φυβλαςのβλογ
บล็อกของ phyblas



เที่ยวกำแพงเมืองจีนด่านจวียงกวาน กำแพงยาวหมื่นลี้แต่ให้เดินแค่ไม่กี่ลี้
เขียนเมื่อ 2012/03/10 11:03
แก้ไขล่าสุด 2019/11/18 10:15


#เสาร์ 10 มี.ค. 2012


วันนี้มหาวิทยาลัยจัดเที่ยวพานักศึกษาต่างชาติไปเที่ยวกำแพงเมืองจีน (长城) อีกรอบ หลังจากที่เทอมที่แล้วก็มีพาไปเที่ยวมาเหมือนกัน https://phyblas.hinaboshi.com/20120307

แต่ครั้งที่แล้วที่ไปมาเรียกว่ากำแพงเมืองจีนด่านมู่เถียนยวี่ (慕田峪) ส่วนครั้งนี้เราไปด่านจวียงกวาน (居庸关)

ก่อนอื่นต้องอธิบายก่อนว่ากำแพงเมืองจีนนั้นมีเพียงหนึ่งเดียว เพียงแต่มันยาวมากๆ ลากผ่านมณฑลต่างๆทางตอนเหนือของจีนเป็นระยะทางกว่าหกพันกิโลเมตร จึงมีแบ่งออกเป็นด่านต่างๆมากมาย แต่ละด่านก็มีจุดเด่นต่างกันออกไป สำหรับในปักกิ่งนั้นมีให้เที่ยวประมาณ ๘ ด่าน แต่ที่คนนิยมสูงสุดคือด่านปาต๋าหลิ่ง (八达岭) รองลงมาก็คือมู่เถียนยวี่กับจวียงกวานที่เราไปมานี้

กำแพงเมืองจีนนั้นไม่ได้เป็นแนวยาวต่อเนื่องตลอด เพราะปัจจุบันทรุดโทรมจนขาดเป็นช่วงๆไปหมดแล้ว บางส่วนก็ไม่ได้เปิดเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเพราะไม่น่าดู ส่วนใหญ่ที่เปิดให้เที่ยวนั้นเป็นส่วนที่ได้รับการบูรณะแล้วพอสมควร เพื่อให้ดูสวยงามและมีอุปกรณ์อำนวยความสะดวก

สำหรับกำแพงเมืองจีนด่านจวียงกวานนี้เป็นด่านที่อยู่ใกล้กับตัวเมืองปักกิ่งมากที่สุด ห่างไปเพียงแค่ ๕๐ กิโลเมตร นั่งรถจากตัวเมืองเพียงราวๆชั่วโมงเดียวก็ถึงแล้ว

แม้ว่าจะใกล้ปักกิ่งมากที่สุด แต่ความนิยมอาจไม่สูงเท่าด่านปาต๋าหลิ่งซึ่งคนนิยมที่สุด (แต่เรายังไม่เคยไป) อาจเป็นเพราะส่วนนี้ไม่ได้สวยงามเท่า และบันไดบางส่วนค่อนข้างชันมาก

แต่ว่าข้อดีของที่ด่านนี้ก็คือจุดที่ขึ้นกำแพงนั้นอยู่ติดกับถนน เมื่อลงรถมาไม่ว่าจะมารถส่วนตัวหรือนั่งรถเมล์มาก็สามารถขึ้นกำแพงได้ทันที ไม่ต้องมานั่งรถกระเช้า ซึ่งทั้งด่านปาต๋าหลิ่งและมู่เถียนยวี่นั้นเมื่อลงจากรถแล้วต้องเดินไกล แม้จะมีกระเช้าแต่ค่ากระเช้าก็แพงมาก แพงกว่าค่านั่งรถมาจากตัวเมืองเสียอีก

กำแพงด่านจวียงกวานนี้เรียงตัวเป็นรูปวงปิด นั่นคือถ้าเราเดินบนกำแพงนี้ต่อเนื่องไปเรื่อยๆละก็ เราจะกลับมาที่เดิม!

ตัวกำแพงถูกแบ่งออกเป็นสองส่วนโดยมีถนนกั้นอยู่ตรงกลาง กำแพงส่วนที่อยู่ติดถนนนั้นคือส่วนที่ต่ำที่สุด และเป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทาง และยิ่งเดินห่างออกจากถนนก็ยิ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ

นั่นหมายความว่าสามารถเลือกขึ้นกำแพงได้ ๔ จุด และถ้าสามารถเดินไปจนถึงยอดได้ก็จะสามารถกลับลงมาด้วยเส้นทางอีกทางได้



จากรูป เส้นประๆนี่คือกำแพงเมืองจีน เส้นสีส้มคือถนน เส้นสีน้ำเงินทึบคือทางด่วน จะเห็นว่าทั้งถนนใหญ่และทางด่วนลากตัดกำแพงเต็มๆเลย

เที่ยวนี้รถของมหาวิทยาลัยเราไปจอดที่ส่วนใต้ของกำแพง เรียกว่าเป็นประตูทางเข้าหมายเลข ๒ เราสามารถเลือกได้ว่าจะไปทางตะวันตกหรือตะวันออก ทั้งสองฝั่งมีเพื่อนไปทั้งนั้น ส่วนเราไปทางฝั่งตะวันตก

ตอนที่ขึ้นไปสูงข้างบนเห็นหิมะด้วย เป็นหิมะที่ตกมาเมื่อหลายวันก่อน ตอนอยู่ในเมืองมันดูเป็นหิมะที่ไม่น่าประทับใจนัก พอตกลงมาแล้วก็ละลายทันที แต่สำหรับบนเขาซึ่งเย็นกว่า หิมะก็ยังหลงเหลือมาจนถึงตอนนี้



เกริ่นมาซะยาวมาเริ่มดูภาพกันเลยดีกว่า

ภาพนี้ถ่ายบนรถตอนกำลังจะถึง เริ่มเห็นป้อมกำแพงอยู่ตรงหน้า



ห้องซื้อตั๋ว แต่เรามากับมหาวิทยาลัยดังนั้นก็เข้าไปได้เลยไม่ต้องซื้อบัตร



ทางเข้า



เมื่อเข้ามาก็เห็นตัวป้อมกำแพงอยู่ด้านหน้านี้แล้ว



หันมองออกไปทางกำแพงฝั่งตะวันออก ซึ่งเราไม่มีโอกาสได้ขึ้นไป




มองไปยังกำแพงส่วนที่เรากำลังจะต้องปีนขึ้นไป มันอยู่เบื้องหน้านี้แล้ว



ตรงนี้คือกำแพงส่วนที่ล้อมกรอบเป็นวง ตรงกลางวงกำแพงมีวัดอยู่ เราจะแวะเข้าไปข้างในก่อนที่จะปีนกำแพง




ก็เป็นแค่วัดเล็กๆ



ทางเข้าส่วนตัวกำแพง



ปีนขึ้นไป



มองไปยังทางเบื้องหน้าที่จะปีนอีกครั้ง



มองไปข้างล่าง ลานจอดรถ



บริเวณนี้มีปืนใหญ่ตั้งอยู่เต็มเลย



ร้านขายของที่ระลึกก่อนทางขึ้น



มาเจอฝรั่งคนนี้ เล่นเช่าชุดเกราะและง้าวมาใส่ มีคนมามุงถ่ายเต็มเลย



เริ่มต้นปีนจริงๆละ เกริ่นมาซะนาน




ระหว่างทางก็จะเจอพวกป้อมแล้วก็มีของวางขายบ้าง



บ้างก็มีของประดับให้ถ่ายรูป



ความโหดร้ายเริ่มจากตรงนี้ล่ะ ดูว่าชันแค่ไหน



ขึ้นไปขึ้นไปเรื่อยๆ



หันกลับมาถ่ายรูปพอเห็นข้างล่างก็รู้สึกเสียวเลย ชันจริงๆ




เดินผ่านป้อมแล้วป้อมเล่า




หนทางยังคงชันต่อไป



มองกลับไปมุมนี้สวย



มองไปเห็นศาลาโดดเดี่ยว ถ้าเข้าใจไม่ผิดนั่นคือศาลาที่เรียกว่าปั้นซานถิง (半山亭) มีอยู่ในแผนที่



กำแพงส่วนแถวนี้มีคนมาขีดเขียนเล่นเต็มไปหมด แย่จัง



พอขึ้นมาสูงก็ชักเริ่มเห็นหิมะ เป็นหิมะที่ตกเมื่อหลายวันก่อน บนเขามันหลงเหลืออยู่ได้ไม่ยาก



หันกลับลงมองข้างล่างจากมุมนี้ก็สวย



เพื่อนที่เดินมาด้วยกัน คนขวาชาวเกาหลี ส่วนคนซ้ายเป็นชาวอังกฤษลูกครึ่งเกาหลี



เจอจุดให้หยุดพักสบายๆ เราหยุดพักตรงแถวนี้ หลังจากนั้นพวกเพื่อนเขาก็เดินกันต่อไป เลยคลาดกันตรงนี้




หนทางเหลืออีกแค่นิดเดียวแล้ว




ป้อมข้างหน้านี่แหละคือจุดสูงสุด




ถึงแล้ว พอทะลุป้อมนี้ออกมาก็เป็นทางตัน



สันเขายังคงทอดตัวต่อไป แต่กำแพงด่านนี้กลับจบลงแต่เพียงเท่านี้



แถวนี้อยู่สูง ยิ่งเห็นหิมะอยู่เยอะเลย



มองลงไปข้างล่าง ทิวทัศน์




ได้เวลาลงแล้ว ตอนลงเราก็ลงอีกทางหนึ่งจะได้ไม่กลับซ้ำทางเดิม



ทางตรงนี้ชันกว่าตอนขึ้นมามาก ถ้าขึ้นมาทางนี้คงเหนื่อยแย่ ดีที่เป็นแค่ขาลง






แล้วเราก็ลงมาถึงล่างสุด ใช้เวลาไม่นาน ต่างจากตอนขาขึ้นเยอะเลย



ฝั่งนี้ก็มีกำแพงวงล้อม และมีวัดอยู่ คล้ายๆกับฝั่งที่เราขึ้นมา แต่ว่ายังไงก็เป็นคนละส่วนกัน

มองตรงนี้เห็นกำแพงตัดกับถนนชัดเจน ถนนเจาะลอดใต้กำแพงไป



หันกลับขึ้นไปมองทางที่เราลงมา มันช่างสูงชัน ให้กลับขึ้นไปอีกคงไม่เอาแล้ว



จากตรงนี้ถ้าเราเดินผ่านสะพานข้ามถนนไปละก็จะข้ามไปสู่บริเวณกำแพงฝั่งตะวันออก แต่เราก็ไม่ได้ไปต่อแล้ว เพราะเหนื่อยมากและใกล้เวลาต้องกลับแล้ว จึงลงแต่เพียงเท่านี้ ก็ได้แต่จ้องมองแนวกำแพงที่สูงชันทอดขึ้นไปด้านบนไม่ต่างอะไรจากกำแพงส่วนตะวันตกที่เราไปเดินมา



ทางออกจากกำแพงเมืองจีน



ออกมาก็มาโผล่ที่ย่านขายของกินและของที่ระลึก



เดินต่อไปก็ชักเริ่มเปลี่ยวและร้าง เราต้องเดินกลับไปประตูที่เราเข้ามาตอนแรกเพื่อไปรวมกับคนอื่น แต่ปรากฏว่าหลง กว่าจะหาเจอก็แทบแย่ สายกว่าเวลานัดหมาย แต่โชคดีที่รถเขายังรอเรา



แล้วเราก็กลับมาถึงจุดเริ่มต้นตอนแรก ภาพนี้เห็นเขื่อนที่อยู่ฝั่งตรงข้ามชัด จะเห็นว่าตรงข้ามนั้นเป็นผืนน้ำที่กลายเป็นน้ำแข็งสีขาวไปหมด นั่นไม่ใช่พื้นดิน อย่าเผลอลงไปเดินเชียว



แล้วเราก็หารถเจอและรีบขึ้นรถกลับมหาวิทยาลัย ตอนนั้นเป็นเวลาเที่ยงกว่าๆ พอบ่ายโมงกว่าๆก็กลับไปถึงและรีบกลับมาพักผ่อนที่หอ



ก็จบลงแล้วสำหรับการเที่ยวกำแพงเมืองจีนในวันนี้สำหรับด่านคราวนี้ จวียงกวานนั้นให้ความรู้สึกต่างกันไปจากด่านมู่เถียนยวี่

มู่เถียนยวี่นั้นกำแพงหยึกหยักขึ้นๆลงๆ ราวกับจะสอนว่าชีวิตคนเรานั้นมีขึ้นมีลง ไม่แน่นอน

แต่จวียงกวานนั้นมีแต่ขึ้นไปเรื่อยๆจนถึงสุด พอลงก็ลงทีเดียวไม่ย้อนกลับ ราวกับจะสอนว่าชีวิตคนเราพอจะขึ้นก็ขึ้นเอาไม่หยุด พอขึ้นไปสูงสุดแล้วพอถึงคราวจะลงก็ลงเอาท่าเดียว และไม่ว่าจะขึ้นไปอยู่สูงแค่ไหนสุดท้ายแล้วก็ต้องมีวันตกต่ำลงมาทั้งสิ้น

การเที่ยวกำแพงเมืองจีนด่านนี้ก็เป็นการเที่ยวครั้งที่สองแล้ว รู้สึกว่าเป็นสิ่งที่ยอดเยี่ยมจริงๆ แต่ถ้าใครชวนให้มาเที่ยวด่านเดิมอีกก็คงไม่มาซ้ำแล้ว เพราะเหนื่อยมาก อยากไปด่านอื่นซึ่งไม่เคยไป

ในปักกิ่งมีด่านกำแพงเมืองจีนที่เปิดให้เข้าไปเที่ยวราวๆ ๘ แห่ง หวังว่าจะมีโอกาสได้ไปชมด่านอื่นๆและกลับมาเขียนเล่าต่อไป



-----------------------------------------

囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧

ดูสถิติของหน้านี้

หมวดหมู่

-- จีน >> จีนแผ่นดินใหญ่ >> ปักกิ่ง
-- ท่องเที่ยว >> ภูเขา

ไม่อนุญาตให้นำเนื้อหาของบทความไปลงที่อื่นโดยไม่ได้ขออนุญาตโดยเด็ดขาด หากต้องการนำบางส่วนไปลงสามารถทำได้โดยต้องไม่ใช่การก๊อปแปะแต่ให้เปลี่ยนคำพูดเป็นของตัวเอง หรือไม่ก็เขียนในลักษณะการยกข้อความอ้างอิง และไม่ว่ากรณีไหนก็ตาม ต้องให้เครดิตพร้อมใส่ลิงก์ของทุกบทความที่มีการใช้เนื้อหาเสมอ

สารบัญ

รวมคำแปลวลีเด็ดจากญี่ปุ่น
มอดูลต่างๆ
-- numpy
-- matplotlib

-- pandas
-- opencv
-- pytorch
การเรียนรู้ของเครื่อง
-- โครงข่าย
     ประสาทเทียม
maya
javascript
ความน่าจะเป็น
บันทึกในญี่ปุ่น
บันทึกในจีน
-- บันทึกในปักกิ่ง
-- บันทึกในฮ่องกง
-- บันทึกในมาเก๊า
บันทึกในไต้หวัน
บันทึกในยุโรปเหนือ
บันทึกในประเทศอื่นๆ
เรียนภาษาจีน
qiita
บทความอื่นๆ

บทความแบ่งตามหมวด



ติดตามอัปเดตของบล็อกได้ที่แฟนเพจ

  ค้นหาบทความ

  บทความแนะนำ

ภาษาจีนแบ่งเป็นสำเนียงอะไรบ้าง มีความแตกต่างกันมากแค่ไหน
ทำความเข้าใจระบอบประชาธิปไตยจากประวัติศาสตร์ความเป็นมา
เรียนรู้วิธีการใช้ regular expression (regex)
หลักการเขียนทับศัพท์ภาษาจีนกวางตุ้ง
การใช้ unix shell เบื้องต้น ใน linux และ mac
หลักการเขียนทับศัพท์ภาษาจีนกลาง
g ในภาษาญี่ปุ่นออกเสียง "ก" หรือ "ง" กันแน่
ทำความรู้จักกับปัญญาประดิษฐ์และการเรียนรู้ของเครื่อง
ค้นพบระบบดาวเคราะห์ ๘ ดวง เบื้องหลังความสำเร็จคือปัญญาประดิษฐ์ (AI)
หอดูดาวโบราณปักกิ่ง ตอนที่ ๑: แท่นสังเกตการณ์และสวนดอกไม้
พิพิธภัณฑ์สถาปัตยกรรมโบราณปักกิ่ง
เที่ยวเมืองตานตง ล่องเรือในน่านน้ำเกาหลีเหนือ
บันทึกการเที่ยวสวีเดน 1-12 พ.ค. 2014
แนะนำองค์การวิจัยและพัฒนาการสำรวจอวกาศญี่ปุ่น (JAXA)
เล่าประสบการณ์ค่ายอบรมวิชาการทางดาราศาสตร์โดยโซวเคนได 10 - 16 พ.ย. 2013
ตระเวนเที่ยวตามรอยฉากของอนิเมะในญี่ปุ่น
เที่ยวชมหอดูดาวที่ฐานสังเกตการณ์ซิงหลง
บันทึกการเที่ยวญี่ปุ่นครั้งแรกในชีวิต - ทุกอย่างเริ่มต้นที่สนามบินนานาชาติคันไซ
หลักการเขียนทับศัพท์ภาษาญี่ปุ่น
ทำไมจึงไม่ควรเขียนวรรณยุกต์เวลาทับศัพท์ภาษาต่างประเทศ
ทำไมถึงอยากมาเรียนต่อนอก
เหตุผลอะไรที่ต้องใช้ภาษาวิบัติ?

ไทย

日本語

中文