นอกจากข้ออ้างหลัก ก็มีข้อโต้แย้งอื่นที่มักตามมา ซึ่งตอบได้สั้นๆดังนี้
"ถ้ารับเลขมาครบชุด ทำไมคำเรียกไม่ครบเก้าคำ"
เพราะการรับตัวเลขไม่ได้ทำให้ต้องเปลี่ยนคำนับเลขในภาษาตัวเอง และคำเรียกก็ครบอยู่แล้ว เพียงแต่ 6 ถึง 9 เป็นคำประสม (หัวข้อที่ 4)
"ขอมนับเลขได้ถึง 10 คือ เอกะ ทวิ ตรี จตุร ปัญจะ ฉะ สัปตะ อัษฏะ นวะ ทศะ แต่เขมรนับได้แค่ 5"
ข้อนี้คือการเอาคนละภาษามาเทียบกัน คำพวกนี้เป็นคำนับเลขภาษาสันสกฤต (บางคำเป็นรูปบาลี) ไม่ใช่คำนับเลขของภาษาที่ใช้ในจารึกเขมร ถ้าใช้เป็นหลักฐาน ก็ต้องสรุปว่าคนสร้างปราสาทพูดสันสกฤตเป็นภาษาแม่ ทั้งที่สันสกฤตเป็นภาษาจากอินเดีย อยู่ตระกูลอินโด-ยูโรเปียนเดียวกับภาษาอังกฤษ
จริงอยู่ว่าคำเหล่านี้มีอยู่ในจารึกเขมรโบราณ แต่พจนานุกรมของเจนเนอร์ระบุชัดว่าเป็นคำยืมจากสันสกฤต มักใช้บอกวันทางจันทรคติและศักราช หรืออยู่ในคำประสมทางศาสนาและการปกครอง อย่าง nvRKh (นวคฺรห) "ดาวนพเคราะห์" และ TZRKam (ทศคฺราม) "เขตสิบหมู่บ้าน" คำเดี่ยวที่เจนเนอร์จัดเป็นเลข 7 เลข 9 และเลข 10 ในจารึกสมัยเมืองพระนคร คือ sbþ (สปฺต) nv (นว) และ TZ (ทศ) พบอย่างละครั้งเดียว และ สปฺต ที่ว่านี้ก็อยู่ในคำสาปว่า sbþ kMent; (สปฺต กํเนตฺ) "เจ็ดชาติ"
ที่สำคัญคือคำสันสกฤตกับคำเขมรอยู่ในจารึกหลักเดียวกันได้ โดยทำหน้าที่ต่างกัน จารึกทวลองค์สระธาตุ (ទួលអង្គស្រះធាតុ) K.910 (ค.ศ. 651) มีคำสันสกฤต TZë (ทศมี) sbþë (สปฺตมี) และ TVaTšê (ทฺวาทศี) ซึ่งเป็นคำเรียกวันที่ 10 7 และ 12 ของปักษ์ทางจันทรคติ แต่ในจารึกนี้ทั้งสามคำเป็นชื่อข้าพระ ไม่ได้ใช้บอกวันหรือนับอะไร (เจนเนอร์แปลชื่อข้าพระแบบนี้ในจารึกหลักอื่นว่า "ผู้เกิดในวันที่ 12") ส่วนตอนที่นับของถวายกลับใช้ Rsú ePé (สฺรุ ไภ) 7 คือข้าวเปลือก 7 ชุด ชุดละ 20 และ ™øîk; (สฺลิกฺ) 1 คือต้นหมาก 400 ต้น ซึ่งเป็นการนับแบบเขมร (ตารางในหัวข้อที่ 2) จารึก K.158 ที่มี นว ก็นับขวาน 570 เล่มเป็น สฺลิกฺ 1 ศต 1 60 10 ซึ่งใช้ สฺลิกฺ (400) ของเขมร ถ้าเลข 1 ถึง 10 ภาษาสันสกฤตเป็นวิธีนับปกติของคนเขียนจริง จารึกสองหลักนี้ก็คงไม่ต้องนับสิ่งของแบบนี้ ส่วนการใช้คำชุดนี้บอกวันจริงๆ ก็มี อย่างจารึก K.127 ที่มีเลขศูนย์ก็บอกวันว่า b!î (ปญฺจมิ) คือวันที่ 5 ของปักษ์
เขมรปัจจุบันก็ยังมีคำชุดนี้อยู่ เจนเนอร์เองบอกว่า ឯក แปลว่า "หนึ่ง" และ ទស แปลว่า "สิบ" ในภาษาทางการ และปฏิทินเขมรก็เรียกปีด้วยคำชุดนี้ว่า ឯកស័ក ទោស័ក ត្រីស័ក ไล่ไปจนครบสิบชื่อ เหมือนกับ เอกศก โทศก ตรีศก ในปฏิทินไทย คนไทยเองก็ใช้ เอก โท ตรี จัตวา เบญจ นพ ทศ แต่ไม่มีใครสรุปจากคำเหล่านี้ว่าคนไทยเป็นคนอินเดีย ถ้าการมีคำชุดนี้แปลว่านับได้ถึง 10 คนเขมรปัจจุบันก็นับได้ถึง 10 เหมือนกัน
"ถอดจารึกขอมแล้วพบคำเรียกเลข 6 7 8 9 ที่เป็นคำเฉพาะของตัวเอง"
คนที่พูดแบบนี้มักไม่บอกว่าเป็นจารึกหลักไหน และไม่ยกคำออกมาให้ดู ถ้ามีจริงก็ควรตรวจได้ เพราะพจนานุกรมของเจนเนอร์บอกเลขจารึกกำกับคำไว้ แต่สิ่งที่พบคือคำสันสกฤตตามข้อที่แล้ว และคำเขมรแบบห้าบวกตามตารางในหัวข้อที่ 5 ไม่พบคำเดี่ยวของเขมรสำหรับ 6 ถึง 9
"ขอมใช้ฐาน 10 แต่เขมรใช้ฐาน 5 จึงเป็นคนละพวก"
ข้อนี้ปนตัวเลขที่เขียนกับคำที่พูดเข้าด้วยกัน (หัวข้อที่ 4) ถ้าดูตัวเลขที่เขียน ทั้งจารึกโบราณและเขมรปัจจุบันก็มีเลขครบสิบตัวเหมือนกัน ถ้าดูคำที่พูด จารึกก็นับแบบห้าบวกเหมือนกัน และนับต่อเป็นชุดละ 20 และ 400 ด้วย (หัวข้อที่ 2 และ 5) ส่วนเขมรปัจจุบันนับเป็นหลักสิบ หลักร้อย หลักพัน ถ้าจะเทียบกันจริงๆ คำนับเลขของเขมรปัจจุบันจึงเป็นฐานสิบมากกว่าของจารึกเสียอีก ตรงข้ามกับที่ข้อนี้อ้าง
"ถ้าเคยนับ 1 ถึง 10 ได้ ก็ไม่มีทางถอยกลับไปนับห้าบวก เว้นแต่จะเป็นคนละกลุ่มกัน"
ข้อนี้ผิดตั้งแต่สมมุติฐาน เพราะไม่มียุคไหนในจารึกที่เขมรมีคำเดี่ยวของ 6 ถึง 9 แล้วค่อยเสียไป จึงไม่มีการถอยกลับตั้งแต่แรก
และต่อให้มีก็ไม่ได้เป็นไปไม่ได้ ภาษาเปลี่ยนจากระบบที่เป็นฐานสิบกว่าไปเป็นระบบที่เป็นฐานสิบน้อยกว่าได้ ตัวอย่างที่ชัดคือภาษาละตินเรียก 70 80 90 ว่า septuaginta, octoginta, nonaginta ซึ่งเป็นแบบฐานสิบ แต่ภาษาฝรั่งเศสซึ่งสืบมาจากละตินกลับค่อยๆเปลี่ยนไปใช้ soixante-dix และ quatre-vingts ตั้งแต่ปลายยุคกลาง และไม่มีใครสรุปจากเรื่องนี้ว่าภาษาฝรั่งเศสไม่ได้สืบมาจากละติน
"ระบบห้าบวกเป็นของชนเผ่า ใช้ทำบัญชีหรือคำนวณสร้างปราสาทไม่ได้"
ชาวสุเมเรียนซึ่งเป็นหนึ่งในอารยธรรมที่เก่าที่สุดของโลก มีคำเรียก 6 7 และ 9 ที่มาจาก 5 + 1, 5 + 2 และ 5 + 4 (ส่วน 8 ยังแยกที่มาไม่ได้) แต่คนสุเมเรียนก็คำนวณเลขใหญ่บนแผ่นดินเหนียวสำหรับงานบริหารมาตั้งแต่ราวศตวรรษที่ 26 ก่อนคริสต์ศักราช และใช้ระบบเลขฐานหกสิบที่เรายังเห็นร่องรอยในการนับเวลาและองศาทุกวันนี้
เครื่องมือคำนวณก็ใช้หลักเดียวกันนี้ ลูกคิดจีนมีลูกด้านบนค่าละ 5 และลูกด้านล่างค่าละ 1 ถ้าจะตั้ง 8 ก็ต้องใช้ลูกห้าบวกลูกหนึ่งอีกสามลูก ซึ่งก็คือ 5 + 3 นั่นเอง การแบ่งแบบนี้ไม่ได้ทำให้คำนวณยากขึ้น แต่ช่วยให้ไม่ต้องเลื่อนลูกคิดหลายลูก อีกอย่างการคำนวณไม่ได้ทำด้วยเสียงพูดอย่างเดียว คนเขียนจารึกเขมรมีตัวเลขแบบมีหลักให้ใช้มาตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 7 (หัวข้อที่ 8)
"คนสลักจารึกกับคนพูดอาจเป็นคนละกลุ่ม คนหนึ่งเป็นชนชั้นปกครอง อีกกลุ่มเป็นชาวบ้าน"
ข้อนี้ขัดกับตัวจารึกเอง เพราะคำแบบห้าบวกไม่ได้อยู่นอกจารึก แต่ถูกสลักอยู่ในจารึกเลย อย่างจารึกปราสาทหินพิมาย K.397 ซึ่งปราสาทนี้สร้างเพื่อถวายเทพประจำเมือง ก็เขียนว่า Py; mVay; RbM mVay; (ภยฺ มฺวายฺ ปฺรํ มฺวายฺ) ส่วนจารึกปราสาทบันทายฉมาร์ (ប្រាសាទបន្ទាយឆ្មារ) K.227 ก็เล่าถึงการสู้รบของกษัตริย์ แล้วนับจำนวนสถานที่ด้วยระบบเดียวกัน และโจว ต๋ากวานก็บันทึกว่าเป็นภาษาของประเทศ (หัวข้อที่ 5) แม้แต่การเขียนปนตัวเลขกับคำนับเลขก็เกิดในบรรทัดเดียวกัน (หัวข้อที่ 4)
"เขมรนับเกิน 30 ไม่ได้ จนกระทั่งมายืมเลขจากไทย"
คำเรียก 30 ถึง 90 เป็นคำยืมจริง แต่ก่อนหน้านั้นเขมรก็นับจำนวนมากกว่านี้อยู่แล้วด้วยวิธีอื่น จารึกปราสาทโตจ (ប្រាសាទតូច) K.138 ใน ค.ศ. 620 นับชุดละ 400 จารึก K.910 ใน ค.ศ. 651 นับต้นหมาก 400 ต้นและนับข้าวเปลือกเป็นชุดละ 20 และจารึกกุกประดาก (គុកប្រដាក) K.878 ใน ค.ศ. 898 ก็ใช้ mVay; shRs (มฺวายฺ สหสฺร) "หนึ่งพัน" (หัวข้อที่ 2) ทั้งหมดนี้เก่ากว่าสุโขทัยหลายร้อยปี จึงเป็นไปไม่ได้ที่เขมรจะรอให้ไทยมาสอนนับ
"เขมรไม่มีเลขศูนย์ เลข 0 ของเขมรก็ยืมจากไทย"
จารึก K.127 ก็มีเลขศูนย์อยู่แล้วตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 7 (หัวข้อที่ 8) ส่วนคำว่า សូន្យ ก็ไม่ได้ยืมมาจากไทย แต่มาจากคำสันสกฤต ZUnü (ศูนฺย) ซึ่งคำว่า ศูนย์ ของไทยเองก็มาจากคำเดียวกัน คำนี้พบในจารึกเขมรตั้งแต่จารึกพนมพระเนตรพระ (ភ្នំព្រះនេត្រព្រះ) K.215 ใน ค.ศ. 949 ซึ่งยังใช้ในความหมายว่าว่างเปล่า คือบอกว่าอาศรมกลายเป็นที่ร้าง ส่วนจารึกสำโรง (សំរោង) K.258 ใช้เรียกเลขศูนย์ในศักราช โดยเขียนมหาศักราช 1001 ว่า }kZUnüZUnü}kZk (เอกศูนฺยศูนฺยเอกศก) ซึ่งก็คือเรียกเลขทีละตัวว่า หนึ่ง ศูนย์ ศูนย์ หนึ่ง โดยเรียงจากหลักหน่วยขึ้นไป อย่างปี 1006 ในจารึกเดียวกันเขียนว่า ฉศูนฺยศูนฺยเอก (หก ศูนย์ ศูนย์ หนึ่ง)
"ถ้าเป็นเจ้าของอารยธรรมนครวัด ทำไมต้องยืมเลขจากไทย"
การยืมไม่ได้เรียงตามความเก่าของอารยธรรม คนไทยก็ยืมอักษรและคำราชาศัพท์จำนวนมากจากเขมร และยืมคำนับเลขจากจีน (หัวข้อที่ 2) ตัวเขมรโบราณเองก็มีวิธีนับเลขสูงอยู่แล้ว คำยืมแค่เข้ามาแทนทีหลัง