φυβλαςのβλογ
บล็อกของ phyblas



เหตุผลอะไรที่ต้องใช้ภาษาวิบัติ?
เขียนเมื่อ 2010/11/06 00:32
แก้ไขล่าสุด 2022/01/30 13:27

ตั้งใจที่จะเขียนเรื่องนี้มานานแล้วเหมือนกัน แต่ก็ยังไม่มีโอกาสเขียน ในที่สุดก็มีโอกาสได้เขียน 

ทุกวันนี้เราจะเห็นว่ามีการใช้ภาษาวิบัติอยู่เป็นจำนวนมาก และก็มักจะเจอประเด็นถกเถียงกันตลอดว่าภาษาวิบัตินั้นสมควรใช้ได้จริงหรือ แล้วใช้ได้ในขอบเขตแค่ไหน บางคนเกลียดไม่ชอบใช้เลย บางคนใช้แหลกไม่สนใจ บางคนรับได้กับคำวิบัติบางคำ แต่กลับไม่ใช้บางคำ บางคนจะไม่ใช้ภาษาวิบัติตอนทำงาน แต่ตอนคุยเล่นกลับใช้ แบบนี้ก็มี 

ต่อไปอยากขอแสดงความเห็นและจุดยืนของตัวเองเกี่ยวกับเรื่องนี้สักหน่อย 

เนื่องจากเคยคุยกับคนหลากหลายกลุ่ม ทำให้รู้ว่าแต่ละคนที่ใช้ภาษาวิบัติกันเขาก็มีเหตุผลของตัวเอง ซึ่งก็มีอยู่หลากหลายว่าทำไมถึงได้คิดที่จะใช้ 

ต่อไปนี้เป็นการสรุปรวมเหตุผลหรือข้ออ้างที่มักเจอจากคนอื่นเวลาเขาใช้ภาษาวิบัติ พร้อมกับข้อโต้แย้งของเราเอง

 

ทำไมถึงต้องใช้ภาษาวิบัติ?

1. เพราะภาษาเป็นเรื่องที่ต้องวิวัฒนาการเปลี่ยนแปลงไปตามเวลา 

ก็คือเป็นธรรมชาติของภาษาที่จะต้องเปลี่ยนแปลง หากเราเอาภาษาตอนนี้ไปคุยกับคนสมัยพ่อขุนรามคำแหง ก็คงจะมีหลายคำที่ไม่สามารถสื่อสารกันได้เลย

ดังนั้นจะทำให้ภาษาวิบัติเปลี่ยนไปตามเวลาก็ไม่เห็นเป็นไร ยังไงมันก็ต้องเปลี่ยนอยู่แล้ว

 

ข้อโต้แย้ง 

จริงอยู่ว่าเป็นเรื่องของธรรมชาติที่ต้องเกิดขึ้น คงหลีกเลี่ยงไม่ได้แน่นอน แต่ถึงอย่างนั้นคงต้องถามกลับว่ามันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วให้ผลดีจริงหรือ?

ไม่น่าเป็นอย่างนั้น ภาษาเป็นสิ่งที่ยิ่งวิวัฒนาการก็ยิ่งวุ่นวาย ตั้งแต่โบราณมาภาษามีไม่ได้หลากหลายขนาดนี้ แต่เมื่อเวลาผ่านไปคนกลุ่มต่างๆที่แยกกันอยู่คนละส่วนของโลกก็มีการพัฒนาทางภาษาที่แตกต่างกัน จึงเกิดแยกเป็นกลุ่ม แตกแยกสายกันไป กลับมาเจอกันอีกทีก็สื่อสารกันไม่รู้เรื่องเสียแล้ว ทั้งที่หากว่าระหว่างที่แยกจากกันไปนั้นไม่มีการวิวัฒนาการทางภาษาเลย เมื่อกลับมาเจอกันสองกลุ่มก็ควรจะยังคุยกันได้อยู่ปกติ

ยิ่งมีความหลากหลายมากก็ยิ่งทำให้สื่อสารกันข้ามกลุ่มเป็นไปได้จำกัดขึ้นเรื่อยๆ เวลาเดินทางไปต่างแดนจึงเจอสิ่งที่วุ่นวายเพิ่มขึ้นนั่นก็คือกำแพงภาษา

ยิ่งสมัยก่อนไม่มีการบัญญัติกฎทางภาษาอย่างแน่นอน ทำให้การใช้ภาษาเป็นอะไรที่หลายมาตรฐานมาก คนต่างชาติที่มาเรียนรู้เขาก็คงลำบากมาก ปัจจุบันนี้ดีหน่อยที่มีตำราที่เป็นมาตรฐาน ใครมาเริ่มเรียนก็ฝึกตามนั้นได้เลย

หากใครที่เรียนภาษาต่างประเทศก็คงจะรู้ว่า สิ่งหนึ่งที่มึนที่สุดจะเกิดขึ้นก็เมื่อเราเจอคำแสลง หรือคำอะไรที่ใหม่มากจนไม่อาจหาเจอในพจนานุกรมปัจจุบัน

นั่นคือข้อเสียของการที่ภาษาเปลี่ยนแปลงไป มีคำใหม่เพิ่มขึ้นมาอย่างเกินความจำเป็น นั่นคือทำให้ต้องมาเรียนรู้อะไรเพิ่มเติมมากเกิน ทั้งที่แค่ศัพท์ปกติก็จำไม่หมดอยู่แล้ว

(ทั้งนี้ไม่เกี่ยวอะไรกับคำใหม่ที่เกิดจากการมีสิ่งประดิษฐ์หรือเทคโนโลยีใหม่ตามยุคสมัย เพราะเราจำเป็นต้องมีศัพท์ใหม่เพื่อเรียกสิ่งใหม่ๆอยู่แล้ว)

ในขณะที่คำศัพท์บนโลกเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่มันไม่มีลดลง แม้จะมีบางคำอาจล้าสมัยถูกเลิกใช้ไป แต่มันก็จะยังถูกบันทึกอยู่ในหนังสือที่ถูกเขียนในสมัยนั้นๆตราบนานเท่านานอยู่ดี

ถ้าวิวัฒนาการแล้วง่ายขึ้นก็อาจจะเป็นเรื่องดีก็ได้ แต่ส่วนใหญ่ภาษายิ่งวิวัฒนาการมักมีแนวโน้มจะยากขึ้น

ด้วยเหตุนี้จึงมีความเห็นว่าภาษาไม่ควรจะวิวัฒนาการไปเร็วเกินไป แม้เราไม่สามารถทำให้มันอยู่นิ่งได้ แต่เราก็พยายามหน่วงได้ ซึ่งปัจจุบันมันก็ค่อนข้างถูกหน่วงได้ค่อนข้างน่าพอใจดีแล้ว

มนุษย์เราพยายามฝืนธรรมชาติมาหลายอย่างเพราะอะไร เพราะว่าเพื่อให้วิถีชีวิตสุขสบายขึ้น ดังนั้นเรื่องภาษานี้เอง เราก็ควรมีการฝืนธรรมชาติบ้าง เพื่อให้ระบบภาษาบนโลกนี้ง่าย และเราจะสื่อสารกันได้สะดวกขึ้น

 

2. เพราะบางครั้งภาษาวิบัติก็ทำให้ได้อารมณ์ 

เหตุผลหนึ่งที่คนใช้กันมากที่สุดก็คือ ใช้ภาษาวิบัติเพื่อช่วยเพิ่มอารมณ์ ตรงนี้ใช้คำธรรมดาไม่ได้ อารมณ์มันไม่ใช่ ไม่ได้บรรยากาศพอ ไม่น่ารักพอ ไม่เท่พอ

 

ข้อโต้แย้ง 

อันนี้บอกตามตรงว่าไม่ค่อยเข้าใจบางคำเลยว่ามันให้อารมณ์ยังไง บางทีอาจจะรู้สึกว่าได้อารมณ์กันไปเองเฉพาะกลุ่มก็ได้ แต่สำหรับคนทั่วๆไปมามองแล้วจะรู้สึกว่ามันอ่านยาก เพราะไม่คุ้น และไม่รู้ว่าจะใช้ไปทำไม

หรือบางคนก็ว่าใช้ไปเดี๋ยวก็ใช้กันทั่วไปเอง สุดท้ายอาจได้บัญญัติอยู่ในพจนานุกรมด้วยซ้ำ ดังที่เกิดมาแล้วบ่อยๆ อังนั้นคงต้องบอกว่า ไว้รอให้ถึงตอนนั้นก่อนก็แล้วกันค่อยมาใช้อย่างภาคภูมิใจ แต่ตัวอย่างเช่นนั้นมีไม่มาก ส่วนใหญ่คำวิบัติมาเร็วตามสมัยแล้วก็จากไปเร็วเหมือนกัน

โดยส่วนตัวแล้วเชื่อว่าแค่ภาษาปกติธรรมดานี่ก็สื่อสารอารมณ์ได้ครบถ้วนดีแล้วล่ะ พวกคำแสดงอารมณ์ทั่วไปที่เป็นสากลก็มีอยู่เยอะแยะ ไม่เห็นต้องใช้คำวิบัติมาช่วยให้ดูแปลกขึ้นเลย

 

3. เพราะเขียนแบบนี้มันให้เสียงใหม่ 

เช่นบางคนเลือกที่จะใช้คำว่า "ว๊าก" แทนคำว่า "ว้าก" เพราะบอกว่าเสียงมันต่างกัน คือ "ว้าก" เฉยๆ ก็ออกเสียงตรีอยู่แล้ว แต่พอเป็น "ว๊าก" จะทำให้รู้สึกว่าเป็นเสียงที่สูงขึ้นไปอีก

 

ข้อโต้แย้ง

นั่นเป็นเรื่องที่เข้าใจผิด หากไม่เกิดจากการที่ความเข้าใจในหลักภาษาของคนนั้นคลาดเคลื่อน ก็เกิดจากการที่คนนั้นพยายามสร้างกฎใหม่แปลกๆขึ้นมาเองแม้จะรู้ว่าผิดก็ตาม

อย่างที่รู้กันว่า "ว๊าก" นั้นเป็นคำอ่านที่ผิดของ "ว้าก" ที่จริงสองคำนี้ควรอ่านเสียงเหมือนกัน เพียงแต่ "ว๊าก" นั้นผิดไวยากรณ์ทางภาษาเท่านั้น ก็ถือเป็นภาษาวิบัติอย่างหนึ่ง

เพราะปกติไม้่โทใส่กับอักษรต่ำก็เป็นเสียงตรีอยู่แล้ว ไม้ตรีใช้กับอักษรต่ำไม่ได้ และถึงจะใส่ได้ มันก็ไม่ทำให้เกิดเสียงที่พิเศษขึ้นมาแต่อย่างใด หากจะมีก็คือคนเขียนรู้สึกไปเอง เข้าใจผิดไปเอง ว่ามันให้ความแตกต่างกันในเรื่องอารมณ์ ซึ่งคนอ่านอาจไม่รู้สึกเช่นนั้นก็ได้

หากต้องการให้รู้สึกว่าเสียงมีอารมณ์สูงหรือต่ำขึ้นมาเป็นพิเศษตามสถานการณ์ สามารถใช้เครื่องหมายอย่าง "!" หรือ "?" ได้อยู่แล้ว ภาษาต่างชาติอื่นๆเขาไม่มีรูปวรรณยุกต์ชัดเจนแบบเราเขาก็ต้องใช้แบบนี้เหมือนกัน

ตัวอย่างอื่นๆเช่น "หา" เขียนเป็น "ห๋า", "ฮะ" เขียนเป็น "ฮ๊ะ", "คลิก" เขียนเป็น "คลิ๊ก", "หนู" เขียนเป็น "นู๋"

คำเหล่านี้นอกจากจะไม่ก่อให้เกิดเสียงต่างแล้ว ยังผิดไวยากรณ์ทางภาษาด้วย

 

4. ก็มันไม่รู้นี่ว่าผิด 

บางคนที่ไม่ตั้งใจใช้ เผลอใช้โดยไม่่รู้ว่าเป็นคำวิบัติก็มีอยู่เยอะ

 

ข้อโต้แย้ง

ไม่รู้ว่าผิดไม่เป็นไร คนไม่รู้ไม่ผิดอยู่แล้ว ใครก็ผิดกันได้ เพียงแต่พอรู้ตัวแล้วก็แก้ซะใหม่ ใช้ให้ถูกเท่านี้ก็พอ

และเนื่องจากคนส่วนมากมักจะผิดจากการไม่รู้ ดังนั้นหากรู้แล้วคอยช่วยเตือนคนอื่นด้วยก็คงจะเป็นเรื่องที่ดีมาก

คำส่วนใหญ่ที่ใช้ในชีวิตประจำวันมีบัญญัติในเว็บราชบัณฑิตยถานอยู่แล้ว ก็สามารถเข้าเว็บ http://rirs3.royin.go.th/dictionary.asp ไปตรวจสอบการใช้คำได้เสมอ (แม้บางครั้งมันจะล่ม)

 

5. เพราะคนอื่นเขาใช้กันก็เลยใช้ตาม 

ก็คือเพื่อนเขาใช้กันหมด ไม่ใช้ตามก็โดนหาว่าไม่ทันสมัยหรือไม่เข้ากลุ่ม

 

ข้อโต้แย้ง

ที่จริงถ้าเราใช้ถูกอยู่แล้วก็ไม่เห็นจะต้องไปเกรงกลัวใครเลย เขาจะใช้ก็ปล่อยเขาไป ถ้าเตือนให้เขาใช้ให้ถูกได้ก็ดี แต่ถ้าไม่สำเร็จก็ไม่ต้องคิดมาก ตัวเองใช้ให้ถูกไว้ก็พอ

 

6. เพราะพิมพ์ง่ายกว่า 

บางคนบอกว่าก็แค่พิมพ์ในคอมแล้วต้องการประหยัดเวลา คำวิบัติบางคำมันพิมพ์ง่ายกว่าก็เลยใช้

 

ข้อโต้แย้ง

อ่านในข้อ 7.

 

7. ก็แค่คุยเล่นๆจะซีเรียสทำไม 

จากเหตุผลข้อข้างบนมารวมๆกัน บางคนยอมรับเวลาพิมพ์งานหรือคุยทางการไม่ควรใช้ภาษาวิบัติ แต่เวลาคุยเล่นกลับขอใช้

 

ข้อโต้แย้ง

แม้จะแค่คุยกันเล่นๆ แต่ใช้ไปมากๆมันก็ติดได้อยู่ดี สุดท้ายก็เผลอใช้ตอนทำงานเข้าจนได้

และบางทีคุยกันธรรมดา แต่เป็นการคุยในเว็บบอร์ด ซึ่งคนทั่วไปก็อ่านได้ เมื่อคนมาอ่านกันเยอะ คำพูดที่ผิดๆก็จะติดตาคน กลายเป็นคนนั้นสนับสนุนภาษาวิบัติโดยไม่รู้ตัว

ดังนั้นใช้ให้ถูกทุกที่ทุกเวลาดีแล้ว ถ้าอดไม่ได้จริงๆก็ขอให้คุยกันแค่ msn หรือห้องส่วนตัวก็พอ ไม่ควรเอาออกมาเผยแพร่

 

 

อันที่จริงการใช้ให้ถูกไว้ก่อนมันไม่มีอะไรเสียหายเลย จะทำให้ไม่มีใครมาติติง ไม่มีใครมาไม่พอใจเรา และถ้าเราทำงานเขียนก็จะมีแต่คนอยากสนับสนุนกันอย่างเต็มที่ อยากตามอ่านผลงาน ด้วยเหตุนี้เราจึงไม่มีเหตุผลอะไรที่เราจะไม่ใช้ภาษาให้ถูกต้อง

ทั้งหมดนี้ก็คงได้เพียงแค่ช่วยกันเตือน ช่วยกันรณรงค์ ใครจะทำตามหรือเปล่าคงอยู่ที่ความคิดว่าใครอยากที่จะอนุรักษ์ภาษามากแค่ไหน ห่วงเรื่องภาษาวิบัติมากแค่ไหน

สุดท้ายนี้กล่าวอีกครั้งว่าเป็นแค่ความเห็นส่วนตัวเท่านั้น ใครมีความเห็นอย่างไร รบกวนแสดงกันอย่างเต็มที่

ทำไมจึงต้องใช้ภาษาวิบัติ?

 

ตั้งใจที่จะเขียนเรื่องนี้มานานแล้วเหมือนกัน แต่ก็ยังไม่มีโอกาสเขียน ในที่สุดก็มีโอกาสได้เขียน

 

ทุกวันนี้เราจะเห็นว่ามีการใช้ภาษาวิบัติอยู่เป็นจำนวนมาก และก็มักจะเจอประเด็นถกเถียงกันตลอดว่าภาษาวิบัตินั้นสมควรใช้ได้จริงหรือ แล้วใช้ได้ในขอบเขตแค่ไหน บางคนเกลียดไม่ชอบใช้เลย บางคนใช้แหลกไม่สนใจ บางคนรับได้กับคำวิบัติบางคำ แต่กลับไม่ใช้บางคำ บางคนจะไม่ใช้ภาษาวิบัติตอนทำงาน แต่ตอนคุยเล่นกลับใช้ แบบนี้ก็มี

 

ต่อไปอยากขอแสดงความเห็นและจุดยืนของตัวเองเกี่ยวกับเรื่องนี้สักหน่อย

 

เนื่องจากเคยคุยกับคนหลากหลายกลุ่ม ทำให้รู้ว่าแต่ละคนที่ใช้ภาษาวิบัติกันเขาก็มีเหตุผลของตัวเอง ซึ่งก็มีอยู่หลากหลายว่าทำไมถึงได้คิดที่จะใช้

ต่อไปนี้เป็นการสรุปรวมเหตุผลหรือข้ออ้างที่มักเจอจากคนอื่นเวลาเขาใช้ภาษาวิบัติ พร้อมกับข้อโต้แย้งของเราเอง

 

ทำไมถึงต้องใช้ภาษาวิบัติ?

 

1. เพราะภาษาเป็นเรื่องที่ต้องวิวัฒนาการเปลี่ยนแปลงไปตามเวลา 

ก็คือเป็นธรรมชาติของภาษาที่จะต้องเปลี่ยนแปลง หากเราเอาภาษาตอนนี้ไปคุยกับคนสมัยพ่อขุนรามคำแหง ก็คงจะมีหลายคำที่ไม่สามารถสื่อสารกันได้เลย

ดังนั้นจะทำให้ภาษาวิบัติเปลี่ยนไปตามเวลาก็ไม่เป็นเป็นไร ยังไงมันก็ต้องเปลี่ยนอยู่แล้ว

 

ข้อโต้แย้ง

จริงอยู่ว่าเป็นเรื่องของธรรมชาติที่ต้องเกิดขึ้น คงหลีกเลี่ยงไม่ได้แน่นอน แต่ถึงอย่างนั้นคงต้องถามกลับว่ามันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วให้ผลดีจริงหรือ?

 

ไม่เลย ภาษาเป็นสิ่งที่ยิ่งวิวัฒนาการก็ยิ่งวุ่นวาย ตั้งแต่โบราณมาภาษามีไม่ได้หลากหลายขนาดนี้ แต่เมื่อเวลาผ่านไปคนกลุ่มต่างๆที่แยกกันอยู่คนละส่วนของโลกก็มีการพัฒนาทางภาษาที่แตกต่างกัน จึงเกิดแยกเป็นกลุ่ม แตกแยกสายกันไป กลับมาเจอกันอีกทีก็สื่อสารกันไม่รู้เรื่องเสียแล้ว ทั้งที่หากว่าระหว่างที่แยกจากกันไปนั้นไม่มีการวิวัฒนาการทางภาษาเลย เมื่อกลับมาเจอกันสองกลุ่มก็ควรจะยังคุยกันได้อยู่ปกติ

 

ยิ่งมีความหลากหลายมากก็ยิ่งทำให้สื่อสารกันข้ามกลุ่มเป็นไปได้จำกัดขึ้นเรื่อยๆ เวลาเดินทางไปต่างแดนจึงเจอสิ่งที่วุ่นวายเพิ่มขึ้นนั่นก็คือกำแพงภาษา

 

ยิ่งสมัยก่อนไม่มีการบัญญัติกฎทางภาษาอย่างแน่นอน ทำให้การใช้ภาษาเป็นอะไรที่หลายมาตรฐานมาก คนต่างชาติที่มาเรียนรู้เขาก็คงลำบากมาก ปัจจุบันนี้ดีหน่อยที่มีตำราที่เป็นมาตรฐาน ใครมาเริ่มเรียนก็ฝึกตามนั้นได้เลย

 

หากใครที่เรียนภาษาต่างประเทศก็คงจะรู้ว่า สิ่งหนึ่งที่มึนที่สุดจะเกิดขึ้นก็เมื่อเราเจอคำแสลง หรือคำอะไรที่ใหม่มากจนไม่อาจหาเจอในพจนานุกรมปัจจุบัน

นั่นคือข้อเสียของการที่ภาษาเปลี่ยนแปลงไป มีคำใหม่เพิ่มขึ้นมาอย่างเกินความจำเป็น นั่นคือทำให้ต้องมาเรียนรู้อะไรเพิ่มเติมมากเกิน ทั้งที่แค่ศัพท์ปกติก็จำไม่หมดอยู่แล้ว

(ทั้งนี้ไม่เกี่ยวอะไรกับคำใหม่ที่เกิดจากการมีสิ่งประดิษฐ์หรือเทคโนโลยีใหม่ตามยุคสมัย เพราะเราจำเป็นต้องมีศัพท์ใหม่เพื่อเรียกสิ่งใหม่ๆอยู่แล้ว)

 

ในขณะที่คำศัพท์บนโลกเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่มันไม่มีลดลง แม้จะมีบางคำอาจล้าสมัยถูกเลิกใช้ไป แต่มันก็จะยังถูกบันทึกอยู่ในหนังสือที่ถูกเขียนในสมัยนั้นๆตราบนานเท่านานอยู่ดี

 

ด้วยเหตุนี้จึงมีความเห็นว่าภาษาไม่ควรจะวิวัฒนาการไปเร็วเกินไป แม้เราไม่สามารถทำให้มันอยู่นิ่งได้ แต่เราก็พยายามหน่วงได้ ซึ่งปัจจุบันมันก็ค่อนข้างถูกหน่วงได้ค่อนข้างน่าพอใจดีแล้ว

มนุษย์เราพยายามฝืนธรรมชาติมาหลายอย่างเพราะอะไร เพราะว่าเพื่อให้วิถีชีวิตสุขสบายขึ้น ดังนั้นเรื่องภาษานี้เอง เราก็ควรมีการฝืนธรรมชาติบ้าง เพื่อให้ระบบภาษาบนโลกนี้ง่าย และเราจะสื่อสารกันได้สะดวกขึ้น

 

 

2. เพราะบางครั้งภาษาวิบัติก็ทำให้ได้อารมณ์ 

เหตุผลหนึ่งที่คนใช้กันมากที่สุดก็คือ ใช้ภาษาวิบัติเพื่อช่วยเพิ่มอารมณ์ ตรงนี้ใช้คำธรรมดาไม่ได้ อารมณ์มันไม่ใช่ ไม่ได้บรรยากาศพอ ไม่น่ารักพอ ไม่เท่พอ

 

ข้อโต้แย้ง

อันนี้บอกตามตรงว่าไม่ค่อยเข้าใจบางคำเลยว่ามันให้อารมณ์ยังไง บางทีอาจจะรู้สึกว่าได้อารมณ์กันไปเองเฉพาะกลุ่มก็ได้ แต่สำหรับคนทั่วๆไปมามองแล้วจะรู้สึกว่ามันอ่านยาก เพราะไม่คุ้น และไม่รู้ว่าจะใช้ไปทำไม

 

หรือบางคนก็ว่าใช้ไปเดี๋ยวก็ใช้กันทั่วไปเอง สุดท้ายอาจได้บัญญัติอยู่ในพจนานุกรมด้วยซ้ำ ดังที่เกิดมาแล้วบ่อยๆ อังนั้นคงต้องบอกว่า ไว้รอให้ถึงตอนนั้นก่อนก็แล้วกันค่อยมาใช้อย่างภาคภูมิใจ แต่ตัวอย่างเช่นนั้นมีไม่มาก ส่วนใหญ่คำวิบัติมาเร็วตามสมัยแล้วก็จากไปเร็วเหมือนกัน

 

โดยส่วนตัวแล้วเชื่อว่าแค่ภาษาปกติธรรมดานี่ก็สื่อสารอารมณ์ได้ครบถ้วนดีแล้วล่ะ พวกคำแสดงอารมณ์ทั่วไปที่เป็นสากลก็มีอยู่เยอะแยะ ไม่เห็นต้องใช้คำวิบัติมาช่วยให้ดูแปลกขึ้นเลย

 

 

3. เพราะเขียนแบบนี้มันให้เสียงใหม่ 

เช่นบางคนเลือกที่จะใช้คำว่า "ว๊าก" แทนคำว่า "ว้าก" เพราะบอกว่าเสียงมันต่างกัน คือ "ว้าก" เฉยๆ ก็ออกเสียงตรีอยู่แล้ว แต่พอเป็น "ว๊าก" จะทำให้รู้สึกว่าเป็นเสียงที่สูงขึ้นไปอีก

 

ข้อโต้แย้ง

นั่นเป็นเรื่องที่เข้าใจผิด หากไม่เกิดจากการที่ความเข้าใจในหลักภาษาของคนนั้นคลาดเคลื่อน ก็เกิดจากการที่คนนั้นพยายามสร้างกฎใหม่แปลกๆขึ้นมาเองแม้จะรู้ว่าผิดก็ตาม

 

อย่างที่รู้กันว่า "ว๊าก" นั้นเป็นคำอ่านที่ผิดของ "ว้าก" ที่จริงสองคำนี้ควรอ่านเสียงเหมือนกัน เพียงแต่ "ว๊าก" นั้นผิดไวยากรณ์ทางภาษาเท่านั้น ก็ถือเป็นภาษาวิบัติอย่างหนึ่ง

 

เพราะปกติไม้่โทใส่กับอักษรต่ำก็เป็นเสียงตรีอยู่แล้ว ไม้ตรีใช้กับอักษรต่ำไม่ได้ และถึงจะใส่ได้ มันก็ไม่ทำให้เกิดเสียงที่พิเศษขึ้นมาแต่อย่างใด หากจะมีก็คือคนเขียนรู้สึกไปเอง เข้าใจผิดไปเอง ซึ่งคนอ่านอาจไม่รู้สึกเช่นนั้นก็ได้

 

หากต้องการให้รู้สึกว่าเสียงมีอารมณ์สูงหรือต่ำขึ้นมาเป็นพิเศษตามสถานการณ์ สามารถใช้เครื่องหมายอย่าง "!" หรือ "?" ได้อยู่แล้ว ภาษาต่างชาติอื่นๆเขาไม่มีรูปวรรณยุกต์ชัดเจนแบบเราเขาก็ต้องใช้แบบนี้เหมือนกัน

 

ตัวอย่างอื่นๆเช่น "หา" เขียนเป็น "ห๋า", "ฮะ" เขียนเป็น "ฮ๊ะ", "คลิก" เขียนเป็น "คลิ๊ก", "หนู" เขียนเป็น "นู๋"

คำเหล่านี้นอกจากจะไม่ก่อให้เกิดเสียงต่างแล้ว ยังผิดไวยากรณ์ทางภาษาด้วย

 

 

4. ก็มันไม่รู้นี่ว่าผิด 

บางคนที่ไม่ตั้งใจใช้ เผลอใช้โดยไม่่รู้ว่าเป็นคำวิบัติก็มีอยู่เยอะ

 

ข้อโต้แย้ง

ไม่รู้ว่าผิดไม่เป็นไร คนไม่รู้ไม่ผิดอยู่แล้ว ใครก็ผิดกันได้ เพียงแต่พอรู้ตัวแล้วก็แก้ซะใหม่ ใช้ให้ถูกเท่านี้ก็พอ

 

และเนื่องจากคนส่วนมากมักจะผิดจากการไม่รู้ ดังนั้นหากรู้แล้วคอยช่วยเตือนคนอื่นด้วยก็คงจะเป็นเรื่องที่ดีมาก

คำส่วนใหญ่ที่ใช้ในชีวิตประจำวันมีบัญญัติในเว็บราชบัณฑิตยถานอยู่แล้ว ก็สามารถเข้าเว็บ http://rirs3.royin.go.th/dictionary.asp ไปตรวจสอบการใช้คำได้เสมอ (แม้บางครั้งมันจะล่ม)

 

 

5. เพราะคนอื่นเขาใช้กันก็เลยใช้ตาม 

ก็คือเพื่อนเขาใช้กันหมด ไม่ใช้ตามก็โดนหาว่าไม่ทันสมัยหรือไม่เข้ากลุ่ม

 

ข้อโต้แย้ง

ที่จริงถ้าเราใช้ถูกอยู่แล้วก็ไม่เห็นจะต้องไปเกรงกลัวใครเลย เขาจะใช้ก็ปล่อยเขาไป ถ้าเตือนให้เขาใช้ให้ถูกได้ก็ดี แต่ถ้าไม่สำเร็จก็ไม่ต้องคิดมาก ตัวเองใช้ให้ถูกไว้ก็พอ

 

 

6. เพราะพิมพ์ง่ายกว่า 

บางคนบอกว่าก็แค่พิมพ์ในคอมแล้วต้องการประหยัดเวลา คำวิบัติบางคำมันพิมพ์ง่ายกว่าก็เลยใช้

 

ข้อโต้แย้ง

อ่านในข้อ 7.

 

 

7. ก็แค่คุยเล่นๆจะซีเรียสทำไม 

จากเหตุผลข้อข้างบนมารวมๆกัน บางคนยอมรับเวลาพิมพ์งานหรือคุยทางการไม่ควรใช้ภาษาวิบัติ แต่เวลาคุยเล่นกลับขอใช้

 

ข้อโต้แย้ง

แม้จะแค่คุยกันเล่นๆ แต่ใช้ไปมากๆมันก็ติดได้อยู่ดี สุดท้ายก็เผลอใช้ตอนทำงานเข้าจนได้

และบางทีคุยกันธรรมดา แต่เป็นการคุยในเว็บบอร์ด ซึ่งคนทั่วไปก็อ่านได้ เมื่อคนมาอ่านกันเยอะ คำพูดที่ผิดๆก็จะติดตาคน กลายเป็นคนนั้นสนับสนุนภาษาวิบัติโดยไม่รู้ตัว

ดังนั้นใช้ให้ถูกทุกที่ทุกเวลาดีแล้ว ถ้าอดไม่ได้จริงๆก็ขอให้คุยกันแค่ msn หรือห้องส่วนตัวก็พอ ไม่ควรเอาออกมาเผยแพร่

 

 

อันที่จริงการใช้ให้ถูกไว้ก่อนมันไม่มีอะไรเสียหายเลย จะทำให้ไม่มีใครมาติติง ไม่มีใครมาไม่พอใจเรา และถ้าเราทำงานเขียนก็จะมีแต่คนอยากสนับสนุนกันอย่างเต็มที่ อยากตามอ่านผลงาน ด้วยเหตุนี้เราจึงไม่มีเหตุผลอะไรที่เราจะไม่ใช้ภาษาให้ถูกต้อง

 

ทั้งหมดนี้ก็คงได้เพียงแค่ช่วยกันเตือน ช่วยกันรณรงค์ ใครจะทำตามหรือเปล่าคงอยู่ที่ความคิดว่าใครอยากที่จะอนุรักษ์ภาษามากแค่ไหน ห่วงเรื่องภาษาวิบัติมากแค่ไหน

 

สุดท้ายนี้กล่าวอีกครั้งว่าเป็นแค่ความเห็นส่วนตัวเท่านั้น ใครมีความเห็นอย่างไร รบกวนแสดงกันอย่างเต็มที่ หากใครเห็นด้วยอยากรบกวนขอดาวขาวในบอลแดง เนื่องจากอยากให้มีคนได้อ่านและแลกเปลี่ยนความเห็นกันมากขึ้น



-----------------------------------------

囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧

ดูสถิติของหน้านี้

หมวดหมู่

-- ภาษาศาสตร์

ไม่อนุญาตให้นำเนื้อหาของบทความไปลงที่อื่นโดยไม่ได้ขออนุญาตโดยเด็ดขาด หากต้องการนำบางส่วนไปลงสามารถทำได้โดยต้องไม่ใช่การก๊อปแปะแต่ให้เปลี่ยนคำพูดเป็นของตัวเอง หรือไม่ก็เขียนในลักษณะการยกข้อความอ้างอิง และไม่ว่ากรณีไหนก็ตาม ต้องให้เครดิตพร้อมใส่ลิงก์ของทุกบทความที่มีการใช้เนื้อหาเสมอ

สารบัญ

รวมคำแปลวลีเด็ดจากญี่ปุ่น
มอดูลต่างๆ
-- numpy
-- matplotlib

-- pandas
-- manim
-- opencv
-- pyqt
-- pytorch
การเรียนรู้ของเครื่อง
-- โครงข่าย
     ประสาทเทียม
ภาษา javascript
ภาษา mongol
ภาษาศาสตร์
maya
ความน่าจะเป็น
บันทึกในญี่ปุ่น
บันทึกในจีน
-- บันทึกในปักกิ่ง
-- บันทึกในฮ่องกง
-- บันทึกในมาเก๊า
บันทึกในไต้หวัน
บันทึกในยุโรปเหนือ
บันทึกในประเทศอื่นๆ
qiita
บทความอื่นๆ

บทความแบ่งตามหมวด



ติดตามอัปเดตของบล็อกได้ที่แฟนเพจ

  ค้นหาบทความ

  บทความแนะนำ

ตัวอักษรกรีกและเปรียบเทียบการใช้งานในภาษากรีกโบราณและกรีกสมัยใหม่
ที่มาของอักษรไทยและความเกี่ยวพันกับอักษรอื่นๆในตระกูลอักษรพราหมี
การสร้างแบบจำลองสามมิติเป็นไฟล์ .obj วิธีการอย่างง่ายที่ไม่ว่าใครก็ลองทำได้ทันที
รวมรายชื่อนักร้องเพลงกวางตุ้ง
ภาษาจีนแบ่งเป็นสำเนียงอะไรบ้าง มีความแตกต่างกันมากแค่ไหน
ทำความเข้าใจระบอบประชาธิปไตยจากประวัติศาสตร์ความเป็นมา
เรียนรู้วิธีการใช้ regular expression (regex)
การใช้ unix shell เบื้องต้น ใน linux และ mac
g ในภาษาญี่ปุ่นออกเสียง "ก" หรือ "ง" กันแน่
ทำความรู้จักกับปัญญาประดิษฐ์และการเรียนรู้ของเครื่อง
ค้นพบระบบดาวเคราะห์ ๘ ดวง เบื้องหลังความสำเร็จคือปัญญาประดิษฐ์ (AI)
หอดูดาวโบราณปักกิ่ง ตอนที่ ๑: แท่นสังเกตการณ์และสวนดอกไม้
พิพิธภัณฑ์สถาปัตยกรรมโบราณปักกิ่ง
เที่ยวเมืองตานตง ล่องเรือในน่านน้ำเกาหลีเหนือ
ตระเวนเที่ยวตามรอยฉากของอนิเมะในญี่ปุ่น
เที่ยวชมหอดูดาวที่ฐานสังเกตการณ์ซิงหลง
ทำไมจึงไม่ควรเขียนวรรณยุกต์เวลาทับศัพท์ภาษาต่างประเทศ

ไทย

日本語

中文