# พุธ 28, เสาร์ 31 ม.ค. 2026หลังจากที่ย้ายมาอยู่ที่โทจิงิก็ผ่านมาครบเดือนแล้ว เมื่อวันพุธที่ 28 มกราคม ที่ทำงานมีกินเลี้ยงต้อนรับ (
歓迎会, คังเงย์ไก)ให้คนที่เข้ามาใหม่ก็เลยมีเรื่องให้เขียนเล่าถึงสักหน่อย
ในจำนวนคนที่เข้ามาใหม่พร้อมกันนั้นก็มีชาวต่างชาติอยู่หลายคนด้วย นอกจากนี้ก็มีคนต่างชาติอีกหลายคนที่เข้ามาก่อนแล้ว บางคนก็อยู่มาแล้วหลายปี
ว่าไปแล้วก็สังเกตได้ว่าบริษัทที่เราเข้ามานี้เปิดรับคนต่างชาติจำนวนมาก ซึ่งก็มีคนจีนเยอะ แล้วก็มีอีกหลายชาติ ทั้งเกาหลี เวียดนาม อินโดนีเซีย ฯลฯ ส่วนใหญ่เป็นประเทศในเอเชีย เพียงแต่ว่าบริษัทนี้ก็มีอยู่หลายสาขา สำหรับที่โทจิงินี้ก็มีคนจีนหลายคน แล้วก็มีคนพม่า คนบังคลาเทศ
เท่าที่ดูก็เป็นบริษัทที่ต้อนรับชาวต่างชาติเต็มที่ สามารถอยู่ร่วมกับคนญี่ปุ่นได้อย่างสบาย แต่แน่นอนว่าต่างชาติทุกคนในนี้พูดภาษาญี่ปุ่นคล่อง เพราะถ้าสื่อสารไม่ได้ก็คงไม่ผ่านตั้งแต่สัมภาษณ์แล้วล่ะ
วันที่กินเลี้ยงได้นั่งโต๊ะเดียวกับคนพม่า เท่าที่คุยก็รู้สึกว่าสำเนียงภาษาญี่ปุ่นเขาฟังยากนิดหน่อย แต่ก็คุยกันรู้เรื่องไม่มีปัญหา เขาบอกว่าที่จริงแล้วเป็นคนกะเหรี่ยง เกิดและโตที่ย่างกุ้ง พูดภาษากะเหรี่ยงได้ด้วย แต่ว่าภาษาพม่าคล่องกว่า
ที่จริงเราก็อยากรู้ว่าเขาคิดยังไงกับเรื่องปัญหาภายในพม่าตอนนี้ แต่คิดว่าคงไม่เหมาะที่จะแตะเรื่องนี้ เพราะอาจเป็นประเด็นบอบบาง เลยชวนคุยแค่เรื่องที่เราเคยไปเที่ยวพม่ามาเมื่อ ๑๐ ปีก่อน พูดชื่อเมืองที่เคยไปบอกว่ามีที่เที่ยวสวยงามมากมาย แต่น่าเสียดายที่โดนแผ่นดินไหวปีที่แล้ว
อนึ่ง เห็นคนอื่นเรียกพม่าว่า ミャンマー แต่เวลาคุยเราใช้คำว่า ビルマ มากกว่า
ส่วนคนบังคลาเทศพูดภาษาญี่ปุ่นคล่องมาก แม้จะติดสำเนียงนิดหน่อย แต่ก็ฟังง่าย คุยสบาย เขาบอกว่านอกจากจะพูดภาษาเบงกอลได้แล้วยังพูดภาษาฮินดีและอังกฤษได้ด้วย เคยเห็นตอนเขาคุยกับคนอินเดียด้วย
แต่ที่เราสนิทด้วยที่สุดคือคนจีน เพราะคุยภาษาเขาได้ ต่างจากเวลาคุยกับคนชาติอื่นที่ใช้ภาษาญี่ปุ่นตลอด ว่าแต่ช่วงนี้เริ่มรู้สึกว่าภาษาจีนตัวเองชักถดถอย พอมาอยู่ญี่ปุ่นใช้แต่ภาษาญี่ปุ่นเริ่มคล่องกว่าแล้ว ถ้าไม่เจอคนจีนก็ไม่มีโอกาสใช้ภาษาจีน จะมีแต่ค่อยๆลืม ยังดีที่เข้าบริษัทนี้เจอคนจีนเยอะ
อีกเรื่องหนึ่งที่เห็นความแตกต่างระหว่างคนญี่ปุ่นและคนต่างชาติก็คือตอนไปกินกันคนญี่ปุ่นทุกคนจะสั่งเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ทั้งเบียร์ เหล้า ไฮบอล ฯลฯ เต็มเลย
แต่เราไม่ดื่มพวกนี้อยู่แล้ว ปกติเวลากินเลี้ยงกับคนญี่ปุ่นมักจะต้องพูดเสมอว่าคนไทยไม่นิยมดื่มเหล้า ซึ่งเขาก็ไม่ว่าอะไร ไม่มีใครบังคับให้ดื่มเหล้าอยู่แล้ว
แต่นอกจากเราแล้ว เพื่อนคนจีนและคนพม่าก็ไม่ดื่มเช่นกัน พวกเราสั่งพวกคาลพิส จินเจอร์เอล ชาอูหลง
ว่าไปแล้วญี่ปุ่นเป็นชาติที่ชอบดื่มเหล้าจริงๆเลย เห็นดื่มกันทุกคนไม่เว้น แต่เราก็ไม่จำเป็นต้องไปตามเขาก็ได้ มันไม่ได้ทำให้เราเข้าสังคมกับเขาไม่ได้หรอก
สำหรับร้านที่เลือกไปกินนั้นเป็นร้านอาหารจีนชื่อ
มันซังโกว (
満山紅) อยู่ข้างๆสถานีรถราง
สถานีมิเนะ (
峰駅) สามารถเดินทางไปได้สะดวก

วันที่ไปกินกันเป็นวันพุธซึ่งเป็นวันทำงานธรรมดา เวลาที่นัดคือ 19:00 ซึ่งเป็นหลังเลิกงาน แต่ละคนเดินทางมากันเอง โดยส่วนใหญ่ก็นั่งรถรางมา โดยเลิกงานเวลา 18:00 นั่งรถรางใช้เวลาประมาณ ๔๐ นาทีก็มาถึงใกล้เวลาพอดี
อาหารที่ร้านนี้มีถ่ายรูปเก็บไว้เกือบหมดก็เลยขอเอามาลงสักหน่อย แต่ละอย่างรสชาติธรรมดา














ครั้งนี้สั่งแบบกินไม่อั้น ค่าใช้จ่ายหัวละ ๓๖๘๐ เยน ถือว่าแพงอยู่ แต่ว่าตามธรรมเนียมแล้วคนที่เป็นฝ่ายถูกต้อนรับจะไม่ต้องจ่าย แต่ภาระจะไปตกอยู่ที่คนที่เหลือ โดยคนตำแหน่งสูงจะต้องจ่ายแพงกว่า
ครั้งนี้เราอยู่ในกลุ่มที่มาใหม่เป็นฝ่ายถูกต้อนรับ ดังนั้นจึงไม่ต้องเสียเลย แต่ว่าต่อไปหากมีคนใหม่มาแล้วต้องการร่วมงานต้อนรับด้วยก็จะต้องจ่ายเหมือนกัน
หลังงานเลี้ยงเลิก หลายคนดูจะเมา แต่วันรุ่งขึ้นก็คงจะหายแล้วกลับมาทำงานกันตามปกติต่อไป เพราะนี่มันเพิ่งจะวันพุธเอง
ร้านนี้อยู่ไม่ไกลจากที่ที่เราพักอยู่ดังนั้นหลังกินเสร็จจึงเดินกลับได้สบาย และวันหลังถ้าอยากกลับมากินร้านนี้อีกก็มาได้ง่ายเหมือนกัน
แล้วหลังจากนั้นวันเสาร์ที่ 31 เราก็ลองกลับมาร้านนี้อีกทีเพื่อกินเป็นมื้อกลางวัน ลองดูว่าจะต่างไปยังไงบ้าง ก็เลยถือโอกาสเล่าไปด้วย

ครั้งนี้มาคนเดียวก็เลยนั่งตรงที่นั่งเคาน์เตอร์ มองออกไปนอกกระจกเห็นสถานีรถรางด้วย ได้ถ่ายตอนที่รถรางเข้ามาจอด

เมนูอาหารชุดตอนเที่ยง ราคาแค่ ๙๐๐ เยนเท่านั้น ราคาผิดกับตอนที่มากินเลี้ยงเลย

สั่งราเมงไต้หวันกับเกี๊ยวซ่า


ก็จบเดือนแรกในการทำงานในจังหวัดโทจิงิ ช่วงนี้เริ่มชินกับการใช้ชีวิตแล้ว ได้รู้จักเพื่อนร่วมงานมากมาย แต่ว่างานยังมีอะไรต้องเรียนรู้อีกเยอะ ยังต้องพยายามต่อไป