratijñā ◦ pandval Aṁpala rājapuṇya nā stac nāṁ qnak khmer taṁpiṅ pva-
២៨
nq,g;GenøePébiytb;RbMbiykr;Kg;\sSlV×kmVúCeTZ
នឆ្បង៑អន្លេភៃបិយតប៑ប្រំបិយករ៑គង៑ឥស្សល្វះកម្វុជទេឝ
นฉฺปงฺอเนฺลไภปิยตปฺปฺรํปิยกรฺคงฺอิสฺสลฺวห์กมฺวุชเทศ
na chpaṅ Anle bhai piya tap praṁpiya kar gaṅ Issa lvaḥ kamvujadeśa
២៩
RbsaTtGñkSJ¢k;tvür]y;namGMetgsæabna¾ubÙ
ប្រសាទតអ្នក្សញ្ជក៑តវ្យរឱយ៑នាមអំតេងស្ថាបនារូប៚
ปฺรสาทตอฺนกฺสญฺชกฺตวฺยรโอยฺนามอํเตงสฺถาปนารูป๛
prasāda ta qnaksañjak ta vyara Oy nāma Aṁteṅa sthāpanā rūpa ↝
4. เรียนรู้คำศัพท์จากจารึก
ตารางด้านล่างรวบรวมคำศัพท์ทุกคำที่ปรากฏในจารึก ทั้งชื่อบุคคล ชื่อสถานที่ และคำสั้นๆที่ปรากฏบ่อยอย่างคำเชื่อมหรือคำบุพบท เรียงตามลำดับการปรากฏครั้งแรกในเนื้อความ เพื่อใช้เป็นเครื่องมือเรียนรู้คำศัพท์เขมรโบราณไปพร้อมกับการอ่านจารึก คำที่ปรากฏเกิน 5 ครั้งจะแสดงเลขบรรทัดเฉพาะ 5 ครั้งแรกแล้วตามด้วย "ฯลฯ" คำเดียวกันที่สะกดต่างกันในแต่ละบรรทัดจะรวมไว้ในแถวเดียว โดยแสดงรูปเขียนทั้งสองแบบเรียงกัน และเลขบรรทัดเรียงตามลำดับรูปเขียน ความหมายของคำตรวจสอบกับพจนานุกรมภาษาเขมรสมัยพระนครของฟิลิป เจนเนอร์ (Philip Jenner) ซึ่งยกวลีจากจารึก K.227 พร้อมคำแปลอังกฤษไว้หลายคำ ประกอบกับคำแปลภาษาฝรั่งเศสของเซแด็ส คำที่ยังไม่มีผู้ใดทราบความหมายแน่ชัดจะระบุไว้ตรงๆ
คำศัพท์ (Angkor3 / เขมรปัจจุบัน / ปริวรรตไทย / ถอดละติน) คำแปลไทย บรรทัดที่พบ
t
ត
ต
ta
คำเชื่อมที่ใช้บ่อยที่สุดในจารึก ใช้เป็นบุพบท "ที่, แก่, ต่อ" และคำเชื่อมความ "ผู้ซึ่ง, ที่"
เช่น teCµa× (ต โชฺมห์) "ที่ชื่อว่า"
1, 7, 10, 12, 12 ฯลฯ
Rv×
វ្រះ
วฺรห์
vraḥ
พระ คำนำหน้ายกย่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือกษัตริย์
ตรงกับคำว่า ព្រះ ในภาษาเขมรปัจจุบัน
เทียบภาษาไทย "พระ"
1, 7, 8, 11, 24
K¬h
គ្ឫហ
คฺฤห
gr̥ha
เรือน, บ้าน
จากสันสกฤต गृह (คฺฤห)
ในที่นี้รวมกับ rtñ (รตฺน) เป็น "คฤหรัตนะ" (แก้วแห่งเรือน) ชื่อห้องประดิษฐานรูปเคารพกลางปราสาท
1
rtñ
រត្ន
รตฺน
ratna
แก้ว, รัตนะ
จากสันสกฤต रत्न (รตฺน)
ดู K¬h (คฺฤห)
1
ti
តិ
ติ
ti
ที่, ณ (บุพบทบอกตำแหน่ง มาจากคำนามแปลว่า "ดิน, ที่")
ตรงกับคำว่า ដី ในภาษาเขมรปัจจุบัน
ใช้เป็นคำเชื่อม "ที่ซึ่ง, ครั้น" ได้ด้วย เช่น ti²ekay (ติ โกฺรย) "ในภายหน้า"
1, 15, 24, 26
knþal
កន្តាល
กนฺตาล
kantāla
knþal;
កន្តាល៑
กนฺตาลฺ
kantāl
กลาง, ท่ามกลาง
ตรงกับคำว่า កណ្ដាល ในภาษาเขมรปัจจุบัน
บรรทัด 1 ล ตัวท้ายไม่มีวิราม DHARMA จึงถอดเติม a เป็น kantāla ส่วนบรรทัด 8-9 มีวิราม จึงถอดเป็น kantāl
1
8-9
kRmetg;
កម្រតេង៑
กมฺรเตงฺ
kamrateṅ
เจ้า, ผู้เป็นใหญ่ คำยกย่องนำหน้าเทวรูปหรือเจ้านาย
kRmetg;CKt; (กมฺรเตงฺ ชคตฺ) "เจ้าแห่งโลก" ใช้กับเทวรูป ส่วน kRmetg;Gj; (กมฺรเตงฺ อญฺ) "เจ้าของข้า" ใช้กับเจ้านาย
1, 2, 3, 4, 5 ฯลฯ
CKt;
ជគត៑
ชคตฺ
jagat
โลก
จากสันสกฤต जगत् (ชคตฺ)
ใช้ในคำยกย่องเทวรูป kRmetg;CKt; (กมฺรเตงฺ ชคตฺ)
1, 3, 4, 5, 6
RZå
ឝ្រី
ศฺรี
śrī
ศรี คำยกย่องนำหน้าชื่อ
จากสันสกฤต श्री (ศฺรี)
1, 2, 4, 5, 6 ฯลฯ
RZå“nÞeTv
ឝ្រីន្ទ្រទេវ
ศฺรีนฺทฺรเทว
śrīndradeva
พระนามรูปเคารพของเจ้าชายศรีนทรกุมาร
จากสันสกฤต श्री (ศฺรี) + इन्द्र (อินฺทฺร) + देव (เทว)
1
¾ub
រូប
รูป
rūpa
รูป, รูปเคารพ
จากสันสกฤต रूप (รูป)
ตรงกับคำว่า រូប ในภาษาเขมรปัจจุบัน
2, 14, 29
Gj;
អញ៑
อญฺ
añ
ข้า (สรรพนามบุรุษที่ 1) ใช้ต่อท้ายคำยกย่องในความหมาย "...ของข้า"
ตรงกับคำว่า អញ ในภาษาเขมรปัจจุบัน
kRmetg;Gj; (กมฺรเตงฺ อญฺ) จึงแปลตรงว่า "เจ้าของข้า" ใช้กับเจ้านายและพระราชวงศ์
2, 12
RZå“nÞkumar
ឝ្រីន្ទ្រកុមារ
ศฺรีนฺทฺรกุมาร
śrīndrakumāra
พระนามเจ้าชาย "ศรีนทรกุมาร"
จากสันสกฤต श्री (ศฺรี) + इन्द्र (อินฺทฺร) + कुमार (กุมาร)
2
óCbuRt
រាជបុត្រ
ราชปุตฺร
rājaputra
โอรสของกษัตริย์, เจ้าชาย
จากสันสกฤต राजपुत्र (ราชปุตฺร)
2
GaeKñy
អាគ្នេយ
อาเคฺนย
āgneya
ทิศอาคเนย์ (ตะวันออกเฉียงใต้)
จากสันสกฤต आग्नेय (อาคฺเนย) "ทิศของพระอัคนี"
3
GC®uneTv
អជ៌ុនទេវ
อรฺชุนเทว
arjunadeva
พระนามรูปเคารพ "อรชุนเทพ" ของนักสัญชักอรชุน
จากสันสกฤต अर्जुन (อรฺชุน) + देव (เทว)
3
^Zan
ឦឝាន
อีศาน
īśāna
ทิศอีศาน (ตะวันออกเฉียงเหนือ)
จากสันสกฤต ईशान (อีศาน) พระนามหนึ่งของพระศิวะผู้ประจำทิศนี้
4
FreTvbureTv
ធរទេវបុរទេវ
ธรเทวปุรเทว
dharadevapuradeva
พระนามรูปเคารพ "ศรีธรเทวปุรเทพ" ของนักสัญชักศรีธรเทวปุระ
จากสันสกฤต धर (ธร) + देव (เทว) + पुर (ปุร) + देव (เทว)
4
ené:®ti
នៃឫ៌តិ
ไนรฺฤติ
nairr̥ti
ทิศหรดี (ตะวันตกเฉียงใต้)
จากสันสกฤต नैरृत (ไนรฤต) "ทิศของนิรฤติ" เทพประจำทิศนี้
5
eTveTv
ទេវទេវ
เทวเทว
devadeva
พระนามรูปเคารพ "ศรีเทวเทพ" ของนักสัญชักศรีเทวะ
จากสันสกฤต देव (เทว) + देव (เทว)
5
vayvü
វាយវ្យ
วายวฺย
vāyavya
ทิศพายัพ (ตะวันตกเฉียงเหนือ)
จากสันสกฤต वायव्य (วายวฺย) "ทิศของพระวายุ"
6
vTð®neTv
វទ្ធ៌នទេវ
วรฺทฺธนเทว
varddhanadeva
พระนามรูปเคารพ "ศรีวรรธนเทพ" ของนักสัญชักศรีวรรธนะ
จากสันสกฤต वर्धन (วรฺธน) + देव (เทว)
6
süg;
ស្យង៑
สฺยงฺ
syaṅ
คำเชื่อมแปลว่า "เป็น" ที่ชี้กลับไปยังประธานข้างหน้า และมักแฝงความหมาย "ทั้งหมด" ไว้ในตัว
เช่น süg;m“nþå (สฺยงฺ มนฺตฺรี) "(ทั้งหมด) เป็นมนตรี" และ süg;ttVl; (สฺยงฺ ต ตฺวลฺ) "(ทั้งสอง) เป็นผู้ที่ล้มลง"
6, 10, 23, 26
m“nþå
មន្ត្រី
มนฺตฺรี
mantrī
มนตรี, ที่ปรึกษา
จากสันสกฤต मन्त्री (มนฺตฺรี)
6
na
នា
นา
nā
เมื่อ, ครั้น (คำเชื่อมบอกเวลา ขึ้นต้นตอนใหม่ของเรื่อง)
บรรทัด 24 ใช้ในความหมาย "ที่ซึ่ง"
7, 15, 24, 27
Prt
ភរត
ภรต
bharata
ส่วนแรกของชื่อผู้ก่อกบฏ "ภรตราหุ"
จากสันสกฤต भरत (ภรต)
7, 11
óhu
រាហុ
ราหุ
rāhu
ราหู อสูรในตำนานที่กลืนกินดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ ในที่นี้เป็นส่วนหนึ่งของชื่อผู้ก่อกบฏ
จากสันสกฤต राहु (ราหุ)
ดัชนีของเซแด็สระบุว่าเป็น être monstrueux (สัตว์ประหลาด) ส่วนเจนเนอร์แปลว่า villain (ผู้ร้าย) หรือ barbarian (คนเถื่อน)
7, 11
sM
សំ
สํ
saṁ
หน่วยคำเติมหน้า "พร้อม, โดยสมบูรณ์"
จากสันสกฤต सम् (สมฺ)
ในที่นี้รวมกับ vuTði (วุทฺธิ) เป็น sMvuTði (สํวุทฺธิ) จากสันสกฤต सम्बुद्धि (สมฺพุทฺธิ) แปลว่า "โดยรู้ตัวเต็มที่, โดยเจตนา"
7
vuTði
វុទ្ធិ
วุทฺธิ
vuddhi
ความคิด, ปัญญา, เจตนา
จากสันสกฤต बुद्धि (พุทฺธิ)
ดู sM (สํ)
7
²eTah
ទ្រោហ
โทฺรห
droha
ทรยศ, ประทุษร้าย
จากสันสกฤต द्रोह (โทฺรห)
7
'T
បាទ
ปาท
pāda
พระบาท คำยกย่องกษัตริย์
จากสันสกฤต पाद (ปาท) "เท้า"
Rv×'T (วฺรห์ ปาท) ใช้นำหน้าพระนามกษัตริย์
7
yeZavmµ®eTv
យឝោវម្ម៌ទេវ
ยโศวรฺมฺมเทว
yaśovarmmadeva
พระนามกษัตริย์ "ยโศวรมันเทวะ" (พระเจ้ายโศวรมันที่ 2)
จากสันสกฤต यशस् (ยศสฺ) + वर्मन् (วรฺมนฺ) + देव (เทว)
7-8
bi
បិ
ปิ
pi
เพื่อ, เพื่อจะ (คำเชื่อมบอกจุดประสงค์) 8
eføg;
ថ្លេង៑
เถฺลงฺ
thleṅ
ขึ้น, ลุกขึ้น, ปีนขึ้น
บรรทัด 8 คือลุกขึ้นก่อการ บรรทัด 9 คือเจ้าชายลุกขึ้นสู้ บรรทัด 20 และ 25 คือฝ่ายจามบุกขึ้นเขา
8, 9, 20, 25
cb;
ចប៑
จปฺ
cap
จับ, ยึด
ตรงกับคำว่า ចាប់ ในภาษาเขมรปัจจุบัน
8, 15
mnÞir
មន្ទិរ
มนฺทิร
mandira
วัง, ที่ประทับ
จากสันสกฤต मन्दिर (มนฺทิร)
ตรงกับคำว่า មន្ទីរ ในภาษาเขมรปัจจุบัน
Rv×mnÞir (วฺรห์ มนฺทิร) คือพระราชวัง
8
\s
ឥស
อิส
Isa
\sS
ឥស្ស
อิสฺส
Issa
ทั้งหมด, ทั้งสิ้น
ตรงกับคำว่า អស់ ในภาษาเขมรปัจจุบัน (รูปเขียนโบราณคือ ឥស)
ใช้ได้ทั้งนำหน้านาม เช่น \svlnKre´g; (อิส วล นคร โผงฺ) "ไพร่พลแห่งพระนครทั้งหมดทั้งสิ้น" และตามหลังกริยา เช่น rt;\sS (รตฺ อิสฺส) "หนีไปหมด"
ทั้งสองรูปเป็นคำเดียวกัน ต่างกันแค่การเขียน ส ซ้ำเป็นตัวเชิง ซึ่งพบได้ทั่วไปในจารึกเขมรโบราณที่บางครั้งเขียนพยัญชนะสะกดซ้ำ 2 ตัว
8, 14
9, 21, 28
vl
វល
วล
vala
กองทัพ, พล
จากสันสกฤต बल (พล)
ตรงกับคำว่า ពល ในภาษาเขมรปัจจุบัน
8, 18, 19
nKr
នគរ
นคร
nagara
เมือง ในที่นี้คือพระนคร
จากสันสกฤต नगर (นคร)
ตรงกับคำว่า នគរ ในภาษาเขมรปัจจุบัน
8
e´g;
ផោង៑
โผงฺ
phoṅ
ทั้งหมด, ทุก (ตามหลังนาม) 8, 14, 19
bg;
បង៑
ปงฺ
paṅ
bg
បង
ปง
paṅa
โยน, ทิ้ง, ทุ่ม
ตรงกับคำว่า បង់ ในภาษาเขมรปัจจุบัน
บรรทัด 8 คือโยน bity (ปิตย) ส่วนบรรทัด 25 bgxøØn; (ปง ขฺลฺวนฺ) คือ "ทุ่มตัว"
บรรทัด 8 ป ของคำถัดไปเขียนซ้อนเป็นตัวเชิงใต้ ง ส่วนบรรทัด 25 ง ไม่มีวิราม DHARMA จึงถอดเติม a เป็น paṅa
8
25
bity
បិតយ
ปิตย
pitaya
ไม่ทราบความหมาย ทั้งเซแด็สและเจนเนอร์ไม่ได้แปล คงคำเดิมไว้ว่า pitay
พบอีกแห่งในจารึก K.324 ในวลี lµaMRv×bieté (ลฺมำ วฺรห์ ปิไต) "ผู้ดูแลพระ pitai" จึงน่าจะเป็นสิ่งของบางอย่าง
8
mtþvar
មត្តវារ
มตฺตวาร
mattavāra
มณฑป, ศาลา, ระเบียง
จากสันสกฤต मत्तवारण (มตฺตวารณ)
เดิมเซแด็ส (ค.ศ. 1929) แยกคำบรรทัดนี้เป็น matt vā rarat (มตฺตฺ วา รรตฺ) แปลว่า "ปาก" (ของ) "เขา" และ "หนีไปมา" รวมความว่าไพร่พลขว้างปิตัยใส่กลางปากของเขาแล้วหนีไป แต่ต่อมาแก้เป็นความหมายนี้ หลังพบคำเดียวกันในจารึก K.930 ที่นครธม ที่ใช้เรียกสิ่งก่อสร้าง
9
rt;
រត៑
รตฺ
rat
วิ่ง, หนี
ตรงกับคำว่า រត់ ในภาษาเขมรปัจจุบัน
9
sþc;
ស្តច៑
สฺตจฺ
stac
ทรง (กริยาช่วยแสดงว่าผู้กระทำเป็นกษัตริย์หรือเจ้านาย) ในจารึกนี้หมายถึงเจ้าชาย
ตรงกับคำว่า ស្ដេច "กษัตริย์" ในภาษาเขมรปัจจุบัน
เทียบภาษาไทย "เสด็จ"
เช่น sþc;eføg;q,g; (สฺตจฺ เถฺลงฺ ฉฺปงฺ) "(เจ้าชาย) ทรงลุกขึ้นสู้"
9, 11, 14, 15, 15 ฯลฯ
q,g;
ឆ្បង៑
ฉฺปงฺ
chpaṅ
q,g¶
ឆ្បង្ង
ฉฺปงฺง
chpaṅṅa
สู้รบ, ป้องกัน
ตรงกับคำว่า ច្បាំង ในภาษาเขมรปัจจุบัน
รูปเขียนในบรรทัด 22 มี ง ซ้ำอีกตัวเป็นตัวเชิงใต้ ง พบเฉพาะจุดนี้ ส่วนเซแด็สอ่านเป็นรูปปกติ
9, 10, 19, 21, 25 ฯลฯ
22
Gñk;
អ្នក៑
อฺนกฺ
qnak
คน, ผู้ (คำนำหน้าเรียกบุคคล)
ตรงกับคำว่า អ្នក ในภาษาเขมรปัจจุบัน
9, 9-10, 12, 13, 13 ฯลฯ
GñkSJ¢k;
អ្នក្សញ្ជក៑
อฺนกฺสญฺชกฺ
qnaksañjak
นักสัญชัก ข้าราชบริพารผู้ภักดีที่กษัตริย์ไว้วางใจที่สุด
ประกอบจาก Gñk; (อฺนกฺ) "คน" + sJ¢k; (สญฺชกฺ) "ภักดี" บนศิลาจารึกเขียน ส เป็นตัวเชิงซ้อนใต้ ก จึงเขียนติดกัน
9, 12, 13, 13, 23 ฯลฯ
sJ¢k;
សញ្ជក៑
สญฺชกฺ
sañjak
มั่นคง, ภักดีไม่หวั่นไหว (ตามที่เจนเนอร์สันนิษฐาน)
ใช้ในตำแหน่ง GñkSJ¢k; (อฺนกฺสญฺชกฺ) บรรทัด 10 เป็นส่วนท้ายของคำที่ต่อมาจากบรรทัด 9
10
GC®un
អជ៌ុន
อรฺชุน
Arjuna
ชื่อบุคคล "อรชุน" นักสัญชักผู้สู้ปกป้องเจ้าชาย
จากสันสกฤต अर्जुन (อรฺชุน)
หลังสิ้นชีวิตได้รับการสร้างรูปเป็น GC®uneTv (อรฺชุนเทว)
9
FreTvbur
ធរទេវបុរ
ธรเทวปุร
dharadevapura
ชื่อบุคคล "ศรีธรเทวปุระ" นักสัญชักผู้สู้ปกป้องเจ้าชายคู่กับอรชุน
จากสันสกฤต धर (ธร) + देव (เทว) + पुर (ปุร)
หลังสิ้นชีวิตได้รับการสร้างรูปเป็น FreTvbureTv (ธรเทวปุรเทว)
10, 13
kr;
ករ៑
กรฺ
kar
ปกป้อง, คุ้มกัน
ตรงกับคำว่า ការ (ป้องกัน) ในภาษาเขมรปัจจุบัน
10, 19, 28
sMtc;
សំតច៑
สํตจฺ
saṁtac
สมเด็จ (คำเรียกเจ้านายผู้สูงศักดิ์) ในที่นี้หมายถึงเจ้าชาย
ตรงกับคำว่า សម្ដេច ในภาษาเขมรปัจจุบัน
เทียบภาษาไทย "สมเด็จ"
สร้างจาก sþc; (สฺตจฺ) เติมหน่วยคำเติมกลาง
10, 22
tVl;
ត្វល៑
ตฺวลฺ
tval
ล้ม, ล้มลง (ในการรบ)
ตรงกับคำว่า ដួល ในภาษาเขมรปัจจุบัน
10, 26
etay;
តោយ៑
โตยฺ
toy
ตาม, ติดตาม, โดย
ตรงกับคำว่า ដោយ ในภาษาเขมรปัจจุบัน
เทียบภาษาไทย "โดย"
บรรทัด 18 muxvletay; (มุข วล โตยฺ) คือกองหน้าติดตามไป ส่วน etay;evñk; (โตยฺ เวฺนกฺ) คือ "ต่อหน้า"
10, 18, 25
evñk
វ្នេក
เวฺนก
vneka
evñk;
វ្នេក៑
เวฺนกฺ
vnek
ตา, ด้านหน้า
ตรงกับคำว่า ភ្នែក (ตา) ในภาษาเขมรปัจจุบัน
etay;evñk; (โตยฺ เวฺนกฺ) คือ "ต่อหน้า"
บรรทัด 10-11 ก ตัวท้ายไม่มีวิราม DHARMA จึงถอดเติม a ส่วนบรรทัด 25 มีวิราม
10-11
25
p¢l;
ផ្ជល៑
ผฺชลฺ
phjal
เข้าต่อสู้, ฟาด, ชก 11
mu×
មុះ
มุห์
muḥ
จมูก, ส่วนหน้า
ตรงกับส่วนท้ายของคำว่า ច្រមុះ ในภาษาเขมรปัจจุบัน
เซแด็สแปลว่า le nez (จมูก) ส่วนเจนเนอร์แปลว่า face (หน้า)
11
pþØl;
ផ្ត្វល៑
ผฺตฺวลฺ
phtval
ทำให้ล้ม, โค่น, สังหาร
ตรงกับคำว่า ផ្ដួល ในภาษาเขมรปัจจุบัน
สร้างจาก tVl; (ตฺวลฺ) "ล้ม" เติมหน่วยคำเติมหน้า ผ-
11, 26
cMnür
ចំន្យរ
จํนฺยร
caṁnyara
ภายหลัง, ต่อมา
ตรงกับคำว่า ចំណេរ ในภาษาเขมรปัจจุบัน
สร้างจากรากศัพท์ cür; (จฺยรฺ) เติมหน่วยคำเติมกลาง
11
pþÜg;
ផ្ត្យង៑
ผฺตฺยงฺ
phtyaṅ
แจ้ง, ประกาศให้รู้
ตรงกับคำว่า ផ្ដៀង ในภาษาเขมรปัจจุบัน
บนศิลาจารึกเขียน น ของคำถัดไปซ้อนใต้ ง
11
ni
និ
นิ
ni
บุพบท "ถึง, ว่าด้วย" 11
²eb
ប្រេ
เปฺร
pre
สั่ง, ใช้ให้, ทำให้ (กริยาก่อเหตุ)
ตรงกับคำว่า ប្រើ ในภาษาเขมรปัจจุบัน
11, 16
]y;
ឱយ៑
โอยฺ
Oy
ให้
ตรงกับคำว่า ឲ្យ ในภาษาเขมรปัจจุบัน
เทียบภาษาไทย "อวย"
]y;nam (โอยฺ นาม) คือ "พระราชทานนาม" ส่วน ]y;qñØt (โอยฺ ฉฺนฺวต) ในบรรทัด 20 คือ "ให้เป็นดั่งผ้าโพก"
11, 13, 20, 29
nam
នាម
นาม
nāma
ชื่อ, พระนาม, บรรดาศักดิ์
จากสันสกฤต नामन् (นามนฺ)
ตรงกับคำว่า នាម ในภาษาเขมรปัจจุบัน
11, 13, 29
n¬bsigHvmµ®
ន្ឫបសិង្ហវម្ម៌
นฺฤปสิงฺหวรฺมฺม
nr̥pasiṅhavarmma
พระนาม "วระกมรเตงอัญศรีนฤปสิงหวรมัน" ที่พระราชทานแก่นักสัญชักเทวปุระ
จากสันสกฤต नृप (นฤป) "กษัตริย์" + सिंह (สิงฺห) + वर्मन् (วรฺมนฺ)
12
eTvbur
ទេវបុរ
เทวปุร
devapura
ชื่อบุคคล "เทวปุระ" บุตรของนักสัญชักศรีธรเทวปุระ
จากสันสกฤต देव (เทว) + पुर (ปุร)
12
Ca
ជា
ชา
jā
เป็น (กริยาเชื่อม)
ตรงกับคำว่า ជា ในภาษาเขมรปัจจุบัน
12, 23
buRt
បុត្រ
ปุตฺร
putra
บุตร
จากสันสกฤต पुत्र (ปุตฺร)
ตรงกับคำว่า បុត្រ ในภาษาเขมรปัจจุบัน
12-13
GMetg
អំតេង
อํเตง
Aṁteṅa
บรรดาศักดิ์ยกย่องบุคคลสำคัญ ยังไม่ทราบลักษณะแน่ชัด
บนศิลาจารึก ง ตัวท้ายไม่มีวิราม DHARMA จึงถอดเติม a
13, 29
vür
វ្យរ
วฺยร
vyara
vür;
វ្យរ៑
วฺยรฺ
vyar
สอง
ตรงกับคำว่า ពីរ ในภาษาเขมรปัจจุบัน
tvür (ต วฺยร) คือ "ทั้งสอง" ส่วน vür;Tnþb; (วฺยรฺ ทนฺตปฺ) คือ "สิบสอง"
บรรทัด 13 และ 29 ร ตัวท้ายไม่มีวิราม DHARMA จึงถอดเติม a ส่วนบรรทัด 18 มีวิราม
13, 29
18
sæabna
ស្ថាបនា
สฺถาปนา
sthāpanā
สถาปนา, ตั้ง, สร้าง (รูปเคารพ)
จากสันสกฤต स्थापना (สฺถาปนา)
ตรงกับคำว่า ស្ថាបនា ในภาษาเขมรปัจจุบัน
14, 29
kulbk¼
កុលបក្ឞ
กุลปกฺษ
kulapakṣa
หมู่ญาติ ครอบครัวรวมทั้งผู้อยู่ในอุปการะ
จากสันสกฤต कुल (กุล) "ตระกูล" + पक्ष (ปกฺษ) "ฝ่าย"
14
Rbekab;
ប្រកោប៑
ปฺรโกปฺ
prakop
มอบให้, พระราชทาน
มีรากเดียวกับคำว่า ប្រកប "ประกอบด้วย" ในภาษาเขมรปัจจุบัน
บนศิลาจารึกเขียน ส ของคำถัดไปซ้อนใต้ ป
14
sMbt;
សំបត៑
สํปตฺ
saṁpat
ทรัพย์สมบัติ
จากสันสกฤต सम्पद् (สมฺปทฺ)
ใกล้เคียงคำว่า សម្បត្តិ ในภาษาเขมรปัจจุบัน
14
nu
នុ
นุ
nu
และ, กับ, ด้วย
ใกล้เคียงคำว่า នឹង ในภาษาเขมรปัจจุบัน
บรรทัด 26 e'×nulMevg (โปห์ นุ ลํเวง) คือ "แทงด้วยหอก"
14, 25, 26
Rkm
ក្រម
กฺรม
krama
ยศ, ลำดับชั้น
จากสันสกฤต क्रम (กฺรม)
sMbt;nuRkm (สํปตฺ นุ กฺรม) คือ "ทรัพย์สมบัติและยศ"
14
eTÅ
ទៅ
เทา
dau
ไป
ตรงกับคำว่า ទៅ ในภาษาเขมรปัจจุบัน
15
TVåb
ទ្វីប
ทฺวีป
dvīpa
แผ่นดิน, ดินแดน
จากสันสกฤต द्वीप (ทฺวีป) "เกาะ, ทวีป"
15
cam,
ចាម្ប
จามฺป
cāmpa
จาม (ทั้งดินแดนจามปาและชาวจาม)
จากสันสกฤต चम्पा (จมฺปา)
15, 16, 17, 17, 20 ฯลฯ
bUvV®kal
បូវ្វ៌កាល
ปูรฺวฺวกาล
pūrvvakāla
กาลก่อน, ครั้งก่อน
จากสันสกฤต पूर्व (ปูรฺว) + काल (กาล)
15
Rsc;
ស្រច៑
สฺรจฺ
srac
เสร็จ, แล้ว ในที่นี้ใช้ในความหมาย "ครั้น...เสร็จแล้ว"
ตรงกับคำว่า ស្រេច ในภาษาเขมรปัจจุบัน
เทียบภาษาไทย "เสร็จ"
15
TuKÁ®
ទុគ្គ៌
ทุรฺคฺค
durgga
ป้อมปราการ
จากสันสกฤต दुर्ग (ทุรฺค)
15
ku¾g;
កុរុង៑
กุรุงฺ
kuruṅ
ผู้ปกครอง, เจ้า
ตรงกับคำว่า ក្រុង "เมือง" ในภาษาเขมรปัจจุบัน
เทียบภาษาไทย "กรุง"
ku¾g;cam, (กุรุงฺ จามฺป) คือ "เจ้าจาม"
15
eCµa×
ជ្មោះ
โชฺมห์
jmoḥ
ชื่อ
ตรงกับคำว่า ឈ្មោះ ในภาษาเขมรปัจจุบัน
16
Cy\“nÞvmµ®
ជយឥន្ទ្រវម្ម៌
ชยอินฺทฺรวรฺมฺม
jayaIndravarmma
พระนามกษัตริย์จาม "ศรีชัยอินทรวรมัน"
จากสันสกฤต जय (ชย) + इन्द्र (อินฺทฺร) + वर्मन् (วรฺมนฺ)
16
efV
ថ្វេ
เถฺว
thve
ทำ, สร้าง
ตรงกับคำว่า ធ្វើ ในภาษาเขมรปัจจุบัน
16
el
លេ
เล
le
บน, เหนือ
ตรงกับคำว่า លើ ในภาษาเขมรปัจจุบัน
16, 20
vñM
វ្នំ
วฺนํ
vnaṁ
ภูเขา
ตรงกับคำว่า ភ្នំ ในภาษาเขมรปัจจุบัน
เทียบภาษาไทย "พนม"
16, 20, 20, 22
ectátag;
ចេត្កតាង៑
เจตฺกตางฺ
cetkatāṅ
เจตกตาง (ชื่อภูเขาที่กษัตริย์จามสร้างป้อมไว้)
คำนี้มีการอ่านอยู่ 2 แบบ DHARMA อ่านเป็น ectátag; (เจตฺกตางฺ) ถอดว่า cet katāṅ ส่วนเซแด็ส (รวมทั้ง Siddham และเจนเนอร์) อ่านเป็น eckátag; (เจกฺ กตางฺ) ถอดว่า cek katāṅ
ไม่แน่ชัดว่าอย่างไหนถูก เพราะอักษร k (ก) กับ t (ต) ใกล้เคียงกันมาก
เซแด็สอธิบายว่า cek ตรงกับคำภาษาจามที่แปลว่า "ภูเขา" และ katāṅ อาจเป็นคำจามที่แปลว่า "ไผ่" ชื่อนี้จึงน่าจะเป็นชื่อภาษาจาม แปลว่า "เขาไผ่"
16
vig;
វិង៑
วิงฺ
viṅ
กลับ, ถอยกลับ
ตรงกับคำว่า វិញ ในภาษาเขมรปัจจุบัน
16, 19
esnabti
សេនាបតិ
เสนาปติ
senāpati
แม่ทัพ
จากสันสกฤต सेनापति (เสนาปติ)
16-17
TMenRb
ទំនេប្រ
ทํเนปฺร
daṁnepra
เป็นต้น, เป็นหัวหน้า
ตรงกับคำว่า ទំនើប ในภาษาเขมรปัจจุบัน (ความหมายปัจจุบันคือ "ทันสมัย")
ประกอบจาก TMenb; (ทํเนปฺ) "ใหม่, แรก" + อนุภาค r (ร)
esnabticam,TMenRbRkØy; (เสนาปติ จามฺป ทํเนปฺร กฺรฺวยฺ) คือ "บรรดาแม่ทัพจาม มีกรวาย...เป็นหัวหน้า"
17
RkØyÖayag;mÏtal
ក្រ្វយ្ភាយាង៑មហាតាល
กฺรฺวยฺภายางฺมหาตาล
krvay bhā yāṅ mahātāla
ชื่อและตำแหน่งแม่ทัพจาม "กรวายภายางมหาตาล"
เจนเนอร์ตีความว่า RkØyÖayag; (กฺรฺวยฺ ภา ยางฺ) เป็นตำแหน่ง และ mÏtal (มหาตาล) เป็นชื่อ
17
naM
នាំ
นำ
nāṁ
นำ, พา, ยกทัพมา
ตรงกับคำว่า នាំ ในภาษาเขมรปัจจุบัน
เทียบภาษาไทย "นำ"
17, 27
evla
វេលា
เวลา
velā
เวลา
จากสันสกฤต वेला (เวลา)
ตรงกับคำว่า វេលា ในภาษาเขมรปัจจุบัน
17
Gpuy;
អផុយ៑
อผุยฺ
Aphuy
หน่วยหรือช่วงเวลาที่ยังไม่ทราบแน่ชัด ไม่พบในพจนานุกรมของเจนเนอร์
evlaGpuy;vür;Tnþb; (เวลา อผุยฺ วฺยรฺ ทนฺตปฺ) คือ "ในเวลาสิบสองอผุย" เซแด็สแปลว่า douze aphuy (สิบสองอผุย) โดยคงคำเดิมไว้
17-18
Tnþb;
ទន្តប៑
ทนฺตปฺ
dantap
สิบ- ใช้สร้างตัวเลข 11-19
ตรงกับคำว่า ដណ្ដប់ ในภาษาเขมรปัจจุบัน
มาจาก Tg;tb; (ทงฺ ตปฺ) "และสิบ" vür;Tnþb; (วฺยรฺ ทนฺตปฺ) จึงเป็น 12
18
mux
មុខ
มุข
mukha
หน้า muxvl (มุข วล) คือกองหน้าของกองทัพ
จากสันสกฤต मुख (มุข)
ตรงกับคำว่า មុខ ในภาษาเขมรปัจจุบัน
18
sát;
ស្កត៑
สฺกตฺ
skat
ตัดหน้า, สกัด, ดักทาง
ตรงกับคำว่า ស្កាត់ ในภาษาเขมรปัจจุบัน
เทียบภาษาไทย "สกัด"
18
lb;
លប៑
ลปฺ
lap
ลอบ, แอบ, ย่อง
ตรงกับคำว่า លប ในภาษาเขมรปัจจุบัน
18
²ekay;
ក្រោយ៑
โกฺรยฺ
kroy
²ekay
ក្រោយ
โกฺรย
kroya
หลัง, ข้างหลัง, ภายหลัง
ตรงกับคำว่า ក្រោយ ในภาษาเขมรปัจจุบัน
บรรทัด 18 หมายถึงด้านหลัง ส่วน ti²ekay (ติ โกฺรย) ในบรรทัด 24 คือ "ในภายหลัง"
บรรทัด 18 มีวิราม ส่วนบรรทัด 24 ไม่มี DHARMA จึงถอดเติม a
18
24
cj;
ចញ៑
จญฺ
cañ
แพ้ (ตามการอ่านของ DHARMA)
ตรงกับคำว่า ចាញ់ ในภาษาเขมรปัจจุบัน
เนื่องจากอักษร c (จ) คล้ายกับ v (ว) มาก เซแด็สและเจนเนอร์อ่านว่า vj; (วญฺ) ถอดเป็น vañ "หลอก, จู่โจมให้ไม่ทันตั้งตัว" จากสันสกฤต वञ्च् (วญฺจฺ) ซึ่งตรงกับคำแปลของเซแด็สว่า surprit par ruse (จู่โจมโดยอุบาย)
18
smuTay
សមុទាយ
สมุทาย
samudāya
กองหลัง
จากสันสกฤต समुदाय (สมุทาย) ซึ่งความหมายหนึ่งคือกองหลังหรือกองหนุนของกองทัพ
18-19, 20-21
Gütþ
អ្យត្ត
อฺยตฺต
qyatta
Güt;
អ្យត៑
อฺยตฺ
qyat
ไม่มี, ไม่สามารถ (คำปฏิเสธ)
ตรงกับคำว่า ឥត และ អត់ ในภาษาเขมรปัจจุบัน
GütþRbsm;ely; (อฺยตฺต ปฺรสมฺ เลยฺ) คือ "ไม่อาจรวมพลได้เลย"
บรรทัด 19 เขียน ต ซ้ำเป็นตัวเชิงและไม่มีวิราม ส่วนบรรทัด 22 เขียน ต ตัวเดียว เป็นคำเดียวกันที่สะกดต่างกัน
19
22
Rbsm;
ប្រសម៑
ปฺรสมฺ
prasam
รวมกลุ่มกันใหม่, รวมพล
เซแด็สปี 1929 เคยอ่านเป็น Rblm; ถอดเป็น pralam
19
ely;
លេយ៑
เลยฺ
ley
เลย (คำเสริมน้ำหนัก มักใช้คู่กับคำปฏิเสธ)
ตรงกับคำว่า ឡើយ ในภาษาเขมรปัจจุบัน
เทียบภาษาไทย "เลย"
19, 22
bJ©Ür;
បញ្ច្យរ៑
ปญฺจฺยรฺ
pañcyar
ทำให้เคลื่อนไป, นำ, ต้อน
ตรงกับคำว่า បញ្ចេរ "จูง, ต้อน" ในภาษาเขมรปัจจุบัน
สร้างจากรากศัพท์ cür; (จฺยรฺ) เติมหน่วยคำเติมหน้า
sþc;bJ©Ür;vle´g; (สฺตจฺ ปญฺจฺยรฺ วล โผงฺ) เจนเนอร์แปลได้ 2 แบบ คือ to order [his] troops forward (ให้ทัพเคลื่อนไปข้างหน้า) หรือ to drive off the [Cham] troops (ขับไล่ทัพจาม) ส่วนเซแด็สแปลว่า fit revenir toutes ses forces en arrière (ให้ทัพทั้งหมดย้อนกลับ)
คำนี้ที่จริงปรากฏบนศิลาจารึกเป็น bJür ไม่เห็นตัวเชิง จ (ดูหัวข้อ 7)
19
lV×
ល្វះ
ลฺวห์
lvaḥ
ถึง, ไปถึง
ตรงกับคำว่า លុះ "ครั้น, จน" ในภาษาเขมรปัจจุบัน
เทียบภาษาไทย "ลุ"
20, 28
Rtya
ត្រយា
ตฺรยา
trayā
ชื่อภูเขา "ตรยา" ที่เกิดการรบ 20
cr;
ចរ៑
จรฺ
car
เคลื่อนไป, ดำเนินไป
จากสันสกฤต चर (จร)
ตรงกับคำว่า ចរ ในภาษาเขมรปัจจุบัน (พบในคำประสมเป็นหลัก เช่น អាកាសចរ "การบิน")
20
ena×
នោះ
โนห์
noḥ
นั้น (คำชี้เฉพาะ)
ตรงกับคำว่า នោះ ในภาษาเขมรปัจจุบัน
20, 22
ecaMCuM
ចោំជុំ
โจํชุํ
coṁjuṁ
ล้อม, โอบรอบ
ตรงกับคำว่า ចោម และ ជុំ ในภาษาเขมรปัจจุบัน
ประกอบจาก ecaM (โจํ) "ล้อม" + CuM (ชุํ) "รอบ"
20
qñØt
ឆ្ន្វត
ฉฺนฺวต
chnvata
ผ้าโพกศีรษะ
ตรงกับคำว่า ឈ្នួត ในภาษาเขมรปัจจุบัน
]y;qñØt (โอยฺ ฉฺนฺวต) คือล้อมภูเขาไว้รอบเหมือนผ้าโพกพันศีรษะ
20
RtÚ
ត្រូ
ตฺรู
trū
ถูก, โดน (แสดงการถูกกระทำ)
ตรงกับคำว่า ត្រូវ ในภาษาเขมรปัจจุบัน
RtÚpSÜt; (ตฺรู ผฺสฺยตฺ) คือ "ถูกฆ่า" ส่วน RtÚtepÞé (ตฺรู ต ไผฺท) คือ "ถูกที่ท้อง"
21, 26
pSÜt;
ផ្ស្យត៑
ผฺสฺยตฺ
phsyat
ฆ่า, ทำให้ตาย
สร้างจากรากศัพท์แปลว่า "ตาย" เติมหน่วยคำเติมหน้า ผ-
21
Kg;
គង៑
คงฺ
gaṅ
เหลืออยู่, รอด (บรรทัด 21) / มั่นคง, ปลอดภัย (บรรทัด 28)
ตรงกับคำว่า គង់ ในภาษาเขมรปัจจุบัน
21, 28
Py;
ភយ៑
ภยฺ
bhay
ePé
ភៃ
ไภ
bhai
ยี่สิบ
ตรงกับคำว่า ម្ភៃ ในภาษาเขมรปัจจุบัน
บรรทัด 21 Py;mVytb (ภยฺ มฺวย ตป) = ยี่สิบ + หนึ่งสิบ = 30 ส่วนบรรทัด 28 ePébiy (ไภ ปิย) = ยี่สิบสามชุด = 60
ทั้งสองรูปเป็นคำเดียวกัน ใช้ ย ท้าย หรือสระ ไอ เขียนเสียงเดียวกัน
21
28
mVy
ម្វយ
มฺวย
mvaya
หนึ่ง
ตรงกับคำว่า មួយ ในภาษาเขมรปัจจุบัน
21, 22
tb
តប
ตป
tapa
tb;
តប៑
ตปฺ
tap
สิบ
ตรงกับคำว่า ដប់ ในภาษาเขมรปัจจุบัน
บรรทัด 21 mVytb (มฺวย ตป) = หนึ่งสิบ ส่วนบรรทัด 28 tb;RbMbiy (ตปฺ ปฺรํปิย) = สิบแปด
บรรทัด 21 ป ตัวท้ายไม่มีวิราม DHARMA จึงถอดเติม a
21
28
Ku×
គុះ
คุห์
guḥ
เท่านั้น (คำวิเศษณ์ท้ายวลี) 21
cu×
ចុះ
จุห์
cuḥ
ลง
ตรงกับคำว่า ចុះ ในภาษาเขมรปัจจุบัน
21
tl;
តល៑
ตลฺ
tal
ถึง, จนถึง
ตรงกับคำว่า ដល់ ในภาษาเขมรปัจจุบัน
บนศิลาจารึกเขียน ต ของคำถัดไปซ้อนใต้ ล
21
eCg;
ជេង៑
เชงฺ
jeṅ
เท้า, ตีน ในที่นี้คือตีนเขา
ตรงกับคำว่า ជើង ในภาษาเขมรปัจจุบัน
21-22
²esaM
ស្រោំ
โสฺรํ
sroṁ
ล้อม, ห่อหุ้ม
ตรงกับคำว่า ស្រោម "ปลอก, ห่อ" ในภาษาเขมรปัจจุบัน
22
Gac;
អាច៑
อาจฺ
Āc
อาจ, สามารถ
ตรงกับคำว่า អាច ในภาษาเขมรปัจจุบัน
เทียบภาษาไทย "อาจ"
22
eTv
ទេវ
เทว
deva
ชื่อบุคคล "ศรีเทวะ" นักสัญชักผู้สู้ปกป้องเจ้าชายคู่กับศรีวรรธนะ
จากสันสกฤต देव (เทว)
หลังสิ้นชีวิตได้รับการสร้างรูปเป็น eTveTv (เทวเทว)
23
vTð®n
វទ្ធ៌ន
วรฺทฺธน
varddhana
ชื่อบุคคล "ศรีวรรธนะ"
จากสันสกฤต वर्धन (วรฺธน)
หลังสิ้นชีวิตได้รับการสร้างรูปเป็น vTð®neTv (วรฺทฺธนเทว)
23
kuel
កុលេ
กุเล
kule
ญาติ คนในตระกูลเดียวกัน
จากสันสกฤต कुल (กุล)
Cakuel (ชา กุเล) คือ "เป็นญาติ" เซแด็สแปลว่า parents (du prince ?) (ญาติ (ของเจ้าชาย?)) ส่วนเจนเนอร์แปลว่า kinsmen (ญาติกัน)
23
RbtiCÔa
ប្រតិជ្ញា
ปฺรติชฺญา
pratijñā
ประกาศ, ปฏิญาณ, คำปฏิญาณ
จากสันสกฤต प्रतिज्ञा (ปฺรติชฺญา)
23, 27
Gñ“kSúk;
អ្នក្ស្រុក៑
อฺนกฺสฺรุกฺ
qnaksruk
ชาวสรุก (สรุกคือชุมชน หมู่บ้าน หรือเขตปกครอง)
ส่วน Rsúk; (สฺรุกฺ) ตรงกับคำว่า ស្រុក ในภาษาเขมรปัจจุบัน
Gñk;Rsúk;viCybur (อฺนกฺ สฺรุกฺ วิชยปุร) คือ "คนแห่งสรุกวิชัยปุระ" บนศิลาจารึกเขียน ส เป็นตัวเชิงซ้อนใต้ ก จึงเขียนติดกัน
23
viCybur
វិជយបុរ
วิชยปุร
vijayapura
ชื่อสรุกที่นักสัญชักทั้งสองสังกัด ไม่ทราบแน่ชัดว่าที่ใด
จากสันสกฤต विजय (วิชย) + पुर (ปุร)
ชื่อคล้ายกับ "วิชัย" เมืองหลวงของจามปา แต่ไม่มีหลักฐานยืนยันว่าเป็นที่เดียวกัน
เซแด็สเสนอว่าอาจเป็นชื่อสถานที่ซึ่งอยู่ในย่านบันทายฉมาร์ เพราะจารึกที่พบที่นั่นมีผู้ที่ชื่อนฤปสิงหวรมันเหมือนในบรรทัด 12 และคิดว่านักสัญชักเหล่านี้คงเป็นคนในถิ่นนั้น จึงมาสร้างรูปไว้ที่ปราสาทนี้
24
es,at
ស្បោត
โสฺปต
spota
สาบาน, ปฏิญาณตน
จากสันสกฤต शपथ (ศปถ)
ตรงกับคำว่า ស្បថ ในภาษาเขมรปัจจุบัน
24
GVÜ×
អ្វ្យះ
อฺวฺยห์
qvyaḥ
แล้ว, ไว้ก่อนแล้ว (คำวิเศษณ์) 24
etl;
តេល៑
เตลฺ
tel
ที่, ซึ่ง (คำเชื่อม)
ตรงกับคำว่า ដែល ในภาษาเขมรปัจจุบัน
24
man;
មាន៑
มานฺ
mān
มี
ตรงกับคำว่า មាន ในภาษาเขมรปัจจุบัน
24
svV®CÔ
សវ្វ៌ជ្ញ
สรฺวฺวชฺญ
sarvvajña
ผู้รู้แจ้งทุกสิ่ง หมายถึงพระพุทธเจ้า
จากสันสกฤต सर्वज्ञ (สรฺวชฺญ)
Rv×svV®CÔti²ekay (วฺรห์ สรฺวฺวชฺญ ติ โกฺรย) คือพระพุทธเจ้าในอนาคต
24
eÏg;
ហោង៑
โหงฺ
hoṅ
คำลงท้ายวรรคหรือประโยค แสดงความสิ้นสุด
ตรงกับคำว่า ហោង ในภาษาเขมรปัจจุบัน
24
Kl;
គល៑
คลฺ
gal
เข้าเฝ้า, รับใช้
ตรงกับคำว่า គាល់ ในภาษาเขมรปัจจุบัน
25
TVl;
ទ្វល៑
ทฺวลฺ
dval
ยกขึ้นไว้บนศีรษะ, รับ (คำสั่ง) ด้วยความนอบน้อม
ตรงกับคำว่า ទូល ในภาษาเขมรปัจจุบัน
เทียบภาษาไทย "ทูล"
Kl;TVl; (คลฺ ทฺวลฺ) คือเข้าเฝ้ารับพระบัญชา
25
mn;
មន៑
มนฺ
man
คำเชื่อม "ว่า, เมื่อ"
มี n (น) เป็นตัวเชิงวางอยู่ข้างใต้ และอาจมีสระอุอยู่ข้างล่าง แต่ไม่ชัดเจน
DHARMA อ่านเป็นมีสระอุ mnñú (มนฺนุ) ถอดเป็น man nu ส่วนเซแด็สอ่านไม่มีสระอุ mnñ ถอดเป็น manna และเจนเนอร์อ่านว่า mnñ; ถอดเป็น mann
เจนเนอร์แปลวลี Kl;TVl;mnñ;q,g; (คลฺ ทฺวลฺ มนฺนฺ ฉฺปงฺ) ว่า came into the presence of the sovereign to receive his orders that [they] should fight (เข้าเฝ้ารับพระบัญชาว่าให้สู้)
25
xøØn;
ខ្ល្វន៑
ขฺลฺวนฺ
khlvan
ตัว, ตนเอง
ตรงกับคำว่า ខ្លួន ในภาษาเขมรปัจจุบัน
25
bgÁM
បង្គំ
ปงฺคํ
paṅgaṁ
คำนับ, ถวายบังคม
ตรงกับคำว่า បង្គំ ในภาษาเขมรปัจจุบัน
เทียบภาษาไทย "บังคม"
25
tig;
តិង៑
ติงฺ
tiṅ
ไล่ตาม, ไล่ตี
ตรงกับคำว่า ដេញ ในภาษาเขมรปัจจุบัน
25
²ecn;
ច្រេន៑
เจฺรนฺ
cren
มาก
ตรงกับคำว่า ច្រើន ในภาษาเขมรปัจจุบัน
เทียบภาษาไทย "เจริญ"
26
sl;
សល៑
สลฺ
sal
เหลือ
ตรงกับคำว่า សល់ ในภาษาเขมรปัจจุบัน
บนศิลาจารึกเขียน รวมกับคำถัดไปเป็น selþéy (สลฺไตย)
26
etéy
តៃយ
ไตย
taiya
มือ, แขน
ตรงกับคำว่า ដៃ ในภาษาเขมรปัจจุบัน
selþéy (สลฺไตย) คือ "เหลือแต่มือ"
26
e'×
បោះ
โปห์
poḥ
แทง, พุ่ง
ตรงกับคำว่า បោះ ในภาษาเขมรปัจจุบัน
26
lMevg
លំវេង
ลํเวง
laṁveṅa
หอก, ทวน
ตรงกับคำว่า លំពែង ในภาษาเขมรปัจจุบัน
26
epÞé
ផ្ទៃ
ไผฺท
phdai
ท้อง
ตรงกับคำว่า ផ្ទៃ ในภาษาเขมรปัจจุบัน
เทียบภาษาไทย "ไผท" (แผ่นดิน) ซึ่งมาจากความหมายอีกอย่างของคำนี้
26
eó×
រោះ
โรห์
roḥ
ตาม, อย่าง
eó×RbtiCÔa (โรห์ ปฺรติชฺญา) คือ "ตามคำปฏิญาณ"
27
bnÞØl;
បន្ទ្វល៑
ปนฺทฺวลฺ
pandval
มีพระบัญชา, ส่งคำสั่งลงมา
ตรงกับคำว่า បន្ទូល "พระดำรัส" ในภาษาเขมรปัจจุบัน
เทียบภาษาไทย "บัณฑูร" หรือ "บันทูล"
27
GMbl
អំបល
อํปล
Aṁpala
ทั้งหมด, ทั้งสิ้น
เป็นรูปเขียนอีกแบบของ GM'l (อํปาล) ที่พบในจารึกอื่น
27
óCbuNü
រាជបុណ្យ
ราชปุณฺย
rājapuṇya
พระราชพิธี
จากสันสกฤต राज (ราช) + पुण्य (ปุณฺย)
เซแด็สแปลว่า cérémonies royales (พระราชพิธี)
27
exµr;
ខ្មេរ៑
เขฺมรฺ
khmer
เขมร
ตรงกับคำว่า ខ្មែរ ในภาษาเขมรปัจจุบัน
Gñk;exµr; (อฺนกฺ เขฺมรฺ) คือชาวเขมร ในที่นี้หมายถึงกองทัพของเจ้าชาย
27
tMbig;
តំបិង៑
ตํปิงฺ
taṁpiṅ
หน่วยทหารประเภทหนึ่ง
เจนเนอร์สันนิษฐานว่าเป็นหน่วยไล่ล่า chasseurs (พรานล่า) สัมพันธ์กับ tig; (ติงฺ) "ไล่ตาม" ส่วนเซแด็สแปลว่า quatre divisions (?) (สี่กองพล?)
27
bVn
ប្វន
ปฺวน
pvana
สี่
ตรงกับคำว่า បួន ในภาษาเขมรปัจจุบัน
27-28
Genø
អន្លេ
อเนฺล
Anle
ที่, แห่ง (ใช้เป็นลักษณนามของสถานที่)
ตรงกับคำว่า អន្លើ ในภาษาเขมรปัจจุบัน
GenøePébiytb;RbMbiy (อเนฺล ไภ ปิย ตปฺ ปฺรํปิย) คือ "เจ็ดสิบแปดแห่ง"
28
biy
បិយ
ปิย
piya
สาม
ตรงกับคำว่า បី ในภาษาเขมรปัจจุบัน
28
RbMbiy
ប្រំបិយ
ปฺรํปิย
praṁpiya
แปด (ห้า + สาม)
ตรงกับคำว่า ប្រាំបី ในภาษาเขมรปัจจุบัน
ประกอบจาก RbM (ปฺรํ) "ห้า" + biy (ปิย) "สาม" ทั้งวลี ePébiytb;RbMbiy (ไภ ปิย ตปฺ ปฺรํปิย) = 60 + 10 + 8 = 78 ตรงกับที่เซแด็สแปลว่า soixante-dix-huit (เจ็ดสิบแปด)
28
kmVúCeTZ
កម្វុជទេឝ
กมฺวุชเทศ
kamvujadeśa
แผ่นดินกัมพูชา
จากสันสกฤต कम्बुज (กมฺพุช) + देश (เทศ)
28
RbsaT
ប្រសាទ
ปฺรสาท
prasāda
ทรงพระกรุณา, โปรดพระราชทาน
จากสันสกฤต प्रसाद (ปฺรสาท)
29
5. คำแปลไทย
คำแปลไทยต่อไปนี้แปลต่อจากคำแปลภาษาฝรั่งเศสของเซแด็ส (ค.ศ. 1929) ที่ DHARMA นำมาแสดง โดยปรับตามข้อแก้ไขของเซแด็สเองใน Inscriptions du Cambodge เล่ม 5 (หน้า 315 เชิงอรรถ 3) เรื่องคำว่า mattavāra และเทียบกับคำแปลภาษาอังกฤษของวลีจากจารึกนี้ในพจนานุกรมของเจนเนอร์ (ค.ศ. 2009) จุดที่สองแหล่งตีความต่างกัน เช่นคำว่า bJ©Ür; (ปญฺจฺยรฺ) ในบรรทัด 19 จะอธิบายไว้ในตารางคำศัพท์ คำที่ยังไม่มีใครทราบความหมายได้แน่ชัด เช่น pitay (ปิตัย) และ Aphuy (อผุย) จะแค่ทับศัพท์แบบปรับรูปโดยไม่แปล
คำแปลในที่นี้แบ่งตามประโยค เลขบรรทัดอ้างอิงตามตารางในหัวข้อ 3 ข้อความในวงเล็บคือคำที่เติมให้ได้ความ ส่วนที่มีเครื่องหมายคำถามคือจุดที่ยังตีความไม่แน่ชัด
บรรทัด คำแปล
1-2 ในคฤหรัตนะอันศักดิ์สิทธิ์ (ห้องประดิษฐานกลางปราสาท) คือกมรเตงชคัตศรีศรีนทรเทวะ ซึ่งเป็นรูปของกมรเตงอัญศรีศรีนทรกุมารราชบุตร
3 ทิศอาคเนย์ คือกมรเตงชคัตอรชุนเทพ
4 ทิศอีศาน คือกมรเตงชคัตศรีธรเทวปุรเทพ
5 ทิศหรดี คือกมรเตงชคัตศรีเทวเทพ
6 ทิศพายัพ คือกมรเตงชคัตศรีวรรธนเทพ ทั้งหมดเป็นมนตรี
7-9 เมื่อภรตราหุจงใจคิดทรยศต่อพระบาทศรียโศวรมันเทวะ ลุกขึ้นหมายจะยึดพระราชวัง ไพร่พลแห่งพระนครทั้งหมดต่างโยนปิตัยลงกลางมณฑปแล้วหนีไปสิ้น
9-11 เจ้าชายทรงลุกขึ้นสู้ นักสัญชักอรชุนและนักสัญชักศรีธรเทวปุระสู้ปกป้องสมเด็จ แล้วล้มลงต่อพระพักตร์ เจ้าชายทรงฟาดจมูกภรตราหุจนล้มลง
11-14 ต่อมาจึงประกาศให้พระราชทานนามวระกมรเตงอัญศรีนฤปสิงหวรมันแก่นักสัญชักเทวปุระ ผู้เป็นบุตรของนักสัญชักศรีธรเทวปุระ พระราชทานนามอำเตงแก่นักสัญชักทั้งสอง (อรชุนและศรีธรเทวปุระ) และสร้างรูปของทั้งสองไว้ ส่วนหมู่ญาติของทั้งสองทั้งหมด เจ้าชายทรงพระราชทานทรัพย์สมบัติและยศให้
15-16 ก่อนหน้านั้น เจ้าชายเคยเสด็จไปยังดินแดนจามปา ครั้นตีได้ป้อมที่เจ้าจามนามว่าศรีชัยอินทรวรมันให้สร้างไว้บนภูเขาเจตกตางแล้ว เจ้าชายก็ถอยทัพกลับ
16-17 บรรดาแม่ทัพจาม มีกรวายภายางมหาตาลเป็นหัวหน้า ยกทัพจามตามมา
17-19 ในเวลาสิบสองอผุย กองหน้าของทัพ (จาม) ติดตามไปตัดหน้า ลอบอ้อมไปด้านหลัง แล้วจู่โจมคนในกองหลัง (ของเขมร) ให้ไม่ทันตั้งตัว จนไม่อาจรวมพลกันได้เลย
19 เจ้าชายทรงให้ทัพทั้งหมดเคลื่อนต่อไป แล้วเสด็จย้อนกลับมาสู้ปกป้อง (กองหลัง)
20 ครั้นถึงภูเขาตรยา ก็เคลื่อนขึ้นไปบนภูเขานั้น ฝ่ายจามล้อมภูเขาไว้รอบดุจผ้าโพกศีรษะแล้วบุกขึ้นมา
20-21 คนในกองหลังถูกฆ่าหมด เหลือรอดเพียงสามสิบคนเท่านั้น
21-22 เจ้าชายทรงสู้พลางลงมาจนถึงตีนเขานั้น ฝ่ายจามล้อมสมเด็จไว้ ไม่มีใครสักคนที่ยังสู้ได้อีกเลย
22-24 นักสัญชักศรีเทวะและนักสัญชักศรีวรรธนะ ซึ่งเป็นญาติ (ของเจ้าชาย?) ประกาศว่าตนเป็นคนแห่งสรุกวิชัยปุระ ที่ซึ่งได้สาบานไว้แล้วว่าจะภักดีไปจนถึงเมื่อพระพุทธเจ้าในอนาคตอุบัติ
25 ทั้งสองเข้าเฝ้ารับพระบัญชาให้สู้ แล้วทุ่มตัวลงต่อพระพักตร์ เจ้าชายทรงคำนับทั้งสอง แล้วทั้งสองก็ไล่ตีฝ่ายจามที่บุกขึ้นมาเป็นจำนวนมาก
26-27 ครั้นถูกโค่นล้มลงก็ยังเหลือมือไว้สู้ ฝ่ายจามใช้หอกแทงถูกท้อง ทั้งสองล้มลงตามคำปฏิญาณ
27-28 (เจ้าชาย) มีพระบัญชาให้จัดพระราชพิธีทั้งหมด เมื่อเจ้าชายทรงนำทัพเขมร ตำปิงทั้งสี่ (กอง?) สู้รบในเจ็ดสิบแปดแห่ง ต่างปกป้อง (พระองค์) ไว้ได้อย่างมั่นคงทุกแห่ง
28-29 ครั้นกลับถึงแผ่นดินกัมพูชาแล้ว จึงทรงพระกรุณาพระราชทานนามอำเตงแก่นักสัญชักทั้งสอง และสร้างรูปของทั้งสองไว้
6. การตีความจารึก
โครงสร้างเนื้อความ
เนื้อความแบ่งเป็น 4 ตอนตามเครื่องหมายวรรคตอนในจารึก บรรทัด 1-6 ระบุรูปเคารพ 5 องค์และตำแหน่งที่ประดิษฐาน คือรูปเจ้าชายอยู่ตรงกลาง และรูปนักสัญชักทั้ง 4 อยู่ที่ทิศเฉียงทั้ง 4 บรรทัด 7-14 เล่าเหตุการณ์ภรตราหุ ซึ่งนักสัญชักอรชุนและศรีธรเทวปุระสละชีวิต บรรทัด 15-27 เล่าศึกในดินแดนจามปา ซึ่งนักสัญชักศรีเทวะและศรีวรรธนะสละชีวิต ส่วนบรรทัด 27-29 สรุปความดีความชอบของกองทัพ และการพระราชทานบรรดาศักดิ์อำเตงกับการสร้างรูปของนักสัญชักคู่หลัง
ชื่อรูปเคารพแต่ละองค์สร้างจากชื่อเจ้าของรูปต่อท้ายด้วย "เทวะ" เช่น นักสัญชักอรชุนมีรูปชื่ออรชุนเทพ และเจ้าชายศรีนทรกุมารมีรูปชื่อศรีนทรเทวะ ซึ่งเป็นธรรมเนียมการสร้างรูปบุคคลเป็นเทวรูปที่พบทั่วไปในจารึกสมัยพระนคร
เจ้าชายศรีนทรกุมาร
จารึกเรียกเจ้าชายว่า sþc; (สฺตจฺ) "ทรง" และ sMtc; (สํตจฺ) "สมเด็จ" โดยไม่ระบุพระนามซ้ำ เซแด็สสรุปว่าเจ้าชายศรีนทรกุมารเป็นพระราชโอรสองค์หนึ่งของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 และปราสาทบันทายฉมาร์สร้างขึ้นเพื่อระลึกถึงเจ้าชายกับสหายร่วมรบทั้ง 4 คน แต่เนื่องจากเหตุการณ์ภรตราหุเกิดก่อน ค.ศ. 1165 เจ้าชายจึงต้องโตพอจะออกรบได้แล้วในตอนนั้น เซแด็สจึงเห็นว่าเจ้าชายไม่น่าจะเป็นองค์เดียวกับพระเจ้าอินทรวรมันที่ 2 ผู้ครองราชย์ต่อจากพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 และสวรรคตใน ค.ศ. 1243 แม้ชื่อจะคล้ายกัน
เรื่องที่ว่าใครเป็นผู้สู้นั้น ผู้ศึกษารุ่นแรกอย่างแอมอนีเยเข้าใจว่าเป็นพระเจ้ายโศวรมันที่ 1 ผู้สร้างเมืองยโศธรปุระในคริสต์ศตวรรษที่ 9 แต่เซแด็สชี้ว่าคำว่า "นักสัญชัก" ไม่ปรากฏในจารึกยุคนั้นเลย และชวนให้สังเกตว่าเจ้าชายถูกเอ่ยชื่อไว้ตั้งแต่ต้นจารึก ถ้าไม่ได้มีบทบาทในเรื่องที่เล่าก็คงไม่มีเหตุให้ต้องเอ่ยถึง จึงสรุปว่าผู้ที่จารึกเรียกว่า "สฺตจฺ" ก็คือเจ้าชายศรีนทรกุมารนั่นเอง
เหตุการณ์ภรตราหุ
บรรทัด 7-14 เล่าว่าภรตราหุลุกขึ้นยึดพระราชวังของพระเจ้ายโศวรมันที่ 2 ซึ่งครองราชย์ราว ค.ศ. 1160-1165 และถูกขุนนางที่ต่อมาขึ้นครองราชย์เป็นพระเจ้าตรีภูวนาทิตยวรมันโค่นล้มใน ค.ศ. 1165 เซแด็สอธิบายว่าภรตราหุเป็นสิ่งลึกลับที่ทั้งจารึกและภาพสลักให้ชื่อและรูปร่างเป็นราหู อสูรผู้กลืนดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ จารึกไม่ได้บอกว่าภรตราหุเป็นคนหรือสิ่งใดกันแน่ เซแด็สเองก็ยังไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าเป็นตนเดียว หรือเป็นสองตนชื่อภรตกับราหุ และคำว่า bity (ปิตย) ที่ไพร่พลโยนลงกลางมณฑปก่อนหนีไปก็ยังไม่มีผู้ใดทราบความหมาย
ศึกในดินแดนจามปา
บรรทัด 15 เริ่มด้วยคำว่า tbUvV®kal (ต ปูรฺวฺวกาล) "ครั้งก่อน" (เซแด็สเสนอว่าอาจแปลว่า "ครั้งแรก" ก็ได้ คือเป็นการไปจามปาครั้งแรกของเจ้าชาย) แต่จารึกไม่ระบุปี เจ้าชายตีได้ป้อมของกษัตริย์จามศรีชัยอินทรวรมันบนภูเขาเจตกตาง แล้วถูกทัพจามตามตีระหว่างถอยทัพจนกองหลังเหลือรอดเพียง 30 คน นักสัญชักศรีเทวะและศรีวรรธนะปฏิญาณตนแล้วเข้าขวางทัพจามไว้จนเสียชีวิต พระนามชัยอินทรวรมันเป็นพระนามของกษัตริย์จามหลายพระองค์ ในช่วงนั้นมีพระเจ้าชัยอินทรวรมันที่ 4 ซึ่งขึ้นครองราชย์ราว ค.ศ. 1166-1167 และยกทัพมาตีพระนครใน ค.ศ. 1177 ก่อนที่พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 จะขับไล่ทัพจามออกไปและขึ้นครองราชย์ใน ค.ศ. 1181 จารึกเองไม่ได้บอกว่าเป็นพระองค์ใด แต่เซแด็สเห็นว่าเป็นพระเจ้าชัยอินทรวรมันที่ 4 เพราะในจารึกสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ชื่อนี้หมายถึงศัตรูคนสำคัญของพระองค์ทุกครั้ง ส่วนภูเขาเจตกตางและภูเขาตรยาก็ยังไม่ทราบว่าอยู่ที่ใด เซแด็สยังสงสัยด้วยว่า "ตรยา" อาจไม่ใช่ชื่อภูเขา และภูเขาที่เจ้าชายย้อนกลับไปช่วยกองหลังอาจเป็นภูเขาลูกเดิมที่เพิ่งตีป้อมได้
คำว่า "เขมร" และ "กัมพูชา" และการนับเลข
ศานติ ภักดีคำ อธิบายไว้ในหนังสือ แลหลังคำเขมร-ไทย ว่าคำเรียกชาวเขมรที่เก่าที่สุดพบในศิลาจารึกเมลบ (Ka.64) สมัยก่อนพระนคร ในรูป "เกฺมร" (ข้ารับใช้ที่เป็นชาวเขมร) ส่วนในสมัยพระนครที่เสียง ก กลายเป็น ข แล้ว มีจารึกที่ใช้คำว่า "เขฺมร" อย่างน้อย 2 หลัก หลักแรกคือจารึกสร้างเทวรูป K.366 (ค.ศ. 1139) ที่วัดภูซึ่งปัจจุบันอยู่ตอนใต้ของลาว แต่ในนั้นใช้แค่บอกว่าข้ารับใช้หญิงคนหนึ่งเป็นชาวเขมร อีกหลักคือจารึกนี้ ซึ่งศานติถือว่าเป็นหลักฐานที่ชัดที่สุด เพราะในบรรทัด 27 ของจารึกนี้ Gñk;exµr; (อฺนกฺ เขฺมรฺ) "ชาวเขมร" หมายถึงกองทัพของเจ้าชายเอง เป็นหลักฐานว่าคนในอาณาจักรพระนครเรียกตัวเองว่าเขมรแล้วในสมัยนั้น นอกจากนี้ยังมีการยกคำว่า kmVúCeTZ (กมฺวุชเทศ) ในบรรทัด 28 เป็นหลักฐานการเรียกชื่อประเทศว่ากัมพุชเทศด้วย (อ่านเพิ่มเติมได้ที่บทความ “เขมร” “กัมพูชา” และ “ขอม” ในหลักฐานเขมร ที่ได้เขียนสรุปไว้)
ในบรรทัดเดียวกันยังมีจำนวน ePébiytb;RbMbiy (ไภ ปิย ตปฺ ปฺรํปิย) แปลว่า "เจ็ดสิบแปด" ซึ่งนับแบบเขมรโบราณ คือ ePé (ไภ) "ยี่สิบ" คูณ biy (ปิย) "สาม" เป็น 60 บวก tb; (ตปฺ) "สิบ" และ RbMbiy (ปฺรํปิย) "ห้าบวกสาม" ส่วนในบรรทัด 18 vür;Tnþb; (วฺยรฺ ทนฺตปฺ) "สองกับสิบ" คือ 12 การนับเป็นชุดละยี่สิบแบบนี้ยังเหลือร่องรอยในคำว่า ម្ភៃ (ยี่สิบ) ในภาษาเขมรปัจจุบัน
ภาพสลักภรตราหุ
ที่ปราสาทบันทายฉมาร์มีภาพสลักนูนต่ำภาพหนึ่งที่เซแด็สเชื่อว่าเป็นฉากเดียวกับบรรทัด 7-14 ในภาพมีสัตว์ประหลาดหัวสิงห์อยู่ 2 ตัว ตัวหนึ่งสู้อยู่กับชายรูปร่างสูง อีกตัวกำลังกลืนเกวียนทั้งคัน ชายผู้นั้นชูกองของแบนๆ ไว้บนฝ่ามือเหมือนจะขว้างใส่ ซึ่งเซแด็สเทียบกับปิตัยที่ไพร่พลโยนในจารึก และเพราะชายในภาพเป็นคนหนุ่ม ไม่ได้มีขนาดตัวหรือเครื่องแต่งกายแบบกษัตริย์ เซแด็สจึงใช้เป็นอีกเหตุผลหนึ่งว่าผู้สู้คือเจ้าชาย ไม่ใช่พระเจ้ายโศวรมัน ต่อมาใน ค.ศ. 1932 เซแด็สขยายแนวคิดนี้ไปสู่ภาพสลักทั้งที่บันทายฉมาร์และระเบียงชั้นนอกของปราสาทบายน ว่าส่วนใหญ่เป็นภาพเหตุการณ์ในรัชสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ไม่ใช่ภาพตำนาน
แต่การเทียบภาพกับจารึกนี้ก็ไม่ใช่ข้อสรุปที่ทุกคนเห็นพ้อง ปีเตอร์ ชาร์ร็อก (Peter Sharrock, ค.ศ. 2006) และ เอียน โลว์แมน (Ian Lowman, ค.ศ. 2012) ได้กลับมาศึกษาภาพสลักภรตราหุเทียบกับจารึกอีกครั้ง และตามบทคัดย่อของงานโลว์แมน โกลด ฌัก (Claude Jacques) เสนอว่าทั้งสองเล่าคนละเรื่องกัน คือจารึกเล่าถึงการกบฏในพระราชวัง ส่วนภาพสลักเป็นฉากตำนานที่เกิดในป่า
7. หลักการถอดอักษรและหมายเหตุ
ต้นทางของตารางถอดปริวรรตในบทความนี้คือข้อความถอดเป็นอักษรละตินของจารึก K.227 จากฐานข้อมูล DHARMA (dharmalekha.info) ซึ่ง ดอมีนิก ซูติฟ (Dominique Soutif) และ โฉม คนธา (ឆោម គន្ធា, Kunthea Chhom) ตรวจอ่านใหม่จากสำเนาถูลอกจารึกหมายเลข 315 ของสำนักฝรั่งเศสแห่งปลายบูรพทิศ (EFEO) โดยอ้างอิงงานของฌอร์ฌ เซแด็ส
หลักการแปลงอักษร
  • พยัญชนะควบ (พยัญชนะเรียงติดกันไม่มีสระคั่น) แปลงเป็นตัวเชิง ทั้งในอักษรเขมรปัจจุบันและฟอนต์ Angkor3 ส่วนอักษรไทยปริวรรตใช้เครื่องหมายพินทุแทนตัวเชิง
  • อักษร q แทนพยัญชนะ អ (อ) เมื่อทำหน้าที่เป็นพยัญชนะต้นที่ไม่ออกเสียงของตัวเอง เช่น qnak → អ្នក (อฺนก) หรือ qyat → អ្យត (อฺยต) ต่างจากคำที่ขึ้นต้นด้วยสระลอยอย่าง Isa → ឥស (อิส) หรือ Oy → ឱយ៑ (โอยฺ) ซึ่งไม่มี q นำหน้า
  • r̥ ถอดเป็น "ฤ" ในอักษรไทย เป็นสระลอย ឫ ในอักษรเขมรปัจจุบัน และเป็นตัว : ในอักษรเขมรโบราณ
  • ในอักษรเขมรโบราณ ร ที่ตามด้วยสระอุหรือสระอูเขียนเป็นรูปพิเศษ "รุ" เป็น ¾ ตัวเดียว ส่วน "รู" เติม u ต่อท้ายเป็น ¾u พบในคำว่า ¾ub (รูป) ซึ่งปรากฏ 3 ครั้ง
  • ตัวเชิง ร พิมพ์เป็น R นำหน้าพยัญชนะฐาน แต่ถ้าพยางค์นั้นมีสระที่วางหน้าพยัญชนะ (เ ៃ ោ ៅ) ตัวเชิง ร จะเปลี่ยนเป็นรูปที่ยื่นไปทางซ้ายพ้นสระ คือ ² ซึ่งต้องวางไว้หน้าสระอีกที เช่น pre เขียนเป็น ²eb พบในคำว่า droha, pre, sroṁ, kroy, kroya และ cren
  • ร ของอักษรเขมรโบราณ r มีรูปค่อนข้างแคบ เครื่องหมายวิราม (ขีดด้านบน) ที่วางบน ร ในจารึกนี้จึงเขียนให้แคบลงตามตัวอักษรด้วย แต่ฟอนต์ Angkor3 ไม่ได้ปรับให้อัตโนมัติ ทำให้ดูยาวเกินตัวเป็น r; ในที่นี้จึงใช้ CSS ปรับให้แคบลงเป็น r; เฉพาะบน ร (อักษรเขมรปัจจุบันไม่มีปัญหานี้เพราะวิรามเป็นขีดสั้น)
  • ตัวเชิง ធ ในฟอนต์ Angkor3 มี 2 รูป คือรูปตัวใหญ่ที่กินพื้นที่ด้านซ้ายมาก กับรูปตัวเล็ก ในที่นี้ใช้รูปตัวเล็กทั้งหมด พบในคำว่า "วุทฺธิ" เขียนเป็น vuTði ถ้าใช้รูปตัวใหญ่เป็น vuT§i จะทำให้อักษรซ้อนกัน
  • เครื่องหมายวรรคตอนในจารึกมี 3 แบบ คือ ⦿ (.) ขึ้นต้นตอน, ↝ หรือโคมูตร ៚ (Ù) จบตอน พบท้ายบรรทัด 2-6, 14 และ 29 และวงกลมเล็ก ◦ คั่นกลางบรรทัด 27 หลังคำว่า roḥ pratijñā ซึ่งเป็นจุดแบ่งย่อหน้าของเนื้อความ (ฟอนต์ Angkor3 ไม่มีรูปนี้ จึงแสดงเป็น ◦ ตรงๆ)
คำที่เขียนติดกันบนศิลาจารึก
DHARMA ใช้จุด "·" หลังพยัญชนะแทนเครื่องหมายวิราม (เช่น kamrateṅ·) ถ้าคำใดจบด้วยพยัญชนะโดยไม่มีทั้งสระและจุด หมายความว่าบนศิลาจารึกเขียนพยัญชนะตัวแรกของคำถัดไปเป็นตัวเชิงซ้อนใต้พยัญชนะตัวนั้นเลย แม้จะเป็นคนละคำกันก็ตาม เช่น syaṅ ta เขียนเป็น ត ซ้อนใต้ ង ต่างจาก qnak· khmer· ที่มีวิรามจึงเขียนแยกกัน ในตารางหัวข้อ 3 จึงเขียนคำเหล่านี้ติดกันตามรูปบนศิลาจารึก ส่วนตารางคำศัพท์ในหัวข้อ 4 ยังแยกเป็นคำตามความหมาย คำที่เขียนติดกันมีดังนี้ (คำ qnak· sañjak· บรรทัด 12 และ viṅ· se- บรรทัด 16 นั้น DHARMA ใส่วิรามไว้ แต่ในที่นี้เขียนติดกันตามรูปในภาพจารึก)
DHARMA เขียนในที่นี้ Angkor3 บรรทัด
paṅ pitaya paṅpitaya bg,ity 8
qnak sañjak· qnaksañjak GñkSJ¢k; 9, 9-10, 13, 22-23, 23, 29
qnak· sañjak· qnaksañjak GñkSJ¢k; 12
syaṅ ta syaṅta sügþ 10, 26
phtyaṅ ni phtyaṅni pþÜgñi 11
prakop saṁpat· prakopsaṁpat RbekabSMbt; 14
cet katāṅ· cetkatāṅ ectátag; 16
viṅ· se- viṅse- viegS 16-17
qnak samudā- qnaksamudā- GñkSmuTa 18, 20
tal ta talta tlþ 21
qnak sruk· qnaksruk Gñ“kSúk; 23
man nu mannu mnñú 25
sal taiya saltaiya selþéy 26
ความต่างระหว่าง DHARMA กับ Siddham
ข้อความถอดอักษรละตินของจารึกนี้ที่เข้าถึงได้ทางออนไลน์มี 2 แหล่ง คือ DHARMA กับ Siddham (siddham.network) ข้อมูลของ Siddham นำมาจากคลังจารึกเขมรโบราณของ SEAlang ซึ่งใช้การอ่านของเซแด็สปี 1929 และระบบการเขียนแบบเดียวกับพจนานุกรมของเจนเนอร์ ส่วน DHARMA เป็นการตรวจอ่านใหม่ที่เผยแพร่ภายหลัง มีรายการจุดที่อ่านต่างจากเซแด็สกำกับไว้ด้วย ความต่างส่วนใหญ่เป็นเรื่องระบบการเขียน ได้แก่ Siddham ใช้ ʼ แทน q, ṃ แทน ṁ, ṛ แทน r̥ ไม่บันทึกวิราม ไม่เติม a ท้ายพยัญชนะที่ไม่มีวิราม (kantāl แทน kantāla) และบันทึกเครื่องหมายวรรคตอนเพียงบางจุด ส่วนจุดที่อ่านต่างกันจริงมีดังนี้
บรรทัด DHARMA Siddham หมายเหตุ
4 Īśāna iśāna Siddham เป็นสระสั้น น่าจะพิมพ์ผิด
9 mattavāra matt vā ra Siddham ตามการแบ่งคำของเซแด็สปี 1929 "ในปากของเขา" ส่วน DHARMA ตามที่เซแด็สแก้ภายหลังใน IC V ว่าเป็นคำเดียว แปลว่ามณฑป
14 sthāpanā rūpa Isa kulapakṣa ... sthāpanā rūpa is kulapakṣa ... (ซ้ำ 2 รอบ) Siddham มีข้อความครึ่งหลังของบรรทัดซ้ำ 2 รอบ เป็นความผิดพลาดของข้อมูล
16 cet katāṅ cek katāṅ DHARMA อ่านใหม่จากภาพสำเนาถูลอกจารึกส่วน cek เป็นการอ่านของเซแด็ส
18 cañ vañ vañ เป็นการอ่านของเซแด็ส แปลว่าจู่โจมให้ไม่ทันตั้งตัว
22 chpaṅṅa chpaṅ DHARMA เขียนตามรูปบนศิลาจารึกที่มี ṅ ซ้ำเป็นตัวเชิง
25 man nu mann เซแด็สปี 1929 อ่านว่า manna
โดยรวมแล้ว DHARMA น่าเชื่อถือกว่าในแง่รูปอักษร เพราะอ่านใหม่จากภาพสำเนาจารึก บันทึกวิรามและเครื่องหมายวรรคตอนตามจริง และรวมข้อแก้ไขภายหลังของเซแด็สไว้แล้ว แต่คำแปลฝรั่งเศสที่ DHARMA แสดงคู่กันเป็นคำแปลของเซแด็สปี 1929 ซึ่งแปลจากการอ่านแบบเดิม คำแปลจึงยังใช้ "Cek Katāṅ" ไม่ตรงกับ cet ในตัวบท และยังแปล mattavāra ว่า "ปาก" อยู่
ส่วนคำว่า pañcyar ในบรรทัด 19 ทั้งสองแหล่งอ่านตรงกัน แต่ในภาพจารึกเห็นเป็นรูป bJür ซึ่งถ้าถอดตามรูปจะเป็น "ปญฺยรฺ" ไม่มีตัวเชิง จ คำว่า pañyar ไม่พบในคำเขมรโบราณ ขณะที่ pañcyar อธิบายได้ว่าสร้างจาก cyar เติมหน่วยคำเติมหน้า pañ- (รากเดียวกับ caṁnyara ในบรรทัด 11) และตรงกับคำว่า បញ្ចេរ "จูง, ต้อน" ในภาษาเขมรปัจจุบัน ผู้อ่านจึงน่าจะอ่านตามคำศัพท์ โดยถือว่าผู้จารละตัวเชิง จ ไว้ เพราะการซ้อนตัวเชิง 2 ชั้นใต้ ญ ใช้พื้นที่มาก ทำนองเดียวกับที่ DHARMA ระบุว่าวิรามบนคำ kamrateṅ ในบรรทัด 12 ถูกละไว้เพราะไม่มีที่ แต่ทั้งสองแหล่งไม่ได้ระบุเรื่องนี้ไว้ จึงไม่ทราบแน่ว่าผู้อ่านเห็นตัวเชิง จ หรือเติมเอง ในที่นี้ถอดตาม DHARMA เป็น bJ©Ür; จึงต่างจากรูปในภาพจารึก
เอกสารอ้างอิง
  1. ศานติ ภักดีคำ. แลหลังคำเขมร-ไทย. กรุงเทพฯ: มติชน, 2019. ร้านหนังสือ se-ed (บท "เขมร" คำที่ไทยใช้เรียก "เขมร" มาตั้งแต่เมื่อใด? หน้า 61-63 กล่าวถึงคำว่า "เขมร" ในจารึก Ka.64, K.366 และ K.227)
  2. ศานติ ภักดีคำ. "“เขมร” “กัมพูชา” และ “ขอม” ในหลักฐานเขมร." ใน แถลงงานคณะกรรมการชำระประวัติศาสตร์ไทย พุทธศักราช 2564, น. 133-145. กรมศิลปากร, 2021. PDF (หน้า 135-138 ยกข้อความจารึก K.227 อธิบายคำว่า "เขมร" และ "กัมพุชเทศ")
  3. DHARMA (dharmalekha.info). Doorjamb of the structure BC 44 of Banteay Chhmar temple (K. 227) (ตัวบทถอดอักษรละตินที่ใช้ในบทความนี้ ตรวจอ่านใหม่โดยดอมีนิก ซูติฟ และ โฉม คนธา พร้อมรายการจุดที่อ่านต่างจากเซแด็ส)
  4. École française d'Extrême-Orient. Inventaire du Corpus des inscriptions khmères (2023). xlsx (ตำแหน่งเดิมบนกรอบประตูและที่เก็บรักษาปัจจุบันของจารึก)
  5. siddham (siddham.network). K.227 Door jamb of Bantãy Čhmàr (ตัวบทถอดอักษรละตินตามการอ่านของเซแด็สจากคลังจารึกของ SEAlang ใช้เทียบกับ DHARMA ในหัวข้อ 7)
  6. Balogh, Daniel และ Arlo Griffiths. DHARMA Transliteration Guide, version 3. PDF (อธิบายพยัญชนะ q และธรรมเนียมการถอดเสียงของ DHARMA)
  7. Persée (บทความของฌอร์ฌ เซแด็ส ในวารสาร Bulletin de l'École française d'Extrême-Orient)
    • "Études cambodgiennes, XXIII-XXIV." BEFEO 29 (1929), น. 289-330 Persée (ข้อความจารึก K.227 พร้อมคำแปลและเชิงอรรถในหน้า 309-316 และการตีความเรื่องเจ้าชาย พระเจ้ายโศวรมันที่ 2 และภาพสลักในหน้า 316-320)
    • "Études cambodgiennes, XXVIII: Quelques suggestions sur la méthode à suivre pour interpréter les bas-reliefs de Bantây Chmàr et de la galerie extérieure du Bàyon." BEFEO 32 (1932), น. 71-112 Persée (หน้า 76 เสนอว่าภาพสลักที่บายนและบันทายฉมาร์ส่วนใหญ่เป็นเหตุการณ์ในรัชสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7)
    • "Études cambodgiennes, XXXIX: L'épigraphie des monuments de Jayavarman VII." BEFEO 44 (1951), น. 97-120 Persée (หน้า 117 พิมพ์ 6 บรรทัดแรกของ K.227 ซ้ำพร้อมตำแหน่งบนกรอบประตู ร่วมกับจารึกบนกรอบประตูหลักอื่นที่บันทายฉมาร์)
  8. Cœdès, George. Inscriptions du Cambodge เล่ม 5. Hanoi, Paris: École française d'Extrême-Orient, 1953. Zenodo (หน้า 315 เชิงอรรถ 3 ใต้จารึก K.930 ที่เซแด็สแก้ความหมายคำว่า mattavāra ในจารึก K.227 เป็น "มณฑป")
  9. Cœdès, George. The Indianized States of Southeast Asia. แปลโดย Susan Brown Cowing, บรรณาธิการโดย Walter F. Vella. Honolulu: East-West Center Press, 1968. Internet Archive (หน้า 163, 175-176, 180 เรื่องพระเจ้ายโศวรมันที่ 2 ภรตราหุ และเจ้าชายศรีนทรกุมาร)
  10. Jenner, Philip N. A Dictionary of Angkorian Khmer. Pacific Linguistics 598. Canberra: Australian National University, 2009. PDF (Angkor Database) / ฉบับค้นออนไลน์ (SEAlang Library) (ใช้ตรวจสอบความหมายคำศัพท์ในหัวข้อ 4 และคำแปลในหัวข้อ 5 เพราะยกวลีจากจารึก K.227 พร้อมคำแปลอังกฤษไว้หลายคำ)
  11. Sharrock, Peter D. "Banteay Chhmar and the Military Protector Hevajra." The Journal of the Walters Art Museum 64/65 (2006). สรุปที่ Angkor Database (สรุปเนื้อหาจารึก K.227 และตำแหน่งรูปเคารพในศาลกลางปราสาท)
  12. Lowman, Ian. "K. 227 and the 'Bharata Rahu' Relief: Two Narratives from Banteay Chmar." ใน Connecting Empires and States: Selected Papers from the 13th International Conference of the European Association of Southeast Asian Archaeologists, เล่ม 2, บรรณาธิการโดย Mai Lin Tjoa-Bonatz, Andreas Reinecke และ Dominik Bonatz, น. 241-256. Singapore: NUS Press, 2012. JSTOR (ศึกษาเนื้อความจารึกเทียบกับภาพสลักภรตราหุ และกล่าวถึงความเห็นของโกลด ฌักที่ว่าทั้งสองเล่าคนละเรื่อง)
🤖 บทความนี้มีการค้นหาแหล่งอ้างอิงและเรียบเรียงข้อมูลโดยใช้ Claude Code ช่วย


-----------------------------------------

囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧

ดูสถิติของหน้านี้

หมวดหมู่

-- ภาษาศาสตร์ >> ภาษาเขมร
-- ภาษาศาสตร์ >> ตัวอักษร
-- ประวัติศาสตร์

ไม่อนุญาตให้นำเนื้อหาของบทความไปลงที่อื่นโดยไม่ได้ขออนุญาตโดยเด็ดขาด หากต้องการนำบางส่วนไปลงสามารถทำได้โดยต้องไม่ใช่การก๊อปแปะแต่ให้เปลี่ยนคำพูดเป็นของตัวเอง หรือไม่ก็เขียนในลักษณะการยกข้อความอ้างอิง และไม่ว่ากรณีไหนก็ตาม ต้องให้เครดิตพร้อมใส่ลิงก์ของทุกบทความที่มีการใช้เนื้อหาเสมอ

三

目次

日本による名言集
モジュール
-- numpy
-- matplotlib

-- pandas
-- manim
-- opencv
-- pyqt
-- pytorch
機械学習
-- ニューラル
     ネットワーク
javascript
モンゴル語
言語学
maya
確率論
日本での日記
中国での日記
-- 北京での日記
-- 香港での日記
-- 澳門での日記
台灣での日記
北欧での日記
他の国での日記
qiita
その他の記事

記事の類別



ติดตามอัปเดตของบล็อกได้ที่แฟนเพจ

  記事を検索

  おすすめの記事

รวมร้านราเมงและบะหมี่ในจังหวัดโทจิงิ
ทำความเข้าใจการแปลงลาปลัสสำหรับแก้ปัญหาฟิสิกส์
รวมร้านราเมงและบะหมี่ในเมืองฟุกุโอกะ
ตัวอักษรกรีกและเปรียบเทียบการใช้งานในภาษากรีกโบราณและกรีกสมัยใหม่
ที่มาของอักษรไทยและความเกี่ยวพันกับอักษรอื่นๆในตระกูลอักษรพราหมี
การสร้างแบบจำลองสามมิติเป็นไฟล์ .obj วิธีการอย่างง่ายที่ไม่ว่าใครก็ลองทำได้ทันที
รวมรายชื่อนักร้องเพลงกวางตุ้ง
ภาษาจีนแบ่งเป็นสำเนียงอะไรบ้าง มีความแตกต่างกันมากแค่ไหน
ทำความเข้าใจระบอบประชาธิปไตยจากประวัติศาสตร์ความเป็นมา
เรียนรู้วิธีการใช้ regular expression (regex)
การใช้ unix shell เบื้องต้น ใน linux และ mac
g ในภาษาญี่ปุ่นออกเสียง "ก" หรือ "ง" กันแน่
ทำความรู้จักกับปัญญาประดิษฐ์และการเรียนรู้ของเครื่อง
ค้นพบระบบดาวเคราะห์ ๘ ดวง เบื้องหลังความสำเร็จคือปัญญาประดิษฐ์ (AI)
หอดูดาวโบราณปักกิ่ง ตอนที่ ๑: แท่นสังเกตการณ์และสวนดอกไม้
พิพิธภัณฑ์สถาปัตยกรรมโบราณปักกิ่ง
เที่ยวเมืองตานตง ล่องเรือในน่านน้ำเกาหลีเหนือ
ตระเวนเที่ยวตามรอยฉากของอนิเมะในญี่ปุ่น ปี 2013
เที่ยวชมหอดูดาวที่ฐานสังเกตการณ์ซิงหลง
ทำไมจึงไม่ควรเขียนวรรณยุกต์เวลาทับศัพท์ภาษาต่างประเทศ

ไทย

日本語

中文