φυβλαςのβλογ
phyblasのブログ



วัดแขวนหน้าผาแห่งเขาชางหยานซาน
เขียนเมื่อ 2014/03/30 22:10
แก้ไขล่าสุด 2021/09/28 16:42
#เสาร์ 29 มี.ค. 2014

หลังจากที่มัวแต่ยุ่งๆไม่ค่อยได้ไปเที่ยวไหนเลยในช่วงเทอมนี้ ช่วงนี้ฤดูใบไม้ก็มาถึงแล้ว ก็เป็นฤดูที่น่าเที่ยวจะให้มัวแต่ยุ่งๆอยู่ก็เสียดายแย่ ก็เลยหาเรื่องออกไปเที่ยวสักหน่อย

แผนเที่ยวคราวนี้วางไว้นานแล้ว ที่จริงกะไปเมื่อเทอมที่แล้วแต่ก็ยกเลิกไป ก็เลื่อนมาเทอมนี้แทน นั่นคือเขาชางหยานซาน

ชางหยานซาน (苍岩山) อยู่ในอำเภอจิ่งสิง (井陉) จังหวัดสือเจียจวาง (石家庄) มณฑลเหอเป่ย์ ที่นี่มีชื่อเสียงเพราะมีวัดฝูชิ่ง (福庆寺) ซึ่งตั้งอยู่ริมหน้าผา

วัดนี้เป็นสถานที่ที่เจ้าหญิงหนานหยาง (南阳公主) ซึ่งเป็นลูกสาวคนโตของจักรพรรดิสุยหยางตี้ (隋炀帝) (ครองราชย์ปี 604-618) แห่งราชวงศ์สุยมาปฏิบัติธรรม

เนื่องจากสร้างอยู่ริมหน้าผาทำให้เมื่อมองจากไกลๆแล้วดูโดดเด่นสวยงามจึงเป็นเสน่ห์ดึงดูดให้ผู้คนมาเที่ยวชม ส่วนที่มีชื่อเสียงที่สุดก็คือตำหนักหอสะพาน (桥楼殿, เฉียวโหลวเตี้ยน) ซึ่งเป็นอาคารที่สร้างลอยอยู่กลางหน้าผา วัดแบบนี้เรียกว่าเป็นวัดแขวนหน้าผา (悬空寺, เสวียนคงซื่อ)



พูดวัดแขวนหน้าผาคิดว่าคนส่วนใหญ่น่าจะนึกถึงวัดแขวนหน้าผาที่เขาเหิงซาน (恒山) ใกล้เมืองต้าถง (大同) มณฑลซานซีซึ่งดังกว่ามาก เป็นสถานที่ที่สักวันกะว่าจะหาโอกาสไปให้ได้เหมือนกัน

นอกจากนี้ก็มีวัดแขวนหน้าผาที่มีชื่อเสียงอีกแห่งคือตำหนักซานชิงเก๋อ (三清阁) ที่คุนหมิง มณฑลยูนนาน ทั้งสามแห่งนี้รวมแล้วเรียกว่าเป็นสามสุดยอดวัดแขวนหน้าผาของจีน นอกจากสามแห่งนี้แล้วก็ยังมีวัดแขวนหน้าผาคล้ายๆกันอยู่อีกหลายแห่งแต่อาจจะไม่ดังเท่า



เมืองสือเจียจวางนี้ที่จริงแล้วก่อนหน้านี้เคยมาเที่ยวถึงสองครั้ง เป็นเมืองที่ไปไม่ยากเพราะเชื่อมกับปักกิ่งด้วยรถไฟชนิดต่างๆมากมาย เป็นเมืองที่มีขนาดใหญ่มากเพราะเป็นเมืองเอกของมณฑลเหอเป่ย์ แต่คนส่วนใหญ่ดูจะไม่ค่อยรู้จักเมืองนี้กันนักและไม่รู้ว่าเมืองนี้ก็มีสถานที่เที่ยวที่น่าสนใจน่ามาเที่ยว

เรื่องเล่าที่มาสือเจียจวางครั้งก่อนๆอ่านได้ใน
https://phyblas.hinaboshi.com/20111005
https://phyblas.hinaboshi.com/20111030

แต่สำหรับการเดินทางจากปักกิ่งเพื่อจะไปเที่ยวชางหยานซานต้องถือว่าลำบากมากทีเดียว เพราะว่าต้องนั่งรถไฟจากปักกิ่งเพื่อไปถึงเมืองสือเจียจวาง จากสถานีรถไฟในเมืองสือเจียจวางก็ต้องนั่งรถเมล์ต่อเพื่อไปยังท่ารถซึ่งอยู่ทางตะวันตกด้านนอกเมือง เพื่อจะนั่งรถต่อไปยังตัวอำเภอจิ่งสิง แล้วจากตัวอำเภอจิ่งสิงยังต้องหารถนั่งต่อไปยังจุดหมาย โดยรวมแล้วหมดไปมากกว่า ๔ ชั่วโมงกับแค่การเดินทาง ดังนั้นถ้าไม่เห็นว่ามันน่าสนใจจริงๆละก็คงจะไม่มาเที่ยวในที่ไกลแบบนี้แน่

การเดินทางครั้งนี้เราจองตั๋งรถไฟเอาไว้โดยขาไปนั่งรถไฟแบบหัวจรวด ใช้เวลาแค่ชั่วโมงกว่าก็จะถึงสือเจียจวาง โดยออกตอน 7:10 และถึงที่หมายเวลา 8:44 ส่วนรอบขากลับนั่งรถไฟแบบธรรมดา ต้องใช้เวลาถึงสามชั่วโมงกว่าออกจากสือเจียจวางเวลา 18:23 และถึงป้กกิ่งเวลา 21:33

รถหัวจรวดกับรถธรรมดานั้นมีความแตกต่างกันมาก ขาไปที่นั่งรถหัวจรวดนั้นตั๋วราคา ๘๖.๕ หยวน ในขณะที่ตั๋วรถไฟแบบธรรมดาที่นั่งขากลับนั้นราคาแค่ ๔๓.๕ ราคาต่างกันสองเท่าเลย แต่ความเร็วก็ต่างกันประมาณสองเท่าเช่นกัน ดังนั้นจะนั่งแบบไหนคุ้มก็คงต้องขึ้นกับว่าอยากประหยัดเวลาหรือว่าอยากจะประหยัดเงิน

เที่ยวนี้มีเพื่อนร่วมชะตาทั้งหมด ๔ คน เรานัดเจอกันแต่เช้า 5:40 เพื่อจะไปที่สถานีรถไฟเพื่อจะนั่งรถไฟรอบ 7:10

รถไฟที่เรานั่งเที่ยวนี้คือเที่ยว D2001 มีปลายทางอยู่ที่เมืองไท่หยวน (太原) มณฑลซานซี นี่ก็เป็นเมืองหนึ่งที่เป็นเป้าหมายที่สักวันหนึ่งอยากไปเที่ยวเหมือนกัน



หลังจากที่รถไฟออกไปได้สักพักอยู่ดีๆนอกหน้าต่างก็ขาวโพลน หมอกหนามากอย่างที่ไม่เคยเจอมาก่อน มองอะไรข้างนอกแทบไม่เห็นเลย นั่นทำให้รู้สึกเป็นห่วงมากเลยว่าแบบนี้จะเที่ยวได้หรือเปล่า แต่เมื่อเวลาผ่านไปก็พบว่าหมอกบางลงเรื่อยๆตามลำดับเลยทำให้สบายใจได้ว่ากว่าจะไปถึงหมอกก็คงหายไปหมดแล้ว

รถไฟมาถึงที่สือเจียจวาง 8:44 ตรงเวลา



เมื่อออกมาก็พบว่าหมอกยังมีอยู่ แม้จะบางลงแล้วเมื่อเทียบกับตอนอยู่บนรถไฟ ถึงอย่างนั้นก็ไม่น่าเป็นอุปสรรคในการเที่ยว แม้ว่าอาจจะทำให้เห็นอะไรไม่ชัดไปบ้าง



เมื่อถืงสถานีรถไฟแล้วเราก็เดินออกไปที่ลานกว้างทางตะวันตกเพื่อจะไปหาที่ขึ้นรถเมล์ไปสถานีขนส่งที่จะไปยังสถานที่เที่ยวได้ ต้องนั่งรถเมล์สาย 9 เพื่อไปลงยังป้ายสถานีขนส่งซีหวาง (西王客运站) กว่าจะถึงก็ใช้เวลามากกว่าครึ่งชั่วโมง

เมื่อถึงแล้วก็เข้าไปในสถานีขนส่งเพื่อซื้อตั๋ว พอดูข้อมูลว่ามีรถไปชางหยานซานหรือไม่ ก็พบว่ารถจากที่นี่ไปชางหยานซานโดยตรงนั้นมีแค่เวลา 8:40 เท่านั้น แต่แค่เราเดินทางมาถึงที่นี่ก็เกือบจะสิบโมงแล้วย่อมไม่ทันรถเที่ยวนั้น ดังนั้นการจะไปที่นั่นจึงได้แน่นั่งรถบัสไปลงที่ในกลางอำเภอจิ่งสิง คือที่ตำบลเวย์สุ่ย (微水)

รถคันที่จะต้องขึ้นก็คือคันสีส้มที่อยู่ด้านหลัง แต่ว่าตอนที่จะขึ้นรถเราถามพนักงานว่าต้องขึ้นคันไหน เขาก็พูดเป็นสำเนียงแปลกๆฟังไม่ค่อยออก ในที่สุดก็พอจะฟังออกว่าเขาพูดว่าหวงเซ่อ (黄色) "สีเหลือง" แต่ด้วยสำเนียงที่แปลกๆเลยไม่มั่นใจ แต่ถึงเขาจะพูดว่าสีเหลืองเราก็ยังงงอยู่ดีเพราะข้างหน้านี้มีแต่สีเขียวกับสีส้ม แต่เขาก็ชี้ไปที่คันสีส้ม เราเลยพอทำใจได้ว่าสงสัยเขาคงตาบอดสี ไม่งั้นก็คงเป็นเพราะสำเนียงถิ่นที่นี่เรียกสีส้มเป็นสีเหลือง



ตั๋วรถ ราคา ๑๑ หยวน



ภายในรถ



กว่าจะเดินทางไปถึงต้องใช้เวลาหนึ่งชั่วโมง ระหว่างทางก็ถ่ายภาพบรรยากาศไปเรื่อย เห็นบ้านคนอยู่ตลอดริมทางถนนแทบไม่ขาดสายเลย




สภาพบ้างเมืองแถวๆนี้ต้องบอกตามตรงว่าไม่ค่อยน่าอยู่นัก บ้านส่วนใหญ่ดูโทรมๆ ฝุ่นทรายก็เยอะ สภาพแย่กว่าแม้แต่เทียบกับที่ไหนๆที่เคยไปเที่ยวมาในจีน





ตรงนี้ก็สวยดี



ระหว่างทางยังเจอกับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ซึ่งกำลังก่อสร้างอยู่ด้วย ในจีนมีการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แห่งใหม่เพื่อใช้เป็นแหล่งพลังงานแห่งอนาคตมากมาย



ในที่สุดก็มาถึงท่ารถใจกลางอำเภอจิ่งสิง จากตรงนี้มีรถบัสที่จะไปยังชางหยานซานได้ แต่เราก็พบว่าเที่ยวรถมีไม่มาก และรถรอบต่อไปที่จะออกต้องรอถึง 12:10 แต่เราเสียเวลามามากแล้วและกังวลว่าจะกลับไม่ทันก็เลยคิดว่าจะหาเหมารถเพื่อไปและกลับ เราไปกันสี่คนพอดีอยู่แล้วถ้าหารแล้วก็จะไม่แพงมาก



คิดดังนั้นก็เลยลองไปเดินหาคนขับรถที่เราจะเหมาไปได้ แต่ก่อนอื่นเนื่องจากใกล้เที่ยงแล้วก็เลยแวะซื้อข้าวกินที่ร้านนี้ แต่ไม่ได้นั่งกินเนื่องจากต้องรีบก็เลยใส่ถุงไปทานบนรถแทน



เราเข้าไปซื้อน้ำที่ร้านนี้แล้วก็บังเอิญว่าลูกชายเจ้าของร้านเขาเสนอว่าจะเป็นคนไปส่งให้ คิดราคาไปกลับ ๒๐๐ หยวน ดูแล้วก็ถือว่าไม่แพง แต่เราก็ถามต่อว่าถ้าหากขากลับไม่ใช่จะกลับมาที่นี่แต่ให้เขาไปส่งถึงตัวเมืองสือเจียจวางเลยจะได้มั้ยเขาก็เหมือนจะลังเลแต่ก็บอกว่าถ้าจะให้ไปส่งถึงโน่นเลยก็คิด ๓๐๐ หยวน แต่ว่าไปส่งได้ถึงแค่ตรงท่ารถซีหวางเท่านั้น เราต้องต่อรถเมล์ไปยังสถานีรถไฟเอาเอง แต่เราก็ยังยืนยันว่าไหนๆจ่ายแพงแล้วก็อยากจะให้ไปส่งถึงสถานีรถไฟเลยเขาก็เลยบอกว่างั้นเขาจะติดต่อเพื่อนเขาที่สะดวกจะไปส่างถึงในตัวเมืองให้ จ่ายเขาแค่ ๒๐๐ เป็นค่าไปกลับ แล้วจ่ายเพื่อนเขาอีก ๑๐๐ ให้ไปส่งถึงสถานีรถไฟได้ สุดท้ายพวกเราก็ตกลงตามนี้



นี่คือรถที่เขาใช้ไปส่งเรา ก็เป็นรถส่วนตัวธรรมดานี่เอง แต่เขาบอกว่าเขาขับรถส่งนักท่องเที่ยวอยู่บ่อยๆเหมือนเป็นการหารายได้เสริมสำหรับเขา



ระหว่างทางก็ยังเห็นบ้านประปรายอยู่ตามทาง แต่ก็สังเกตได้ว่าค่อยๆเริ่มเห็นภูเขามากขึ้น




ที่หน้าผาทางนี้มีอาคารแทรกอยู่ประปรายด้วย ดูไปก็คล้ายๆกับวัดท่าเราจะไปดูกัน แต่สิ่งก่อสร้างพวกนี้เป็นสมัยใหม่และไม่ได้สวยงามอะไร เห็นเขาบอกว่าแถวนี้มีการเจาะภูเขาทำเป็นทางเดินเลียบเขาเยอะ แต่ทางค่อนข้างอันตราย



คนขับคุยเก่งมาก ชวนคุยตลอดทาง แต่สำเนียงจีนกลางเขาเหมือนจะไม่ค่อยชัดเท่าไหร่ พวกเราฟังออกบ้างไม่ออกบ้าง ทั้งๆที่เขาก็ยังอายุน้อยอยู่ เขาบอกว่าอายุแค่ ๒๕ เท่านั้นเอง รุ่นราวคราวเดียวกับพวกเราแต่ละคนเลย แต่ดูหน้าแล้วเหมือนอายุมากกว่านั้นนะ ดูเหมือนเขามองพวกเราแล้วก็คิดว่าเรายังเรียนอยู่ปริญญาตรีกัน

ตรงนี้คือตำบลหนานจางเฉิง (南障城) เห็นคนขับเขาบอกว่าเป็นบ้านเกิดเขา ดูจากสภาพแล้วก็เก่าๆ มีบ้านอยู่ไม่มากท่าจะอยู่กันลำบากอยู่



เขายังพูดถึงด้วยว่าที่อำเภอจิ่งสิงนี้เป็นบ้านเกิดของเตียวฉาน (貂蝉, ฉบับแปลไทยเรียกว่าเตียวเสี้ยนตามสำเนียงฮกเกี้ยน) สาวงามที่มีชื่อเสียงในเรื่องสามก๊ก



ใช้เวลาเดินทางประมาณ ๕๐ นาที เรามาถึงที่หมายตอนประมาณเที่ยงครึ่ง



แถวๆนี้เห็นมีอาคารและทางเดินที่สร้างบนเขามากมายเลย แต่นี่ก็ยังไม่ใช่ที่หมายของเรา




พอลงมาถึงก็มีคนมาตื๊อขายธูป เขาเกาะติดแบบไม่ยอมปล่อยเลยเหมือนจะพยายามให้ซื้อให้ได้ ตื๊อพวกเราไม่สำเร็จก็ไปตื๊อคนขับต่อ สุดท้ายคนขับก็มาแนะนำพวกเราว่าให้ซื้อเขาไปเถอะ เพราะเดี๋ยวถ้าเข้าไปในบริเวณที่เที่ยวก็จะมีพวกมาตื๊อขายธูปแบบนี้อีก แล้วมันจะยิ่งแพงกว่านี้ด้วย ให้รีบซื้ออันนี้ไปเพราะเขาขายถูกแค่ ๑๐ หยวนเอง (แค่นี้ก็ยังจะตื๊อขายให้ได้อีก!) สุดท้ายพวกเราเลยตัดสินใจซื้อธูปอันนี้เอาไว้เป็นเหมือนไม้กันหมา ถ้าถือธูปอยู่แล้วจะได้ไม่มีคนมาตื๊อขายธูปอีก

เริ่มแรกเขาให้เข้าไปชมวัดก่อน เห็นบอกว่าต้องเดินผ่านวัดนี้ไปจึงจะถึง



วัดนี้ก็ดูเป็นวัดธรรมดาทั่วไปไม่มีอะไรเป็นพิเศษนัก





ถ้าจะพูดถึงที่ดูเด่นหน่อยก็คงเป็นการที่บรรยากาศรอบๆเป็นหุบผาสวย



ประตูออกนอกบริเวณวัด พอผ่านออกไปแล้วก็ยังต้องเดินอีกหน่อยกว่าจะถึงทางเข้าสถานที่เที่ยวที่เป็นเป้าหมายจริงๆ



ออกจากวัดแล้วก็ต้องเดินเรียบริมหน้าผาต่อ ภาพนี้คือหันกลับไปยังบริเวณวัด ดูแล้วสวยดีเหมือนกัน



เดินต่อเป็นระยะพอสมควรเหมือนกัน ดูเหมือนว่าจริงๆแล้วสามารถนั่งรถไปได้โดยที่ไม่ต้องผ่านวัดตรงนี้ แต่คนขับบอกว่าอยากให้ชมวัดนี้ด้วยไหนๆก็มาแล้ว และอีกอีกเหตุผลดูเหมือนจะเป็นเพราะเขาไม่สามารถเอารถเข้าไปถึงด้านในได้ด้วยเพราะที่จอดด้านในต้องจ่ายค่าจอด ก็เลยต้องให้เราเดิน


มาถึงด้านหน้าทางเข้า ตั๋วเข้าชมขายตรงนี้ ราคาตั๋วจากที่หาข้อมูลมาคือราคา ๕๐ หยวน แต่ใช้บัตรนักเรียนลดได้เหลือ ๒๕ หยวน แต่ว่าช่วงนี้เขาปรับใหม่ ลดลงเหลือ ๔๐ หยวน แต่ใช้บัตรนักเรียนลดไม่ได้แล้ว ก็เท่ากับว่าต้องจ่ายแพงขึ้นจากที่คาดไว้



เส้นทางกว่าจะไปถึงตรงที่ต้องใช้บัตรเพื่อผ่านเข้าก็ต้องเดินผ่านบริเวณที่มีพวกร้านค้า



จากตรงนี้มองขึ้นไปด้านบนก็เห็นส่วนของอาคารวัดที่อยู่ริมผาแล้ว แต่ก็ยังไม่ชัด



เข้ามาต่อก็ยังเห็นคนขายธูป แต่พวกเราก็มีธูปอยู่แล้วเขาก็เลยไม่มาตื๊อขาย



บริเวณนี้เป็นทางเดินริมน้ำที่มีคนขายของอยู่เต็มไปหมด





แล้วก็มาถึงบริเวณที่ต้องใช้ตั๋วเพื่อเข้าไป




พอเข้ามาก็ยังเห็นคนขายของอยู่เต็มไปหมด



มีของกินแปลกๆมากมายที่ดูไม่ออกว่าเป็นอะไร แต่ไม่ได้เข้าไปถามเพราะดูแล้วมันก็ไม่ได้น่ากินขนาดนั้น






จากตรงนี้ถ้าจะไปขึ้นกระเช้าก็ต้องเดินย้อนกลับไปอีกเหมือนวนไปทางเดิมแต่คนละฝั่งน้ำกัน เขาเหมือนจะสร้างทางให้วกวนเพื่อให้คนต้องเสียเวลาเดินดูของ



ถึงที่ขายตั๋วทางขึ้นกระเช้าสักที ตั๋วขึ้นขาเดียวราคา ๒๕ หยวน ตั๋วขึ้นลง ๔๐ หยวน พวกเราตัดสินใจซื้อตั๋วแค่ขาขึ้นแล้วก็เดินลง นี่ก็เป็นสูตรทั่วไปสำหรับการเที่ยวสถานที่ที่เป็นภูเขา ถ้าเราใช้กระเช้าตลอดทางก็จะแทบไม่ได้สัมผัสบรรยากาศระหว่างทางเลย จึงควรเลือกขาหนึ่งเป็นการเดิน ซึ่งการเดินลงมันง่ายกว่าเดินขึ้นอยู่แล้ว คนส่วนใหญ่ก็ดูเหมือนจะทำเช่นนี้ และอีกอย่างคือจุดสำคัญของที่นี่ไม่ได้อยู่บนยอด แต่อยู่ระหว่างทาง ยังไงเราก็ต้องเดินลงอยู่แล้ว



เมื่อขึ้นกระเช้าก็พบว่าทิวทัศน์ที่สวยที่สุดก็สามารถมองเห็นได้จากตรงนี้นั่นเอง เสียดายที่กระจกของกระเช้ามัวมาก เลยถ่ายภาพได้ไม่ชัดสักเท่าไหร่ จากกลางอากาศเราสามารถมองเห็นตัววัดที่อยู่ริมผาฝั่งโน้น จะเห็นว่ามีอยู่สองระดับ กระเช้าจะพาเราขึ้นไปด้านบนสุด จากนั้นก็ค่อยเดินลงมาดูด้านล่าง



ขยายตรงบริเวณนี้อีกหน่อย



มองลงไปด้านล่างที่เราเดินผ่านมาเมื่อครู่



ขึ้นมาถึงบนสุดแล้ว ใช้เวลาไม่นานนัก แต่ระหว่างก็ได้ดื่มด่ำกับทิวทัศน์ที่สวยงามเต็มที่



จากตรงนี้ก็ยังมองไปบริเวณตัววัดทางโน้นได้ แต่ว่ามีต้นไม้บังอยู่ ไม่ชัดเท่าตอนอยู่บนกระเช้า



เพื่อจะไปบริเวณวัด ก็เดินไปตามทางนี้เลย



ระหว่างทางก็มีของขายเยอะอีกเช่นเคย



ที่น่าแปลกใจก็คือเขามีหมวกที่เขียนคำว่า Thailañd อยู่ด้วย แถมไม่มีประเทศอื่นเลย



นอกจากที่เขียนว่า Thailañd แล้วก็มีที่เขียนว่า Ronaldiño ด้วย ก็มีอยู่แค่สองคำนี้เท่านั้นเอง ไม่รู็เหมือนกันว่าทำไมต้องเป็นประเทศไทยกับโรนัลดิโญ ดูแล้วมันไม่เกี่ยวกันเลย



ระหว่างทางมีวัดเล็กๆให้แวะเข้าไปชมได้ แต่ว่าเขาเก็บตังเพิ่มอีก ๕ หยวนก็เลยไม่ได้เข้าไป ดูแล้วในนี้ก็ไม่เห็นจะมีอะไร



ตรงนี้เป็นจุดที่เขาทำมาให้คนถ่ายรูป มีนกยูงด้วย ตัวจริงไม่รู้เขาอุตส่าห์ไปเอาขึ้นมาทำไม แต่ดอกไม้เป็นของปลอม



ช่วงนี้ดอกไม้กำลังเริ่มผลิดอกบานสวย



ระหว่างทางเพื่อนขอแวะเข้าห้องน้ำ ห้องน้ำที่นี่เป็นแบบนี้ มันไม่ได้อยู่ในที่ร่ม แค่กั้นด้วยอิฐเท่านั้น เวลาถ่ายก็ลงหลุม คิดแล้วสยอง ดีที่เราเองยังไม่ได้ปวดตอนนี้



ตรงนี้ถ้าบานหมดคงสวยแน่



เห็นคนมาแต่งตัวเป็นหงอคงทำอะไรอยู่ตรงนี้ด้วย



เห็นคนขายของอยู่ตลอดระหว่างทาง รู้สึกไม่ค่อยชอบเท่าไหร่เหมือนกัน แบบว่ามันทำลายบรรยากาศสถานที่ไม่น้อยนะ แต่ก็เข้าใจว่าคนเขาอยากทำมาหากิน แต่บางอย่างก็ไม่รู้เขาจะขายทำไมด้วย



อย่างเช่นเต่า ขึ้นมาเที่ยวถึงนี่ใครจะอุตส่าห์ซื้อเต่าไปทำอะไรกันนะ



แล้วก็พวกของเล่น ขายกันเยอะจริงๆ



พวกนี้ก็ดูไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับสถานที่เลยเหมือนกัน



มีอูฐด้วยนะ เขาก็ช่างอุตส่าห์ขนขึ้นมา เอาไว้ให้คนถ่ายรูปด้วยแล้วคิดตัง แต่ก็ไม่เห็นจะมีใครมาถ่าย แถมอูฐนี่ก็เหม็นมากด้วยสิ



ม้าก็มีด้วย อยากรู้ว่าเขาเอาสัตว์ขึ้นมาที่นี่กี่ชนิดกันนะ



มาถึงตัววัดที่อยู่ด้านบนสุดมีชื่อว่ายอดพระโพธิสัตว์ (菩萨顶, ผูซ่าติ่ง)



ภาพตัววัดที่ถ่ายจากฟากโน้น เอามาขยายให้ดูอีกที



ภายในวัด





ในนี้มีห้องน้ำด้วย แต่เก็บตัง ๐.๕ หยวน แถมไม่ใช่ว่าจะดี




ตรงนี้สำหรับคนรักมาถ่ายรูปคู่กัน แต่เก็บเงินค่าถ่ายอีก ๕ หยวนด้วยนะ



มองลงไปจากส่วนบนสุดของวัด



หลังจากเสร็จจากตรงนี้แล้วก็เดินต่อมาจะไปสู่บริเวณที่ฝังศพของเจ้าหญิงหนานหยางซึ่งเคยปฏิบัติธรรมอยู่ที่นี่ เรียกว่าหลุมศพเจ้าหญิง (公主坟, กงจู่เฝิน)



ตัวอาคารภายในบริเวณรอบๆหลุมศพ





ตัวหลุมศพ แต่จะเข้าไปด้านในก็ต้องจ่ายเพิ่มอีกก็เลยไม่ได้เข้า



ทิวทัศน์ที่มองจากตรงนี้กลับลงไปด้านล่างตรงทางก่อนจะขึ้นกระเช้ามา



จากนั้นได้เวลาค่อยๆเดินลงไปเรื่อยๆ ทางเดินลงเป็นทางเลียบริมผา บ้างก็ลอดอุโมงค์



เส้นทางก็ไม่ได้เดินลำบากหรืออันตรายอะไรนักเพราะเขาทำไว้อย่างดี



ถึงระดับที่อยู่ต่ำลงมาที่มีตัวอาคารหลักอยู่



ชอบบรรยากาศตรงนี้มากเลย นี่แหละวัดริมหน้าผา ไม่ค่อยเหมือนที่ไหนๆ ถ้าเป็นตัวอาคารวัดบนยอดเขาแบบด้านบนมันดูธรรมดาไปแล้ว





แอบคิดว่ามันคล้ายกับวัดริมเขาที่เมืองโอโนมิจิ (尾道市) จังหวัดฮิโรชิมะที่เคยไปมาก่อนหน้านี้ ที่นั่นก็ติดใจมากเช่นกัน สวยกันคนละแบบ https://phyblas.hinaboshi.com/20130405

ต้องเดินเลียบริมหน้าผาไปเรื่อยๆ เป้าหมายสำคัญเราอยู่ที่วัดที่แขวนอยู่บนหน้าผา เป็นจุดเด่นที่สุดของที่นี่

ในที่สุดก็เริ่มมองเห็นแล้ว



ขยายเข้าไปชัดๆ ช่างสวยงามเห็นแล้วรู้สึกว่าไม่ผิดหวังที่มา เห็นแล้วช่วยให้หายเหนื่อยลงไป



นอกจากดูอยู่ตรงมุมนี้แล้วถ้าลงไปมองจากข้างล่างก็สามารถเห็นภาพสวยไปอีกแบบ อีกเดี๋ยวก็จะต้องลงไปตอนกลับ



ตอนนี้เดินไปชมตัววัดแขวหน้าผาจากบริเวณใกล้ๆดีกว่า



แล้วก็้เดินมาถึง



ตัวอาคารหลักที่ลอยอยู่ ด้านใต้จะเห็นบันไดที่เดี๋ยวต้องเดินลงไป



ด้านในตัวอาคาร



ส่วนด้านหน้าอาคารมีสะพานที่สร้างคร่อมหน้าผา



ข้ามสะพานไปก็มีอีกอาคารหนึ่ง



จากตรงนี้มองกลับไปยังเส้นทางเลียบเขาที่เราเดินผ่านมา



จากบนสะพานมองไปข้างล่าง เห็นหน้าผากับบันได หวาดเสียว



เดินลึกเช้ามาจะเจออีกอาคารเล็กๆแทรกระหว่างหุบผา



จากตรงนั้นหากมองกลับไปที่อาคารที่แขวนลอยอยู่ก็เห็นภาพสวยเช่นกัน



ได้เวลาเดินลงโดยลอดใต้ตัววัดที่แขวนลอยอยู่



ระหว่างลงก็หันขึ้นไปมองอาคารที่แขวนอยู่เป็นระยะๆ ได้ภาพสวยๆจากมุมต่ำ



ภาพนี้เห็นทั้งตัวสะพานด้านหน้า ตัวอาคารหลักที่ลอยอยู่ และตัวอาคารด้านในสุด



อีกภาพเมื่อลงมาด้านล่างสุดแล้ว



ด้านล่างนี้ก็มีพวกอาคารวัดตั้งอยู่อีกจำนวนหนึ่ง



เดินลงไปเรื่อยๆ ใกล้ทางออกแล้ว



แล้วก็มาถึงทางออก ความจริงแล้วตรงนี้เป็นทางเข้าทางหนึ่ง ถ้าไม่ได้ขึ้นกระเช้าก็อาจต้องมาขึ้นจากตรงนี้



เมื่อออกมาแล้วก็กลับมาตรงบริเวณหน้าทางเข้าที่ผ่านมาเมื่อครู่ เห็นคนทะเลาะกันอยู่ด้วย เราก็รีบถอยห่างออกมาแล้วหาทางกลับไปเจอกับคนขับรถที่พาเรามา ขณะนั้นเวลาบ่ายสองโมงสี่สิบ



เมื่อเจอคนขับรถเขาก็บอกว่าตอนแรกที่บอกว่าจะติดต่อให้เพื่อนอีกคนไปส่งให้ถึงสถานีรถไฟนี่ไม่ได้เพราะเขาไม่ว่าง เขาเลยเสนอว่าจะเป็นคนไปส่งเอง แต่ก็สะดวกส่งแค่ก่อนถึงท่าขึ้นรถเท่านั้น ตอนแรกพวกเราก็บ่นๆพยายามต่อราคา แต่เขาก็ไม่ยอมลดให้ สุดท้ายก็ตกลง รวมทั้งหมดแล้วจ่ายเขาไป ๓๐๐ หยวน ก็ตกคนละ ๗๕ หยวน

ขากลับนั้นรถออกจะติด เห็นมีรถขนของสวนทางมาเพียบเลย จนคนขับดูจะเริ่มหงุดหงิด แต่เขาก็พยายามเร่งเต็มที่เพื่อให้พวกเราไปให้ทันกลับไปขึ้นรถไฟ เขาส่งเราลงที่ป้ายรถเมล์ที่เป็นต้นทางของรถเมล์สาย 9 ซึ่งเราใช้นั่งมาลงยังสถานีขนส่งตอนแรก ตรงนี้อยู่เลยจากสถานีขนส่งออกมานอกเมืองนิดหน่อย ขณะนั้นเวลาประมาณสี่โมงสิบห้า เท่ากับใช้เวลาเดินทางไปประมาณชั่วโมงครึ่ง ถือว่าเร็วว่าตอนขาไปที่ต้องเสียเวลาไปต่อรถ



จากนั้นเราก็นั่งรถเมล์กลับเหมือนเดิม ใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมง ถึงประมาณห้าโมง

สภาพภายในสถานีรถไฟ คนมหาศาล เพื่อนก็พูดเล่นๆว่านี่ถ้าหากเป็นหัวลำโพงละก็คงจะล้นไปแล้ว ไม่แปลกที่จะคนเยอะเพราะว่าที่นี่เป็นเมืองเอกของมณฑล ที่จริงสถานีรถไฟของปักกิ่งน่าจะใหญ่กว่า แต่จะแบ่งออกเป็นห้องย่อยๆไม่ใช่ห้องโถงเดี่ยวแบบนี้เลยไม่ดูอลังการเท่า



ระหว่างรอก็ไปหาอะไรทาน เวลาเหลือเฟือ อาหารที่นี่แพงกว่าปกติประมาณ ๒ เท่า แม็กชุดนี้ราคา ๓๓.๕ หยวน พอๆกับไปกินอาหารหรูๆเลย



เมื่อทานเสร็จก็กลับไปตรงหน้าช่องทางออกที่จะไปขึ้นรถไฟ แล้วก็พบข่าวร้ายว่ารถไฟ K820 ที่เราจะนั่งซึ่งเดิมทีควรจะมาตอนเวลา 18:23 ถูกเลื่อนไปเป็น 18:33 (แถวล่างสุดในภาพ) จะเห็นว่าเขียนเห็นอักษรสีแดงว่าหวานเตี่ยน (晚点) แปลว่าช้าเล็กน้อย



และหลังจากรอไปสักพักก็พบข่าวร้ายว่ามันเลื่อนไปอีกเป็น 18:43 แล้วสักพักก็เลื่อนไปอีกเป็น 18:51 และท้ายที่สุดก็เลื่อนไปเป็น 18:54 ไม่ใช่แค่รถไฟที่เราขึ้น รถไฟขบวนอื่นๆก็ถูกเลื่อนกันระนาวเหมือนกัน ดูเหมือนจะมีเหตุขัดข้อง

เนื่องจากโดนเลื่อนทำให้รถไฟช้าลงไปจากเวลาที่กำหนดรวมแล้ว ๓๑ นาที (แต่ในจอก็ยังขึ้นว่า 晚点 ช้าเล็กน้อยอยู่ดี จริงๆครึ่งชั่วโมงมันไม่นิดแล้วนะ) ดังนั้นเวลาถึงปักกิ่งก็กลายเป็นประมาณสี่ทุ่ม

คนต่อแถวรอขึ้นรถจำนวนมหาศาล



รถไฟอยู่ข้างหน้า ในที่สุดก็จะได้กลับบ้านแล้ว ท้องฟ้ายามนี้ใกล้มืดแล้ว



ระหว่างอยู่บนรถไฟมีผู้ชายกลุ่มหนึ่งมาสูบบุหรี่ตรงแถวหน้าห้องน้ำซึ่งเป็นรอยต่อระหว่างตู้รถไฟ ทั้งๆที่ในรถไฟก็มีกฎอยู่แล้วว่าห้ามสูบบุหรี่ แล้วพวกเราดันนั่งอยู่ที่นั่งตรงริมติดห้องน้ำพอดีเลยต้องทนกลิ่นควันบุหรี่ เราถึงกับต้องหยิบหน้ากากขึ้นมาปิด ที่จริงก็คงไม่ได้ช่วยอะไรมากนัก แต่ก็ยังดีกว่าไม่ได้ปิด อีกอย่างจะได้แสดงให้เห็นว่าเราลำบากกับพฤติกรรมของเขา แต่เขาก็คงไม่ได้สังเกตหรือไม่ใส่ใจมั้ง แต่ไหนแต่ไรถ้าใส่ใจคนอื่นสักหน่อยคงไม่ทำเรื่องแบบนี้หรอก คนพวกนี้เป็นขยะสังคมจริงๆ คนดีๆต่อให้สูบบุหรี่เขาก็ต้องไปสูบในที่ที่ไม่ค่อยมีคน ถ้าเป็นที่ไทยไม่มีทางมีแบบนี้แน่นอน

เราเคยเล่าถึงเรื่องคล้ายๆกันแบบนี้ตอนที่นั่งรถไฟ ๒๔ ชั่วโมงไปกว่างโจว ตอนนั้นก็เห็นผู้ชายคนหนึ่งหยิบบุหรี่ขึ้นมาสูบอย่างหน้าตาเฉยเหมือนกัน ตอนนั้นมีถ่ายรูปไว้ด้วย https://phyblas.hinaboshi.com/20120624

นอกจากนี้ระหว่างที่พวกเราคุยกันอยู่ก็สังเกตได้ว่าคนรอบข้างเขาให้ความสนใจ กำลังสงสัยว่าเราคุยภาษาอะไรกันอยู่ คงจะไม่เคยได้ยินกันแน่

หลังจากนั้นรถไฟก็เดินทางพาเรากลับถึงปักกิ่งโดยสวัสดิภาพ

รวมค่าใช้จ่ายโดยหลักของวันนี้ต่อคนก็คือ
ค่าตั๋วรถไฟขาไป 86.5+ ขากลับ 43.5 + ค่าบริการซื้อตั๋วรถไฟ 10 + รถเมล์จากสถานีรถไฟไปสถานีขนส่ง 1 + ขากลับ
1 + รถเมล์จากสถานาขนไปจิ่งสิง 11 + บัตรเข้าชมสถานที่ 40 + กระเช้า 25 + เหมารถ 75 = 303 หยวน

และก็ยังมีค่าอาหารอีกซึ่งแต่ละคนไม่เท่ากัน ไม่ได้รวมในนี้ด้วย



โดยรวมแล้วก็เป็นอีกเที่ยวหนึ่งที่คิดว่าคุ้มอยู่ แม้ว่าจะใช้เวลาเดินทางนานไปหน่อย เวลาส่วนใหญ่เกือบทั้งวันหมดไปกับการเดินทาง ได้เดินเที่ยวในสถานที่เที่ยวแค่ประมาณสองชั่วโมงเท่านั้น หากนับตั้งแต่ที่เราออกเดินทางจากหอพักตอนหกโมงแล้วถึงที่เที่ยวตอนเที่ยงก็เท่ากับว่าขาไปใช้เวลา ๖ ชั่วโมง ส่วนขากลับออกตอนสามโมงแล้วกลับถึงหอพักประมาณห้าทุ่ม เท่ากับใช้เวลา ๘ ชั่วโมง รวมแล้วเสีย ๑๔ ชั่วโมงไปกับการเดินทาง

ถึงอย่างนั้นก็คิดว่าคุ้ม เพราะสถานที่เที่ยวที่ได้เห็นก็สวยงามจริงๆ เพียงแต่มีความรู้สึกผิดหวังอยู่หน่อยๆว่าเขาตั้งพวกร้านอะไรต่างๆเยอะจนดูไม่ค่อยเป็นธรรมชาติ ไม่ค่อยจะรักษาความเป็นโบราณเท่าไหร่นัก และห้องน้ำก็ยังไม่ได้สร้างให้ดีเลย อีกอย่างสภาพอากาศวันนี้ก็ไม่ถึงกับดีนัก แม้ว่าหมอกจะบางลงมากแล้วตอนที่เราไปถึงทำให้ไม่มีอุปสรรคในการมองทิวทัศน์นัก แต่หากฟ้าใสกว่านี้ก็คงจะได้ภาพสวยกว่านี้ไปอีก

โดยส่วนตัวแล้วก็คิดว่าเป็นสถานที่เที่ยวอีกแห่งที่แนะนำให้ไปกัน แม้ว่าอาจจะเหนื่อยกับการเดินทางสักหน่อย จะคุ้มกับเวลาที่เสียไปหรือเปล่าก็คงแล้วแต่คน แต่โดยส่วนตัวแล้วคิดว่าไม่ผิดหวังที่ได้ไป

ถ้าจะให้ดีละก็อาจจะต้องไปค้างคืนที่สือเจียจวาง เพราะไหนๆก็นั่งรถไฟไปถึงใช้เวลาเป็นชั่วโมงแล้วถ้าจะไปเพื่อชมสถานที่เที่ยวแค่ที่เดียวก็อาจมองว่าไม่คุ้มได้ ที่จริงสือเจียจวางยังมีที่เที่ยวอีกหลายแห่งน่าสนใจ

ถ้าใครมีโอกาสเที่ยวปักกิ่งละก็แบ่งเวลามาเที่ยวสือเจียจวางบ้างก็คิดว่าไม่เลว เป็นอีกเมืองหนึ่งที่คนไทยไม่ค่อยจะรู้จักนักแต่ว่าน่าเที่ยวไม่น้อยเหมือนกัน



-----------------------------------------

囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧

ดูสถิติของหน้านี้

หมวดหมู่

-- ท่องเที่ยว >> ศาสนสถาน >> วัด
-- ประเทศจีน >> จีนแผ่นดินใหญ่ >> เหอเป่ย์
-- ท่องเที่ยว >> ภูเขา

ไม่อนุญาตให้นำเนื้อหาของบทความไปลงที่อื่นโดยไม่ได้ขออนุญาตโดยเด็ดขาด หากต้องการนำบางส่วนไปลงสามารถทำได้โดยต้องไม่ใช่การก๊อปแปะแต่ให้เปลี่ยนคำพูดเป็นของตัวเอง หรือไม่ก็เขียนในลักษณะการยกข้อความอ้างอิง และไม่ว่ากรณีไหนก็ตาม ต้องให้เครดิตพร้อมใส่ลิงก์ของทุกบทความที่มีการใช้เนื้อหาเสมอ

目次

日本による名言集
モジュール
-- numpy
-- matplotlib

-- pandas
-- manim
-- opencv
-- pyqt
-- pytorch
機械学習
-- ニューラル
     ネットワーク
javascript
モンゴル語
言語学
maya
確率論
日本での日記
中国での日記
-- 北京での日記
-- 香港での日記
-- 澳門での日記
台灣での日記
北欧での日記
他の国での日記
qiita
その他の記事

記事の類別



ติดตามอัปเดตของบล็อกได้ที่แฟนเพจ

  記事を検索

  おすすめの記事

ตัวอักษรกรีกและเปรียบเทียบการใช้งานในภาษากรีกโบราณและกรีกสมัยใหม่
ที่มาของอักษรไทยและความเกี่ยวพันกับอักษรอื่นๆในตระกูลอักษรพราหมี
การสร้างแบบจำลองสามมิติเป็นไฟล์ .obj วิธีการอย่างง่ายที่ไม่ว่าใครก็ลองทำได้ทันที
รวมรายชื่อนักร้องเพลงกวางตุ้ง
ภาษาจีนแบ่งเป็นสำเนียงอะไรบ้าง มีความแตกต่างกันมากแค่ไหน
ทำความเข้าใจระบอบประชาธิปไตยจากประวัติศาสตร์ความเป็นมา
เรียนรู้วิธีการใช้ regular expression (regex)
การใช้ unix shell เบื้องต้น ใน linux และ mac
g ในภาษาญี่ปุ่นออกเสียง "ก" หรือ "ง" กันแน่
ทำความรู้จักกับปัญญาประดิษฐ์และการเรียนรู้ของเครื่อง
ค้นพบระบบดาวเคราะห์ ๘ ดวง เบื้องหลังความสำเร็จคือปัญญาประดิษฐ์ (AI)
หอดูดาวโบราณปักกิ่ง ตอนที่ ๑: แท่นสังเกตการณ์และสวนดอกไม้
พิพิธภัณฑ์สถาปัตยกรรมโบราณปักกิ่ง
เที่ยวเมืองตานตง ล่องเรือในน่านน้ำเกาหลีเหนือ
ตระเวนเที่ยวตามรอยฉากของอนิเมะในญี่ปุ่น
เที่ยวชมหอดูดาวที่ฐานสังเกตการณ์ซิงหลง
ทำไมจึงไม่ควรเขียนวรรณยุกต์เวลาทับศัพท์ภาษาต่างประเทศ

月別記事

2023年

1月 2月 3月 4月
5月 6月 7月 8月
9月 10月 11月 12月

2022年

1月 2月 3月 4月
5月 6月 7月 8月
9月 10月 11月 12月

2021年

1月 2月 3月 4月
5月 6月 7月 8月
9月 10月 11月 12月

2020年

1月 2月 3月 4月
5月 6月 7月 8月
9月 10月 11月 12月

2019年

1月 2月 3月 4月
5月 6月 7月 8月
9月 10月 11月 12月

もっと前の記事

ไทย

日本語

中文