φυβλαςのβλογ
บล็อกของ phyblas



ทำไมการที่ภาษาเขมรมีคำนับเลขถึงแค่ห้าจึงไม่ได้หมายความว่าชาวเขมรไม่ได้เป็นเจ้าของอักษรเขมรเอง
เขียนเมื่อ 2026/07/27 04:23
เนื่องจากมักมีผู้กล่าวอ้างว่าอักษรเขมรมีตัวเลขจนถึง ๙ แต่ภาษาเขมรกลับมีคำศัพท์นับเลขได้ถึงแค่ ๕ แสดงว่าชาวเขมรไม่ได้เป็นเจ้าของอักษรเขมรเอง หรือแม้กระทั่งชาวเขมรปัจจุบันเป็นคนละกลุ่มกับเขมรโบราณ อย่างไรก็ตามข้อกล่าวอ้างนี้มีข้อผิดพลาดทั้งข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ และยังใช้การอ้างเหตุผลที่ไม่สมเหตุสมผล ดังนั้นบทความนี้จึงเขียนขึ้นเพื่อทำการโต้แย้งข้อกล่าวอ้างนั้น โดยอ้างอิงหลักภาษาศาสตร์ หลักฐานจารึก และประวัติศาสตร์อักษรศาสตร์ พร้อมแหล่งอ้างอิงทางวิชาการ
1. ที่มาของความสับสน 🏠
ก่อนอื่นขอเริ่มอธิบายจากข้อมูลจริงที่คนมักยกมาใช้เพื่อกล่าวอ้าง โดยตารางด้านล่างนี้แสดงเลขเขมรตั้งแต่ ๐ ถึง ๑๐ และเลขหลักสิบไปจนถึง ๑๐๐ พร้อมเสียงอ่าน
เลขเขมร เลขอารบิก คำเขมร IPA ถอดเสียงอ่าน
0 សូន្យ /soːn/ โสน
1 មួយ /muəj/ มวย
2 ពីរ /piː/ ปี
3 បី /ɓəj/ เบ็ย
4 បួន /ɓuən/ บวน
5 ប្រាំ /pram/ ปรัม
6 ប្រាំមួយ /pram muəj/ ปรัมมวย
7 ប្រាំពីរ /pram piː/ ปรัมปี
8 ប្រាំបី /pram ɓəj/ ปรัมเบ็ย
9 ប្រាំបួន /pram ɓuən/ ปรัมบวน
១០ 10 ដប់ /ɗɑp/ ด็อบ
២០ 20 ម្ភៃ /mpʰɨj/ มไพ
៣០ 30 សាមសិប /saːm səp/ สามเสิบ
៤០ 40 សែសិប /sae səp/ สายเสิบ
៥០ 50 ហាសិប /haː səp/ หาเสิบ
៦០ 60 ហុកសិប /hok səp/ หกเสิบ
៧០ 70 ចិតសិប /cət səp/ เจิดเสิบ
៨០ 80 ប៉ែតសិប /paet səp/ ปายด์เสิบ
៩០ 90 កៅសិប /kaw səp/ เกาเสิบ
១០០ 100 មួយរយ /muəj rɔːj/ มวยโรย
จากตารางจะเห็นว่าคำนับเลขดั้งเดิมของภาษาเขมรมีรากศัพท์เดี่ยวอยู่แค่ ๑ ถึง ๕ เท่านั้น คือ มวย (មួយ) ปี (ពីរ) เบ็ย (បី) บวน (បួន) และ ปรัม (ប្រាំ) ส่วนเลข ๖ ถึง ๙ สร้างขึ้นด้วยการเติมคำว่า ปรัม (ប្រាំ) นำหน้าคำนับเลข ๑ ถึง ๔ อีกที ก่อนที่เลข ๑๐ ด็อบ (ដប់) และเลข ๒๐ มไพ (ម្ភៃ) จะกลับมาเป็นคำเดี่ยวใหม่ ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนเป็นคำเขมรแท้ดั้งเดิมที่สืบทอดมาจากตระกูลออสโตรเอเชียติก แต่ที่น่าสนใจคือตั้งแต่เลข ๓๐ ขึ้นไปจนถึง ๙๐ รวมถึงเลข ๑๐๐ กลับไม่ใช่คำเขมรแท้อีกต่อไป หากแต่เป็นคำที่ยืมมาจากภาษาไทย ประเด็นนี้จะขยายความในหัวข้อถัดไป
ผู้ที่อ้างข้อสังเกตทางไวยากรณ์ข้างต้น นำไปสรุปว่า เมื่อคำพูดของภาษาเขมรมีรากศัพท์นับเลขเดี่ยวแค่ห้าคำ ผู้พูดภาษานี้จึงไม่มีมโนทัศน์เรื่องเลขหลักเดี่ยวถึงเก้า ด้วยตนเอง ดังนั้นระบบตัวเลขเขมรที่ปรากฏจริงครบทั้งเก้าตัว (๑ ถึง ๙) พร้อมเลขศูนย์ (๐) ใช้ในระบบสัญกรณ์ตำแหน่งฐานสิบ จึงไม่ใช่สิ่งที่คนเขมรใช้มาตั้งแต่ต้น หรือชาวเขมรในปัจจุบันเป็นคนละกลุ่มกับชาวเขมรโบราณที่เขียนจารึกด้วยอักษรและตัวเลขเขมร นี่คือแกนของข้อกล่าวอ้างที่บทความนี้จะตรวจสอบ
สัญกรณ์ตำแหน่งคืออะไร
ระบบเลขฐานแบบมีหลัก หรือที่ในทางคณิตศาสตร์เรียกว่า สัญกรณ์ตำแหน่ง (positional notation) เป็น วิธีการเขียนแสดงจำนวนโดยที่ค่าของตัวเลขแต่ละตัวจะขึ้นอยู่กับ "ตำแหน่ง" ที่ตัวเลขนั้นปรากฏอยู่
โดยในระบบนี้ ตัวเลขเดียวกันหากอยู่คนละหลักจะมีค่าไม่เท่ากัน โดยค่านั้นเกิดจากตัวเลขคูณกับค่าประจำหลัก ซึ่งค่าประจำหลักจะคำนวณจากฐานของระบบเลขยกกำลัง
เช่น 605 = 6×102 (หลักร้อย) + 0×101 (หลักสิบ) + 5×100 (หลักหน่วย)
ระบบเขียนตัวเลขนี้เราใช้กันเป็นปกติในชีวิตประจำในปัจจุบัน แต่ลองคิดดูแล้วคนโบราณที่คิดระบบนี้ขึ้นนั้นอาจไม่ธรรมดา
2. ทำไมภาษาเขมรจึงนับเลขหลักสิบตามภาษาไทย 🏠
ก่อนที่จะเข้าประเด็นหลัก ขอกล่าวถึงประเด็นเกี่ยวข้องที่คนอ่านน่าจะให้ความสนใจ นั่นคือความเกี่ยวพันของระบบนับเลขในภาษาเขมรกับภาษาไทย
คำนับเลข ๑๐ ด็อบ (ដប់) และ ๒๐ มไพ (ម្ភៃ) เป็นคำเขมรแท้ที่สืบทอดมาจากตระกูลออสโตรเอเชียติกโดยตรง แต่คำนับเลขหลักสิบตั้งแต่ ๓๐ ถึง ๙๐ รวมถึงคำว่า "ร้อย" ใน ๑๐๐ กลับมีรูปคำที่ตรงกับคำไทยอย่างมีนัยสำคัญ เช่น สามเสิบ (សាមសិប) เทียบกับคำไทย "สามสิบ" หรือ หาเสิบ (ហាសិប) เทียบกับ "ห้าสิบ" ซึ่งเป็นที่ยอมรับกันในหมู่นักภาษาศาสตร์ประวัติว่าเป็นคำยืมจากภาษาไทยจริง ไม่ใช่คำเขมรแท้ดั้งเดิม
สาเหตุมาจากการติดต่อสัมพันธ์อันยาวนานระหว่างอาณาจักรเขมรกับกลุ่มชนที่พูดภาษาไท ทั้งด้านการค้า การปกครอง และวัฒนธรรมราชสำนัก ทำให้คำศัพท์นับเลขหลักสิบซึ่งใช้บ่อยในบริบทการค้าและการปกครองถูกยืมข้ามภาษาได้ง่าย ที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้นคือ คำเหล่านี้ในภาษาไทเองก็มีร่องรอยว่าอาจไม่ใช่รากศัพท์ไทดั้งเดิมทั้งหมด แต่สืบเนื่องมาจากการติดต่อกับภาษาจีนโบราณอีกทอดหนึ่งในยุคก่อนหน้า ก่อนจะแพร่ต่อมาสู่ภาษาเขมรอีกทอด
นอกจากนี้ ภาษาเขมรโบราณเคยมีระบบนับเลขหลักสูงแบบฐานยี่สิบเป็นของตนเองมาก่อนหน้านั้นด้วย แสดงว่าเขมรโบราณมีศักยภาพในการนับเลขหลักสูงด้วยระบบของตนเองอยู่ก่อนแล้ว เพียงแต่ระบบเลขหลักสิบที่ยืมมาจากภาษาไทยเข้ามาแทนที่ในเวลาต่อมา ยิ่งไปกว่านั้น คำนับเลขหลักที่สูงกว่าร้อยขึ้นไป เช่น พัน หมื่น แสน ล้าน ก็ยังมีร่องรอยอิทธิพลจากภาษาสันสกฤตและบาลีปะปนอยู่อีกชั้นหนึ่ง สะท้อนว่าคำนับเลขเขมรในภาพรวมเป็นการผสมผสานหลายชั้นจากการติดต่อกับหลายวัฒนธรรมตลอดประวัติศาสตร์ ไม่ใช่ระบบที่มาจากแหล่งเดียว
ดังนั้นจะเห็นได้ว่าคำนับเลขที่พูดออกมาสามารถยืมข้ามภาษากันไปมาได้อย่างอิสระตามประวัติศาสตร์การติดต่อสัมพันธ์ โดยอาจไม่มีความเกี่ยวข้องกับศักยภาพของผู้พูดภาษานั้นในการประดิษฐ์หรือเลือกใช้งานระบบเลขฐานหรือสัญกรณ์ตำแหน่ง
3. ที่มาจริงของรูปอักษรและตัวเลขเขมร 🏠
ประเด็นที่ค่อนข้างสำคัญคือ รูปร่างลักษณะของอักษรเขมรทั้งพยัญชนะ สระ และสัญลักษณ์ตัวเลข ๐ ถึง ๙ ไม่ได้เป็นสิ่งที่ชาวเขมรคิดประดิษฐ์ขึ้นมาจากศูนย์ แต่มีวิวัฒนาการมาจากอักษรปัลลวะ ซึ่งเป็นสาขาหนึ่งของอักษรพราหมีตอนใต้ของอินเดีย ที่ได้รับการเผยแพร่เข้ามาพร้อมพราหมณ์ พระสงฆ์ นักปราชญ์ และพ่อค้าชาวอินเดียตั้งแต่ราวรัชสมัยพระเจ้ามเหนทรวรมันที่ 1 (មហេន្ទ្រវរ្ម័ន, ครองราชย์ราว ค.ศ. 600 ถึง 615) จารึกอักษรเขมรโบราณที่ระบุอายุแน่นอนได้เก่าแก่ที่สุดเท่าที่พบคือจารึก K.557/600 ที่นครบุรีในจังหวัดตาแก้วทางตอนใต้ของกัมพูชา มีอายุถึง ค.ศ. 611
สิ่งที่ต้องเข้าใจคือ ระบบการเขียนของอินเดียใต้ที่ชาวเขมรรับมาใช้นั้นมีชุดสัญลักษณ์ตัวเลขสำหรับใช้ในรูปสัญกรณ์ตำแหน่งแบบฐานสิบครบทั้งเก้าหลักพร้อมเลขศูนย์อยู่แล้วในตัวเองก่อนที่จะแพร่เข้ามาสู่ดินแดนเขมรเสียอีก ดังนั้นเมื่อชาวเขมรรับระบบเขียนทั้งชุดมาใช้ ก็ย่อมได้รับชุดสัญลักษณ์ตัวเลขที่ครบสมบูรณ์ติดมาด้วยโดยอัตโนมัติ ไม่ใช่สิ่งที่ต้องออกแบบขึ้นใหม่เองทีละหลักตามจำนวนรากศัพท์ที่ตนมี และไม่มีความจำเป็นที่ระบบสัญลักษณ์ซึ่งพัฒนามาจากอินเดียเช่นนี้จะต้องถูกจำกัดให้สอดคล้องกับโครงสร้างคำนับเลขที่พูดของภาษาเขมรเอง
ดังนั้นจะเห็นได้ว่าจริงอยู่ว่าคนเขมรไม่ได้เป็นคนคิดอักษรเขมรหรือตัวเลขเขมรขึ้นมาใหม่จากศูนย์เองจริง แต่นั่นก็ไม่ใช่ประเด็นสำคัญเพราะอักษรส่วนใหญ่บนโลกก็คิดขึ้นโดยมีพื้นฐานจากอักษรที่มีอยู่เดิมอยู่แล้ว และในเมื่อไม่ได้คิดขึ้นเองจากศูนย์ การที่ระบบตัวเลขนี้จะไม่ได้สอดคล้องกับระบบภาษาพูดจึงไม่ใช่เหตุผลที่จะนำมาอ้างได้
4. จุดพลาดเชิงตรรกะ: เอาไวยากรณ์คำนับเลขไปตัดสินระบบสัญลักษณ์การเขียน 🏠
ข้อกล่าวอ้างนี้ผสมปนเประหว่างสองสิ่งที่ภาษาศาสตร์แยกออกจากกันโดยสิ้นเชิง ได้แก่ ระบบหน่วยคำ (morphology, คือ โครงสร้างคำศัพท์ที่พูดออกมา) กับ สัญกรณ์ (notation, คือ ระบบสัญลักษณ์ที่ใช้เขียน) คำนับเลขที่พูดเป็นเรื่องของคำศัพท์ล้วนๆ ไม่ว่าจะเป็นคำเดี่ยวหรือคำประสม ส่วนเลขโดดที่เขียนเป็นสัญลักษณ์แทนปริมาณในระบบสัญกรณ์ตำแหน่ง (positional notation) ซึ่งจำเป็นต้องมีสัญลักษณ์ครบทุกค่าตั้งแต่ 0 ถึงฐานลบหนึ่งเสมอ (เช่นเลขฐาน 10 ต้องมีเลขถึง 10-1=9) ไม่ว่าคำพูดจะเรียกค่านั้นด้วยกี่พยางค์หรือกี่หน่วยคำก็ตาม การที่คำพูดเป็นคำประสมจึงอาจไม่ได้บอกว่าเจ้าของภาษามีสัญลักษณ์เขียนแทนค่านั้นเองได้หรือไม่
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ เลขโรมัน VI (5+1) VII (5+2) VIII (5+3) ซึ่งใช้ตรรกะฐานย่อยห้าบวกในระบบตัวเขียนเหมือนคำนับเลขเขมรทุกประการ แต่ภาษาละตินที่พูดกลับไม่มีข้อจำกัดเช่นนั้นเลย คำนับเลขละตินมีรากศัพท์เดี่ยวไล่ไปได้ไกลเกินกว่าห้าอย่างเป็นระบบ เช่น quīnque (5) sex (6) septem (7) octō (8) novem (9) decem (10) ไปจนถึง centum (100) โดยไม่ต้องอาศัยฐานย่อยห้าแบบที่คำนับเลขเขมรใช้เลยแม้แต่น้อย นี่คือกรณีที่ตรงกันข้ามกับเขมร กล่าวคือ ภาษาละตินที่พูดนับเลขได้ไกลเกินห้าอย่างเป็นระบบคำเดี่ยว แต่ระบบตัวเขียนกลับถูกจำกัดด้วยฐานย่อยห้า ในขณะที่เขมรกลับตรงกันข้าม คือคำพูดมีฐานย่อยห้า แต่ระบบตัวเขียนกลับมีเลขที่ใช้ในระบบฐานสิบครบ ทั้งสองกรณีนี้ยืนยันตรงกันว่าโครงสร้างคำนับเลขที่พูดกับระบบสัญลักษณ์ที่เขียนเป็นคนละตัวแปรที่อาจไม่จำเป็นต้องผูกติดกันเลย
5. คำนับเลขเขมรโบราณเองก็มีรากถึงแค่ห้า: จารึกยืนยันความสืบเนื่องกับเขมรปัจจุบัน 🏠
ข้อกล่าวอ้างอย่างหนึ่งที่มักใช้เพื่ออ้างว่าชาวเขมรปัจจุบันเป็นคนละกลุ่มชนกับชาวเขมรโบราณผู้สร้างนครวัดก็คือ ในเมื่ออักษรจารึกเขมรโบราณมีสัญลักษณ์เลขโดดครบทั้งเก้าตัว (๑ ถึง ๙) ภาษาเขมรโบราณก็ควรต้องมีคำนับเลขรากศัพท์เดี่ยวครบถึงเก้าคำด้วยเช่นกัน ต่างจากภาษาเขมรปัจจุบันที่มีรากศัพท์เดี่ยวแค่ถึงห้า ซึ่งจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ก็ยืนยันได้ว่าข้อกล่าวอ้างนี้ผิดไปจากข้อเท็จ เพราะจารึกภาษาเขมรโบราณเองก็ยืนยันชัดเจนว่าคำพูดนับเลขของชาวเขมรยุคพระนครมีรากศัพท์เดี่ยวอยู่แค่ ๑ ถึง ๕ เท่านั้น เหมือนกับภาษาเขมรปัจจุบันทุกประการ
ฟิลิป เจนเนอร์ (Philip N. Jenner) นักภาษาศาสตร์ชาวอเมริกัน ศาสตราจารย์กิตติคุณด้านภาษาเขมรและภาษาในตระกูลอินโด-แปซิฟิกแห่งมหาวิทยาลัยฮาวาย ได้รวบรวมคำศัพท์ทุกคำที่ปรากฏในศิลาจารึกสมัยพระนคร พร้อมระบุหมายเลขจารึกและปีที่จารึกไว้เป็นหลักฐานประกอบทุกคำ ตีพิมพ์เป็น A Dictionary of Angkorian Khmer (2009) ตารางด้านล่างสรุปคำนับเลข ๑ ถึง ๙ ตามที่ปรากฏในจารึกจริง เทียบกับคำเขมรปัจจุบัน โดยแสดงเป็น IPA ทั้งคู่เพื่อให้เทียบง่าย
เลข คำเขมรโบราณ คำเขมรปัจจุบัน ตัวอย่างหลักฐานจารึก
1 /muːəy/ /muəj/ K.415:5 (ค.ศ. 877)
2 /wiːər/ ~ /biːər/ ~ /biːr/ /piː/ K.774A:4 (ราว ค.ศ. 860)
3 /ɓiː/ /ɓəj/ ปรากฏทั่วไปในจารึก
4 /ɓuːən/ /ɓuən/ K.153:4 (ค.ศ. 1001)
5 /pram/ /pram/ K.99N:6 (ค.ศ. 932), K.348:36 (ค.ศ. 954)
6 = 5+1 /prəˈmuːəy/ ~ /pram ˈmuːəy/ /pram ˈmuəj/ K.470:7 (ค.ศ. 1327)
7 = 5+2 /pram ˈwiːəl/ /pram ˈpiː/ ปรากฏในจารึก 34 ครั้ง
8 = 5+3 /pram ˈɓiː/ /pram ˈɓəj/ ปรากฏในจารึกกว่า 30 ครั้ง
9 = 5+4 /pram ˈɓuːən/ /pram ˈɓuən/ ปรากฏในจารึก 11 ครั้ง
เจนเนอร์ระบุนิรุกติศาสตร์ของคำว่า /prəˈmuːəy/ (๖) ไว้ตรงๆว่ามาจาก /pram/ + /muːəy/ คือ ๕ บวก ๑ แล้วรวมกันเป็นคำเดียวนั่นเอง ส่วนคำว่า /wiːəl/ ที่ใช้ประกอบเป็นเลข ๗ /pram ˈwiːəl/ เป็นรูปแปรแบบหนึ่งของคำว่า "สอง" ซึ่งต่างจากเขมรปัจจุบันที่เสียงกลายเป็น /piː/ ซึ่งก็เป็นตัวอย่างเล็กๆของการที่คำศัพท์ผิวนอกค่อยๆเลื่อนไหลไปตามกาลเวลาได้ ในขณะที่โครงสร้างการนับเลขแบบ ๕ บวกส่วนที่เหลือนั้นยังคงสืบทอดไม่เปลี่ยนแปลง
กล่าวอีกแบบหนึ่งคือ ชาวเขมรผู้จารึกตัวเลขโดดครบทั้งเก้าหลักไว้บนแผ่นหินตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 15 เป็นต้นมา คือคนกลุ่มเดียวกันที่พูดถึงเลขหกว่า "ห้าบวกหนึ่ง" เลขเจ็ดว่า "ห้าบวกสอง" และเลขเก้าว่า "ห้าบวกสี่" ไม่ต่างจากที่คนเขมรพูดกันอยู่ทุกวันนี้ ข้อกล่าวอ้างที่ว่าคำนับเลขฐานห้าเป็นหลักฐานของความไม่ต่อเนื่องทางชาติพันธุ์จึงล้มเหลวทั้งในเชิงตรรกะและในเชิงข้อเท็จจริง เพราะรูปแบบคำนับเลขฐานห้านี้ไม่ใช่สิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นทีหลังหรือเบี่ยงเบนไปจากภาษาเขมรโบราณ แต่เป็นระบบเดียวกันที่สืบทอดต่อเนื่องมานานกว่าพันปีโดยไม่เปลี่ยนแปลงโครงสร้าง เช่นเดียวกับที่ชื่อเรียกตนเองว่า "เขมร" (ក្មេរ៑/ខ្មែរ) ระบบการเขียนแบบอักษรควบสระ โครงสร้างไวยากรณ์แบบคำโดด และคำนำหน้าเชิงยกย่อง "พระ" (ព្រះ) ก็ล้วนสืบทอดมาจากยุคเดียวกันโดยไม่เคยขาดสายเช่นกัน
6. ระบบเลขฐานผสม 5-10 เป็นเรื่องสามัญทั่วโลก รวมถึงในตระกูลภาษาเขมรเอง 🏠
งานสำรวจชนิดภาษาระดับโลกอย่าง World Atlas of Language Structures บทที่ว่าด้วยฐานตัวเลข โดยเบอร์นาร์ด คอมรี (Bernard Comrie) จัดประเภทภาษาที่ใช้ "ฐานสิบร่วมกับฐานย่อยห้า" (ระบบแบบ 5,10) ไว้อย่างชัดเจนว่าเป็นรูปแบบที่พบซ้ำในตระกูลภาษาที่ไม่เกี่ยวข้องกันจำนวนมากทั่วโลก ตั้งแต่แอฟริกา อเมริกากลาง โอเชียเนีย ไปจนถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพราะมีที่มาจากการนับนิ้วมือข้างเดียวเป็นฐานย่อย ซึ่งเป็นวิวัฒนาการทางภาษาที่เกิดขึ้นเองซ้ำๆในหลายวัฒนธรรมโดยไม่เกี่ยวข้องกัน
ในตระกูลออสโตรเอเชียติกซึ่งเป็นตระกูลของภาษาเขมรเอง ก็มีงานวิจัยเฉพาะทางอย่างของคาเรน ลี อดัมส์ (Karen Lee Adams) ที่สำรวจระบบตัวเลขในภาษากลุ่มมอญ-เขมร นิโคบาร์ และอัสเลียนกว่า 50 ภาษาและสำเนียง พบว่ารูปแบบฐานย่อยห้าคล้ายกับเขมรกระจายอยู่ในหลายสาขาของตระกูลภาษานี้ โดยเฉพาะกลุ่มภาษาบัฮนัร (Bahnaric) และกลุ่มภาษากะตู (Katuic) แสดงว่าเป็นมรดกโครงสร้างภาษาที่พบซ้ำในหลายสาขา ไม่ใช่ลักษณะเฉพาะของชาวเขมรกลุ่มเดียว อย่างไรก็ตาม งานของพอล ซิดเวล (Paul Sidwell) ก็ชี้ว่าการสืบสร้างรูปคำนับเลขดั้งเดิมของทั้งตระกูลออสโตรเอเชียติกยังมีความซับซ้อน เพราะรูปแบบฐานย่อยห้านี้ไม่ได้ปรากฏสม่ำเสมอในทุกสาขา
ตัวอย่างเช่น ภาษามอญซึ่งอยู่ในตระกูลออสโตรเอเชียติกเช่นเดียวกับเขมรแต่คนละสาขา กลับมีคำนับเลข 6 ถึง 9 เป็นรากศัพท์แยกจากกันหมด ไม่ปรากฏร่องรอยของฐานย่อยห้าให้เห็นชัดเจนอีกต่อไป ส่วนภาษาเวียดนาม ซึ่งอยู่ในตระกูลเดียวกันแต่คนละสาขา ก็ไม่ปรากฏฐานย่อยห้าเช่นกัน แสดงให้เห็นว่าแม้จะอยู่ในตระกูลภาษาเดียวกัน แต่ละสาขาก็อาจรักษาหรือสูญเสียรูปแบบฐานย่อยห้านี้ไปตามการเปลี่ยนแปลงเสียงในประวัติศาสตร์ของตนเองได้อย่างอิสระ
7. เลขศูนย์เขมรจากจารึก 🏠
ศิลาจารึก K-127 ซึ่งพบที่แหล่งโบราณคดีเตราะเปียงไปร (ត្រពាំងព្រៃ) ในอำเภอสมโบร์ (សំបូរ) จังหวัดกระแจะ (ក្រចេះ) ริมฝั่งแม่น้ำโขง ห่างจากกรุงพนมเปญไปทางตะวันออกเฉียงเหนือราว 300 กิโลเมตร จารึกมีเนื้อความภาษาเขมรโบราณเกี่ยวกับสัญญาซื้อขาย ระบุทาส วัวคู่ และข้าวสาร ลงวันที่มหาศักราช 605 ตรงกับ พ.ศ. 1226 หรือ ค.ศ. 683 และปรากฏสัญลักษณ์จุด (ไม่ใช่วงกลมแบบเลขศูนย์เขมรและอินเดียในปัจจุบัน) อยู่กลางตัวเลขปี ทำหน้าที่เป็นเลขศูนย์ในระบบสัญกรณ์ตำแหน่งในระบบเลขฐานสิบ
ความสำคัญทางประวัติศาสตร์คณิตศาสตร์
จารึกนี้ถูกค้นพบครั้งแรกตั้งแต่ปี ค.ศ. 1891 โดยอาแดมาร์ เลอแกลร์ (Adhémard Leclère) นักชาติพันธุ์วิทยาชาวฝรั่งเศสซึ่งดำรงตำแหน่งข้าหลวงประจำเมืองกระแจะ-สมโบร์อยู่ในขณะนั้น แต่ความสำคัญของสัญลักษณ์เลขศูนย์เพิ่งได้รับการวิเคราะห์และตีพิมพ์โดยฌอร์ฌ เซแดส์ (Georges Cœdès) นักจารึกศาสตร์ชาวฝรั่งเศส ในปี ค.ศ. 1931 และเป็นที่ยอมรับในวงวิชาการว่าเป็นหลักฐานเลขศูนย์ที่ระบุอายุแน่นอนได้เก่าแก่ที่สุดในโลก เก่ากว่าเลขศูนย์อินเดียที่จารึกวัดจตุรภุชในเมืองกวาลิเยร์ราวสองศตวรรษ แผ่นจารึกนี้เคยถูกคิดว่าสูญหายไปในยุคเขมรแดง ก่อนที่นักคณิตศาสตร์ชาวอเมริกัน อาเมียร์ อากเซล (Amir Aczel) จะสืบค้นจนพบในเดือนมกราคม ค.ศ. 2013 ที่โกดังเก็บของของหน่วยอนุรักษ์นครวัดในเมืองเสียมเรียบ ซึ่งอยู่ห่างจากจุดพบเดิมหลายร้อยกิโลเมตร แล้วบันทึกการค้นหานี้ไว้ในหนังสือ Finding Zero (ปี 2015) ปัจจุบันแผ่นจารึกนี้เก็บรักษาอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติกัมพูชา กรุงพนมเปญ
หลักฐานนี้ได้แสดงให้เห็นว่าชาวเขมรไม่ได้เพียงแต่ใช้ตัวเลข ๑ ถึง ๙ ในการเขียน แต่ยังใช้ระบบเลขฐานสิบที่เขียนด้วยสัญกรณ์ตำแหน่งที่ประกอบด้วยเลข ๐ ด้วย แม้จะไม่มีหลักฐานที่ยืนยันได้ว่าชาวเขมรเป็นผู้คิดการเขียนระบบนี้เองเป็นกลุ่มแรกหรือไม่ แต่นี่ถือเป็นจารึกเก่าแก่ที่สุดที่มีการเขียนตัวเลขด้วยระบบนี้ที่ยังเหลืออยู่ในปัจจุบัน
8. สรุป 🏠
ข้อกล่าวอ้างที่ว่าชาวเขมรนับเลขได้แค่ ๕ จึงไม่ได้เป็นเจ้าของอักษรเขมรหรือไม่ใช่ผู้สืบทอดของเขมรโบราณนั้นล้มเหลวด้วยเหตุผลหลักดังนี้
  1. รูปอักษรและสัญลักษณ์ตัวเลขเขมรมีที่มาจากอักษรปัลลวะของอินเดียใต้ ซึ่งมีชุดเลขสำหรับใช้ในฐานสิบครบทุกตัวอยู่แล้วตั้งแต่ต้น จึงไม่มีเหตุผลใดที่ต้องสอดคล้องกับโครงสร้างคำนับเลขที่พูดของเขมรเอง
  2. เป็นการเอาโครงสร้างคำศัพท์การนับเลขที่พูดไปตัดสินระบบสัญลักษณ์การเขียน ซึ่งเป็นคนละชั้นของภาษาที่ไม่เกี่ยวข้องกันโดยตรง ดังตัวอย่างเลขโรมันที่แสดงกรณีตรงกันข้ามให้เห็น
  3. จารึกภาษาเขมรโบราณเองก็ยืนยันว่าคำนับเลขที่พูดในยุคพระนครมีรากศัพท์เดี่ยวอยู่แค่ ๑ ถึง ๕ เหมือนกับภาษาเขมรปัจจุบันทุกประการ จึงไม่มีความไม่ต่อเนื่องทางภาษาหรือชาติพันธุ์ระหว่างเขมรโบราณกับเขมรปัจจุบันตามที่มีผู้กล่าวอ้าง
  4. ปรากฏการณ์ฐานย่อยห้าซ้อนในฐานสิบเป็นเรื่องสามัญที่พบในภาษาจำนวนมากทั่วโลกและในหลายสาขาของตระกูลออสโตรเอเชียติกเอง
  5. แม้แต่คำนับเลขหลักสิบของเขมรเองก็ยืมมาจากภาษาไทยอีกทอดหนึ่ง แสดงให้เห็นว่าคำพูดยืมข้ามภาษากันได้อย่างอิสระ โดยไม่เกี่ยวข้องกับระบบตัวเขียน
  6. หลักฐานจารึกจริงแสดงว่าชาวเขมรโบราณใช้งานระบบเลขฐานสิบเป็นสัญกรณ์ตำแหน่ง รวมถึงเลขศูนย์ มาตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 7 ซึ่งเก่าแก่ที่สุดในโลกเท่าที่ยืนยันวันที่ได้
กล่าวโดยสรุป ข้อกล่าวอ้างนี้ตั้งอยู่บนความเข้าใจผิดพื้นฐานเกี่ยวกับธรรมชาติของภาษาและระบบเขียนตั้งแต่ต้น และหลักฐานทางจารึกศาสตร์ที่มีอยู่จริงกลับสนับสนุนตรงกันข้าม
เอกสารอ้างอิง
  1. 1.Revisiting Khmer Stele K-127. ใน The Origin and Significance of Zero. Brill (บทวิเคราะห์วิชาการ)
  2. 2.Mathematical Treasure: The Cambodian Zero. Mathematical Association of America (สมาคมคณิตศาสตร์)
  3. 3.The Origin of the Number Zero. Smithsonian Magazine
  4. 4.Khmer Zero — เรื่องราวการค้นหาจารึก K-127 และหนังสือ Finding Zero (2015) ของ Amir D. Aczel. Amir Aczel Foundation
  5. 5.Tuol Kamnap Trapeang Prei — ข้อมูลยืนยันตำแหน่งที่พบจารึก K-127 ในอำเภอสมโบร์ จังหวัดกระแจะ และประวัติการค้นพบโดยอาแดมาร์ เลอแกลร์ ปี ค.ศ. 1891. Beyond Angkor
  6. 6.Diller, Anthony (1996). New Zeros and Old Khmer. Mon-Khmer Studies 25, 125–132. SEAlang
  7. 7.Comrie, Bernard. Numeral Bases (Chapter 131). World Atlas of Language Structures Online (WALS) (ภาษาศาสตร์เชิงชนิดภาษา)
  8. 8.Comrie, Bernard. Typology of Numeral Systems. Max Planck Institute for Evolutionary Anthropology
  9. 9.Adams, Karen Lee (1989). Systems of Numeral Classification in the Mon-Khmer, Nicobarese and Aslian Subfamilies of Austroasiatic. Pacific Linguistics B-101. Australian National University
  10. 10.Sidwell, Paul (1999). The Austroasiatic Numerals 1 to 10 from a Historical and Typological Perspective. Paul Sidwell — Austroasiatic Numerals
  11. 11.Appendix: Numerals in Various Languages — คำนับเลขภาษามอญและเวียดนาม. Wiktionary
  12. 12.Wikipedia
    • Pallava script — ที่มาของอักษรในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และข้อเสนอของ Griffiths เรื่อง "Late Southern Brāhmī". ลิงก์
    • Old Khmer — ประวัติภาษาและอักษรเขมรโบราณ. ลิงก์
    • Khmer numerals — โครงสร้างคำนับเลขเขมรและที่มาของคำนับเลขหลักสิบจากภาษาไทย. ลิงก์
  13. 13.Griffiths, Arlo (2014). Early Indic Inscriptions of Southeast Asia. Academia.edu
  14. 14.Jenner, Philip N. & Sidwell, Paul (2010). Old Khmer Grammar. Australian National University
  15. 15.Jenner, Philip N. (2009). A Dictionary of Angkorian Khmer. Pacific Linguistics 597. Angkor Database (พจนานุกรมคำเขมรโบราณพร้อมหมายเลขจารึกอ้างอิงทุกคำ)
  16. 16.Jenner, Philip N. (1976). Les noms de nombre en Khmer. Linguistics 14(174), 39-51. De Gruyter
  17. 17.Zakharov, Anton O. (2019). The Earliest Dated Cambodian Inscription K.557/600 from Angkor Borei, Cambodia: An English Translation and Commentary. Vostok (Oriens), 66. Vostok (Oriens)
🤖 บทความนี้มีการค้นหาแหล่งอ้างอิงและเรียบเรียงข้อมูลโดยใช้ Claude Code ช่วย


-----------------------------------------

囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧

ดูสถิติของหน้านี้

หมวดหมู่

-- ภาษาศาสตร์ >> ภาษาเขมร
-- ภาษาศาสตร์ >> ตัวอักษร

ไม่อนุญาตให้นำเนื้อหาของบทความไปลงที่อื่นโดยไม่ได้ขออนุญาตโดยเด็ดขาด หากต้องการนำบางส่วนไปลงสามารถทำได้โดยต้องไม่ใช่การก๊อปแปะแต่ให้เปลี่ยนคำพูดเป็นของตัวเอง หรือไม่ก็เขียนในลักษณะการยกข้อความอ้างอิง และไม่ว่ากรณีไหนก็ตาม ต้องให้เครดิตพร้อมใส่ลิงก์ของทุกบทความที่มีการใช้เนื้อหาเสมอ

สารบัญ

รวมคำแปลวลีเด็ดจากญี่ปุ่น
มอดูลต่างๆ
-- numpy
-- matplotlib

-- pandas
-- manim
-- opencv
-- pyqt
-- pytorch
การเรียนรู้ของเครื่อง
-- โครงข่าย
     ประสาทเทียม
ภาษา javascript
ภาษา mongol
ภาษาศาสตร์
maya
ความน่าจะเป็น
บันทึกในญี่ปุ่น
บันทึกในจีน
-- บันทึกในปักกิ่ง
-- บันทึกในฮ่องกง
-- บันทึกในมาเก๊า
บันทึกในไต้หวัน
บันทึกในยุโรปเหนือ
บันทึกในประเทศอื่นๆ
qiita
บทความอื่นๆ

บทความแบ่งตามหมวด



ติดตามอัปเดตของบล็อกได้ที่แฟนเพจ

  ค้นหาบทความ

  บทความแนะนำ

รวมร้านราเมงและบะหมี่ในจังหวัดโทจิงิ
ทำความเข้าใจการแปลงลาปลัสสำหรับแก้ปัญหาฟิสิกส์
รวมร้านราเมงและบะหมี่ในเมืองฟุกุโอกะ
ตัวอักษรกรีกและเปรียบเทียบการใช้งานในภาษากรีกโบราณและกรีกสมัยใหม่
ที่มาของอักษรไทยและความเกี่ยวพันกับอักษรอื่นๆในตระกูลอักษรพราหมี
การสร้างแบบจำลองสามมิติเป็นไฟล์ .obj วิธีการอย่างง่ายที่ไม่ว่าใครก็ลองทำได้ทันที
รวมรายชื่อนักร้องเพลงกวางตุ้ง
ภาษาจีนแบ่งเป็นสำเนียงอะไรบ้าง มีความแตกต่างกันมากแค่ไหน
ทำความเข้าใจระบอบประชาธิปไตยจากประวัติศาสตร์ความเป็นมา
เรียนรู้วิธีการใช้ regular expression (regex)
การใช้ unix shell เบื้องต้น ใน linux และ mac
g ในภาษาญี่ปุ่นออกเสียง "ก" หรือ "ง" กันแน่
ทำความรู้จักกับปัญญาประดิษฐ์และการเรียนรู้ของเครื่อง
ค้นพบระบบดาวเคราะห์ ๘ ดวง เบื้องหลังความสำเร็จคือปัญญาประดิษฐ์ (AI)
หอดูดาวโบราณปักกิ่ง ตอนที่ ๑: แท่นสังเกตการณ์และสวนดอกไม้
พิพิธภัณฑ์สถาปัตยกรรมโบราณปักกิ่ง
เที่ยวเมืองตานตง ล่องเรือในน่านน้ำเกาหลีเหนือ
ตระเวนเที่ยวตามรอยฉากของอนิเมะในญี่ปุ่น ปี 2013
เที่ยวชมหอดูดาวที่ฐานสังเกตการณ์ซิงหลง
ทำไมจึงไม่ควรเขียนวรรณยุกต์เวลาทับศัพท์ภาษาต่างประเทศ

ไทย

日本語

中文