φυβλαςのβλογ
บล็อกของ phyblas



หอดูดาวโบราณปักกิ่ง ตอนที่ ๒: ส่วนจัดแสดงภายในอาคาร
เขียนเมื่อ 2017/02/04 15:13
แก้ไขล่าสุด 2020/04/03 15:07
#พุธ 16 พ.ย. 2016

ต่อจากตอนที่แล้วที่เขียนถึงส่วนของแท่นสังเกตการณ์และสวนดอกไม้ของหอดูดาวโบราณปักกิ่งไป https://phyblas.hinaboshi.com/20170203

ในตอนนี้จะมาเขียนต่อถึงส่วนสุดท้ายอีกส่วนที่เปิดให้เข้าชม นั่นคือบริเวณอาคารจัดแสดง ซึ่งเป็นอาคาร ๓ หลังที่เรียงตัวล้อมสวนตรงกลาง





ภายในสวนนี้ยังมีแบบจำลองเจี่ยนอี๋ตั้งอยู่อีกอัน เป็นอันเล็กๆ



แล้วก็มีเยวี่ยกุ่ย (月晷) นาฬิกาแสงจันทร์ เป็นอุปกรณ์ที่วัดเวลาโดยใช้แสงจันทร์แทนที่จะใช้แสงอาทิตย์เหมือนอย่างนาฬิกาแดด



อีกอันคือซิงกุ่ย (星晷) นาฬิกาแสงดาว เอาไว้ใช้วัดเวลาโดยดูจากตำแหน่งของดาวอ้างอิงที่อยู่ใกล้ขั้วฟ้าเหนือ คือดาวเหนือ (北极星) ซึ่งสมัยก่อนเรียกว่าดาวโกวเฉินอี (勾陈一) และดาวเบตาหมีเล็ก ซึ่งสมัยก่อนเรียกว่าดาวตี้ซิง (帝星)



เวลาที่ใช้ก็ให้มองฟ้าผ่านช่องรูยาวซึ่งอยู่บนแผ่นที่หมุนได้ ให้หมุนแผ่นจานเห็นดาวอ้างอิงทั้ง ๒ ดวงอยู่ในรูยาวนี้ทั้งคู่ พอได้แล้วก็ดูว่าหมุนแผ่นจานไปเท่าไหร่ บนแผ่นจานมีขีดบอกวันที่และเวลา การอ่านค่าต้องเทียบวันที่กับเวลา ซึ่งคล้ายกับในแผนที่ดาวแบบหมุนที่นิยมใช้ในปัจจุบัน

อาคารจัดแสดงหลังแรกเป็นหลังใหญ่สุด ชื่อว่าจื่อเวย์เตี้ยน (紫微殿)



เมื่อเข้าไปสิ่งที่อยู่ตรงกลางตรงหน้าเลยคือข้อความ 觀象授時 ซึ่งเป็นอักษรจีนตัวเต็มอ่านว่า กวานเซี่ยงโซ่วสือ (ตัวย่อเป็น 观象授时) มีความหมายว่า การสังเกตการณ์ท้องฟ้าเพื่อสร้างปฏิทินและทำความเข้าใจปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์



ด้านล่างส่วนตรงกลางเป็นภาพแผนที่ดาวจีนโบราณซึ่งทำโดยอ้างอิงแผนที่ดาวสลักหินซูโจว (苏州石刻天文图, ซูโจวสือเค่อเทียนเหวินถู) ซึ่งเก็บอยู่ในวัดขงจื๊อเมืองซูโจว



แผนที่ดาวนี้เป็นตัวอย่างแผนที่ดาวที่มีชื่อเสียงมากที่สุดอันหนึ่งที่แสดงถึงกลุ่มดาวจีนโบราณ ถูกสลักขึ้นเมื่อปี 1247 ซึ่งเป็นปลายยุคราชวงศ์ซ่งใต้ แต่ว่าต้นแบบแผนที่ดาวจริงๆมาจากแผนที่ดาวที่ได้จากการสังเกตการณ์ในช่วงศักราชหยวนเฟิง (元丰) ปี 1078-1085 สมัยจักรพรรดิซ่งเสินจง (宋神宗) ภายในมีสลักดาวไว้ทั้งหมด ๑๔๓๔ ดวง

ปัจจุบันแผนที่ดาวอันนี้ถูกเก็บไว้อย่างดีในพิพิธภัณฑ์แผ่นป้ายแกะสลักซูโจว (苏州碑刻博物馆) ซึ่งสร้างขึ้นภายในวัดขงจื๊อซึ่งเป็นสถานที่ที่พบแผนที่ดาว

เนื่องจากแผนที่ดาวนี้มาจากท้องฟ้าเมื่อพันปีที่แล้ว ดังนั้นจึงมีความแตกต่างจากฟ้าในปัจจุบันอยู่บ้าง ที่สำคัญที่สุดคือตำแหน่งขั้วฟ้า ซึ่งเปลี่ยนไปจากการส่ายของแกนโลก (岁差) ทำให้ขั้วฟ้าเหนือไม่ได้อยู่ตรงดาวเหนือเหมือนอย่างในปัจจุบัน



และรอบๆแผนที่ดาวคือข้อความอธิบายแผนที่ดาวซึ่งถูกสลักไว้พร้อมกับแผนที่ดาว ยาว ๒๑๔๐ ตัวอักษร

อ่านข้อความเต็มได้ใน http://web2.nmns.edu.tw/Web-Title/china/A-1-7_text.htm

สำหรับคนที่สนใจแผนที่ดาวโบราณของจีนอ่านเนื้อหาเพิ่มเติมได้ใน http://www.narit.or.th/index.php/astronomy-article/2671-eastasia-starchart-05

กลุ่มดาวโบราณตามแบบของจีนได้แบ่งฟ้าออกเป็นกำแพงทั้งสาม (三垣, ซานหยวน) และห้องพักทั้ง ๒๘ (二十八宿, เอ้อร์สือปาซิ่ว)

รายละเอียดอ่านได้ใน http://www.narit.or.th/index.php/astronomy-article/2249-eastasia-starchart-02

ข้างๆแผนที่ดาวได้มีเขียนบรรยายถึงสัตว์เทพทั้งสี่ซึ่งประกอบกันเป็นกลุ่มดาวดั้งเดิมของจีน ได้แก่



ทางตะวันออกมี มังกรฟ้า (苍龙, ชางหลง)
ทางตะวันตกมี เสือขาว (白虎, ไป๋หู่)
ทางใต้มี หงส์แดง (朱雀, จูเชวี่ย)
ทางเหนือมี เต่าดำ (玄武, เสวียนอู่)

ซึ่งสัตว์เทพแต่ละตัวยังถูกแบ่งออกเป็นห้องพัก ๗ ห้อง รวมทั้ง ๔ ตัวก็เป็น ๒๘ ห้อง
รายละเอียดอ่านได้ใน http://www.narit.or.th/index.php/astronomy-article/2255-eastasia-starchart-03

ส่วนตรงนี้เกี่ยวกับการทำปฏิทินจีนตั้งแต่สมัยโบราณ มีบันทึกไว้ในหนังสือปฏิทินชื่อเซี่ยเสี่ยวเจิ้ง (夏小正) ซึ่งคาดกันว่าถูกทำขึ้นในสมัยชุนชิว (春秋, 770 - 476 ปีก่อน ค.ศ.) หรือก่อนหน้านั้น



ในนั้นมีเขียนถึงการใช้ดาวปาริชาติ (Antares, อันทาเรส หรืออัลฟาแมงป่อง) ซึ่งในนั้นใช้ชื่อเรียกว่าดาวต้าหั่ว (大火) โดยดาวปาริชาติถูกใช้เป็นดาวอ้างอิงในการกำหนดวันขึ้นปีใหม่

โดยที่หากวันไหนพบว่าดาวปาริชาติอยู่ที่ขอบฟ้าทางทิศตะวันออกในยามเย็นหลังดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าไปทางทิศตะวันตก นั่นเป็นสัญญาณว่าฤดูใบไม้ผลิได้เริ่มขึ้นแล้ว และถูกใช้นับเป็นจุดเริ่มต้นของปี

ทางนี้เขียนถึงการแบ่งฤดูกาลทั้ง ๔ โดยใช้ดาว ๔ ดวงเป็นตัวแทนของกลางฤดู ทำนองเดียวกับวสันตวิษุวัต (春分, ชุนเฟิน), ครีษมายัน (夏至, เซี่ยจื้อ), ศารทวิษุวัต (秋分, ชิวเฟิน) และ เหมายัน (冬至, ตงจื้อ) ที่ใช้ในปัจจุบัน



ดาวที่ใช้เป็นกลางฤดูใบไม้ผลิเรียกว่า เหนี่ยว (鸟) คือดาวอัลฟาร์ด (อัลฟา ไฮดรา) ในปัจจุบัน
ดาวที่ใช้เป็นกลางฤดูร้อนเรียกว่า หั่ว (火) คือดาวปาริชาติ (อัลฟา แมงป่อง) ในปัจจุบัน-
ดาวที่ใช้เป็นกลางฤดูใบไม้ร่วงเรียกว่า ซวี (虚) คือดาวซาดาลซูอุด (เบตา คนแบกหม้อน้ำ) ในปัจจุบัน
ดาวที่ใช้เป็นกลางฤดูหนาวเรียกว่า เหม่า(昴) คือกระจุกดาวลูกไก่ (เอตา วัว) ในปัจจุบัน

ทั้งหมดถูกบันทึกไว้ในเอกสารโบราณเช่น ซ่างซู เหยาเตี่ยน (尚书•尧典) ซึ่งเขียนมาตั้งแต่ 2000 ปีก่อน ค.ศ.

นี่คือหุนเซี่ยง คือลูกทรงกลมท้องฟ้าเช่นเดียวกับที่วางอยู่ที่แท่นสังเกตการณ์ แต่เป็นแบบโบราณกว่าซึ่งสร้างโดยจางเหิง (张衡, 78-139) นักดาราศาสตร์สมัยราชวงศ์ฮั่นตะวันออก (东汉, ปี 25-220)



นี่คือแบบจำลองของสุ่ยยวิ่นอี๋เซี่ยงไถ (水运仪象台) เป็นหอลูกทรงกลมท้องฟ้าพลังน้ำ ประดิษฐ์ขึ้นในช่วงปี 1086-1092 โดยซูซ่ง (苏颂, 1020-1101) นักดาราศาสตร์ในยุคราชวงศ์ซ่งเหนือ เป็นอุปกรณ์ที่เกิดจากการรวมกันของหุนอี๋, หุนเซี่ยง และอุปกรณ์วัดเวลา อาจถือได้ว่านี่เป็นต้นแบบของนาฬิกาดาราศาสตร์ในยุโรปด้วย



สุ่ยยวิ่นอี๋เซี่ยงไถของจริงไม่ได้หลงเหลืออยู่ถึงปัจจุบัน เนื่องจากราชวงศ์ซ่งเหนือได้พ่ายแพ้ให้กับราชวงศ์จินในปี 1127 เมืองหลวงไคเฟิงซึ่งเป็นที่ตั้งของสุ่ยยวิ่นอี๋เซี่ยงไถได้ถูกยึด และราชวงศ์ซ่งได้กลับไปตั้งตัวใหม่ทางใต้กลายเป็นราชวงศ์ซ่งใต้ หลังจากนั้นสุ่ยยวิ่นอี๋เซี่ยงไถได้ถูกย้ายไปยังปักกิ่งซึ่งตอนนั้นเป็นเมืองหลวงของราชวงศ์จิน แต่ต่อมาราชวงศ์จินได้ย้ายเมืองหลวงมาที่ไคเฟิง และสุ่ยยวิ่นอี๋เซี่ยงไถก็ได้ถูกรื้อทิ้งในปี 1214 เนื่องจากไม่สะดวกที่จะย้ายตามมาด้วย

ของจริงมีลักษณะเป็นอาคารสูง ๑๒ เมตร กว้าง ๗ เมตร มี ๓ ชั้น ชั้นบนสุดวางหุนอี๋ ชั้นกลางวางหุนเซี่ยง ชั้นล่างใส่เครื่องบอกเวลาอัตโนมัติ ทั้งหมดใช้พลังน้ำเป็นตัวขับเคลื่อน

แม้จะไม่หลงเหลืออยู่ในปัจจุบัน แต่ลูกของซูซ่งชื่อซูเสีย (苏携) ได้เก็บตำราต่างๆของซูซ่งไว้ แบบจำลองของของสุ่ยยวิ่นอี๋เซี่ยงไถก็ถูกเก็บไว้และนำติดไปกับราชวงศ์ซ่งใต้จึงไม่สูญหายไปพร้อมกับการล่มสลายของราชวงศ์ซ่งเหนือ เพียงแต่ไม่สามารถสร้างใหม่ได้เนื่องจากมีความซับซ้อนไม่มีใครอ่านเข้าใจ จนถึงปัจจุบันจึงมีการสร้างของจำลองขึ้นมาได้สำเร็จ

ส่วนนี่คืออุปกรณ์ที่เรียกว่า เชิ่งโล่ว (秤漏) เป็นนาฬิกาน้ำซึ่งประดิษฐ์ขึ้นโดยหลี่หลาน (李兰) พระในลัทธิเต๋าในยุคราชวงศ์เว่ย์เหนือ (北魏, ปี 386-534) ซึ่งเป็นราชวงศ์หนึ่งในยุคราชวงศ์ใต้เหนือ (南北朝, ปี 439-589)



กลไกการวัดเวลาก็คือใส่น้ำลงในถังใบหนึ่งซึ่งเชื่อมต่อกับถังอีกใบที่ถูกผูกอยู่บนตาชั่งด้วยกาลักน้ำ ยกถังใบแรกให้อยู่สูงน้ำจะไหลผ่านกาลักน้ำลงไปยังถังที่ผูกอยู่บนตาชั่ง ยิ่งเวลาผ่านไปน้ำก็ยิ่งไหลเข้าไปแล้วถังก็หนักขึ้น น้ำหนักที่วัดได้จึงเปลี่ยนไปตามเวลา ดังนั้นจึงสามารถวัดเวลาได้โดยเทียบกับน้ำหนักขณะนั้น

ส่วนทางนี้คือจี้หลีกู่เชอ (记里鼓车) รถวัดระยะทางสมัยโบราณ เป็นสิ่งประดิษฐ์ของจางเหิง รถนี้ถูกวางกลไกให้เมื่อวิ่งไประยะหนึ่งรูปสลักคนตัวเล็กๆด้านบนจะทำการตีกลองทีหนึ่ง เป็นการวัดระยะทาง



ป้ายด้านหลังเขียนเล่าเกี่ยวกับบันทึกปรากฏการณ์ที่ดาราศาสตร์ของจีนสมัยโบราณ โดยในยุคราชวงศ์ซาง (商朝, ช่วง 17 - 11 ศตวรรษก่อน ค.ศ.) ได้มีการบันทึกการเกิดโนวา (新星, ปรากฏการณ์ที่ดาวเกิดสว่างขึ้นในช่วงระยะเวลาสั้นๆ เกิดจากกลไกการถ่ายเทมวลของดาวฤกษ์ในระบบดาวคู่) โดยมีเขียนในเจี๋ยกู่เหวิน (甲骨文, แผ่นกระดูกสัตว์ซึ่งแกะสลักข้อความลงไป) นับเป็นบันทึกการเกิดโนวาที่เก่าแก่ที่สุดของจีน



นอกจากนี้ยังมีการบันทึกซูเปอร์โนวา (超新星, ปรากฏการณ์ที่เกิดจากการที่ดาวมวลมากหมดอายุขัยและระเบิดออกทำให้ดาวสว่างขึ้นมากในช่วงเวลาหนึ่ง) ในปี 1054 ซึ่งเป็นยุคราชวงศ์ซ่งเหนือ (北宋, ปี 960-1172)

ตรงนี้เล่าถึงบันทึกการสังเกตการณ์ดวงอาทิตย์ตั้งแต่สมัยโบราณของจีน บันทึกจุดบนดวงอาทิตย์ที่เก่าแก่ที่สุดในโลกอยู่ในหนังสือฮั่นซู อู่ซิงจื้อ (汉书・五行志) เมื่อปี ค.ศ. 28 ยุคราชวงศ์ฮั่นตะวันออก (东汉, ปี 25-220)



ตั้งแต่ยุคราชวงศ์ฮั่นถึงราชวงศ์ชิงจีนมีการบันทึกการเกิดจุดบนดวงอาทิตย์ (黑子) มากกว่าสองร้อยครั้ง บางบันทึกยังบรรยายรูปลักษณ์ของจุดด้วย

และยังมีการบันทึกการเกิดสุริยุปราคา (日食) เกือบพันครั้งตั้งแต่ยุคชุนชิวเป็นต้นมา ถือว่ามากกว่าประเทศอื่นๆในโลก

นอกจากนี้ยังมีการบันทึกถึงการเกิดพวยก๊าซของดวงอาทิตย์ (日珥) และโคโรนา (日冕) ระหว่างเกิดสุริยุปราคาด้วยด้วย

ทางนี้กล่าวถึงดาวทั้ง ๗ ซึ่งกลายมาเป็นที่มาของชื่อวันในสัปดาห์ดังที่รู้จักในปัจจุบัน ดาวทั้ง ๗ ถูกเรียกรวมว่า "ชีเจิ้ง" (七政) ได้แก่ดวงอาทิตย์, ดวงจันทร์ และดาวเคราะห์ทั้ง ๕ ได้แก่ ดาวอังคาร, ดาวพุธ, ดาวพฤหัส, ดาวศุกร์, ดาวเสาร์



ชาวจีนได้มีการสังเกตดาวทั้ง ๗ และมีการวาดเป็นรูปซึ่งยังหลงเหลือหลักฐานอยู่ตามวัตถุโบราณที่ขุดพบ แสดงถึงความเข้าใจทางดาราศาสตร์ของคนในสมัยนั้น

ในปี 1972 ได้มีการขุดพบเครื่องปั้นดินเผาที่มีภาพวาดรูปดวงอาทิตย์ที่ต้าเหอโข่ว (大河口) เมืองเจิ้งโจว (郑州) มณฑลเหอหนาน เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมหย่างเสา (仰韶文化) ซึ่งเก่าแก่ถึงช่วง 5000 - 3000 ปีก่อน ค.ศ.

ตรงส่วนนี้บรรยายว่าคนโบราณได้สังเกตเห็นการเคลื่อนที่อย่างแปลกประหลาดของดาวเคราะห์ทั้ง ๕ มาช้านานแล้วและได้จดจำและบันทึกรูปแบบการเคลื่อนที่นั้นไว้ แม้พวกเขาจะอธิบายไม่ได้ว่าเกิดจากอะไรแต่ก็ได้มีบรรยายไว้ในบันทึกต่างๆ เสิ่นคั่วได้เขียนถึงเรื่องนี้ไว้ในหนังสือเมิ่งซีปี่ถาน (梦溪笔谈) ของเขา



และตรงนี้พูดถึงจินตนาการของคนจีนสมัยโบราณที่มีต่อดวงจันทร์ ซึ่งทำให้เกิดตำนานมากมายเช่นกระต่ายดวงจันทร์ ยวี่ทู่ (玉兔) และเทพแห่งดวงจันทร์ ฉางเอ๋อ (嫦娥) เป็นต้น



สุดท้าย ตรงนี้มีจัดแสดงอุปกรณ์ทางดาราศาสตร์อีกชิ้น เรียกว่าหย่างอี๋ (仰仪) เป็นสิ่งประดิษฐ์อีกชิ้นของกัวโส่วจิ้ง เอาไว้ใช้วัดตำแหน่งของดวงอาทิตย์ในระบบพิกัดศูนย์สูตรฟ้าได้



อุปกรณ์มีลักษณะเป็นชามรูปครึ่งทรงกลมซึ่งมีขีดเส้นตารางที่บอกถึงค่าไรต์แอสเซนชัน (赤经) และเดคลิเนชัน (赤纬) ของดวงอาทิตย์ โดยด้านบนมีแท่งยื่นออกมาแล้วเจาะรูที่ตำแหน่งใจกลางทรงกลม

เมื่อแสงอาทิตย์ส่องมาแล้วลอดผ่านรูจะเกิดจุดแสงตกลงบนครึ่งทรงกลมทำให้สามารถอ่านค่าตำแหน่งของดวงอาทิตย์ได้โดยตรงโดยดูจากเส้นขีดที่บอกค่าบนนั้น



ต่อมาทางส่วนของอาคารจัดแสดงหลังที่สอง ที่ด้านหน้าอาคารมีรูปปั้นนักดาราศาสตร์สำคัญ ๒ คน ทางซ้ายคือจางเหิง และทางขวาคือสวีกวางฉี่ (徐光启, ปี 1562-1633) นักดาราศาสตร์สมัยปลายยุคราชวงศ์หมิง



ภายในจัดแสดงเกี่ยวกับประวัตศาสตร์ของดาราศาสตร์ทั้งจีนและสากล




ทางนี้เต็มไปด้วยรูปนักดาราศาสตร์ ทางซ้ายเป็นชาวตะวันตก ส่วนทางขวาเป็นนักดาราศาสตร์จีนรวมถึงหมอสอนศาสนาชาวตะวันตกที่นำวิทยาการเข้ามาสู่จีนด้วย



ส่วนนี้บรรยายประวัติความเข้าใจทางดาราศาสตร์ของทางตะวันตก ตั้งแต่แนวคิดของเคลาดิออส ปโตเลไมออส (Κλαύδιος Πτολεμαῖος, หรือ ปโตเลมี, ปี 85-168) ที่เชื่อว่าโลกกลมและเป็นศูนย์กลางของจักรวาล นิโคเลาส์ โคเปร์นิคุส (Nicolaus Copernicus, ปี 1473-1543) ที่บอกว่าโลกโคจรรอบดวงอาทิตย์ซึ่งเป็นศูนย์กลาง ไปจนถึงกฎของโยฮันเนส เคพเลอร์ (Johannes Kepler, ปี 1571-1630) ที่อธิบายการโคจรของวัตถุท้องฟ้า และการประดิษฐ์กล้องโทรทรรศน์ของกาลิเลโอ กาลิเลอี (Galileo Galilei, ปี 1564-1642)



ตั้งแต่ช่วงศตวรรษที่ 16 วิทยาการของทางตะวันตกก็เริ่มนำหน้าจีนไปไกลขึ้นเรื่อยๆ เข้าสู่ยุคที่จีนต้องนำเข้าวิทยาการจากทางตะวันตกมาอย่างมากมาย

ตรงนี้เป็นเรื่องของหนังสือปฏิทินสมัยจักรพรรดิฉงเจิน (崇祯, ปี 1628-1644) จักรพรรดิองค์สุดท้ายแห่งราชวงศ์หมิง ชื่อว่าฉงเจินลี่ซู (崇祯历书)



คณะผู้จัดทำนำโดยสวีกวางฉี่ และหลี่เทียนจิง (李天经) ซึ่งเป็นนักดาราศาสตร์จีน ร่วมกับนักดาราศาสตร์ต่างชาติ ได้แก่
นิโคลัส ลองโกบาร์ดี (Nicholas Longobardi, ปี 1559-1654) ชื่อจีน หลงหัวหมิน (龙华民) ชาวอิตาลี
โยฮัน ชเร็ก (Johann Schreck, ปี 1576-1630) ชื่อจีน เติ้งยวี่หาน (邓玉函) ชาวสวิสเซอร์แลนด์
โยฮัน อดัม ชัล ฟอน เบล (Johann Adam Schall von Bell, ปี 1591-1666) ชื่อจีน ทางรั่วว่าง (汤若望) ชาวเยอรมัน
จาโกโม โร (Giacomo Rho, ปี 1593-1638) ชื่อจีน หลัวหยากู่ (罗雅谷) ชาวอิตาลี

นี่เป็นหนังสือเล่มแรกที่ร่วมมือกับชาวตะวันตกเพื่อทำขึ้น เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นว่าคนจีนเริ่มยอมรับในวิทยาการของชาวตะวันตกในช่วงปลายยุคราชวงศ์หมิง

การจัดทำเริ่มขึ้นในปี 1629 และเสร็จในปี 1634 ใช้เวลา ๕ ปี ระหว่างนั้นสวีกวางฉี่ได้เสียชีวิตลงก่อนในปี 1633

และหลังจากนั้นก็ได้มีอุปกรณ์ดาราศาสตร์จากทางตะวันตกมากมายเริ่มถูกใช้ในจีน เช่น นาฬิกาแดด, อัสโตรลาเบ (星盘), กล้องโทรทรรศน์ และ แบบจำลองวงโคจรดาวเคราะห์ (七政仪)



อัสโตรลาเบ (astrolabe) คืออุปกรณ์ที่ใช้คาดการณ์ตำแหน่งของดาวฤกษ์ รวมทั้งดวงอาทิตย์ คล้ายกับแผนที่ดาวแบบขั้วฟ้าที่นิยมใช้ในปัจจุบันแต่มีความซับซ้อนกว่ามาก มีความเป็นมาเก่าแก่ตั้งแต่สมัยกรีกโบราณแล้ว เชื่อกันว่าเริ่มประดิษฐ์โดยฮิปปาร์คอส (Ἳππαρχος, 190-120 ปีก่อน ค.ศ.)

เจี่ยนผิงอี๋ (简平仪) เป็นอัสโตรลาเบของจีนที่ถูกสร้างขึ้นในปี 1681 สมัยจักรพรรดิคางซี ขนาด ๓๒.๑ ซม. ปัจจุบันถูกเก็บอยู่ในพระราชวังต้องห้าม

ในปี 1871 นักดาราศาสตร์จีน หลี่ซ่านหลาน (李善兰, ปี 1810-1882) ได้ร่วมกับหมอสอนศาสนาชาวอังกฤษ อเล็กซานเดอร์ ไวลี (Alexander Wylie ชื่อจีน เหว่ย์เลี่ยย่าลี่ (伟烈亚力), ปี 1815-1887) แปลหนังสือดาราศาสตร์ที่แต่งโดยจอห์น เฮอร์เชล (John Herschel, ปี 1792-1871, ลูกของวิลเลียม เฮอร์เชล ผู้ค้นพบดาวยูเรนัส) ในปี 1849



หนังสือเล่มนี้ใช้ชื่อภาษาจีนว่าถานเทียน (谈天) แปลว่า "คุยเรื่องท้องฟ้า" เขียนถึงความรู้ดาราศาสตร์ที่เพิ่งค้นพบในยุคนั้น เช่น เรื่องของการค้นพบดาวยูเรนัส วงแหวนของดาวเสาร์ เส้นลายซึ่งเป็นแถบเมฆบนดาวพฤหัส รายละเอียดต่างๆที่ผิวดาวเคราะห์ซึ่งต้องใช้กล้องโทรทรรศน์ส่องจึงจะเห็น



การเปลี่ยนแปลงรูปร่างปรากฏของดาวเสาร์ภายในคาบโคจรรอบดวงอาทิตย์ ๓๐ ปีได้ถูกบรรยายไว้ในนั้น



ในหนังสือยังแสดงรูปของวัตถุท้องฟ้าอย่างเช่น M51 ดาราจักรวังน้ำวน (สมัยนั้นเรียกว่าเนบิวลาวังน้ำวน เนื่องจากคนยังเชื่อว่าดาราจักรเป็นเพียงเนบิวลา) ในกลุ่มดาวสุนัขล่าเนื้อ (猎犬座)





จากนั้นเป็นอาคารจัดแสดงหลังที่สาม หลังนี้ก็มีรูปปั้นนักดาราศาสตร์ตั้งอยู่ด้านหน้า ทางซ้ายคืออีสิง (一行, ปี 683-727) ทางขวาคือจู่ชงจือ (祖冲之, ปี 429-500)



จู่ชงจือ เป็นนักดาราศาสตร์ในยุคราชวงศ์ใต้เหนือ (南北朝, 420-589) มีผลงานทั้งทางด้านดาราศาสตร์และคณิตศาสตร์ เช่นการหาค่าประมาค่าไพ เป็น 355/113 เขาเป็นคนทำปฏิทินต้าหมิง (大明历) ซึ่งเป็นปฏิทินแรกที่มีการปรับแก้ผลจากการส่ายของแกนโลก

อีสิง เป็นพระและนักดาราศาสตร์ยุคราชวงศ์ถัง เขาได้ทำการสังเกตการณ์ดวงดาวและบันทึกข้อมูลเป็นจำนวนมากในสมัยเขา อีกทั้งยังปรับปรุงเครื่องมือดาราศาสตร์บางส่วน เขาได้ประดิษฐ์วงล้อทรงกลมท้องฟ้าในระบบพิกัดสุริยวิถี เรียกว่าหวงเต้าโหยวอี๋ (黄道游仪)

ภายในจัดแสดงเรื่องประวัติของหอดูดาวโบราณแห่งนี้




ตรงส่วนนี้บรรยายถึงที่นี่โดยเปรียบเทียบกับหอดูดาวในยุโรป



ภาพแสดงการจัดเรียงอุปกรณ์บนแท่นสังเกตการณ์ในยุคเริ่มต้นที่เพิ่งถูกสร้างใหม่ๆปี 1442 ช่วงยุคราชวงศ์หมิง



ส่วนนี้เขียนถึงหอดูดาวโบราณ ๒ แห่งของทีโค บรา (Tycho Brahe) นักดาราศาสตร์ชาวเดนมาร์ก แห่งแรก สร้างขึ้นบนเกาะเวน (Ven) ในปี 1580 ชื่ออูรานีบอรี (Uraniborg)* หมายถึงปราสาทของอูราเนีย (Οὐρανία=Ourania, เทพีแห่งท้องฟ้าและดาราศาสตร์ในตำนานกรีก)



และอันใหม่ได้สร้างขึ้นบนเกาะเดียวกันในปี 1584 ชื่อ แควร์เนบอรี (Stjärneborg) * หมายถึงปราสาทดาว

*ชื่อทั้งสองใช้เป็นภาษาสวีเดนเนื่องจากปัจจุบันเกาะนี้ได้กลายเป็นของสวีเดน ชื่อในภาษาเดนมาร์กคืออูราเนียนบอร์ (Uranienborg) และ สเตียร์เนอบอร์ (Stjerneborg)

อนึ่ง คำว่า "ดาว" ในภาษาสวีเดนคือ "แควร์นา" (stjärna) ส่วนภาษาเดนมาร์กคือ "สเตียร์น" (stjerne) รากศัพท์เดียวกับในภาษาเยอรมันซึ่งใช้คำว่า "ชแตร์น" (Stern) และภาษาฮอลันดา "สแตร์" (ster)

หอดูดาวทั้งสองนี้เป็นแบบโบราณเช่นเดียวกับหอดูดาวปักกิ่ง คือใช้สังเกตการณ์เคลื่อนที่ของดวงดาว ไม่มีการติดตั้งกล้องดูดาว

หอดูดาวที่นี่ถูกใช้งานถึงแค่ปี 1597 ก็เลิกใช้ แล้วหลังทีโคตายไปก็ถูกรื้อทิ้ง แต่ก่อนตายทีโคได้นำข้อมูลทั้งหมดที่ได้จากการสังเกตการณ์ในช่วงนี้ติดตัวไปยังกรุงปรากซึ่งเป็นเมืองหลวงของจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ในสมัยนั้น ที่นั่นเขาได้ร่วมงานกับเคพเลอร์ และข้อมูลเหล่านั้นได้มีส่วนช่วยในการค้นพบกฎของเคพเลอร์ในเวลาต่อมา

ในนี้ยังแสดงหอดูดาวอื่นๆในยุคต่อมา เช่น หอดูดาวแบร์ลิน (Berliner Sternwarte) ของเยอรมัน ซึ่งสร้างในปี 1711 และหอดูดาวพูลโคโว (Пулковская астрономическая обсерватория) ในเมืองซังกต์ เปเตร์บูร์ก (Са́нкт-Петербу́рг, Saint-Petersberg) ของรัสเซีย ซึ่งสร้างในปี 1839



ตรงนี้เล่าถึงประวัติของหอดูดาวโบราณปักกิ่ง เนื้อหาส่วนนี้เหมือนกับที่ได้กล่าวไปในช่วงต้นของบทความตอนแรก




แผ่นป้ายที่เพิ่มมาด้านหน้าตรงนี้ถูกเขียนเป็น ๓ ภาษาคือสโลเวเนีย อังกฤษ และจีน เล่าถึงหมอสอนศาสนาชาวตะวันตกที่สำคัญอีกคนในช่วงต้นยุคราชวงศ์ชิง เป็นชาวสโลเวเนีย (สมัยนั้นอยู่ในจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์) ชื่อแฟร์ดินันด์ เอากุสติน ฮัลเลอร์สไตน์ (Ferdinand Augustin Hallerstein หรือ Ferdinand Avguštin Hallerstein ชื่อจีนว่าหลิวซงหลิง (刘松龄), ปี 1703-1774)



เขามาปักกิ่งตั้งแต่ปี 1739 และได้เข้าทำงานในสำนักหอดูดาวหลวงของจีน ได้รับตำแหน่งรองผู้กำกับในปี 1743 เขามีส่วนในการสร้างจีเหิงฝู่เฉินอี๋ (วงล้อทรงกลมท้องฟ้าของเฉียนหลง)



ส่วนนี้บรรยายถึงหายนะที่เกิดขึ้นกับหอดูดาวแห่งนี้ในช่วงที่เกิดกบฏนักมวย (义和团, อี้เหอถวาน) ในปี 1900 ซึ่งทำให้กองกำลังพันธมิตรแปดชาติ ได้แก่ อังกฤษ, อเมริกา, ฝรั่งเศส, รัสเซีย, เยอรมัน, อิตาลี, ออสเตรีย, ญี่ปุ่น ได้ร่วมกันบุกโจมตีปักกิ่ง



เนื่องจากหอดูดาวแห่งนี้ตั้งอยู่ในเขตที่ฝรั่งเศสและเยอรมันยึดได้ ดังนั้นอุปกรณ์ดาราศาสตร์ต่างๆจึงถูกสองประเทศนี้แบ่งกันยึดเอาไป

ที่ฝรั่งเศสได้ไปคือ เจี่ยนอี๋ที่สร้างสมัยราชวงศ์หมิง และอุปกรณ์สมัยราชวงศ์ชิง ๔ อัน ได้แก่ ชื่อเต้าจิงเหว่ย์อี๋, หวงเต้าจิงเหว่ย์อี๋, ตี้ผิงจิงเหว่ย์อี๋ และเซี่ยงเซี่ยนอี๋

ที่เยอรมันได้ไปคือ หุนอี๋ที่สร้างสมัยราชวงศ์หมิง และอุปกรณ์สมัยราชวงศ์ชิง ๔ อัน ได้แก่ เทียนถี่อี๋, จีเหิงฝู่เฉินอี๋, ตี้ผิงจิงอี๋ และ จี้เซี่ยนอี๋

แต่ในปี 1902 ฝรั่งเศสได้นำอุปกรณ์ทั้งหมดมาคืนเนื่องจากโดนวิพากษ์วิจารณ์จากนานาชาติ แต่เยอรมันไม่ยอมคืนแถมยังนำกลับประเทศไปเป็นของจัดแสดง ต้องรอถึงปี 1921 จึงยอมนำมาคืน

ภาพเทียนถี่อี๋ที่ถูกนำไปตั้งแสดงที่เยอรมันในปี 1902





ทั้งหมดนี้คือเรื่องราวของหอดูดาวโบราณปักกิ่งซึ่งเป็นหอดูดาวเก่าแก่ที่ใช้งานมายาวนานที่สุดในโลก สามารถสัมผัสถึงกลิ่นอายของประวัติศาสตร์ พร้อมทั้งเรียนรู้ว่าคนสมัยก่อนเขาเริ่มศึกษาธรรมชาติของสิ่งต่างๆรอบตัวกันมาอย่างไร ได้เข้าใจถึงวิวัฒนาการของดาราศาสตร์ตั้งแต่อดีตจนปัจจุบัน

ที่นี่เป็นสถานที่เที่ยวที่น่าสนใจซึ่งคนที่ชอบดาราศาสตร์และชอบประวัติศาสตร์ไม่น่าพลาดที่จะมาเยี่ยมชม



-----------------------------------------

囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧

ดูสถิติของหน้านี้

หมวดหมู่

-- จีน >> จีนแผ่นดินใหญ่ >> ปักกิ่ง
-- ดาราศาสตร์
-- ประวัติศาสตร์ >> ประวัติศาสตร์จีน

ไม่อนุญาตให้นำเนื้อหาของบทความไปลงที่อื่นโดยไม่ได้ขออนุญาตโดยเด็ดขาด หากต้องการนำบางส่วนไปลงสามารถทำได้โดยต้องไม่ใช่การก๊อปแปะแต่ให้เปลี่ยนคำพูดเป็นของตัวเอง หรือไม่ก็เขียนในลักษณะการยกข้อความอ้างอิง และไม่ว่ากรณีไหนก็ตาม ต้องให้เครดิตพร้อมใส่ลิงก์ของทุกบทความที่มีการใช้เนื้อหาเสมอ

สารบัญ

รวมคำแปลวลีเด็ดจากญี่ปุ่น
มอดูลต่างๆ
-- numpy
-- matplotlib

-- pandas
-- opencv
-- pytorch
การเรียนรู้ของเครื่อง
-- โครงข่าย
     ประสาทเทียม
maya
javascript
ความน่าจะเป็น
บันทึกในญี่ปุ่น
บันทึกในจีน
-- บันทึกในปักกิ่ง
-- บันทึกในฮ่องกง
-- บันทึกในมาเก๊า
บันทึกในไต้หวัน
บันทึกในยุโรปเหนือ
บันทึกในประเทศอื่นๆ
เรียนภาษาจีน
qiita
บทความอื่นๆ

บทความแบ่งตามหมวด



ติดตามอัปเดตของบล็อกได้ที่แฟนเพจ

  ค้นหาบทความ

  บทความแนะนำ

ภาษาจีนแบ่งเป็นสำเนียงอะไรบ้าง มีความแตกต่างกันมากแค่ไหน
ทำความเข้าใจระบอบประชาธิปไตยจากประวัติศาสตร์ความเป็นมา
เรียนรู้วิธีการใช้ regular expression (regex)
หลักการเขียนทับศัพท์ภาษาจีนกวางตุ้ง
การใช้ unix shell เบื้องต้น ใน linux และ mac
หลักการเขียนทับศัพท์ภาษาจีนกลาง
g ในภาษาญี่ปุ่นออกเสียง "ก" หรือ "ง" กันแน่
ทำความรู้จักกับปัญญาประดิษฐ์และการเรียนรู้ของเครื่อง
ค้นพบระบบดาวเคราะห์ ๘ ดวง เบื้องหลังความสำเร็จคือปัญญาประดิษฐ์ (AI)
หอดูดาวโบราณปักกิ่ง ตอนที่ ๑: แท่นสังเกตการณ์และสวนดอกไม้
พิพิธภัณฑ์สถาปัตยกรรมโบราณปักกิ่ง
เที่ยวเมืองตานตง ล่องเรือในน่านน้ำเกาหลีเหนือ
บันทึกการเที่ยวสวีเดน 1-12 พ.ค. 2014
แนะนำองค์การวิจัยและพัฒนาการสำรวจอวกาศญี่ปุ่น (JAXA)
เล่าประสบการณ์ค่ายอบรมวิชาการทางดาราศาสตร์โดยโซวเคนได 10 - 16 พ.ย. 2013
ตระเวนเที่ยวตามรอยฉากของอนิเมะในญี่ปุ่น
เที่ยวชมหอดูดาวที่ฐานสังเกตการณ์ซิงหลง
บันทึกการเที่ยวญี่ปุ่นครั้งแรกในชีวิต - ทุกอย่างเริ่มต้นที่สนามบินนานาชาติคันไซ
หลักการเขียนทับศัพท์ภาษาญี่ปุ่น
ทำไมจึงไม่ควรเขียนวรรณยุกต์เวลาทับศัพท์ภาษาต่างประเทศ
ทำไมถึงอยากมาเรียนต่อนอก
เหตุผลอะไรที่ต้องใช้ภาษาวิบัติ?

บทความแต่ละเดือน

2021年

1月 2月 3月 4月
5月 6月 7月 8月
9月 10月 11月 12月

2020年

1月 2月 3月 4月
5月 6月 7月 8月
9月 10月 11月 12月

2019年

1月 2月 3月 4月
5月 6月 7月 8月
9月 10月 11月 12月

2018年

1月 2月 3月 4月
5月 6月 7月 8月
9月 10月 11月 12月

2017年

1月 2月 3月 4月
5月 6月 7月 8月
9月 10月 11月 12月

ค้นบทความเก่ากว่านั้น

ไทย

日本語

中文