φυβλαςのβλογ
บล็อกของ phyblas



กำแพงเมืองจีนด่านจินซานหลิ่ง ซากกำแพงเก่าๆที่สุดขอบปักกิ่ง
เขียนเมื่อ 2013/09/30 12:13
แก้ไขล่าสุด 2021/09/28 16:42


#29 ก.ย. 2013

เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมามหาวิทยาลัยจัดเที่ยวพานักศึกษาต่างชาติไปกำแพงเมืองจีน (长城, ฉางเฉิง) มาอีกแล้ว ค่าใช้จ่ายฟรีทั้งหมดทั้งค่ารถและค่าบัตรผ่านเข้าชมสถานที่ มีแค่อาหารที่ต้องเตรียมไปเอง โดยปกติทุกเทอมจะจัดไป

อย่างเมื่อปีแรกสุดเทอมแรกก็มีจัดไปด่านมู่เถียนยวี่ (慕田峪) https://phyblas.hinaboshi.com/20110930


แล้วเทอมสองก็ไปด่านจวียงกวาน (居庸关) https://phyblas.hinaboshi.com/20120310

ส่วนเทอมนี้เขาพาไปด่านจินซานหลิ่ง (金山岭) ซึ่งเทียบกับด่านอื่นที่เคยไปมาแล้วถือว่าอยู่ไกลจากตัวเมืองมาก อยู่ตรงรอยต่อระหว่างอำเภอมี่หยวิน (密云) ของปักกิ่ง กับอำเภอหลวานผิง (滦平) จังหวัดเฉิงเต๋อ (承德) มณฑลเหอเป่ย์ ด่านนี้ไม่ค่อยดัง คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยจะรู้จักกันมากนัก สภาพตัวกำแพงค่อนข้างจะเก่ากว่า ยังไม่ได้ซ่อมแซมเรียบร้อยมากเท่า

แม้จะเคยไปกำแพงเมืองจีนมาแล้วหลายครั้ง แต่ว่าเนื่องจากมีหลายด่านมาก แต่ละด่านก็มีอะไรต่างกันออกไป จึงเที่ยวได้ไม่เบื่อ นี่นับเป็นด่านที่ห้าแล้วที่ได้มีโอกาสไปมา และยังมีด่านที่ยังไม่เคยไปอยู่อีก เช่นด่านปาต๋าหลิ่ง (八达岭) ที่คนทั่วไปนิยมไปกันมากที่สุดนั้นก็กะว่าจะหาโอกาสไปดูสักครั้งเหมือนกัน

นักเรียนต่างชาติที่สนใจไปเที่ยวนี้ก็มากเช่นเคย รวมแล้วเป็นรถบัสตั้ง ๘ คัน การไปเที่ยวนี้มีคนไทยเยอะมากทีเดียว ดูเหมือนปีนี้มีคนไทยสนใจมาเรียนต่อที่นี่เยอะเป็นพิเศษ และส่วนใหญ่ก็สนใจจะไปกำแพงเมืองจีนกันหมดเลย

ยิ่งรู้ว่าเป็นด่านที่ไม่ค่อยมีคนไปและหาโอกาสไปเองไม่ได้ง่ายๆก็ยิ่งน่าไป ถ้าพลาดโอกาสนี้แล้วคงหาโอกาสไปอีกยาก

เวลาออกเดินทางคือเช้าวันอาทิตย์ 29 กันยายน 2013 ตอน 8:20 แต่เมื่อไปถึงตามเวลาจริงๆรถก็ยังไม่มา ต้องรอสักพักกว่าจะได้ออก ใช้เวลาประมาณสองชั่วโมงครึ่ง ไปถึงก็ประมาณ 11 โมงแล้ว

ตัวกำแพงอยู่ระหว่างเขตแดนระหว่างปักกิ่งกับมณฑลเหอเป่ย์ แต่ว่าทางเข้าต้องไปเข้าจากทางฝั่งเหอเป่ย์ ดังนั้นจะเรียกว่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวของมณฑลเหอเป่ย์ก็ได้ แต่จะถือว่าอยู่ปักกิ่งก็ได้ด้วย



เมื่อไปถึงอากาศกำลังเย็นสบายๆเหมาะแก่การออกกำลังกายเลย แต่ที่แย่คือหมอกหนาไปหน่อยเลยทำให้เห็นอะไรไม่ค่อยชัด
 


อนึ่ง ฝั่งใต้ของกำแพงตั้งอยู่ในอำเภอมี่หยวิน (密云) ซึ่งแปลว่า "เมฆหนา" จากการลองหาข้อมูลดูก็พบว่าที่มาของชื่อนี้มาจากการที่แถวนี้มีหมอกหนาตลอดปี ดังนั้นก็อาจไม่แปลกที่จะเจอหมอกหนา ยังไงก็ยังดีที่ไม่ได้หนาจนเกินไป

ลงรถเสร็จต้องเดินไปอีกสักพักกว่าจะถึงจุดที่ผ่านประตูเข้าสถานที่ ระหว่างทางก็มีพวกของกินและของที่ระลึกขายอยู่ แต่ก็แพงกว่าปกติมากมาย



ตามทางยังเห็นบ้านคนอยู่หลายหลัง น่าจะเป็นที่อาศัยของพวกคนที่ทำงานที่นี่



ที่ขายบัตรเข้าชมด้านใน ถ้าเป็นช่วงฤดูคับค้่งก็ ๖๕ หยวน ฤดูซบเซา ๕๕ หยวน ก็ถือว่าแพงทีเดียว แต่ราคาก็เปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ ก่อนหน้านี้เคยมีเพื่อนไปเที่ยวมามันยังราคาถูกกว่านี้ ยิ่งช้าอาจจะแพงกว่านี้อีกก็ได้ อย่างไรก็ตามเราไม่ต้องจ่ายแม้แต่นิดเดียวเพราะมหาวิทยาลัยออกให้หมด ทุกอย่างฟรี



ทางเข้า ปกติที่นี่น่าจะไม่ได้มีคนมากหรอก แต่ว่าพอกลุ่มนี้มากันก็คึกคักเบียดเสียดอย่างที่เห็น กลุ่มอื่นที่มาเที่ยวด้วยก็เห็นอยู่ประปรายแต่ไม่ได้มากนัก



เนื่องจากนั่งรถมาตั้งสองชั่วโมงครึ่ง ทุกคนพอมาถึงก็กรูกันเข้าห้องน้ำทันที



แผนที่ในบริเวณ



มีรถกระเช้า (索道) ให้ขึ้น ราคาเที่ยวละ ๔๐ หยวน แต่ไม่ได้จำเป็นอะไรนักเพราะจริงๆเดินนิดเดียวก็ถึงแล้ว เพียงแต่ว่าจะโผล่ในจุดที่ต่างกันหน่อย




ไม่เห็นมีใครขึ้นกระเช้ากัน ก็เดินกันต่อไปนี่ล่ะ กำแพงอยู่ตรงหน้านี้แล้ว



แล้วก็ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ



เมื่อขึ้นมาถึงด้านหน้าตัวกำแพงมีลานกว้างที่สร้างขึ้นใหม่อยู่



มีพวกปืนใหญ่และรูปปั้นอยู่ แต่พวกนี้ดูก็รู้ว่าเป็นของใหม่ที่เพิ่มสร้าง




ขึ้นบันไดตรงนี้ไปก็ถึงตัวกำแพงแล้ว ป้อมตรงทางขึ้นนี้มีชื่อว่าป้อมจวานตั่วโหลว (砖垛楼)
 


เมื่อขึ้นไปถึงก็มีทางแยกสองทางซ้ายขวาให้เลือกเดิน คนส่วนใหญ่เลือกเดินไปทางตะวันออก จะเห็นว่ามีคนเต็มไปหมดเลย เนื่องจากถ้าดูแผนที่แล้วทางโน้นไปต่อได้อีกไกล แค่มองก็จะเห็นว่ามีตัวกำแพงเยอะกว่าและอยู่ในสภาพสมบูรณ์กว่าเพราะซ่อมแซมไปเยอะแล้ว



จากการหาข้อมูลภายหลังก็พบว่าทางโน้นถ้าไปต่อก็ไปได้ไกลมาก ไปไกลจนถึงกำแพงเมืองจีนอีกด่านคือด่านซือหม่าไถ (司马台) ซึ่งเป็นอีกด่านที่มีชื่อเสียงมาก ดังกว่าด่านนี้ แต่ก็ต้องไปอีกไกลมากหลายกิโล และเขาน่าจะมีจุดที่ขาดช่วงไม่ให้ไปต่อได้ เพราะตรงโน้นก็ถือว่าเป็นคนละด่าน

ในขณะที่อีกทางหนึ่ง คือทิศตะวันตกนั้นเส้นทางดูเก่ากว่า และมองไม่ค่อยเห็นกำแพงส่วนที่อยู่ด้านหน้าเพราะเนินสูงบังอยู่ แล้วก็แทบไม่เห็นใครไปเดินเลย



สุดท้ายเราก็ตัดสินใจเลือกไปทางนี้ ด้วยเหตุผลว่าคนน้อย ดูเป็นส่วนตัวดี และทางที่คนน้อยไม่ใช่ว่าจะไม่ดีเสมอไป อีกอย่างต่อให้เส้นทางไปต่อได้อีกไกลก็ไม่ใช่ว่าเราจะเดินไปได้จนสุด

ดังนั้นเราจึงหันหลังให้กับผู้คนจำนวนมากที่เดินไปทางด้านโน้นกันหมด แล้วเดินดุ่มๆมาลำพังกลุ่มเดียวไม่กี่คน ป้อมที่เห็นอยู่กลางภาพคือจุดเริ่มต้นทางแยก จะเห็นว่าฝั่งด้านบนของป้อมคนเดินกันเยอะ แต่ฝั่งด้านล่างแทบไม่มีใครเดินมา



เส้นทางมันก็สูงชันอย่างที่เห็น แต่ตรงนี้ทางยังซ่อมไว้ดีอยู่ ไม่ได้อันตรายอะไร



เห็นมีกลุ่มหนึ่งเดินอยู่ด้านหน้า แต่ก็แค่ไม่กี่คน



ขึ้นมาถึงด้านบนของยอดเนินแล้ว พอขึ้นมาแล้วก็จะเห็นว่ามีเส้นทางไปต่ออีกไกลเลย ซึ่งถ้าไม่ขึ้นมาถึงตรงนี้ก็จะไม่เห็น เพราะคิดว่าไม่มีอะไร



มองลอดผ่านช่องด้านข้างกำแพงออกมา



ป้อมแรกของทางฝั่งนี้ ชื่อป้อมซีเหลียงจวานตั่วโหลว (西梁砖垛楼)




ภายในก็ดูเก่าๆ มีหน้าต่างให้มองออกไปเห็นทิวทัศน์สวย แล้วก็มีแผนที่เขียนไว้ด้วยว่ามาถึงจุดไหนแล้ว



มองลอดผ่านประตูป้อมลงไปดูเส้นทางที่เดินผ่านมา
 


เส้นทางไปต่อ ยังไปได้อีกไกล สูงขึ้นเรื่อยๆ




ตรงนี้ปีนเหนื่อย ทางก็เริ่มจะไม่ค่อยดีนักแล้วด้วย ต้องระวังมากขึ้น
 


แต่เมื่อขึ้นมาถึงด้านบนแล้ว ก็ได้เห็นภาพที่สวยงามมาก



เมื่อขึ้นมาถึงก็จะเจอป้อมที่สองทันที ชื่อป้อมซีอู๋หยั่นโหลว (西五眼楼)



ภายในป้อมนี้ก็มีแผนที่ ซึ่งในแผนที่บอกว่านี่เป็นป้อมสุดท้ายแล้ว (ตำแหน่งสีแดง) แผนที่ไม่ได้เขียนว่าไปต่อจะเป็นยังไง



แต่ความจริงแล้วมีทางไปต่อ จะเห็นว่ามีป้อมที่อยู่ถัดออกไปอีกอย่างน้อยสองป้อม เพียงแต่เส้นทางต่อจากนี้ไปอยู่ในสภาพทรุดโทรมมาก แทบจะไม่ได้มีการซ่อมแซมเลย จึงค่อนข้างอันตราย พอถึงจุดนี้มีเพื่อนที่มาด้วยในกลุ่มขอถอนตัวกลับก่อนไปสองคน



จากตรงนี้เป็นเส้นทางลง เราเดินลงขั้นบันไดซึ่งชันพอสมควร ต้องค่อยๆเดินลง



นี่คือภาพที่ถ่ายหลังจากที่เดินลงมาแล้วหันกลับไปถ่ายดู จะเห็นว่าชันจริงๆ

 


จังหวะนั้นมีคนกลุ่มหนึ่งเดินสวนเรากลับไปพอดี เห็นใส่ชุดทหารอยู่ไม่แน่ใจว่าเป็นทหารหรือว่าแค่ใส่ชุดแบบนั้น แต่ดูแล้วคือมาเที่ยว ไม่ได้มาทำงาน



จากนั้นก็เดินมาถึงป้อมถัดไปแล้ว ชื่อป้อมอะไรก็ไม่รู้แล้วเพราะเป็นป้อมที่ไม่มีเขียนอยู่ในแผนที่ เนื่องจากเลยเขตที่คนส่วนใหญ่จะมากันแล้ว ป้อมนี้ไม่สามารถเดินขึ้นตัวป้อมได้โดยตรงเพราะเส้นทางขาดอยู่
 


พอเป็นแบบนั้นก็เลยต้องเดินออกด้านข้างกำแพงไปเทน ซึ่งก็มีทางเดินไม่ได้ลำบาก





เมื่อขึ้นมาก็เจอทางเข้าตัวป้อม สภาพในป้อมนี้ต่างจากป้อมอื่นที่เห็นมา ปกคลุมไปด้วยต้นไม้เต็มไปหมด



นี่เป็นประตูของตัวป้อม ซึ่งมันควรจะเป็นทางเข้าที่เชื่อมกับฝั่งที่เราเดินมา เพียงแต่เส้นทางมันขาดทำให้เราต้องเดินอ้อมด้านข้างมาเพื่อขึ้นมาถึงตรงนี้



รูปนี้พยายามจะถ่ายให้เห็นชัดว่าทางมันขาดอยู่ แต่ไม่รู้จะถ่ายยังไงให้เห็นถึงความต่างระดับชัดเจน เอาเป็นว่าถ้าโดดจากตรงนี้ไปข้างล่างก็คงเจ็บหนักอยู่



เส้นทางเบื้องหน้า



จะเห็นว่ามีป้อมต่อไปอีกเพียบเลย



ทางเดินตรงนี้ไม่เหมือนอยู่บนกำแพงเลย เพราะปกคลุมไปด้วยต้นไม้ และไม่มีผนังกั้น ถ้าเดินก้าวพลาดก็ตกได้ง่าย



แต่ก็ทำให้ได้เห็นดอกไม้ระหว่างทาง ลองถ่ายภาพดอกไม้โดยเห็นส่วนของกำแพงเมืองจีนเป็นฉากหลังก็ดูสวยไปอีกแบบ
 




แล้วก็มาถึงป้อมถัดไป



ป้อมนี้ก็เหมือนป้อมที่แล้วตรงที่ไม่สามารถเดินทะลุได้โดยตรงต้องลอดใต้ลงไปเดินด้านล่าง
 


แต่เราตัดสินใจหยุดแค่นี้เนื่องจากเส้นทางข้างหน้าอันตรายขึ้นเรื่อยๆ และก็เที่ยงครึ่งแล้วด้วย เนื่องจากว่าอาจารย์นัดให้ทุกคนไปรวมกันที่รถตอนบ่ายโมงยี่สิบ เราต้องเผื่อเวลาสำหรับเดินกลับด้วย



ถ้าหากยังไปต่อละก็ ยังเห็นทางไปต่อได้อีกเยอะเลยไม่สิ้นสุดง่ายๆ แต่หยุดแค่ตรงนี้ก็คิดว่าไม่เลวแล้ว ได้ภาพดีๆมาเยอะ ถ้าเสี่ยไปต่อแล้วเกิดเป็นอะไรขึ้นมาก็คงไม่ได้กลับมาเอาภาพลงบล็อกให้ได้อ่านกัน

จากการกลับมาหาข้อมูลเพิ่มเติมภายหลังก็พบว่าถ้าไปต่อเรื่อยๆก็ไปได้อีกไกลเลย แต่ไม่รู้ว่าทางเดินจะมีขาดช่วงจนเดินต่อไม่ได้หรือเปล่า แต่ถ้าเป็นพวกนักปีนเขาก็คงไปต่อได้ไม่สิ้นสุด ถ้าไปต่อเรื่อยๆแล้วข้ามแม่น้ำก็จะไปถึงกำแพงเมืองจีนด่านว่อหู่ซาน (卧虎山) ซึ่งก็ไม่ใช่ด่านที่ดังเลย

แล้วก็ได้เวลาเดินกลับ เราใช้เวลาแค่ประมาณยี่สิบนาทีในการเดินกลับมายังป้อมจุดเริ่มต้น ที่จริงก็ไม่ได้เดินไปไกลเท่าไหร่ แค่ทางมันลำบาก แล้วก็มัวถ่ายรูปเยอะด้วย ขากลับไม่ค่อยได้ถ่ายรูปเลยแป๊บเดียวถึง

ตอนที่กลับมาถึงก็เห็นคนอื่นที่ไปเดินอีกฝั่งกำลังทยอยเดินกลับกันมาเรื่อยๆเช่นกัน



แล้วก็กลับมาถึงรถทันเวลาที่นัดคือบ่ายโมงยี่สิบพอดี แล้วทุกคนก็ขึ้นรถกลับมหาวิทยาลัย ถึงตอนราวๆสี่โมงเย็น เท่านี้ก็เป็นอันสิ้นสุดการเที่ยวในวันนี้





ครั้งนี้เดินไม่ค่อยเหนื่อยเท่าไหร่ถ้าเทียบกับการเที่ยวกำแพงเมืองจีนครั้งก่อนๆที่ผ่านมา เพราะกลุ่มที่เดินนั้นมีคนที่ไม่ใช่ขาลุยเท่าไหร่ก็เลยหยุดพักเป็นช่วงๆ

โดยสรุปแล้วเป็นเที่ยวที่คุ้มดี และก็คิดว่าตัดสินใจถูกด้วยที่ไปเส้นทางที่คนอื่นไม่ค่อยไปกัน เลยได้เจอคนน้อย และจากการดูรูปของคนอื่นที่เลือกเดินไปเส้นทางที่คนส่วนใหญ่ไปกันนั้นแล้วก็พบว่าสภาพกำแพงดูใหม่ดี เหมือนจะซ่อมแซมปรับปรุงไปเยอะแล้ว ถ้าไปทางนั้นก็จะไม่ได้เห็นกำแพงในสภาพเก่าๆมากนัก

ดังนั้นจุดที่รู้สึกว่าคุ้มอย่างหนึ่งของที่นี่คือได้มาเห็นตัวกำแพงเก่าๆซึ่งต่างจากไปด่านอื่น ถ้าเป็นด่านที่คนนิยมกันอย่างจวียงกวานหรือมู่เถียนยวี่ที่เคยไปมาก็คงไม่ได้เห็นแบบนี้


ที่จริงมีอีกด่านที่เคยไปมาที่สภาพกำแพงค่อนข้างเก่า คือด่านหวงฮวาเฉิง (黄花城) ซึ่งเป็นด่านที่อยู่ติดริมน้ำ เพียงแต่ว่าด่านนั้นมีกำแพงให้ปีนนิดเดียว เรียกว่าไปดูกำแพงมากกว่าไปปีน https://phyblas.hinaboshi.com/20120505

แม้จะมีข้อเสียอยู่ที่ว่าอยู่ไกลมากและมาลำบาก กำแพงเมืองจีนด่านจินซานหลิ่งนี้ก็ถือเป็นด่านหนึ่งที่น่ามาเที่ยว น่าจะเป็นทางเลือกหนึ่งของคนที่มาเที่ยวปักกิ่งแล้วอยากไปกำแพงเมืองจีนด่านที่คนไปไม่มากและได้เห็นสภาพกำแพงเก่าๆ

ครั้งหน้าอยากไปเที่ยวกำแพงเมืองจีนด่านซือหม่าไถซึ่งอยู่ข้างๆกันนี่เอง แต่ไม่รู้ว่าจะมีโอกาสได้ไปสักเมื่อไหร่ คงต้องรอดูก่อนว่าเทอมหน้าว่ามหาวิทยาลัยจะพาไปหรือเปล่า



-----------------------------------------

囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧

ดูสถิติของหน้านี้

หมวดหมู่

-- ประเทศจีน >> จีนแผ่นดินใหญ่ >> ปักกิ่ง
-- ท่องเที่ยว >> ภูเขา
-- ประเทศจีน >> จีนแผ่นดินใหญ่ >> เหอเป่ย์

ไม่อนุญาตให้นำเนื้อหาของบทความไปลงที่อื่นโดยไม่ได้ขออนุญาตโดยเด็ดขาด หากต้องการนำบางส่วนไปลงสามารถทำได้โดยต้องไม่ใช่การก๊อปแปะแต่ให้เปลี่ยนคำพูดเป็นของตัวเอง หรือไม่ก็เขียนในลักษณะการยกข้อความอ้างอิง และไม่ว่ากรณีไหนก็ตาม ต้องให้เครดิตพร้อมใส่ลิงก์ของทุกบทความที่มีการใช้เนื้อหาเสมอ

สารบัญ

รวมคำแปลวลีเด็ดจากญี่ปุ่น
มอดูลต่างๆ
-- numpy
-- matplotlib

-- pandas
-- manim
-- opencv
-- pyqt
-- pytorch
การเรียนรู้ของเครื่อง
-- โครงข่าย
     ประสาทเทียม
ภาษา javascript
ภาษา mongol
ภาษาศาสตร์
maya
ความน่าจะเป็น
บันทึกในญี่ปุ่น
บันทึกในจีน
-- บันทึกในปักกิ่ง
-- บันทึกในฮ่องกง
-- บันทึกในมาเก๊า
บันทึกในไต้หวัน
บันทึกในยุโรปเหนือ
บันทึกในประเทศอื่นๆ
qiita
บทความอื่นๆ

บทความแบ่งตามหมวด



ติดตามอัปเดตของบล็อกได้ที่แฟนเพจ

  ค้นหาบทความ

  บทความแนะนำ

ตัวอักษรกรีกและเปรียบเทียบการใช้งานในภาษากรีกโบราณและกรีกสมัยใหม่
ที่มาของอักษรไทยและความเกี่ยวพันกับอักษรอื่นๆในตระกูลอักษรพราหมี
การสร้างแบบจำลองสามมิติเป็นไฟล์ .obj วิธีการอย่างง่ายที่ไม่ว่าใครก็ลองทำได้ทันที
รวมรายชื่อนักร้องเพลงกวางตุ้ง
ภาษาจีนแบ่งเป็นสำเนียงอะไรบ้าง มีความแตกต่างกันมากแค่ไหน
ทำความเข้าใจระบอบประชาธิปไตยจากประวัติศาสตร์ความเป็นมา
เรียนรู้วิธีการใช้ regular expression (regex)
การใช้ unix shell เบื้องต้น ใน linux และ mac
g ในภาษาญี่ปุ่นออกเสียง "ก" หรือ "ง" กันแน่
ทำความรู้จักกับปัญญาประดิษฐ์และการเรียนรู้ของเครื่อง
ค้นพบระบบดาวเคราะห์ ๘ ดวง เบื้องหลังความสำเร็จคือปัญญาประดิษฐ์ (AI)
หอดูดาวโบราณปักกิ่ง ตอนที่ ๑: แท่นสังเกตการณ์และสวนดอกไม้
พิพิธภัณฑ์สถาปัตยกรรมโบราณปักกิ่ง
เที่ยวเมืองตานตง ล่องเรือในน่านน้ำเกาหลีเหนือ
ตระเวนเที่ยวตามรอยฉากของอนิเมะในญี่ปุ่น
เที่ยวชมหอดูดาวที่ฐานสังเกตการณ์ซิงหลง
ทำไมจึงไม่ควรเขียนวรรณยุกต์เวลาทับศัพท์ภาษาต่างประเทศ

ไทย

日本語

中文