φυβλαςのβλογ
บล็อกของ phyblas



วิเคราะห์ปัญหาของคำแปลจารึกบันทายฉมาร์ด้วยภาษามอญของเพจ "เรียนภาษามอญ"
เขียนเมื่อ 2026/10/22 22:25
เนื่องจากว่าเพจเฟซบุ๊ก "เรียนภาษามอญ Learning Mon Language" ได้โพสต์คำแปลจารึกบันทายฉมาร์ K.227 ฉบับใหม่ที่อ่านโดยอาศัยภาษามอญและภาษาสยามเป็นหลัก แล้วกลับได้ข้อสรุปว่าคนที่ออกรบกับจามคือชาววิชัยปุระ ส่วนชาวเขมรเป็นแค่คนที่ถูกกวาดต้อนมา ซึ่งตรงข้ามกับที่นักวิชาการอ่านกันมาเกือบร้อยปี บทความนี้จะลองตรวจดูทีละจุดว่าศัพท์มอญที่ยกมาอ้างนั้นมีอยู่จริงหรือ มีความหมายตามที่ว่าหรือเปล่า โดยเทียบจากทั้งพจนานุกรมภาษามอญและภาษาเขมรโบราณ
1. สิ่งที่เพจเรียนภาษามอญเสนอ
หลังจากที่เราได้เผยแพร่บทความ เรียนรู้อักษรและภาษาเขมรโบราณจากการถอดข้อความศิลาจารึกปราสาทบันทายฉมาร์ ในบล็อกนี้เมื่อ 10 ตุลาคม ผู้ดูแลเพจ "เรียนภาษามอญ Learning Mon Language" ในเฟซบุ๊ก (ซึ่งน่าจะได้อ่านบทความนี้ไปเพราะเขาได้เอาภาพจากบทความนี้ไปลงประกอบในเพจก่อนที่จะแก้รูปภายหลัง) ก็ได้นำข้อความจารึกนี้ไปแปลใหม่ลงไว้ในโพสต์นี้ ซึ่งเริ่มลงตั้งแต่ในวันต่อมา โดยตั้งหลักไว้ว่า
"จารึกชิ้นนี้สลักด้วยอักษรขอมโบราณ โดยปรากฏตัวเขียนที่มีรากศัพท์ผสมผสาน ทำให้สามารถอ่านออกเสียงตามสำเนียงของภาษาต่างๆ ได้หลากหลาย ไม่จำกัดเฉพาะภาษาเขมรเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงภาษามอญ ภาษาสยาม และภาษาพื้นถิ่นอื่น ๆ เช่น ภาษากุย เป็นต้น"
จากนั้นก็อธิบายศัพท์ในจารึกเกือบร้อยคำ โดยแต่ละคำจะยกคำมอญปัจจุบันที่เทียบเคียงได้ บางคำก็เทียบกับภาษาไทย บางคำก็ยอมรับว่าเป็นภาษาเขมรหรือสันสกฤต แล้วนำมาประกอบเป็นคำแปลใหม่ 5 ตอน ข้อสรุปสำคัญที่ต่างไปจากการอ่านเดิมมีดังนี้
  • เหตุการณ์ภรตราหุ (บรรทัด 7-14) จากเดิมที่ว่าไพร่พลในพระนครโยน "ปิตัย" ทิ้งแล้วหนีไป กลายเป็นว่าชาวเมือง "จับอาวุธ(ปิตย)(ลุกขึ้นสู้)กลางมณฑปแล้วไล่ฟัน(รอด)ทั้งหมด"
  • ศึกที่ภูเขาตรยา (บรรทัด 25-26) จากเดิมที่ว่านักสัญชักทั้งสองไล่ตีทัพจามจนถูกฟันเหลือแต่มือ กลายเป็นว่า "ถล่มฝ่าเข้าไปจนพังหลังคากระท่อมจามปา ยิงด้วยลูกศร"
  • ตอนท้าย (บรรทัด 27-29) จากเดิมที่ว่าเจ้าชายนำทัพเขมรรบ 78 แห่งและปกป้องเจ้าชายไว้ได้จนกลับถึงกัมพุชเทศ กลายเป็นว่า "เสด็จนำคนเขมรสี่ตำบลจากการสู้รบ 78 ครั้ง (หรือ 108 ครั้ง) พระราชทานให้ตั้งที่อยู่อาศัยทั้งหมดในละแวกดินแดนกัมพุชะ"
ในโพสต์ต่อมายังต่อยอดไปอีกว่า คำว่า "สฺตจ" และ "สํตจ" เป็นคำสยามที่มีมาก่อนที่เขมรจะยึดกัมพูชา ในพุทธศตวรรษที่ 18 ชาวเขมรยังเป็นกลุ่มคนที่ถูกกวาดต้อนมาตั้งถิ่นฐาน ส่วนผู้ที่ออกรบกับจามคือชาววิชัยปุระ และพาดหัวโพสต์แรกว่า "พบ เขมร หลัง สยำ 6 ศตวรรษ"
ข้อความเต็มของทั้ง 2 โพสต์คัดเก็บไว้ด้านล่างตามที่ปรากฏ ณ วันที่ 22 ตุลาคม 2026 (ต้องบอกวันที่ให้ชัดเพราะโพสต์ถูกแก้บ่อยมาก) กดที่หัวข้อเพื่อแสดงข้อความ
ข้อความเต็มของโพสต์แรก "จารึกบันทายฉมาร์ K.227 พบ เขมร หลัง สยำ 6 ศตวรรษ"
จารึกบันทายฉมาร์ K.227 พบ เขมร หลัง สยำ 6 ศตวรรษ -------------------------------------------- เป็นจารึกบนกรอบประตูของปราสาทบันทายฉมาร์ สร้างขึ้นในยุคเมืองพระนครตอนปลาย (พุทธศตวรรษที่ 18) ในรัชสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 เป็นหลักฐานสำคัญที่กล่าวถึงการนำทัพร่วมกับชาววิชัยปุระทำสงครามกับกรุงจามปา และนำชาวเขมรที่ได้จากการทำสงครามมาไว้ที่ดินแดนกัมพุชะ จารึกชิ้นนี้สลักด้วยอักษรขอมโบราณ โดยปรากฏตัวเขียนที่มีรากศัพท์ผสมผสาน ทำให้สามารถอ่านออกเสียงตามสำเนียงของภาษาต่างๆ ได้หลากหลาย ไม่จำกัดเฉพาะภาษาเขมรเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงภาษามอญ ภาษาสยาม และภาษาพื้นถิ่นอื่น ๆ เช่น ภาษากุย เป็นต้น จากที่ข้าพเจ้าได้ศึกษาเรียนรู้และสั่งสมประสบการณ์ผ่านการแปลจารึกโบราณมาหลายหลัก พบว่ารากศัพท์ในจารึกยุคก่อนเมืองพระนครและยุคเมืองพระนคร ในส่วนที่เป็นภาษาพื้นถิ่นนั้น นอกจากเป็นภาษาเขมรแล้ว ยังมีความสอดคล้องกับรากศัพท์ภาษามอญ ภาษาสยาม และภาษาอื่น ๆ ที่อยู่ในพื้นถิ่นด้วย โดยเฉพาะภาษาสยาม มีความเชื่อมโยงกับการค้นพบคำว่า "สฺยำ" ในจารึก K.174 และ K.557/600 ซึ่งมีอายุเก่าแก่กว่าจารึก K.227 นี้ราว 5-6 ศตวรรษ หลักฐานดังกล่าวทำให้ยืนยันได้ว่า ภาษาสยามไม่ได้คัดลอกมาจากภาษาเขมร หากแต่มีวิวัฒนาการมาอย่างยาวนาน จารึกหลักนี้มีผู้วิเคราะห์และแปลความไว้มากมาย แต่ส่วนใหญ่ยังคงยึดติดกับภาษาเขมรเป็นหลัก ทั้งที่ในความเป็นจริง ดินแดนแห่งนี้มีหลักฐานยืนยันชัดเจนว่าเป็นที่อยู่อาศัยร่วมกันของชาวสยามโบราณและชาวมอญโบราณรวมทั้งชนเผ่าอื่นมาตั้งแต่ต้น การพึ่งพาภาษาเขมรเพียงอย่างเดียวจึงอาจทำให้สูญเสียใจความสำคัญบางประการไป เพื่อให้ได้ความหมายที่สมบูรณ์และรอบด้านที่สุด ข้าพเจ้าจึงเลือกเปิดมุมมองใหม่ด้วยการแปลเปรียบเทียบกับภาษามอญ เพื่อพิสูจน์ดูว่าผลลัพธ์ที่ได้จะสร้างความแตกต่างจากความเข้าใจเดิมอย่างไรบ้าง หมายเหตุ: นี้เป็นชิ้นงานแปลสดโดยอาศัยภาษามอญและภาษาสยามเป็นหลัก ซึ่งจะประกอบด้วยอรรถาธิบายคำศัพท์ไว้อย่างละเอียด สำหรับตัวเลขจะอ้างอิงจากตัวเลขเขมรเพียงแค่เลขห้าตัวเดียว นอกนั้นมีในระบบตัวเลขมอญเกือบทั้งหมด งานแปลนี้มุ่งรักษาความหมายตรงตามรากศัพท์เดิมเป็นสำคัญ จึงพยายามหลีกเลี่ยงการแต่งเติมเสริมความ เนื้อหาทั้งหมดแบ่งเป็น 5 ตอนดังต่อไปนี้ ====================== ตอนที่ 1 ---------- {{{ "(1) ⦿ ต วฺระ คฺฤห รตฺน ติ กนฺตาล กมฺรเตงฺ ชคตฺ ศฺรีศฺรีนฺทฺรเทว (2) รูป กมฺรเตงฺ อญฺ ศฺรีศฺรีนฺทฺรกุมาร ราชปุตฺร (3) ⦿ อาเคฺนย กมฺรเตงฺ ชคตฺ อรฺชุนเทว (4) ⦿ อีศาน กมฺรเตงฺ ชคตฺ ศฺรีธรเทวปุรเทว (5) ⦿ ไนรฺฤติ กมฺรเตงฺ ชคตฺ ศฺรีเทวเทว (6) ⦿ วายวฺย กมฺรเตงฺ ชคตฺ ศฺรีวรฺทฺธนเทว สฺยงฺ มนฺตฺรี" คำแปล --------- ในพระเรือนแก้วได้ตั้งรูปกมรเตงชคัตศรีศรีนทรเทวะ (และรูป)กมรเตงอัญศรีศรีนทรกุมาร ผู้เป็นราชบุตร ฝั่งทิศตะวันออกเฉียงใต้(มีรูป)กมรเตงชคัตอรชุนเทวะ ฝั่งทิศตะวันออกเฉียงเหนือ(มีรูป)กมรเตงชคัตศรีธรเทวปุรเทวะ ฝั่งทิศตะวันตกเฉียงใต้(มีรูป)กมรเตงชคัตศรีเทวเทวะ ฝั่งทิศตะวันตกเฉียงเหนือ(มีรูป)กมรเตงชคัตศรีวรรธนเทวะ ทั้งหมดนั้นเป็นมนตรี }}} ตอนที่ 2 ---------- {{{ "(7) ⦿ นา ภรตราหุ สํ วุทฺธิ โทฺรห ต วฺระปาท ศฺรียโศวรฺมฺมเท- (😎 ว ปิ เถฺลงฺ จปฺ วฺระมนฺทิร อิส วลนคร โผงฺ ปงฺ ปิตย ก- (9) นฺตาลฺ มตฺตวาร รตฺ อิสฺส สฺตจฺ เถฺลงฺ ฉฺปงฺ อฺนกฺ สญฺชกฺ อรฺชุน อฺน- (10) กฺ สญฺชกฺ ศฺรี ธรเทวปุร ฉฺปงฺ กรฺ สํตจฺ สฺยงฺ ตตฺวลฺ โตยฺ เวฺน- (11) ก สฺตจฺ ผฺชลฺ มุะ ผฺตฺวลฺ ภรตราหุ จํนฺยร ผฺตฺยงฺนิ เปฺร โอยฺ นาม วฺระ ก- (12) มฺรเตงฺ อญฺ ศฺรีนฺฤปสิงฺหวรฺมฺม ต อฺนกฺ สญฺชกฺ เทวปุร ต ชา ปุ- (13) ตฺร อฺนกฺ สญฺชกฺ ศฺรี ธรเทวปุร โอยฺ นาม อํเตง ต อฺนกฺ สญฺชกฺ ต วฺยร (14) สฺถาปนา รูป อิส กุลปกฺษ โผงฺ สฺตจฺ ปฺรโกปฺ สํปตฺ นุกฺรม" คำแปล --------- กาลครั้งหนึ่ง ภรตราหูมีเจตนาประทุษร้ายต่อพระบาทศรียโศวรฺมฺมเทวะ จึงบุกพังทลายยึดพระราชวังไว้หมด ผลเมืองทั้งหลายจับอาวุธ(ปิตย)(ลุกขึ้นสู้)กลางมณฑปแล้วไล่ฟัน(รอด)ทั้งหมด (พระองค์)เสด็จต่อต้านสู้กลับ โดยมีผู้ติดตามส่วนพระองค์(ชื่อ) อรชุน กับ ศรีธรเทวปุระ ต้านสู้ป้องกันให้สมเด็จ ทั้งหมดล้มลงต่อหน้าต่อตา (พระองค์)เสด็จเผชิญหน้าจนล้มภรตราหูลงได้ มีพระราชโองการให้รับทราบโดยทั่วว่า ได้โปรดเกล้าฯ พระราชทานนามว่า พระกมรเตงอัญศรีนฤสิงหวรฺมฺม ส่วนผู้ติดตามพระองค์(ชื่อ)เทวปุระ ผู้เป็นบุตร และผู้ติดตามพระองค์(ชื่อ)ศรีธรบุระ ได้โปรดเกล้าฯ พระราชทานนามเป็น "อำเตง" ่ผู้ติดตามส่วนพระองค์ทั้งสอง ให้สถาปนารูปทั้งหมดไว้ (สำหรับ)เครือญาติทั้งหลายนั้น เสด็จพระราชทานทรัพย์สมบัติตามลำดับชั้น }}} ตอนที่ 3 ---------- {{{ "(15) ⦿ นา สฺตจฺ เทา ทฺวีป จามฺป ต ปูรฺวฺวกาล สฺรจฺ สฺตจฺ จปฺ ทุรฺคฺค ติ กุรุงฺ (16) จามฺป ต โชฺมะ ศฺรี ชยอินฺทฺรวรฺมฺม เปฺร เถฺว เล วฺนํ เจตฺ กตางฺ สฺตจฺ วิงฺ เส- (17) นาปติ จามฺป ทํเนปฺร กฺรฺวยฺ ภา ยางฺ มหาตาล นำ จามฺป เวลา อผุ- (18) ยฺ วฺยรฺ ทนฺ ตปฺ มุข วล โตยฺ สฺกตฺ ลปฺ โกฺรยฺ จญฺ อฺนกฺ สมุทา- (19) ย อฺยตฺต ปฺรสมฺ เลยฺ สฺตจฺ ปญฺจฺยรฺ วล โผงฺ สฺตจฺ วิงฺ ฉฺปงฺ กรฺ (20) ลฺวะ วฺนํ ตฺรยา จรฺ เล วฺนํ โนะ จามฺป โจํชุํ โอยฺ ฉฺนฺวต เถฺลงฺ อฺนกฺ สมุทา- (21) ย ตฺรู ผฺสฺยตฺ อิสฺส คงฺ อฺนกฺ ภยฺ มฺวย ตป คุะ " คำแปล ----------- กาลครั้งหนึ่ง เสด็จถึงดินแดนจามปาสำเร็จก่อนเวลา แล้วเสด็จยึดป้อมปราการที่กษัตริย์จามปา มีพระนามว่าศรีชัยอินทรวรฺมฺม ที่ได้โปรดสร้างไว้บนพนมเจตกตาง แล้วก็เสด็จกลับ แม่ทัพจามปา(ชื่อ)ทํเนประกรวยภายางมหาตาล นำทัพจามปาในเวลาสิบสองอผุย(ยามดึกประมาณเที่ยงคืน) กองหน้าของจามปาลอบสกัดข้างหลัง จนคนของกองหลังไม่เหลือให้รวบรวมเลย (พระองค์)เสด็จบัญชากำลังพลทั้งหมดและวกกลับไปต้านสู้ป้องกันให้อีกฝั่งบริเวณพนมตรยา เคลื่อนทัพถึงบนเขา คนของจามปาจู่โจมโดยให้กองหน้าถล่มคนในกองหลัง ถูกตีแตกพ่ายทั้งหมด เหลือคนเพียง 30 (หรือ 60) เท่านั้น }}} ตอนที่ 4 ---------- {{{ "สฺตจฺ ฉฺปงฺ จุะ ตลฺ ต เช- (22) งฺ วฺนํ โนะ จามฺป โสฺรํ สํตจฺ อฺยตฺ อฺนกฺ มฺวย ต อาจฺ ฉฺปงฺง เลยฺ อฺนกฺ ส- (23) ญฺชกฺ ศฺรีเทว อฺนกฺ สญฺชกฺ ศฺรีวรฺทฺธน ชา กุเล ปฺรติชฺญา สฺยงฺ อฺนกฺ สฺรุกฺ (24) วิชยปุร นา โสฺปต อฺวฺยะ เตลฺ มานฺ วฺระสรฺวฺวชฺญ ติ โกฺรย โหงฺ (25) คลฺ ทฺวลฺ มนฺนุ ฉฺปงฺ ปง ขฺลฺวนฺ โตยฺ เวฺนกฺ สฺตจฺ ปงฺคํ ติงฺ จามฺป เถฺลงฺ (26) เจฺรนฺ ติ ผฺตฺวลฺ สลฺ ไตย จามฺป โปะ นุ ลํเวง ตฺรู ต ไผฺท สฺยงฺ ต ตฺวลฺ" คำแปล --------- เสด็จต่อสู้มุ่งตรงลงมาจนถึงที่เชิงเขา คนของจามปาปิดล้อมสมเด็จไว้ ไม่มีแม้แต่คนเดียวที่อาจสู้ได้เลย ผู้ติดตามพระองค์(ชื่อ)ศรีเทวะ และศรีวรรธนะ ผู้เป็นญาติ ได้ปฏิญาณร่วมกับชาวชุมชน(เมือง)วิชัยปุระว่า "ขอให้เข้าถึงชีวิตที่ได้อยู่กับพระผู้เป็นเจ้าในภายภาคหน้าเทอญ" ทูลรำลึกแล้ว ต่อสู้ยกใหญ่(อย่างเข้มข้น)ซึ่ง ๆ หน้า เสด็จบังคม(เชิดหน้า)บุกตีจามปา ถล่มฝ่าเข้าไปจนพังหลังคากระท่อมจามปา ยิงด้วยลูกศร ถูกข้างลำตัวทั้งหมดและล้มลง }}} ตอนที่ 5 ---------- {{{ "(27) โระ ปฺรติชฺญา ปนฺทฺวลฺ อํปล ราชปุณฺย นา สฺตจฺ นำ อฺนกฺ เขฺมรฺ ตํปิงฺ ปฺว- (28) น ฉฺปงฺ อเนฺล ไภปิย ตปฺ ปฺรํปิย กรฺ คงฺ อิสฺส ลฺวะ กมฺวุชเทศ (29) ปฺรสาท ต อฺนกฺ สญฺชกฺ ต วฺยร โอยฺ นาม อํเตง สฺถาปนา รูป" คำแปล ----------- ตามที่ได้ปฏิญาณไว้ จึงมีพระราชบัญชาให้ประกอบพระราชกุศล(พิธี)เฉลิมฉลองชัยมงคล เนื่องในโอกาสเสด็จนำคนเขมรสี่ตำบลจากการสู้รบ 78 ครั้ง (หรือ 108 ครั้ง) พระราชทานให้ตั้งที่อยู่อาศัยทั้งหมดในละแวกดินแดนกัมพุชะ และทรงพระกรุณาโปรดฯ พระราชทานนาม "อำเตง" แก่ผู้ติดตามส่วนพระองค์ทั้งสองคน และสถาปนารูปไว้ }}} ====================== อรรถาธิบายคำศัพท์ (ตอนที่ 1) -------------------------------------------- "ต" ในที่นี้ทำหน้าที่เป็นคำบุพบทที่แปลว่า "ใน" (เป็นคำที่ทำหน้าที่หลากหลายขึ้นอยู่บริบทของประโยค) "ติ" อ่านตามสำเนียงมอญว่า " ติ / ไต๊ " แปลว่า ที่, ดิน เทียบเคียงกับคำในภาษาสยามคือ "ที่ / ได้ " หากเทียบเคียงกับเสียงพูดในภาษามอญว่า "ได๊ " แปลวา ใน, ข้างใน, ด้านใน (ในจารึกนี้พบคำนี้ 4 ครั้งคือ: ติ กนฺตาล, ติ กุรุงฺ, ติ โกฺรย, ติ ผฺตฺวลฺ) "กนฺตาลฺ" อ่านตามสำเนียงมอญว่า "ก็อนตาน / ก็อนตาว) "ล" ในภาษามอญเป็นได้ทั้งแม่กน และ แม่เกอว์ จึงอ่านได้ 2 เสียง เทียบเคียงกับคำกร่อนในภาษามอญปัจจุบันคือ "กะตาว" (ကတဴ) แปลว่า ตั้ง, วาง, ร้อน หรือยังสามารถเทียบเคียงกับเสียงกร่อนในภาษามอญว่า "กะโต่" เพื่อให้ใกล้เคียงกับความหมายในภาษาเขมรว่า "กันดาล" ที่แปลว่า กลาง, ตรงกลาง "สฺยงฺ" อ่านตามสำเนียงมอญว่า "ซยัง" เทียบเคียงกับคำในภาษามอญปัจจุบันคือ "sorm" (သီု) แปลว่า รวม, ทั้ง, รวมทั้ง, ทั้งหมด คำต่อไปนี้เป็นภาษาสันสกฤต "วฺระ คฤห รตฺน" = พระเรือนแก้ว "อาเคฺนย" = ทิศตะวันออกเฉียงใต้ "อีศาน" = ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ "ไนรฺฤติ" = ทิศตะวันตกเฉียงใต้ "วายวฺย" = ทิศตะวันตกเฉียงเหนือ "มนฺตฺรี" = ผู้เป็นใหญ่, อำมาตย์, ที่ปรึกษา, เสนาบดี ส่วนคำว่า "กมฺรเตงฺชคต" มีคำอธิบายรายละเอียดรากศัพท์ไว้แล้วตามลิงก์ด้านล่างนี้ https://www.facebook.com/share/p/1MZqvJYXq8/ อรรถาธิบายคำศัพท์ (ตอนที่ 2) -------------------------------------------- "นา" อ่านตามสำเนียงมอญว่า "เนีย / แน" (နာ) เป็นคำขึ้นต้นของการเล่าเรื่อง คล้ายกับคำว่า "กาลครั้งหนึ่ง" "เรื่องมีอยู่ว่า" ถ้าในชีวิตประจำวัน มักใช้เป็นคำชี้เฉพาะเจาะจงเช่น อันนี้, เพื่อ, สำหรับ, ด้วย, โดย "ทฺโรห" อ่านตามสำเนียงมอญว่า "ตโรฮะ" เป็นคำที่มอญใช้อยู่จนถึงปัจจุบัน เขียนว่า ဒြိုဟ် พูดออกเสียง "graoih" (ဂြိုဟ်စ) (รากศัพท์มาจากสันสกฤต) "ปิ" อ่านตามสำเนียงมอญว่า "ปิ / ไป๊" เป็นคำที่พบบ่อยในจารึกศาลสูง จังหวัดลพบุรี ซึ่งยังไม่ทราบคำแปลที่แน่ชัด สันนิษฐานว่าน่าจะกร่อนมาจาภาษาสันสกฤต "อปิ" ที่แปลว่า เพื่อ, เพื่อที่จะ, เพื่อว่า, เหตุเพราะ ถ้าพิจารณาจากบริบทในประโยคแล้วสามารถเทียบเคียงกับคำในภาษามอญปัจจุบันคือ "ปิ / พิ" (ဗိ / ဖိ) แปลว่า บุก, ดัน, ผลัก "เถฺลงฺ" อ่านตามสำเนียงมอญว่า "tha-laoing" รากศัพท์ตามภาษามอญคือ လေင် (laoing) แปลว่า เสีย, พัง , สูญเสีย เติมอักษรนำเช่น ထ, ဓ, ဒ, ပ เพื่อจะแผลงเป็นคำสกรรมกริยา เช่น ဓ​လေင်, ဒ​လေင်, ပၠေၚ် ความหมายจะเป็น ทำลาย, ทำให้สูญเสีย เทียบเคียงกับคำในภาษาสยามคือ ถล่ม "จบฺ" อ่านตามสำเนียงมอญว่า "จ้อบ" (စပ်) เทียบเคียงกับคำในภาษาสยามคือ "จับ" แปลความตามภาษามอญคือ ยึด "ปิ เถฺลงฺ จบฺ" ในบริบทนี้จึงแปลรวมว่า "บุกพังทลายเข้ายึด" "อิสฺ" อ่านตามสำเนียงมอญว่า "อึ้ด" เทียบเคียงกับคำในภาษามอญปัจจุบันคือ "อั้ด" (အိုတ်) แปลว่า หมด (all) "โผงฺ" อ่านตามสำเนียงมอญว่า "โผ่ง" เทียบเคียงกับคำในภาษามอญปัจจุบันคือ "ฮโปง" (ဟ​ဗေါင်) แปลว่า พวง, ทั้งพวง, ทั้งหลาย เทียบเคียงกับคำในภาษาสยามคือ "ปวง" แปลว่า ทั้งปวง, ทั้งหมด, ทั้งสิ้น, ทั้งหลาย "ปงฺ" อ่านตามสำเนียงมอญว่า "ปัง" (ပင်) แปลว่า "ยก" "ปิตย" อ่านตามสำเนียงมอญว่า "ไป๊เตียะ / ไป๊ตั๊ย" เทียบเคียงกับคำในภาษามอญปัจจุบันคือ "เปะเตี้ยก" (ဗတေက် / ဂတေက် / ခ​တေက်) กร่อนเป็นภาษาพูด "ฮเตี้ยก" แปลว่า อาวุธชนิหนึ่งที่ทำด้วยไม้เนื้อแข็งด้ามยาวและติดเหล็กปลายแหลม เทียบเคียงกับคำในภาษาสยามคือ "ปฏัก" (เป็นอาวุธที่มีลักษณะดังที่เห็นในรูปแกะสลักบนปราสาทบันทายฉมาร์) หรือเทียบเคียงกับคำในภาษามอญอีกคำคือ "pe-taik" (ဗတိုက်) แปลว่า สู้, ต่อสู้, รบ "ปงฺ ปิตย" ความหมายตามบริบทคือ จับอาวุธ (ประเภทหอกหรือทวน) หรือ ลุกขึ้นสู้ "รตฺ" อ่านตามสำเนียงมอญว่า "ร็อด" (ရတ်) แปลว่า เกี่ยว, ฟัน, ตัด ความหมายในบริบทนี้คือ "ไล่ฟัน" เทียบเคียงกับภาษาสยามคือ "รอด" ความหมายในบริบทนี้คือ สู้ให้รอด (ไม่ว่าจะยึดตามภาษาสยามหรือภาษามอญ ความหมายทั้งสองภาษาก็เข้ากันกับเนื้อเรื่องอย่างลงตัว) "อิสฺส" อ่านตามสำเนียงมอญว่า "อึ้ดซะ" เทียบเคียงกับคำในภาษามอญปัจจุบันคือ "อั๊ดซัม" (အိုဿီု) แปลว่า ทั้งหมด รวมทั้งหมด "สฺตจฺ" อ่านตามสำเนียงมอญว่า "ซต๊อจ" รากศัพท์ตามภาษามอญคือ "ต๊อด" (တတ်) แปลว่า ตัด, เดินตัดหน้า, ข้ามผ่าน, เดินทางลัด, เด็ดขาด เทียบเคียงกับคำราชาศัพท์สยามคือ "เสด็จ" เป็นคำกริยา แปลตามรากศัพท์ภาษามอญคือ เดินหน้า ดำเนินการ ส่วนคำว่า "สํตจฺ" เทียบเคียงกับคำราชาศัพท์สยามคือ "สมเด็จ" เป็นคำนาม แปลตามรากศัพท์ภาษามอญคือ ผู้มีความเด็ดขาด "ฉฺปงฺ" อ่านตามสำเนียงมอญว่า "ชปัง" เทียบเคียงกับคำในภาษามอญปัจจุบันคือ "ป้อน / ปุ้น" กร่อนมาจาก "จปุน" (စပုန်) หรือ "ซปุน" (သပုန်) แปลว่า ต้าน, ต่อต้าน, ต่อสู้, รบ, ทำสงคราม เทียบเคียงกับคำในภาษาสยามคือ "บัง" แปลว่า ปกป้อง ป้องกัน "อฺนกฺ" อ่านตามสำเนียงมอญว่า "อเนียก" เทียบเคียงกับคำพูดในภาษามอญบางชุมชนคือ "อเนียะฮ์" (အနး / အနိဟ်) แปลว่า คน "สญฺขกฺ" อ่านตามสำเนียงมอญว่า "สอญเจียก" กร่อนเป็นคำในภาษามอญปัจจุบันคือ "สเจียก" (သ္ဇက်) แปลว่า ดึง ชัก ลาก จูง วาด ร่าง(กฎ) ติดตาม "อฺนกฺ สญฺชกฺ" ความหมายในบริบทนี้จึงแปลว่า ผู้ติดตามส่วนพระองค์ "กรฺ" อ่านตามสำเนียงมอญว่า "kor" เทียบเคียงกับคำในภาษามอญปัจจุบันคือ (ကိုဝ်) อ่านออกเสียง "kor" แปลว่า ให้ "ฉฺปงฺ กรฺ" แปลว่า ต่อต้านให้, ป้องกันให้ "ตตฺวลฺ" อ่านตามสำเนียงมอญว่า "ตตฺวล" เทียบเคียงกับคำในภาษามอญป้จจุบันคือ "ตตุ้ม / โต่ม" (ဒတုံ / ဒေါမ်) เป็นคำอกรรมกริยา แปลว่า ตก / ล้ม "โตยฺ" อ่านตามสำเนียงมอญว่า "โตย" เทียบเคียงกับคำในภาษามอญปัจจุบันคือ "โตย" (တုဲ) แปลว่า แล้ว หรือเทียบเคียงกับคำในภาษามอญอีกคำคือ "ตอ / ฮต๊ะ" (တဝ် / ဟတ) แปลว่า ต่อ, ตรง เทียบเคียงกัคำในภาษาสยามคือ โดย ต่อ ตรง (คำบุพบท) "วฺเนกฺ" แม้ในคำภาษามอญมีเสียงคล้ายกันแต่ความหมายไม่เข้ากัน จึงละไว้ในการเทียบเคียง หากเทียบเคียงกับภาษาเขมร แปลว่า "ตา" ซึ่งน่าจะกร่อนเสียงมาจากคำราชาศัพท์ของสยามคือ พระเนตร "ตตฺวลฺ โตยฺ วฺเนกฺ" ความหมายตามบริบทคือ ล้มลงต่อหน้าต่อตา "ผฺชลฺ" อ่านตามสำเนียงมอญว่า "ผจอน" (ဖဇန်) เทียบเคียงกับคพูดในภาษามอญปัจจุบันคือ ဟဇန် แปลว่า โหดร้าย เทียบเคียงกับคำในภาษาสยามคือ "ผจญ หรือ เผชิญ" "มุะ" อ่านตามสำเนียงมอญว่า "มุห์" (မုဟ်) แปลว่า จมูก (เป็นคำที่ตกทอดมาถึงภาษามอญปัจจุบันโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลง) เทียบเคียงกับภาษาสยามคือ "จมูก" "ผฺชลฺ มุะ" ในบริบทนี้จึงแปลว่า "เผชิญหน้า หรือ ประจาญบาน" "ผตฺวลฺ" อ่านตามสำเนียงมอญว่า "ผตวล" เทียบเคียงกับคำในภาษามอญปัจจุบันคือ "ปโต่ม" (ဗ္ဒောံ) เป็นคำสกรรมกริยา แปลว่า ทำให้ล้ม หรือ ทุ่ม "จํนฺยร" อ่านตามสำเนียงมอญว่า jomñor (စမ္ညဝ်) เทียบเคียงกับคำในภาษามอญปัจจุบันคือ "tomñor" (တမ္ညဝ်) แปลว่า อย่างเลื่องลือ โดยทั่วถึง "ผฺตฺยงฺนิ" อ่านตามสำเนียงมอญว่า "พะตยั้งไน๊ / พเตี้ยงไน๊" เทียบเคียงกับภาษามอญปัจจุบันคือ "พแต้มแนง / ปตี้มเนียง" (ပ္တီ) แปลว่า รายงานมา หรือ แจ้งมา แปลตามบริบทคือ มีพระราชโองการ "เปฺร" อ่านตามสำเนียงมอญว่า "เปรย" (ပြေ) (เป็นคำที่ตกทอดมาถึงภาษามอญปัจจุบันโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลง) เทียบเคียงกับคำในภาษาสยามคือ "โปรด" ในภาษามอญปัจจุบันมีการเติมท้ายคำว่า จ๊าด (စိုတ်) รวมเป็น "เปรยจ๊าด" (ပြေစိုတ်) แปลว่า พอใจ "โอย" อ่านตามสำเนียงมอญว่า "อวย / อุย" (ဥယ်) ในภาษามอญไม่นิยมใช้เป็นทางการ (เป็นคำภาษาตลาด) แปลว่า โกยให้ ตักให้ มอบให้ หรือ เก็บให้สะอาด เทียบเคียงกับคำในภาษาสยามคือ "อวย" "อํเตงฺ" อ่านตามสำเนียงมอญว่า "อ็อมเตียง / อองเตียง / อองตาญ" ความหมายตามรากศัพท์ภาษามอญคือ "อํ" (အံ) แปลว่า สำเร็จ ชัยชนะ "เตง / ตาญ" (တေင်) แปลว่า ตึง, เข้มงวด, ยิ่ง ๆ ขึ้น, รายงาน ในบริบทนี้จึงแปลว่า ผู้สำเร็จแทนพระองค์ "วฺยร" อ่านตามสำเนียงมอญว่า "vear" เทียบเคียงกับสำเนียงพูดของชาวมอญที่อยู่ฝั่งชายทะเลอันดามันคือ "เบียร์ / แบร์" แปลว่า สอง "ปฺรโกปฺ" อ่านตามสำเนียงมอญว่า "ประโกบ" เทียบเคียงกับคำในภาษามอญปัจจุบันคือ "ปกอบ" (ဗ္ဂပ်) พ้องกับคำในภาษาสยามคือ "ประกอบ" แปลความตามบริบทในที่นี้คือ พระราชทาน คำต่อไปนี้เป็นภาษาสันสกฤต "สํวุทฺธิ โทฺรห" = ทรยศประทุษร้ายโดยเจตนา "มนฺทิร" = มณเฑียร, เรือนของพระมหากษัตริย์ "มตฺตวาร" = "มตฺตวารณ" = ระเบียง, มุข, มณฑป "สฺถาปนา" = ตั้งไว้ "กุลปกฺษ" = คณะญาติ, เครือญาติ "สํปตฺ" = ทรัพย์สมบัติ "นุกรมฺ" = ตามลำดับ อรรถาธิบายคำศัพท์ (ตอนที่ 3) ------------------------------------ "เทา" อ่านตามสำเนียงมอญว่า "โต่" (ဒေါ) บางทีออกเสียง "โท" แปลว่า ถึง, จนถึง เป็นคำที่ตกทอดมาถึงคำในภาษามอญปัจจุบันโดยไม่มีเสียงเปลี่ยแปลง "สฺรจฺ" อ่านตามสำเนียงมอญว่า "ซ็อด" เทียบเคียงกับภาษาสยามคือ เสร็จ หรือ สำเร็จ เทียบเคียงกับคำในภาษามอญโบราณคือ သိုတ် / တသိုတ် ออกเสียง "sort" "กุรุง" อ่านตามสำเนียงมอญว่า "กุเริง / เก๊าเริง" (ကုရုင်) แปลว่า ผู้ว่าที่ทำการราชการ ซึ่งในที่นี้หมายถึง กษัตริย์ปกครองเมืองจามปา แผลงมาเป็นภาษาสยามคือ "กรุง" หมายถึง ศูนย์กลางของที่ทำการราชการ "วนํ" เป็นคำในภาษาสันสกฤติ แปลว่า ป่าที่เต็มไปด้วยต้นไม้ขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นได้ทั้งในป่าดงดิบบนที่ราบและบนภูเขา หากแยกรากศัพท์ตามภาษามอญ สามารถแยกได้ดังนี้ "ว + นํ" โดยแปลตามรากศัพท์ภาษามอญดังนี้ ว(พ) = พ่อ (หมายถึงใหญ่), นํ = ต้นไม้ ดังนั้นความหมายดั้งเดิมคือ "ต้นไม้ใหญ่" ตรงกับความหมายในภาษาสันสกฤตคือ ป่าไม้ใหญ่ "โชฺมะ" อ่านตามสำเนียงมอญว่า "จโมะ" (ဇ္မောအ်) แปลว่า ชื่อ (เป็นคำที่ตกทอดมาถึงคำพูดในภาษามอญบางชุมชนโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลง) เทียบเคียงกับคำในภาษาสยามคือ "ชื่อ" ภาษามอญปัจจุบันเขียนว่า ယမု (ยมุ) เวลาพูดมักออกเสียงว่า "จโมะ" "อโมะ" "เถฺว" อ่านตามสำเนียงมอญว่า "ทเวย" เทียบเคียงกับคำในภาษามอญโบราณ "dwoh" (ဒွံ) ภาษามอญปัจจุบันกร่อนเป็น "bdoh" (ဗ္ဒဟ်) แปลว่า ทำให้เกิด หรือ สร้าง เทียบเคียงกับคำในภาษาสยามคือ "ทำ" "วิง" อ่านตามสำเนียงมอญว่า "woing" (ဝိင်) เทียบเคียงกับคำในภาษามอญปัจจุบันคือ (အဝိင်) แปลว่าเหวี่ยง, วกกลับ เทียบเคียงกับคำในภาษาสยามคือ "แว้ง" "นำ" เป็นคำที่ตกทอดมาถึงคำในภาษาสยามปัจจุบันโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลง เทียบเคียงกับคำในภาษามอญคือ "แนง / เนียง" แปลว่า นำมา, เอามา "อผุย" อ่านตามสำเนียงมอญว่า "อพุย" เทียบเคียงกับคำในภาษามอญปัจจุบันคือ "abhaoih" (အဘိုအ်) แปลว่า ส่วน, สัดส่วน ความหมายในบริบทนี้คือ "ยาม" ตามหลักโหราศาสตร์มอญโบราณ เวลาทั้งหมดมี 16 ยาม แบ่งออกเป็น กลางวัน 8 ยาม และกลางคืน 8 ยาม ซึ่งในจารึกนี้กล่าวว่า เวลา 12 อผุย เท่ากับช่วงเวลาประมาณเที่ยงคืน (22.30 น. - 24.00 น.) "ทนฺ" อ่านตามสำเนียงมอญว่า "ต่อน" คำมอญในวรรณกรรม แปลว่า ทบ, บวก "ตปฺ" อ่านตามสำเนียงเขมรว่า "ดั๊บ" แปลว่า สิบ เทียบเสียงในภาษามอญคือ "ဍိုပ်" ถ้าเป็นภาษามอญในที่นี้ไม่ได้แปลว่า "หัว" เป็นคำที่แปลว่า "กอง" ในสมัยก่อนมีการจัดของที่เป็นลูก ๆ กองละสิบลูก หรือจัดทหารกองละสิบนาย ทางมอญเรียกว่า "ดั๊บ" 1 ดั๊บเท่ากับ 10 "วฺยรฺ ทนฺ ตปฺ" = 2+10 = 12 "สฺกตฺ" อ่านตามสำเนียงมอญว่า "สก๊อด" เทียบเคียงกับคำในภาษามอญปัจจุบันคือ "สกุ๊ด" (သ္ကုတ်) แปลว่า ตัดให้ขาด ความหมายในบริบทนี้คือ ตัดกำลังพล เทียบเคียงกับคำในภาษาสยามคือ "สกัด" "ลปฺ" อ่านตามสำเนียงมอญว่า "ลอบ" ตรงกับภาษาสยามคือ "ลอบ" เทียบเคียงกับคำในภาษามอญปัจจุบันคือ "โหล็บ" (လောပ် / လုပ်) แปลว่า เข้า "โกฺรยฺ" อ่านตามสำเนียงมอญว่า "โกรย" เทียบเคียงกับคำในภาษามอญปัจจุบันคือ "กราว" (ကြဴ) แปลว่า ข้างหลัง ภายหลัง, ภายภาคหน้า "จญฺ" อ่านตามสำเนียงมอญว่า "จอญ" เทียบเคียงกับคำในภาษาสยามคือ "จน" แปลว่า till, หมดหนทาง เทียบเคียงกับคำในภาษามอญคือ "เจ้อ" (စဵု)(till) หรือยังสามารถเทียบเคียงกับเสียงกร่อนในภาษามอญว่า "จยะ" (ကျ) เพื่อให้ใกล้เคียงกับความหมายในภาษาเขมรว่า "จัญ" ที่แปลว่า แพ้ "อฺยตฺต" อ่านตามสำเนียงมอญว่า "อะย็อตตะ" เทียบเคียงกับคำในภาษามอญปัจจุบันคือ "อั้ดต๊ะ" (အိုတ်တး) แปลว่า หมดเกลี้ยง, หมดเปลือก, ไม่เหลือ, ไม่มี "ปฺรสมฺ" อ่านตามสำเนียงมอญว่า "ประซ็อม" (ပြသံ) เทียบเคียงกับคำในภาษาสยามคือ "ประสม" เทียบเคียงกับคำในภาษามอญปัจจุบันคือ "ปโก้ม" (ပ္ကောံ) แปลว่า รวม, รวบรวม "เลยฺ" อ่านตามสำเนียงมอญว่า "เลย" (လေဝ်) ตรงกับคำในภาษาสยามคือ "เลย" (ทั้งสยามและมอญใช้เหมือนกัน) "ปญฺจฺยรฺ" อ่านตามสำเนียงมอญว่า "ปอญ-เจียร์" (ပည္ဇာ) เทียบเคียงกับคำราชาศัพท์ในภาษาสยามคือ "บัญชา" "ลฺวะ" อ่านตามสำเนียงมอญว่า "ลเวียะฮ์ / ลแวะฮ์" (လွး) แปลว่า ฝั่ง, ฟาก, ฝ่าย, แถว, บริเวณ เทียบเคียงกับคำคำในภาษาสยามคือ "ละแวก" (เป็นคำที่ตกทอดมาถึงภาษามอญปัจจุบันโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลง) "โนะ" อ่านตามสำเนียงมอญว่า "โนะฮ์" เทียบเคียงกับคำในภาษามอญบางชุมชนคือ "เนียะฮ์" (ညး / နး / နိဟ်) แปลว่า คน, ชาว "โจํชุํ" อ่านตามสำเนียงมอญว่า "โจมจุ่ม" (စောံဇီု) แปลว่า ปะทะกันเป็นคู่ ๆ, ปะทะกันเป็นชุด ๆ, รวมกันปะทะ เทียบเคียงกับคำในภาษาสยามคือ "จู่โจม" คำว่า "ฉฺนฺวต" อ่านตามสำเนียงมอญว่า "จนวด" (စၞောတ်) เวลาพูดมักออกเสียงว่า "กะนวด / อะนวด (ကၞောတ် /အၞောတ်) แปลว่า ยอด, ปลาย, ข้างหน้าสุด (เป็นคำที่ตกทอดมาถึงภาษามอญปัจจุบันโดยแทบไม่มีการเปลี่ยนแปลง) "ตฺรู" อ่านตามสำเนียงมอญว่า "ตเรา" เทียบเคียงกับคำในภาษามอญปัจจุบันคือ "แตะฮ์แระฮ์" (ဒးရး) แปลว่า ถูก, โดน, ถูกต้อง เทียบเคียงกับคำในภาษาสยามคือ "ถูก" "ผฺสฺยตฺ" อ่านตามสำเนียงมอญว่า "bha-syot" เทียบเคียงกับคำในภาษามอญปัจจุบันคือ "ปฺยอด" (ဗျတ်) แปลว่า หมดสภาพ ซึ่งความหมายในบริบทนี้คือ แตกพ่าย เทียบเคียงกับคำในภาษาสยามคือ ยับ, ย่อยยับ "คงฺ" อ่านตามสำเนียงมอญว่า "เกี่ยง" (ဂင်) แปลว่า ค้าง, เหลือ ตรงกับคำในภาษาสยามคือ "คง" "ไภ" อ่านตามสำเนียงมอญว่า "ไพ" เทียบเคียงกับคำในภาษามอญคือ ဘိုက် (ไภก์) แปลว่า ครึ่ง เทียบเคียงกับอีกคำคือ အပါ် (อไป๊) แปลว่า ครึ่งร้อย หมายถึง ห้าสิบ เทียบกับภาษาเขมรคือ ម្ភៃ (มะไพ) แปลว่า ยี่สิบ "ภยฺมฺวย ตปฺ" แปลว่า (50x1)+20 = 60 (ระเบบเลขมอญ) (20x1)+10 = 30 (ระบบเลขเขมร) "คุะ" อ่านตามสำเนียงมอญว่า "โกะฮ์" (ဂ်ှ / ဂဟ်) แปลว่า นั้น, แค่นั้น, เท่านั้น (เป็นคำที่ตกทอดมาถึงภาษามอญปัจจุบันโดยไม่มีการเปลี่ยนเสียง) คำต่อไปนี้เป็นภาษาสันสกฤต "ทวีป" = ดินแดน "ปูรฺวฺวกาล" = "ปูรวกาล" = ก่อนเวลา, กาลก่อน "ทุรฺคฺค" = ผู้ที่เข้าถึงได้ยาก, ป้อมปราการ, ที่มั่น "เสนาปติ" = แม่ทัพ "มุขวล" = กองพลแนวหน้า "สมุทาย" เป็นคำที่พบในคัมภีร์มหาภารตะ ใช้เรียกทหารกองหนุนหรือกองหลัง อรรถาธิบายคำศัพท์ (ตอนที่ 4) ------------------------------------- "จุะ" อ่านตามสำเนียงว่า "จุ๊ฮ์" เทียบเคียงกับคำในภาษามอญปัจจุบันได้ 2 คำดังนี้ "เจ๊ะฮ์" (စေဟ်) แปลว่า ลง "จู้" (စူ) แปลว่า มุ่งตรง "ตลฺ" อ่านตามสำเนียงมอญว่า "เตอล์" (ဒဵု) แปลว่า จนถึง "เชงฺ" อ่านตามสำเนียงมอญว่า "เจียง หรือ jaoing" (ဇေင်) เป็นคำที่สามารถอ่านออกเสียงได้ 2 เสียง ซึ่งความหมายก็จะเปลี่ยนไปตามเสียงที่ออก ถ้าออกเสียง "เจี่ยง" จะเป็นคำที่กร่อนมาจาก "เจรียง" (ဇြေင်) แปลว่า เคียง, เคียงข้าง, เชิง ถ้าออกเสียง "jaoing" ปัจจุบันเขียน "jaing" (ဇိုင်) แปลว่า ขา, เท้า, ตีน เทียบเคียงกับคำในภาษาสยามคือ "เชิง" "โสฺรํ" อ่านตามสำเนียงมอญว่า "ซโรม" (သရီု) กร่อนเป็นเสียง พูด "ฮโรม / ฮเริม" (ဟရီု) แปลว่า คลุม ซึ่งความหมายในบริบทนี้คือ ปิดล้อม "อฺยตฺ" อ่านตามสำเนียงมอญว่า "อะย็อด" เทียบเคียงกับคำในภาษามอญปัจจุบันคือ "อั้ด" (အိုတ်) แปลว่า หมด (emty) "มฺวยฺ" อ่านตามสำเนียงมอญว่า "มฺวอย / มัว" ตรงกับตัวเลขมอญ (မွယ် / မွဲ) แปลว่า หนึ่ง "อาจฺ" เป็นคำตรงกับภาษาสยามโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลง "กุเล" อ่านตามสำเนียงมอญว่า "กุเลย / เก๊าเลย" เทียบเคียงกับคำในภาษามอญปัจจุบันคือ "กเลา" (က​လော) แปลว่า ญาติ (รากศัพท์มาจากสันสกฤต) "สฺรุกฺ" ถ้าอ่านตามสำเนียงมอญว่า "เซิ็ก" แปลว่า ที่ตั้งรกราก ถ้าออกเสียงว่า "สรุก" แปลว่า ชุมชน "โสฺปต" อ่านตามสำเนียงมอญว่า "ซโปด" (သ္ပေါတ်) คำมอญในวรรณกรรม แปลว่า แตะต้อง เข้าถึง "อฺวฺยะ" อ่านตามสำเนียงมอญว่า "อเวียะ" เทียบเคียงกับคำพูดในภาษามอญปัจจุบันคือ "ฮเวียะ" (ဟဝ) แปลว่า ภพ ชีวิต "เตลฺมานฺ" อ่านตามสำเนียงมอญว่า "เตมาน" เทียบเคียงกับคำในภาษามอญปัจจุบันคือ "เต่ะมอง" (ဒမံင်) แปลว่า อยู่ ได้อยู่ "โหงฺ" เทียบเคียงกับคำในภาษามอญปัจจุบันว่า "โร่ง" (ရောင်) เป็นคำปิดท้ายประโยคอวยพรที่เทียบกับภาษาไทยคือ เทอญ "คลฺ ทฺวลฺ" อ่านตามสำเนียงมอญว่า "เก่อต่วล" (ဂ​ဒေါန်) มาจากรากศัพท์ตามภาษามอญคือ ဒေါန် (ต่วล) แปลว่า บ่น, ติเตียน, สั่งสอน "เก่อต่วล" (ဂ​ဒေါန်) จึงแปลว่า คำบ่น คำติเตียน คำสั่งสอน เทียบเคียงกับคำในภาษาสยามคือ "คำทูล" หมายถึง คำกล่าวทูล "มนฺนุ" อ่านตามสำเนียงมอญว่า "เมียะนนุ" (မန္နုဟ်) แปลว่า การรำลึก รากศัพท์ตามภาษามอญคือ "นนุฮ์" (န္နုဟ်) ปัจจุบันเขียนว่า "ปนุฮ์" (ဗၞုဟ်) พูดว่า "ฮะนุฮ์" แปลว่า รำลึก "ขฺลฺวนฺ" อ่านตามสำเนียงมอญว่า "คล่อน" (ခၠန်) กร่อนเป็น "ค่อน" (ခန်) แปลว่า ขุ่น, เข้มข้น เทียบเคียงกับคำในภาษาสยามคือ "ข้น" "ปงฺคํ" อ่านตามสำเนียงมอญว่า "ปังก็อม" ตรงกับคำในภาษาสยามคือ บังคม แยกรากศัพท์ตามภาษามอญดังนี้ "ปัง" แปลว่า ยก, คํ เป็นคำสันสกฤต แปลว่า หัว ฉะนั้น "ปงฺคํ" ในที่นี้จึงแปลว่า ยกหัว, เชิดหน้า (ไม่ใช่ก้มหัว) "ติงฺ" อ่านตามสำเนียงมอญว่า "toing" (တိင်) คำนี้ในภาษามอญปัจจุบันใช้กับการตีหรือบรรเลงเครื่องดนตรี เทียบเคียงกับภาษาสยามคือ "ตี" ความหมายในบริบทนี้จึงแปลว่า (บรรเลงเพลงดาบ)บุกตีทัพจามปา "เจฺรนฺ" อ่านตามสำเนียงมอญว่า "จเรน" (စြေန်) แปลว่า สกัดออกให้เล็กลง "เถฺลงฺ เจฺรนฺ" แปลว่า ถล่มแหลกให้แตกกระจุย "สลฺไตย" อ่านตามสำเนียงมอญว่า "ซลไต" (သၠတဲါ) แปลว่า หลังคากระท่อม "โปะ" อ่านตามสำเนียงมอญว่า "โปะฮ์" (ပေါဟ်) แปลว่า ยิง ใช้กับอาวุธชนิดที่มีสายดึงเช่น ธนู หนังสติ๊ก ถ้าเป็นอาวุธชนิดที่ยิงด้วยกระสุนเช่นปืน จะใช้คำว่า "โปน" (ပန်) "นุ" อ่านตามสำเนียงมอญว่า "นุ" เทียบเคียงกับคำในภาษามอญปัจจุบันคือ "เนียะ / แนะ" (န) แปลว่า ด้วย โดย "ลํเวงฺ" อ่านตามสำเนียงมอญว่า "ล็อมเวียง" เทียบเคียงกับคำในภาษามอญปัจจุบันได้หลายคำดังนี้ เสียงกร่อนเป็น "และเวียง" (လ​ဝေင်) พูดว่า "แมะเวียง" (မ​ဝေင်) แปลว่า กระสุนลูกกลม ๆ เสียงกร่อนเป็น "Lwoh" (လွဟ်) แปลว่า อาวุธ เสียงกร่อนเป็น "ลเวีย" (လွဴ) พูดว่า "เลีย" (လဴ) แปลว่า ลูกศร (หากพิจารณาจากรูปแกะสลักนักรบกำลังยิงธนูบนปราสาทบันทายฉมาร์ คำว่า "โปห์ นุ ลํเวงฺ" จึงตีความได้ว่า "ยิงด้วยลูกศร") "ไผฺท" อ่านตามสำเนียงมอญว่า "พไต่" เทียบเคียงกับคำในภาษามอญปัจจุบันคือ "ปไต่" (ဗ္ဒဲါ) แปลว่า ข้าง ด้านข้าง คำต่อไปนี้เป็นภาษาสันสกฤต "ปฺรติชฺญา" = ปฏิญาณตน "สรฺวฺวชฺญ" = ผู้รู้ทุกสิ่ง (สันสกฤต) "วรห์ สรฺวฺวชฺญ ติ โกรย" = พระผู้รู้ทุกสิ่งในภายภาคหน้า(พระผู้เป็นเจ้า) ====================== อรรถาธิบายคำศัพท์ (ตอนที่ 5) ------------------------------------- "โระ" อ่านตามสำเนียงมอญว่า "โรฮ์ / เราฮ์" เทียบเคียงกับคำในภาษามอญปัจจุบันคือ "เรีย" ( ရဴ ) แปลว่า ตามที่ "ปนฺทฺวลฺ" อ่านตามสำเนียงมอญว่า "ปอนต่วล" (ပန်​ဒေါန်) กร่อนเป็น (ပ​ဒေါန်) แปลว่า ทำการบ่น ทำการติเตียน ทำการสั่งสอน เทียบเคียงกับคำในภาษาสยามคือ "บัณฑูร" ในบริบทนี้จึงแปลว่า มีพระราชบัญชา "อํปล" อ่านตามสำเนียงมอญว่า "อ็อมปอล / อองปอล" (အံပိုန်) ความหมายตามรากศัพท์ในภาษามีดังนี้ "อํ" (အံင်) แปลว่า สำเร็จ ชัยชนะ "ปลฺ" (ပိုန်) แปลว่า ผลที่ได้รับ "อํปลฺ" ในบริบทนี้จึงแปลว่า ชัยมงคล "ตํปิงฺ" เทียบเคียงกับคำในภาษาสยามคือ "ตำบล" "ปฺวน" อ่านตามสำเนียงมอญว่า "ปวอน" ตรงกับตัวเลขมอญ (ပန်) แปลว่า สี่ "อเนฺล" อ่านตามสำเนียงมอญว่า "ออนเลย" เทียบเคียงกับคำในภาษามอญปัจจุบันคือ "อะลอน" (အလန်) แปลว่า ครั้ง (จำนวนครั้ง) "ปิย" อ่านตามสำเนียงมอญว่า "ไป๊ย์" ตรงกับตัวเลขมอญ (ပိ) แปลว่า สาม "ไภปิย ตปฺ ปฺรํปิย" แปลว่า (50×3)+10+8 = 108 (ระบบเลขมอญ) (20x3)+10+8 = 78 (ระบบเลขเขมร) คำต่อไปนี้เป็นภาษาสันสกฤต "ราชปุณฺย" = พระราชกุศล, พระราชพิธีเฉลิมฉลอง "กมฺวุชเทศ" = ดินแดนกัมพุชะ, ประเทศกัมพุชะ "ปฺรสาท" = ความอนุเคราะห์, ความกรุณา, ทรงโปรดฯ ====================== แปลโดย: อมร สิงห์วอน 12-16 Oct 2026
ข้อความเต็มของโพสต์ต่อมา (รวมส่วนที่เขาเขียนเพิ่มในคอมเมนต์ด้วย)
คำว่า "เสด็จ" "สมเด็จ" เดิมสะกดว่า "สฺตจ" "สํตจ" เป็นคำสยามที่มีมาก่อนที่เขมรจะยึดกัมพูชามาเป็นของเขมรแล้ว ในพุทธศตวรรษที่ 18 เขมรยังเป็นกลุ่มคนที่ถูกพระเจ้าชัยวรมันกวาดต้อนมาจากการทำสงครามและให้ตั้งถิ่นฐานในดินแดนกัมพูชา ผู้ที่ออกรบสู้กับจามปาในขณะนั้นคือชาววิชัยปุระ ไม่ใช่ชาวเขมร หลักฐานชี้ชัดในจารึกปราสาทบันทายฉมาร์ K.227 ต้นตระกุลกษัตริย์วรมันไม่ใช่เขมร เป็นแขกนักเดินเรือชื่อโกฑิญญะที่รบชนะราชินีฟูนานและได้อภิเษกกับราชินี ตามบันทึกจีนราชินีองค์นี้ชื่อ "หลิวเย่" เทียบเคียงกับคำในภาษามอญคือ လျး (ลฺยะฮ์) อ่านออกเสียงตามสำเนียงมอญ เลียะเยียะฮ์ / เลียะเย่ฮ์ แปลว่า แสง หรือ รัศมี ในคัมภีร์มอญโบราณกล่าวถึงเมืองโกรม (ဍုင်​ကြောံ) แขกยึดอาณาจักรกรอมได้และตั้งตนเป็นกษัตริย์ตระกุลวรมัน (แขก + กรอม = ขอม) ในพงศาวดารมอญไม่เคยมีคำว่า มอญ-เขมร ครับ มีแต่ မန်ဒိုင် (มอญไต/มอญไท), မန္ဒ (Munda), မည (มอญญะ) เท่านั้นครับ ตามพงศาวดารสะเทิม มีชื่อเผ่าพันธุ์หนึ่งที่เรียกว่า "ขไม" (Khmaing) (ออกเสียงเหมือนที่คนกัมพูชาเรียกชนชาติตนเอง) อาศัยอยู่ตามเกาะ มีความว่องไวในทะเล เป็นคนป่าเถื่อน ชอบแอบเข้ามาจับเด็กทารกตามชุมชนในเมืองสะเทิมไปกิน เกาะที่ว่านี้ปัจจุบันชาวมอญเรียกว่า เกาะขไม พม่าเรียกว่า ปะลูจ้วน
ข้อสรุปทั้งหมดนี้ตั้งอยู่บนการตีความศัพท์ทีละคำ ถ้าศัพท์มอญที่ยกมาไม่ได้มีความหมายตามที่อ้าง ข้อสรุปก็ไม่มีฐานรองรับ ในบทความนี้จึงจะตรวจศัพท์เหล่านั้นกับพจนานุกรมภาษามอญของ แฮร์รี เลโอนาร์ด ชอร์โต (Harry Leonard Shorto) ซึ่งเป็นพจนานุกรมภาษามอญที่ละเอียดที่สุดที่มีในปัจจุบัน และให้รูปเขียนมอญแบบวรรณคดีกำกับไว้ทุกคำ ประกอบกับพจนานุกรมภาษาเขมรโบราณของ ฟิลิป เจนเนอร์ (Philip Jenner) ซึ่งมักยกคำมอญโบราณจากพจนานุกรมจารึกมอญของชอร์โตมาเทียบไว้ด้วย
ในบทความนี้ใช้สีแยกประเภทของข้อความดังนี้ คำที่เขียนด้วยอักษรมอญแสดงเป็นสีแดง ตามด้วยปริวรรตเป็นอักษรไทยแบบถอดตามรูปในวงเล็บ ซึ่งแสดงเป็นสีเขียวน้ำทะเล เช่น ရတ် (รต์) โดยสระบางตัวถอดตามค่าในภาษามอญวรรณคดี เช่น ဒဵု (เทอ) သီု (สิุม) และสระ ဴ ถอดเป็น -าว หลังพยัญชนะกลุ่มเสียงที่ 1 เช่น ကြဴ (กฺราว) และเป็น เ-ีย หลังพยัญชนะกลุ่มเสียงที่ 2 เช่น လဴ (เลีย) ส่วนคำในจารึกเขมรที่ปริวรรตเป็นอักษรไทยก็แสดงด้วยสีเดียวกัน เช่น รตฺ อักษรพม่าแสดงเป็นสีเขียว เช่น မြန်မာ การถอดเป็นอักษรโรมัน ทั้งรูปมอญวรรณคดีที่ชอร์โตถอดไว้ รูปมอญโบราณ และรูปเขมรโบราณ แสดงเป็นสีม่วงตัวเอียง เช่น rat ส่วนเสียงอ่านตามที่ชอร์โตบันทึกไว้แสดงเป็นสัทอักษรสีส้มในเครื่องหมาย / / เช่น /ròt/
2. ปัญหาเรื่องวิธีการ
ภาษามอญกับภาษาเขมรเป็นญาติกัน คำคล้ายกันจึงไม่ได้พิสูจน์อะไร
ภาษามอญกับภาษาเขมรอยู่ในตระกูลภาษาออสโตรเอเชียติกเหมือนกัน จึงมีคำพื้นฐานที่สืบมาจากรากเดียวกันอยู่ไม่น้อย ตัวอย่างเช่นคำต่อไปนี้ ซึ่งเจนเนอร์ก็บันทึกไว้ในพจนานุกรมของเขาเอง
ความหมายเขมรโบราณมอญโบราณมอญปัจจุบัน
หนึ่งmvaymoyမွဲ (ไมฺว) mway /mòa/
สี่pvanpanပန် (ปน์) pan /pɔn/
จมูกmuḥmoḥ-
เท้าjeṅjuṅဇိုၚ် (โชง์) juiṅ /càŋ/
มือtaiteyတဲ (ไต) tay /toa/
ดังนั้นการที่หาคำมอญที่ "คล้าย" คำในจารึกได้จำนวนหนึ่ง ไม่ได้แสดงว่าจารึกเขียนเป็นภาษามอญ เพราะถ้าเป็นภาษาเขมรก็ต้องมีคำแบบนี้อยู่แล้ว สิ่งที่จะบอกได้ว่าเป็นภาษาไหนคือคำที่ 2 ภาษาใช้ต่างกัน เช่นคำว่า "สอง" "สิบ" "ยี่สิบ" "ชื่อ" "วิ่ง" ซึ่งจะดูกันในหัวข้อ 4 และ 5
เลือกภาษาได้ตามใจทีละคำ ก็แปลออกมาเป็นอะไรก็ได้
ในคำอธิบายศัพท์ของเพจ คำหนึ่งเทียบกับภาษามอญ อีกคำเทียบกับภาษาไทย อีกคำยอมรับว่าเป็นภาษาเขมร บางคำเสนอไว้ 2-3 ทางเลือกจากคนละภาษา เช่น "รตฺ" ว่ามอญแปลว่า "ฟัน" แต่ไทยแปลว่า "รอด" แล้วบอกว่า "ไม่ว่าจะยึดตามภาษาสยามหรือภาษามอญ ความหมายทั้งสองภาษาก็เข้ากันกับเนื้อเรื่องอย่างลงตัว" หรือ "ปิตย" ที่เสนอทั้ง "ปฏัก" และ "สู้" วิธีนี้ไม่มีทางผิด เพราะถ้าภาษาหนึ่งไม่ได้ความก็เปลี่ยนไปใช้อีกภาษา และถ้ายังไม่ได้อีกก็อ้างว่าเป็น "เสียงกร่อน" ของคำอื่น ซึ่งหมายความว่าวิธีนี้ทดสอบไม่ได้ และไม่ได้บอกอะไรเกี่ยวกับตัวจารึกเลย
ปัญหาคล้ายกันคือการเทียบรูปเขียนเมื่อ 800 ปีก่อนกับคำพูดภาษามอญปัจจุบันโดยตรง ภาษามอญเองก็เปลี่ยนไปมากในช่วงเวลานั้น ถ้าจะเทียบให้ถูกต้องควรเทียบกับรูปมอญโบราณที่พบในจารึกมอญยุคเดียวกัน ซึ่งชอร์โตรวบรวมไว้แล้ว ไม่ใช่เทียบกับเสียงพูดแล้วอธิบายส่วนที่ไม่ตรงว่า "กร่อน"
อักษรอ่านได้หลายภาษา แต่การสะกดไม่ได้เปิดกว้างขนาดนั้น
จริงอยู่ที่ว่าอักษรตระกูลเดียวกันนี้ใช้เขียนได้หลายภาษา ทั้งเขมร มอญ พม่า สันสกฤต รวมทั้งไทยในภายหลัง แต่ว่าแต่ละภาษามีวิธีสะกดคำของตัวเอง มอญโบราณก็มีจารึกของตัวเองจำนวนมากตั้งแต่สมัยทวารวดีไปจนถึงหริภุญชัยและพุกาม ซึ่งสะกดคำพื้นฐานต่างจาก K.227 เช่น
ความหมายจารึกมอญโบราณK.227 และจารึกเขมรอื่นๆ
สองḅārvyar (วฺยรฺ)
สิบcastap (ตปฺ)
ชื่อyamoʼjmoḥ (โชฺมห์)
การจะบอกว่าจารึกหลักหนึ่งเป็นภาษามอญ ต้องอธิบายได้ว่าทำไมจึงสะกดเหมือนจารึกเขมรอีกนับพันหลัก แต่ไม่เหมือนจารึกมอญที่มีอยู่จริง
คำไทยที่ยืมจากเขมร ไม่ได้เป็นหลักฐานว่าเป็นคำสยามดั้งเดิม
คำไทยหลายคำที่เพจยกมา "เทียบเคียงกับคำในภาษาสยาม" เป็นคำที่ไทยยืมไปจากเขมร โดยคำที่ปรากฏในจารึกนี้มีดังนี้
คำในจารึกคำไทยหมายเหตุ
สฺตจฺ stacเสด็จเขมรปัจจุบัน ស្ដេច "กษัตริย์"
สํตจฺ saṁtacสมเด็จสฺตจฺ เติมหน่วยคำกลาง -aṁ-
ทฺวลฺ dvalทูล
ปนฺทฺวลฺ pandvalบันทูล, บัณฑูรทฺวลฺ เติมหน่วยคำกลาง -an-
ปงฺคํ paṅgaṁบังคม
สฺกตฺ skatสกัด
กุรุงฺ kuruṅกรุง
วฺนํ vnaṁพนม
เจฺรนฺ crenเจริญ
ไผฺท phdaiไผท
คำเหล่านี้ยังมีร่องรอยการสร้างคำแบบเขมรที่ภาษาไทยไม่มี เช่นการเติมหน่วยคำกลางในตาราง การที่ไทยมีคำเหล่านี้จึงแสดงว่าไทยรับไปจากเขมร ไม่ได้แสดงว่าจารึกเป็นภาษาสยาม
3. ตรวจศัพท์มอญทีละคำกับพจนานุกรม
ตารางต่อไปนี้นำคำมอญที่เพจยกมา ไปค้นในพจนานุกรมภาษามอญของชอร์โต (ฉบับออนไลน์ใน SEAlang Library) โดยแสดงรูปอักษรมอญพร้อมปริวรรตไทย รูปเขียนมอญวรรณคดีที่ชอร์โตถอดเป็นอักษรโรมันไว้ และเสียงอ่านเป็นสัทอักษร ส่วนคอลัมน์สุดท้ายเป็นความหมายตามพจนานุกรมเขมรโบราณของเจนเนอร์ ซึ่งเป็นความหมายที่ใช้ในการแปลแบบเดิม คำที่ระบุว่า "ไม่พบ" หมายถึงไม่พบในพจนานุกรมภาษามอญปัจจุบันของชอร์โต (อาจมีในวรรณคดีมอญที่ชอร์โตไม่ได้เก็บ แต่เพจก็ไม่ได้ระบุแหล่งที่มาไว้) คำมอญที่เพจเขียนไว้บางคำใช้อักษร င ของพม่าแทน ၚ ของมอญ ในที่นี้คงไว้ตามที่เพจเขียน
3.1 คำที่ความหมายในพจนานุกรมไม่ตรงกับที่อ้าง
คำในจารึก (บรรทัด) เพจอ้าง พจนานุกรมมอญของชอร์โต เขมรโบราณ (เจนเนอร์)
ปิตย (8) ဗတေက် (พเตก์) / ဂတေက် (คเตก์) / ခတေက် (ขเตก์) อาวุธด้ามยาวปลายแหลม เทียบ "ปฏัก" หรือ ဗတိုက် (พโตก์) "สู้" ဂတေက် (คเตก์) khatek, gatek /həteak/ แปลแค่ว่าค้อนไม้ (mallet) ไม่ใช่อาวุธปลายแหลม ส่วน ဗတိုက် (พโตก์) phatuik /hətak/ แปลว่าสู้ ยุให้สู้ มาจากราก tak "ตี" ซึ่งพยัญชนะและสระไม่ตรงกับ ปิตย pitai ไม่ทราบความหมายแน่ชัด พบในจารึกปราสาทบากงและโลเลย (K.315, K.318, K.324, K.327, K.330, K.331) ในตำแหน่ง "ผู้ดูแลพระปิไต" และในจารึก K.44 (ค.ศ. 674) ในวลี "ผู้ทำขนมปิไต" เจนเนอร์จึงสันนิษฐานว่าเป็นขนมชนิดหนึ่ง
รตฺ (9) ရတ် (รต์) เกี่ยว ฟัน ตัด "ไล่ฟัน" ရတ် (รต์) rat /ròt/ แปลว่าเกี่ยวข้าว ตัดหญ้า ใช้กับพืชที่ยืนต้นอยู่ ไม่ได้ใช้กับการฟันคน rat วิ่ง หนี (ปัจจุบัน រត់) พบในจารึกเขมร 146 ครั้ง
ปงฺ (8, 25) ပင် (ปง์) ยก ပၚ် (ปง์) paṅ /pɛŋ/ ยก ชู แต่ชอร์โตระบุว่าเป็นคำยืมจากภาษาพม่า (ดูหัวข้อ 3.3) paṅ โยน ทิ้ง (ปัจจุบัน បង់)
ฉฺปงฺ (9 ฯลฯ) စပုန် (จปุน์) / သပုန် (สปุน์) ต้าน ต่อสู้ รบ စပုန် (จปุน์) ไม่พบ ส่วน သပုန် (สปุน์) sapun /həpɔn/ แปลว่ากบฏ ก่อการกบฏ มาจากราก ပုန် (ปุน์) pun /pɔn/ "กบฏ" ตัวสะกดเป็น -n ไม่ใช่ -ŋ chpaṅ สู้รบ (ปัจจุบัน ច្បាំង)
สญฺชกฺ (9 ฯลฯ) သ္ဇက် (สฺชก์) ดึง ชัก ลาก ติดตาม သ္ဇက် (สฺชก์) sjak /sɛ̀ak/ เป็นคำนำหน้าวลีเพื่อทำให้เป็นนาม แปลว่า "สิ่งที่ถูก..." เช่น သ္ဇက် စ (สฺชก์ จ) "ของกิน" ไม่มีความหมายว่าดึงหรือติดตาม sañjak ภักดีมั่นคง (ตามที่เจนเนอร์สันนิษฐาน)
ตฺวลฺ (10, 26) ဒတုံ (ทตุํ) / ဒေါမ် (เทาม์) ตก ล้ม ဒေါံ (เทำ) doṁ /tòm/ ล้ม ส่วน ဒတုံ (ทตุํ) ไม่พบ มีแต่ ဖတုံ (ผตุํ) datuṁ /hətom/ ทั้งหมดลงท้ายด้วย -m ไม่ใช่ -l และไม่มี -v- tval ล้ม (ปัจจุบัน ដួល)
ผฺตฺวลฺ (11, 26) ဗ္ဒောံ (เพฺทำ) ทำให้ล้ม ဗ္ဒောံ (เพฺทำ) bdoṁ /hətòm/ ทำให้ล้ม เป็นรากเดียวกับ ဒေါံ (เทำ) ข้างบน จึงลงท้ายด้วย -m เช่นกัน phtval ทำให้ล้ม (ปัจจุบัน ផ្ដួល)
เปฺร (11, 16) ပြေ (เปฺร) โปรด, ပြေစိုတ် (เปฺรโจต์) พอใจ ပြေ (เปฺร) pre /pre/ แปลว่าเรียบ, สงบลง ชอร์โตระบุว่ายืมจากภาษาพม่า (ดูหัวข้อ 3.3) ส่วน ပြေ စိုတ် (เปฺร โจต์) คือทำให้ใจสงบ ไม่ใช่การสั่ง pre ใช้ให้ทำ สั่ง (ปัจจุบัน ប្រើ)
สฺยงฺ (6 ฯลฯ) သီု (สิุม) รวม ทั้งหมด သီု (สิุม) suiṁ /sɒm/ รวมกันทั้งหมด ความหมายใกล้ แต่เสียงไม่ใกล้ สฺยงฺ เลย syaṅ คำเชื่อมชี้กลับไปยังประธาน
อิส / อิสฺส (8 ฯลฯ) အိုတ် (โอต์) หมด, အိုဿီု (โอสฺสิุม) ทั้งหมด အိုတ် (โอต์) ʼuit /ɒt/ หมด ตัวสะกดเป็น -t ไม่ใช่ -s is หมด (ปัจจุบัน អស់)
ผฺตฺยงฺ (11) ပ္တီ (ปฺติม) รายงาน แจ้ง ပ္တီ (ปฺติม) ptiṁ /pətɛm/ แจ้งผู้ใหญ่ มาจาก /tɛm/ "รู้" ความหมายใกล้ แต่ตัวสะกดเป็น -m และไม่มี -y- phtyaṅ แจ้ง ประกาศ (ปัจจุบัน ផ្ដៀង)
ปฺรโกปฺ (14) ဗ္ဂပ် (พฺคป์) "พระราชทาน" ဗ္ဂပ် (พฺคป์) bgap /pəkòp/ แปลว่าประกอบเข้าด้วยกัน ต่อ ซ่อม ไม่ได้แปลว่าให้ prakop มอบให้
เถฺว (16) ဒွံ (ทฺวํ) / ဗ္ဒဟ် (พฺทห์) ทำให้เกิด สร้าง ဒွံ (ทฺวํ) dwaʼ /kwòˀ/ แปลว่าแตะ, พนัน, ปาล์มชนิดหนึ่ง ส่วน ဗ္ဒဟ် (พฺทห์) bdah /pətòh/ ก่อตั้ง จัดขึ้น มาจาก /tòh/ "เป็น" ทั้งสองคำไม่เกี่ยวกับ เถฺว thve ทำ (ปัจจุบัน ធ្វើ)
ลปฺ (18) လောပ် (เลาป์) / လုပ် (ลุป์) เข้า လောပ် (เลาป์) lup, lop /lùp/ เข้า เข้าไป ความหมายนี้ไม่ได้สนับสนุนคำแปล "ลอบ" ที่เพจใช้จริง lap ลอบ แอบ
ปฺรสมฺ (19) ပ္ကောံ (เปฺกำ) รวม รวบรวม ပ္ကောံ (เปฺกำ) pkoṁ /pəkom/ รวมกัน ความหมายใกล้ แต่เป็นคนละคำ (ประกอบจาก /pə-/ + /kom/) prasam รวมพล
ลฺวะ (20, 28) လွး (ลฺวะ) ฝั่ง ฟาก บริเวณ လွး (ลฺวะ) lwaḥ /kəwɛ̀h/ แปลว่าไม้ท่อนที่หักออกมา lvaḥ ถึง ไปถึง
โนะ (20, 22) ညး (ญะ) / နး (นะ) / နိဟ် (นิห์) คน ชาว ညး (ญะ) ñaḥ /ɲɛ̀h/ คน แต่พยัญชนะต้นเป็น ñ ไม่ใช่ n และในจารึกคำนี้อยู่หลังคำนามแบบคำชี้เฉพาะ noḥ นั้น (ปัจจุบัน នោះ)
ผฺสฺยตฺ (21) ဗျတ် (พฺยต์) หมดสภาพ แตกพ่าย ဗျတ် (พฺยต์) byat /pyòt/ แปลว่ากรอง ทำให้บริสุทธิ์ phsyat ฆ่า (ผ- + syat "ตาย")
คงฺ (21, 28) ဂင် (คง์) ค้าง เหลือ ဂၚ် (คง์) gaṅ /kɛ̀aŋ/ แปลว่าติดค้างระหว่างกำลังตก (เช่นของที่ตกลงมาแล้วไปติดอยู่) gaṅ เหลืออยู่ มั่นคง (ปัจจุบัน គង់)
ตลฺ (21) ဒဵု (เทอ) จนถึง ဒဵု (เทอ) duiw /tɜ̀/ จนถึง ความหมายใกล้ แต่ไม่มีตัวสะกด -l ดังที่เพจอ้าง tal ถึง (ปัจจุบัน ដល់)
ขฺลฺวนฺ (25) ခၠန် (ขฺลน์) / ခန် (ขน์) ขุ่น ข้น เข้มข้น ခၠန် (ขฺลน์) ไม่พบ ส่วน ခန် (ขน์) khan /khɔn/ แปลว่าขุ่น ข้น ซึ่งใส่ในประโยคแล้วไม่ได้ความ khlvan ตัว ตนเอง (ปัจจุบัน ខ្លួន) ปง ขฺลฺวนฺ คือ "ทุ่มตัว"
ลํเวงฺ (26) လဝေင် (ลเวง์) / မဝေင် (มเวง์) กระสุน, လွဟ် (ลฺวห์) อาวุธ, လွဴ (เลฺวีย) / လဴ (เลีย) ลูกศร လဝေၚ် (ลเวง์) และ လွဟ် (ลฺวห์) ไม่พบ ส่วน လဴ (เลีย) lau /lɛ̀a/ แปลว่าลูกศรจริง แต่ห่างจาก ลํเวง มาก ภาษามอญเรียกหอกว่า ဗၞောဟ် (เพฺนาห์) bnuh /nùh/ และกระสุนว่า ကံ (กํ) kaṁ /kɔm/ laṁveṅ หอก ทวน (ปัจจุบัน លំពែង)
คลฺ ทฺวลฺ (25), ปนฺทฺวลฺ (27) ဂဒေါန် (คเทาน์) / ဒေါန် (เทาน์) / ပန်ဒေါန် (ปน์เทาน์) บ่น ติเตียน สั่งสอน ဒေါန် (เทาน์) don, dan /tòn/ แปลว่าดุ บ่น ตัวสะกดเป็น -n dval ทูนไว้บนศีรษะ รับคำสั่ง ทูล (ปัจจุบัน ទូល)
มนฺนุ (25) မန္နုဟ် (มนฺนุห์) / ဗၞုဟ် (พฺนุห์) การรำลึก ဗၞုဟ် (พฺนุห์) bnuh /hənùh/ การนึกถึง มาจาก /pòh/ "จำ" ไม่มีส่วน man- อยู่ข้างหน้า man คำเชื่อม "ว่า" (การอ่านตัวนี้ยังไม่ชัด)
ทนฺ (18) คำมอญในวรรณกรรม แปลว่า ทบ บวก ဒန် (ทน์) dan /tòn/ มีแต่ความหมาย "การลงโทษ" และ "ไม้เท้า" ซึ่งยืมจากบาลี daṇḍa dantap สิบ- (ใช้สร้างเลข 11-19)
3.2 คำที่ไม่พบในพจนานุกรม
คำมอญที่เพจยกมาต่อไปนี้ค้นไม่พบในพจนานุกรมของชอร์โตเลย
คำในจารึกคำมอญที่เพจอ้างข้อสังเกต
กนฺตาลကတဴ (กตาว) ตั้ง วาง ร้อน
โผงฺဟဗေါင် (หเพาง์) พวง ทั้งหลาย
กรฺကိုဝ် (โกว์) ให้คำมอญที่แปลว่าให้จริงคือ ကဵု (เกอ) kuiw /kɒ/
ผฺชลฺဟဇန် (หชน์) โหดร้าย
จํนฺยรစမ္ညဝ် (จมฺญว์) / တမ္ညဝ် (ตมฺญว์) อย่างเลื่องลือ
โอยฺဥယ် (อุย์) มอบให้
อํเตงအံ (อํ) สำเร็จ + တေင် (เตง์) ตึง
เทาဒေါ (เทา) ถึง จนถึงเจนเนอร์ระบุว่าคำมอญโบราณที่ตรงกับ dau ของเขมรคือ dow ซึ่งแปลว่า "หนีไป"
กุรุงฺကုရုင် (กุรุง์) ผู้ว่าที่ทำการ
วิงฺဝိင် (วิง์) / အဝိင် (อวิง์) เหวี่ยง วกกลับ
สฺกตฺသ္ကုတ် (สฺกุต์) ตัดให้ขาด
ปญฺจฺยรฺပည္ဇာ (ปญฺชา) บัญชา
ตฺรูဒးရး (ทะระ) ถูก โดน
โสฺปตသ္ပေါတ် (เสฺปาต์) แตะต้อง เข้าถึง
เจฺรนฺစြေန် (เจฺรน์) สกัดให้เล็กลง
สลฺ ไตยသၠတဲါ (สฺลไตา) หลังคากระท่อมดูหัวข้อ 3.4
ไผฺทဗ္ဒဲါ (ไพฺทา) ข้าง ด้านข้างคำมอญที่ตรงกับ phdai ของเขมรจริงๆคือ ပ္ဍဲ (ไปฺฑ) pḍay /doa/ ซึ่งแปลว่า "ใน" ไม่ใช่ "ข้าง"
อเนฺลအလန် (อลน์) ครั้ง
3.3 คำยืมจากภาษาพม่า
ในพจนานุกรมของชอร์โต คำที่ยืมมาจากภาษาอื่นจะระบุที่มาไว้ ปรากฏว่าคำมอญที่เพจใช้อธิบายหลายคำเป็นคำยืมจากภาษาพม่า ดังนี้
คำในจารึกคำมอญที่เพจใช้ความหมายในภาษามอญคำพม่าต้นทาง
ปงฺပၚ် (ปง์) paṅ /pɛŋ/ยก ชูပင့် paṅ˚ ยกขึ้น
เปฺรပြေ (เปฺร) pre /pre/เรียบ, สงบลงပြေ pre เรียบ คลายลง
เลยฺလေဝ် (เลว์) le, lew /lè/ด้วย, เหมือนกันလည်း lañ: ก็, ด้วย
จุะစူ (จู) cū /cu/เจาะทะลุစူး cū: แหลม ทิ่ม
ในกรณีของ เลยฺ เพจบอกว่า "ทั้งสยามและมอญใช้เหมือนกัน" แต่ตามพจนานุกรม คำมอญที่ใกล้ที่สุดคือ လေဝ် (เลว์) ซึ่งเป็นคำยืมจากพม่าและแปลว่า "ด้วย, เหมือนกัน" ไม่ได้แปลว่า "เลย" คำยืมเหล่านี้เข้ามาในภาษามอญหลังจากที่มอญอยู่ใต้การปกครองของพม่า จึงไม่มีทางอยู่ในจารึกคริสต์ศตวรรษที่ 12 ได้
3.4 คำที่เป็นคำร่วมเชื้อสายจริง
มีบางคำที่เพจเทียบได้ถูกต้อง เพราะเป็นคำร่วมเชื้อสายของภาษามอญกับภาษาเขมร
คำในจารึกความหมายมอญหมายเหตุ
เชงฺ jeṅเท้าဇိုၚ် (โชง์) juiṅ /càŋ/มอญโบราณ juṅ
มุะ muḥจมูกมอญโบราณ moḥ
ติงฺ tiṅไล่ตาม, ดีดเครื่องสายတိၚ် (ติง์) tiṅ /toiŋ/ดูคำอธิบายด้านล่าง
มฺวย mvayหนึ่งမွဲ (ไมฺว) mway /mòa/มอญโบราณ moy
ปฺวน pvanสี่ပန် (ปน์) pan /pɔn/มอญโบราณ pan
ปิย piyสามပိ (ปิ) pi /pɔeˀ/
โกฺรยฺ kroyภายหลังကြဴ (กฺราว) krau /krao/ชอร์โตระบุรากศัพท์ /krao/ "อยู่ภายหลัง"
โชฺมะ jmoḥชื่อယၟု (ยฺมุ) imu, ymu /cəmùˀ/มอญโบราณ yamoʼ หรือ ʼimoʼ
ในกรณีของ ติงฺ นั้น ฌอร์ฌ เซแด็สเองก็เคยชี้ไว้ตั้งแต่ ค.ศ. 1929 ว่าภาษามอญเรียก "ตี" ว่า /toiŋ/ สะกดว่า tiṅ ตรงกับในจารึกนี้ ส่วนในภาษาเขมร คำนี้มีทั้งความหมาย "ไล่ตาม" และ "ดีดเครื่องสาย" (ปัจจุบัน ដេញ) ซึ่งพจนานุกรมของชอร์โตก็ให้ความหมายของคำมอญว่าดีดเครื่องสายเช่นกัน
แต่อย่างที่กล่าวไว้ในหัวข้อ 2 คำเหล่านี้เป็นคำที่ภาษามอญกับภาษาเขมรมีร่วมกันอยู่แล้ว และเมื่อดูรูปสะกดจะเห็นว่าจารึกใช้รูปแบบเขมร เช่น "ชื่อ" จารึกเขียน jmoḥ ตามแบบเขมร ส่วนจารึกมอญโบราณเขียน yamoʼ หรือ ʼimoʼ
ที่น่าสนใจคือคำร่วมเชื้อสายบางคำกลับสนับสนุนการแปลแบบเดิม เช่นในบรรทัด 26 สลฺ ไตย ที่แปลแบบเดิมว่า "เหลือแต่มือ" เพจแยกเป็นคำมอญ သၠတဲါ (สฺลไตา) "หลังคากระท่อม" ซึ่งค้นไม่พบ ทั้งที่ภาษามอญเรียกมือว่า တဲ (ไต) tay /toa/ (มอญโบราณ tey) ซึ่งเป็นคำเดียวกับ tai ของเขมร ถ้าจะอ่านเป็นภาษามอญจริงๆก็ยังได้ความว่า "มือ" อยู่ดี
4. ตัวเลขในจารึก
เพจเขียนไว้ในหมายเหตุตอนต้นว่า "สำหรับตัวเลขจะอ้างอิงจากตัวเลขเขมรเพียงแค่เลขห้าตัวเดียว นอกนั้นมีในระบบตัวเลขมอญเกือบทั้งหมด" แต่เมื่อเทียบกับตัวเลขมอญในพจนานุกรมของชอร์โตจะได้ดังนี้
ค่า ในจารึก K.227 เขมรปัจจุบัน มอญปัจจุบัน ตรงกับมอญไหม
1มฺวย mvayមួយမွဲ (ไมฺว) mway /mòa/ร่วมเชื้อสาย
2วฺยร vyarពីរၜါ (บา) ḅā /ba/ มอญโบราณ ḅārร่วมเชื้อสาย แต่รูปสะกดเป็นแบบเขมร
3ปิย piyបីပိ (ปิ) pi /pɔeˀ/ร่วมเชื้อสาย
4ปฺวน pvanបួនပန် (ปน์) pan /pɔn/ร่วมเชื้อสาย
5ปฺรํ praṁ (ใน ปฺรํปิย)ប្រាំမသုန် (มสุน์) masun, pasun /pəsɔn/ไม่ตรง
8ปฺรํปิย praṁpiy (5+3)ប្រាំបីဒတံ (ทตํ) dacaṁ /həcam/ไม่ตรง มอญไม่ได้นับ 8 เป็น 5+3
10ตปฺ tapដប់စှ် (จฺห์) cah /cɔh/ มอญโบราณ casไม่ตรง
12วฺยรฺ ทนฺตปฺ vyar dantapដប់ពីរစှ် ၜါ (จฺห์ บา) /cɔh ba/ไม่ตรง
20ภยฺ / ไภ bhay / bhaiម្ភៃၜါ စှ် (บา จฺห์) (สองสิบ)ไม่ตรง
ตัวเลขที่ตรงกับมอญมีแค่ 1, 3, 4 ซึ่งเป็นคำร่วมเชื้อสาย ส่วน "สิบ" "ยี่สิบ" "ห้า" และวิธีนับ "แปด" เป็นห้าบวกสาม เป็นแบบเขมรล้วน ตัวเพจเองก็ยอมรับในคำอธิบาย ตปฺ ว่า "อ่านตามสำเนียงเขมรว่า ดั๊บ แปลว่า สิบ" แล้วพยายามเทียบกับคำมอญ ဍိုပ် (โฑป์) ที่ว่าแปลว่า "กอง" (หน่วยละสิบ) แต่ในพจนานุกรมของชอร์โต ဍိုပ် (โฑป์) kḍuip, ḍuip /dɒp/ แปลว่าหัว ยอด ปลายบน ไม่มีความหมายเกี่ยวกับสิบ
ส่วน ไภ ที่เพจเสนอว่ามอญแปลว่า "ครึ่ง" หรือ "ครึ่งร้อย" คือ 50 นั้น ในพจนานุกรม ဘိုက် (โภก์) bhuik /phàk/ เป็นคำสร้อยในวลีที่แปลว่า "รวย" มาจากบาลี bhoga "โภคะ" ส่วน အပါ် (อปา์) ʼapāk /əpaik/ คือหน่วยน้ำหนัก "ครึ่งวิส" ไม่ใช่ตัวเลข 50
ที่สำคัญคือการคำนวณเลขแบบ "ระบบเลขมอญ" ของเพจเองก็ผิดทั้ง 2 จุด
บรรทัดข้อความในจารึกเพจคำนวณแบบมอญผลที่ถูกของสูตรเดียวกันอ่านแบบเขมร
21ภยฺ มฺวย ตป(50x1)+20 = 6070(20 × 1) + 10 = 30
28ไภ ปิย ตปฺ ปฺรํปิย(50×3)+10+8 = 108168(20 × 3) + 10 + 5 + 3 = 78
การอ่านแบบเขมรได้ผลลัพธ์ที่ลงตัวทั้งสองจุด ซึ่งก็คือตัวเลขที่ฌอร์ฌ เซแด็สแปลไว้ตั้งแต่ ค.ศ. 1929
5. คำที่ชี้ว่าจารึกนี้เป็นภาษาเขมร
นอกจากตัวเลขแล้ว ยังมีคำพื้นฐานอีกหลายคำในจารึกที่ภาษาเขมรกับภาษามอญใช้ต่างกันชัดเจน และจารึกนี้ใช้รูปแบบเขมรทุกคำ
ความหมาย ในจารึก K.227 มอญ
ข้า (สรรพนาม)อญฺ añ (ใน กมฺรเตงฺ อญฺ)มอญโบราณ ʼey
ไปเทา dauมอญโบราณ dow แปลว่า "หนีไป"
วิ่ง หนีรตฺ ratရတ် (รต์) rat /ròt/ ในภาษามอญแปลว่าเกี่ยวข้าว
ใน ที่ติ tiมอญโบราณ ḍey (ส่วน ti ในภาษามอญแปลว่าดิน)
ชื่อโชฺมะ jmoḥมอญโบราณ yamoʼ ~ ʼimoʼ
กษัตริย์ เจ้าสฺตจฺ stacသၟီ (สฺมิม) smiṅ /hmoiŋ/
ภูเขาวฺนํ vnaṁဒဵု (เทอ) duiw /tɜ̀/
ให้โอยฺ oyကဵု (เกอ) kuiw /kɒ/
หอกลํเวง laṁveṅဗၞောဟ် (เพฺนาห์) bnuh /nùh/
คำว่า วฺนํ "ภูเขา" นี้เพจอธิบายว่าเป็นคำสันสกฤต vana "ป่าไม้ใหญ่" แล้วแยกตามภาษามอญเป็น ว (พ่อ) + นํ (ต้นไม้) แต่ในจารึกคำนี้ใช้นำหน้าชื่อภูเขาทุกครั้ง คือ วฺนํ เจตฺกตางฺ และ วฺนํ ตฺรยา และในคำแปลเพจเองก็แปลว่า "พนมเจตกตาง" และ "พนมตรยา" ตรงกับคำว่า ភ្នំ "ภูเขา" ของเขมร และ "พนม" ที่ไทยยืมไป
ทุกคำในตารางนี้ล้วนต่อเนื่องกับภาษาเขมรปัจจุบัน และพบในจารึกเขมรอื่นๆนับร้อยหลัก ภาพรวมจึงชัดเจนว่าภาษาของจารึก K.227 คือภาษาเขมรโบราณที่มีคำยืมสันสกฤตปนอยู่ตามปกติของจารึกสมัยพระนคร
6. จุดที่คำแปลกลับความหมาย
เมื่อศัพท์แต่ละคำผิดไปทีละนิด ผลรวมก็ทำให้เนื้อเรื่องเปลี่ยนไปเป็นคนละเรื่อง จุดที่เห็นชัดที่สุดมีดังนี้
ไพร่พลหนี กลายเป็นไพร่พลไล่ฟัน (บรรทัด 8-9)
... อิส วล นคร โผงฺ ปงฺ ปิตย กนฺตาลฺ มตฺตวาร รตฺ อิสฺส ...
คำแปลแบบเดิมคือ "ไพร่พลแห่งพระนครทั้งหมดต่างโยนปิตัยลงกลางมณฑปแล้วหนีไปสิ้น" เจนเนอร์ก็แปลวลีนี้ว่าทหารในพระนครโยนปิตัยแล้ว "fled" (หนี) เพจแปลใหม่ว่า "ผลเมืองทั้งหลายจับอาวุธ(ปิตย)(ลุกขึ้นสู้)กลางมณฑปแล้วไล่ฟัน(รอด)ทั้งหมด" ซึ่งต้องอาศัยคำมอญ 3 คำ ดังนี้
คำในจารึกเพจแปลคำมอญที่อ้างความหมายจริงของคำมอญเขมรโบราณ
ปงฺยกပၚ် (ปง์)ยก (คำยืมพม่า)โยน
ปิตยอาวุธဂတေက် (คเตก์)ค้อนไม้ปิไต (ไม่ทราบความหมายแน่ชัด อาจเป็นขนม)
รตฺไล่ฟันရတ် (รต์)เกี่ยวข้าววิ่งหนี
ทั้งที่ รตฺ ในจารึกเขมรแปลว่าวิ่งหนีมาตลอด และเนื้อเรื่องต่อจากนั้นก็เล่าว่ามีแต่เจ้าชายกับนักสัญชัก 2 คนที่ลุกขึ้นสู้ ซึ่งจะมีความหมายก็ต่อเมื่อคนอื่นหนีไปหมดแล้ว
เหลือแต่มือ กลายเป็นพังหลังคากระท่อม (บรรทัด 25-26)
สฺตจฺ ปงฺคํ ติงฺ จามฺป เถฺลงฺ เจฺรนฺ ติ ผฺตฺวลฺ สลฺ ไตย จามฺป โปะ นุ ลํเวง ตฺรู ต ไผฺท สฺยงฺ ต ตฺวลฺ
คำแปลแบบเดิมคือ "เจ้าชายคำนับทั้งสอง แล้วทั้งสองก็ไล่ตีฝ่ายจามที่บุกขึ้นมาเป็นจำนวนมาก ครั้นถูกโค่นล้มลงก็ยังเหลือมือไว้สู้ ฝ่ายจามใช้หอกแทงถูกท้อง ทั้งสองจึงล้มลง" เพจแปลใหม่ว่า "เสด็จบังคม(เชิดหน้า)บุกตีจามปา ถล่มฝ่าเข้าไปจนพังหลังคากระท่อมจามปา ยิงด้วยลูกศร ถูกข้างลำตัวทั้งหมดและล้มลง" ในตอนนี้มีจุดที่น่าสังเกตคือ
  • ปงฺคํ เพจแยกเป็น ปัง "ยก" + คํ "หัว" ซึ่งอ้างว่าเป็นคำสันสกฤต แต่ภาษาสันสกฤตไม่มีคำว่า gaṁ ที่แปลว่าหัว คำนี้คือ "บังคม" ซึ่งไทยยืมไปจากเขมรนั่นเอง และไม่มีทางแปลว่าเชิดหน้าได้
  • สลฺ ไตย ที่ว่าเป็น "หลังคากระท่อม" ค้นไม่พบในพจนานุกรม และภาษามอญเองก็มี တဲ (ไต) "มือ" ที่ตรงกับ ไตย อยู่แล้ว
  • ลํเวง ถูกตีความเป็น "ลูกศร" โดยอ้างว่ากร่อนเป็น လဴ (เลีย) ซึ่งต้องตัดเสียงทิ้งไปเกือบหมดคำ
กองทัพเขมร กลายเป็นเชลยเขมร (บรรทัด 27-29)
นา สฺตจฺ นำ อฺนกฺ เขฺมรฺ ตํปิงฺ ปฺวน ฉฺปงฺ อเนฺล ไภ ปิย ตปฺ ปฺรํปิย กรฺ คงฺ อิสฺส ลฺวะ กมฺวุชเทศ ...
ตอนนี้คือที่มาของข้อสรุปที่ว่าชาวเขมรเป็นคนที่ถูกกวาดต้อนมา คำแปลแบบเดิมคือ "เมื่อเจ้าชายนำทัพเขมร ตำปิงทั้งสี่สู้รบในเจ็ดสิบแปดแห่ง ต่างปกป้องเจ้าชายไว้ได้อย่างมั่นคง ครั้นกลับถึงแผ่นดินกัมพูชาแล้ว..." เจนเนอร์ก็แปลไว้ทำนองเดียวกันว่า "When His Majesty was pleased to lead the Khmer, all four taṃpiṅ fought in seventy-eight places to keep [him] safe from harm"
ในโครงสร้างประโยค อฺนกฺ เขฺมรฺ ตํปิงฺ ปฺวน คือประธานของกริยา ฉฺปงฺ "สู้รบ" ซึ่งเพจเองก็แปล ฉฺปงฺ ว่า "ต้าน ต่อต้าน ต่อสู้ รบ ทำสงคราม" ในตอนอื่น นั่นหมายความว่าชาวเขมรคือคนที่สู้ แต่ในตอนนี้เพจเปลี่ยน ฉฺปงฺ เป็นคำนาม "การสู้รบ" แล้วแปลว่า "นำคนเขมรสี่ตำบลจากการสู้รบ 78 ครั้ง" ทำให้ชาวเขมรกลายเป็นสิ่งที่ถูกนำมา
ส่วนที่แปลว่า "พระราชทานให้ตั้งที่อยู่อาศัยทั้งหมดในละแวกดินแดนกัมพุชะ" นั้น มาจาก กรฺ คงฺ อิสฺส ลฺวะ กมฺวุชเทศ แต่ถ้าดูตามคำอธิบายศัพท์ของเพจเอง ก็ไม่มีคำไหนที่แปลว่าตั้งที่อยู่อาศัยเลย
คำในจารึกเพจอธิบายว่า
กรฺให้
คงฺค้าง เหลือ
อิสฺสทั้งหมด
ลฺวะฝั่ง ฟาก บริเวณ
กมฺวุชเทศดินแดนกัมพุชะ
ความหมาย "ตั้งถิ่นฐาน" จึงเป็นการเติมเข้ามาเอง ทั้งที่ในหมายเหตุตอนต้นบอกว่า "พยายามหลีกเลี่ยงการแต่งเติมเสริมความ"
นอกจากนี้ ตํปิงฺ ที่เพจเทียบกับคำว่า "ตำบล" ก็ไม่ตรงกันทั้งสระและตัวสะกด คำที่ใกล้กับ "ตำบล" กว่าคือ តំបន់ (ตํบนฺ) ที่แปลว่าเขต ซึ่งเป็นคนละคำ ส่วน ตํปิงฺ พบในจารึกนี้แห่งเดียว เจนเนอร์สันนิษฐานว่าเป็นหน่วยทหารประเภทไล่ล่า โดยสัมพันธ์กับ ติงฺ ที่แปลว่าไล่ตาม
ชาววิชัยปุระไม่ได้แยกจากชาวเขมร (บรรทัด 23-24)
เพจใช้บรรทัดที่นักสัญชักศรีเทวะและศรีวรรธนะประกาศตนเป็นคนของสรุกวิชัยปุระ มาสรุปว่าผู้ที่ออกรบคือชาววิชัยปุระ "ไม่ใช่ชาวเขมร" แต่ สฺรุกฺ ในจารึกเขมรคือหน่วยชุมชนหรือเขตปกครองภายในอาณาจักร การบอกว่าตนมาจากสรุกไหนก็เหมือนบอกว่ามาจากหมู่บ้านไหน ไม่ได้บอกว่าเป็นคนละชาติ ฌอร์ฌ เซแด็สเองก็เสนอว่าวิชัยปุระน่าจะอยู่แถวบันทายฉมาร์ เพราะจารึกที่พบที่นั่นมีผู้ที่ชื่อนฤปสิงหวรมันเหมือนในบรรทัด 12 และในจารึกนี้ทั้งสองคนยังถูกระบุว่า "ชา กุเล" คือเป็นญาติ (ของเจ้าชาย?) ด้วย
7. ข้อกล่าวอ้างทางประวัติศาสตร์ในโพสต์ต่อมา
"พบ เขมร หลัง สยำ 6 ศตวรรษ" จริงหรือ
ตามพจนานุกรมภาษาเขมรก่อนสมัยพระนครของเจนเนอร์ คำว่า "สยาม" และ "เขมร" พบในจารึกยุคแรกดังนี้
คำจารึกที่เก่าที่สุดการใช้
syāṃK.557/600 ทวลวัดคำนูร ค.ศ. 611ในชื่อข้าทาส ku syāṃ po
kmerK.18 ค.ศ. 726 รวมทั้ง K.11 และ K.786 ที่ระบุปีไม่ได้แน่ชัดเรียกชาวเขมร และเป็นชื่อข้าทาส
ช่วงห่างจึงประมาณร้อยปี ไม่ใช่ 6 ศตวรรษ และที่สำคัญคือคำว่า syāṃ ทุกแห่งที่ยกมาก็อยู่ในจารึกภาษาเขมรทั้งสิ้น การพบคำนี้จึงบอกว่าคนที่พูดภาษาเขมรเรียกคนบางกลุ่มว่าสยามมาตั้งแต่ตอนนั้น ไม่ได้บอกว่ามีภาษาสยามเขียนอยู่ในจารึก
ส่วนจารึก K.174 (ที่เพิงพระพุทธเลอ พนมกุเลน) ที่เพจอ้างว่ามีคำว่า "สฺยำ" และเก่ากว่า K.227 ราว 5-6 ศตวรรษนั้น เจนเนอร์ระบุว่าจารึกนี้อยู่ในปี ค.ศ. 947 ซึ่งเก่ากว่า K.227 เพียงราว 2 ศตวรรษครึ่ง และในรายการคำ syāṃ ของพจนานุกรมสมัยพระนครก็ไม่ได้ระบุ K.174 ไว้ (มีแต่ K.298 ซึ่งเป็นป้ายจารึกภาพสลักที่นครวัด)
"เสด็จ" "สมเด็จ" เป็นคำสยามดั้งเดิมหรือ
คำว่า stac พบแล้วในจารึกเขมรก่อนสมัยพระนครอย่าง K.710 และ K.560/739 ในคริสต์ศตวรรษที่ 7-8 ก่อนที่จะมีจารึกภาษาไทยหลักแรกหลายร้อยปี ในภาษาเขมรคำนี้ยังใช้อยู่จนถึงปัจจุบันในรูป ស្ដេច "กษัตริย์" และ สํตจฺ ก็สร้างจาก สฺตจฺ ด้วยการเติมหน่วยคำกลางแบบเขมร กลายเป็น សម្ដេច ในปัจจุบัน ส่วนภาษามอญที่เพจยกมาก็เรียกกษัตริย์ว่า သၟီ (สฺมิม) smiṅ /hmoiŋ/ และ တတ် (ตต์) tat /tɔt/ ที่อ้างว่าเป็นรากของ สฺตจฺ ก็แปลว่าตัดข้าม ไม่เกี่ยวกับกษัตริย์
ชาวเขมรเป็นแค่คนที่ถูกกวาดต้อนมาหรือ
ข้อนี้อาศัยคำแปลบรรทัด 27-29 ซึ่งได้อธิบายไปแล้วในหัวข้อ 6 ว่าเป็นการแปลที่กลับประธานของประโยค นอกจากนี้ คำว่าเขมรยังปรากฏในจารึกตั้งแต่ก่อนสมัยพระนคร และจารึกเขมรก็เรียกคนอื่นด้วยชื่อของเขาเอง เช่นจารึกวัดตาพระยา K.1152 ในคริสต์ศตวรรษที่ 10 ที่กล่าวถึง phlu rmmañ คือ "ทางของชาวมอญ" แสดงว่าคนเขียนจารึกเขมรแยกตัวเองออกจากมอญมาตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว
ราชินีหลิ่วเย่ของฟูนาน
ชื่อ หลิ่วเย่ (柳葉) ในบันทึกจีนเป็นคำจีนที่มีความหมายในตัวว่า "ใบหลิว" ซึ่งฌอร์ฌ เซแด็สก็แปลไว้ว่า "Willow Leaf" การนำเสียงอ่านภาษาจีนกลางปัจจุบันไปเทียบกับคำมอญ လျး (ลฺยะ) "แสง" จึงไม่มีน้ำหนัก ยิ่งไปกว่านั้นเสียงภาษาจีนในยุคที่บันทึกเรื่องนี้ก็ต่างจากเสียง "หลิ่วเย่" ในปัจจุบันไปมาก (ในภาษาจีนยุคกลางยังมีตัวสะกดแม่กบอยู่ในคำว่า 葉 ด้วย ซึ่งยังพบได้ในภาษาจีนถิ่นเช่นกวางตุ้งอ่านว่า "หยิบ") ส่วนเรื่องโกณฑินยะเป็น "แขกนักเดินเรือ" นั้นก็เป็นตำนานที่เล่ากันในบันทึกจีนอยู่แล้ว แต่ไม่เกี่ยวกับภาษาที่ใช้ในจารึก K.227 ที่เขียนขึ้นหลังจากนั้นกว่า 1,000 ปี
ขอม = แขก + กรอม และคำว่ามอญ-เขมร
การอธิบายว่า "ขอม" มาจาก "แขก + กรอม" เป็นการแยกคำจากเสียงที่คล้ายกันเท่านั้น ไม่มีหลักฐานว่ามีคำว่า "แขกกรอม" อยู่ในเอกสารใดก่อนที่จะกลายเป็น "ขอม" ส่วนข้อที่ว่าพงศาวดารมอญไม่เคยมีคำว่า "มอญ-เขมร" นั้นก็เป็นเรื่องปกติ เพราะ "มอญ-เขมร" เป็นชื่อกลุ่มภาษาที่นักภาษาศาสตร์ตั้งขึ้นในยุคสมัยใหม่ ไม่ใช่ชื่อชนชาติที่พงศาวดารโบราณจะต้องบันทึก ความเป็นญาติกันของ 2 ภาษานี้พิสูจน์ได้จากคำพื้นฐานที่ร่วมกัน ซึ่งคำมอญที่เพจยกมาเทียบได้ถูกในหัวข้อ 3.4 ก็เป็นตัวอย่างที่ดีอยู่แล้ว
8. สรุป
  • คำมอญที่เพจยกมาอ้างจำนวนมากมีความหมายในพจนานุกรมต่างจากที่อ้าง เช่น ရတ် (รต์) ที่แปลว่าเกี่ยวข้าว ဗျတ် (พฺยต์) ที่แปลว่ากรอง ဂတေက် (คเตก์) ที่แปลว่าค้อนไม้ ဗ္ဂပ် (พฺคป์) ที่แปลว่าประกอบเข้าด้วยกัน และอีกจำนวนมากค้นไม่พบเลย
  • บางคำที่ใช้อธิบายเป็นคำยืมจากภาษาพม่าที่เข้ามาในภาษามอญภายหลัง จึงใช้อธิบายจารึกคริสต์ศตวรรษที่ 12 ไม่ได้
  • คำที่เทียบได้ถูกเป็นคำร่วมเชื้อสายที่ภาษามอญและเขมรมีเหมือนกันอยู่แล้ว และจารึกใช้รูปสะกดแบบเขมรในคำเหล่านั้นด้วย
  • คำพื้นฐานที่ใช้ต่างกันระหว่าง 2 ภาษา เช่น สิบ ยี่สิบ ห้า ชื่อ ไป วิ่ง ข้า ในจารึกล้วนเป็นแบบเขมร
  • การคำนวณตัวเลขแบบมอญของเพจผิดทั้ง 2 จุด ส่วนแบบเขมรได้ผลลงตัว
  • ข้อสรุปว่าชาวเขมรเป็นเชลย มาจากการเปลี่ยนประธานของประโยคในบรรทัด 27 และเติมความหมาย "ตั้งถิ่นฐาน" เข้ามาเอง
  • คำว่าเขมรพบในจารึกตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 8 ห่างจากคำว่าสยามราวร้อยปี และทั้งคู่อยู่ในจารึกภาษาเขมร
การศึกษาจารึกเขมรโดยมองไปที่ภาษาเพื่อนบ้านอย่างมอญนั้นเป็นเรื่องมีประโยชน์ เพราะช่วยให้เห็นที่มาของคำได้ลึกขึ้น อย่างที่เจนเนอร์ก็ทำไว้ในพจนานุกรมของเขา แต่ต้องทำโดยเทียบกับรูปมอญโบราณที่มีหลักฐาน และยอมรับผลเมื่อคำไม่ตรงกัน ไม่ใช่เลือกภาษาทีละคำจนกว่าจะได้ความหมายที่ต้องการ จับแพะชนแกะ
เราเองก็เข้าใจว่าเขามีจุดมุ่งหมายที่จะฟื้นฟูภาษามอญ ทำให้คนมาสนใจความเป็นมอญที่ถูกลืมไป แต่การที่เขาพยายามบิดเบือนประวัติศาสตร์สร้างความเข้าใจผิดให้สังคมด้วยข้อมูลที่ผิดๆแบบนี้เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องแน่นอน จึงควรจะชี้แจงแก้ไข
มอญกับเขมรเป็นญาติใกล้ชิดกัน เห็นได้จากความคล้ายคลึงของภาษา แล้วทำไมจึงจะต้องมาชิงดีชิงเด่นปลุกปั่นสร้างความแตกแยกกันด้วย มอญเองก็มีสมบัติทางวัฒนธรรมที่ยิ่งใหญ่ไม่แพ้เขมร ศิลาจารึกภาษามอญก็มีจำนวนมาก ซึ่งนักวิชาการเองก็ยืนยันว่าเป็นภาษามอญจริง
ก็หวังว่าโพสต์นี้จะเป็นประโยชน์สำหรับผู้ที่ตั้งใจศึกษาภาษามอญ เราไม่ได้ออกมาโพสต์เพื่อต้องการขัดแย้งอะไร แค่ต้องการจะแก้ความเข้าใจผิด และหวังว่าทางเพจจะเข้าใจได้ว่าตัวเองกำลังหลงทาง หากมีใจที่จะส่งเสริมวัฒนธรรมมอญจริงก็ควรทำอย่างสร้างสรรค์ นำเสนอข้อมูลตามหลักวิชาการโดยไม่บิดเบือน ไม่ตั้งตัวเป็นศัตรูกับคนอื่นแบบนี้
เอกสารอ้างอิง
  1. เรียนภาษามอญ Learning Mon Language (เพจเฟซบุ๊ก) โดย อมร สิงห์วอน (ข้อความที่นำมาวิเคราะห์ในบทความนี้ ข้อความเต็มคัดเก็บไว้ในหัวข้อ 1)
    • "จารึกบันทายฉมาร์ K.227 พบ เขมร หลัง สยำ 6 ศตวรรษ" ตุลาคม 2026 — โพสต์
    • โพสต์ต่อมาเรื่องคำว่าเสด็จ สมเด็จ และที่มาของเขมร ตุลาคม 2026 — โพสต์
  2. Shorto, H. L. A Dictionary of Modern Spoken Mon. London: Oxford University Press, 1962. ฉบับค้นออนไลน์: SEAlang Library Mon Dictionary (ใช้ตรวจความหมาย เสียงอ่าน รูปมอญวรรณคดี และที่มาของคำยืม ของคำมอญที่เพจยกมา รวมทั้งคำพม่าต้นทางของคำยืม)
  3. Shorto, H. L. A Dictionary of the Mon Inscriptions from the Sixth to the Sixteenth Centuries. London: Oxford University Press, 1971. (รูปคำมอญโบราณที่ยกมาในบทความนี้อ้างผ่านพจนานุกรมของเจนเนอร์ซึ่งอ้างงานนี้)
  4. Jenner, Philip N. A Dictionary of Angkorian Khmer. Pacific Linguistics 598. Canberra: Australian National University, 2009. PDF (Angkor Database) (ความหมายคำเขมรโบราณ คำแปลวลีจาก K.227 คำมอญโบราณที่ใช้เทียบ รายการจารึกที่พบ pitai, rat, syāṃ, rmmañ)
  5. Jenner, Philip N. A Dictionary of Pre-Angkorian Khmer. Pacific Linguistics 597. Canberra: Australian National University, 2009. ฉบับค้นออนไลน์: SEAlang Library Old Khmer (การปรากฏของคำ syāṃ, kmer และ stac ในจารึกก่อนสมัยพระนคร)
  6. DHARMA (dharmalekha.info). Doorjamb of the structure BC 44 of Banteay Chhmar temple (K. 227) (ตัวบทจารึกที่ใช้อ้างอิง)
  7. Cœdès, George. "Études cambodgiennes, XXIII-XXIV." BEFEO 29 (1929), น. 289-330. Persée (คำแปลจารึก K.227 แบบเดิม ตัวเลข 30 และ 78 ข้อสันนิษฐานเรื่องที่ตั้งของวิชัยปุระ และเชิงอรรถหน้า 314-315 ที่เทียบ tiṅ กับคำมอญ toiŋ)
  8. Cœdès, George. The Indianized States of Southeast Asia. แปลโดย Susan Brown Cowing, บรรณาธิการโดย Walter F. Vella. Honolulu: East-West Center Press, 1968. Internet Archive (หน้า 37 ตำนานโกณฑินยะกับราชินีหลิ่วเย่ "Willow Leaf" ของฟูนาน)
  9. ศานติ ภักดีคำ. "“เขมร” “กัมพูชา” และ “ขอม” ในหลักฐานเขมร." ใน แถลงงานคณะกรรมการชำระประวัติศาสตร์ไทย พุทธศักราช 2564, น. 133-145. กรมศิลปากร, 2021. PDF (คำว่า "เขมร" ในจารึกเขมรและการใช้ในจารึก K.227)
🤖 บทความนี้มีการค้นหาแหล่งอ้างอิงและเรียบเรียงข้อมูลโดยใช้ Claude Code ช่วย


-----------------------------------------

囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧

ดูสถิติของหน้านี้

หมวดหมู่

-- ภาษาศาสตร์ >> ภาษาเขมร
-- บันทึก

ไม่อนุญาตให้นำเนื้อหาของบทความไปลงที่อื่นโดยไม่ได้ขออนุญาตโดยเด็ดขาด หากต้องการนำบางส่วนไปลงสามารถทำได้โดยต้องไม่ใช่การก๊อปแปะแต่ให้เปลี่ยนคำพูดเป็นของตัวเอง หรือไม่ก็เขียนในลักษณะการยกข้อความอ้างอิง และไม่ว่ากรณีไหนก็ตาม ต้องให้เครดิตพร้อมใส่ลิงก์ของทุกบทความที่มีการใช้เนื้อหาเสมอ

三

สารบัญ

รวมคำแปลวลีเด็ดจากญี่ปุ่น
มอดูลต่างๆ
-- numpy
-- matplotlib

-- pandas
-- manim
-- opencv
-- pyqt
-- pytorch
การเรียนรู้ของเครื่อง
-- โครงข่าย
     ประสาทเทียม
ภาษา javascript
ภาษา mongol
ภาษาศาสตร์
maya
ความน่าจะเป็น
บันทึกในญี่ปุ่น
บันทึกในจีน
-- บันทึกในปักกิ่ง
-- บันทึกในฮ่องกง
-- บันทึกในมาเก๊า
บันทึกในไต้หวัน
บันทึกในยุโรปเหนือ
บันทึกในประเทศอื่นๆ
qiita
บทความอื่นๆ

บทความแบ่งตามหมวด



ติดตามอัปเดตของบล็อกได้ที่แฟนเพจ

  ค้นหาบทความ

  บทความแนะนำ

รวมร้านราเมงและบะหมี่ในจังหวัดโทจิงิ
ทำความเข้าใจการแปลงลาปลัสสำหรับแก้ปัญหาฟิสิกส์
รวมร้านราเมงและบะหมี่ในเมืองฟุกุโอกะ
ตัวอักษรกรีกและเปรียบเทียบการใช้งานในภาษากรีกโบราณและกรีกสมัยใหม่
ที่มาของอักษรไทยและความเกี่ยวพันกับอักษรอื่นๆในตระกูลอักษรพราหมี
การสร้างแบบจำลองสามมิติเป็นไฟล์ .obj วิธีการอย่างง่ายที่ไม่ว่าใครก็ลองทำได้ทันที
รวมรายชื่อนักร้องเพลงกวางตุ้ง
ภาษาจีนแบ่งเป็นสำเนียงอะไรบ้าง มีความแตกต่างกันมากแค่ไหน
ทำความเข้าใจระบอบประชาธิปไตยจากประวัติศาสตร์ความเป็นมา
เรียนรู้วิธีการใช้ regular expression (regex)
การใช้ unix shell เบื้องต้น ใน linux และ mac
g ในภาษาญี่ปุ่นออกเสียง "ก" หรือ "ง" กันแน่
ทำความรู้จักกับปัญญาประดิษฐ์และการเรียนรู้ของเครื่อง
ค้นพบระบบดาวเคราะห์ ๘ ดวง เบื้องหลังความสำเร็จคือปัญญาประดิษฐ์ (AI)
หอดูดาวโบราณปักกิ่ง ตอนที่ ๑: แท่นสังเกตการณ์และสวนดอกไม้
พิพิธภัณฑ์สถาปัตยกรรมโบราณปักกิ่ง
เที่ยวเมืองตานตง ล่องเรือในน่านน้ำเกาหลีเหนือ
ตระเวนเที่ยวตามรอยฉากของอนิเมะในญี่ปุ่น ปี 2013
เที่ยวชมหอดูดาวที่ฐานสังเกตการณ์ซิงหลง
ทำไมจึงไม่ควรเขียนวรรณยุกต์เวลาทับศัพท์ภาษาต่างประเทศ

ไทย

日本語

中文