# เสาร์ 6 มิ.ย. 2026บามิยาน (
باميان) เป็นชื่อเมืองหนึ่งในประเทศอัฟกานิสถาน มีประวัติศาสตร์ที่ยาวนานโดยมีความสำคัญตรงที่เป็นทางผ่านของเส้นทางสายไหม ซึ่งพระถังซัมจั๋งก็เคยเดินทางผ่านด้วย เป็นสะพานเชื่อมระหว่างตะวันตกกับตะวันออกที่สำคัญ
แต่สำหรับที่ญี่ปุ่น ชื่อนี้เป็นชื่อของร้านอาหารจีนแฟรนไชส์ที่มีสาขาอยู่เป็นร้อยแห่ง อาหารก็อร่อย มีตราสัญลักษณ์รูปลูกท้อดูสวยดีมีเอกลักษณ์
หลายคนเห็นชื่อร้านแล้วก็คงแปลกใจว่าทำไมร้านอาหารจีนถึงใช้ชื่อร้านเป็นชื่อเมืองในอัฟกานิสถาน ที่จริงที่มาก็คือความคิดที่ว่าอยากให้ร้านนี้เป็นตัวเชื่อมผู้คนเข้าด้วยกันผ่านอาหารอร่อยเหมือนอย่างที่เมืองบามิยานเป็นเส้นทานผ่านแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมในอดีต
ชื่อนี้ก็เลยกลายมาเป็นจุดเด่นอย่างหนึ่งของร้าน เพราะร้านอาหารจีนส่วนใหญ่ในญี่ปุ่นโดยมากจะใช้ชื่อภาษาจีนหรือไม่ก็ชื่อที่เขียนด้วยคันจิ แต่ชื่อบามิยานเขียนเป็นคาตากานะว่า バーミヤン ซึ่งก็คงชวนให้คนสงสัยว่าชื่อนี้มีความหมายว่าอะไร แล้วก็สนใจหาข้อมูล
ชื่อเมืองบามิยานนี้เป็นภาษาดารี (
دری) ซึ่งเป็นภาษาราชการของอัฟกานิสถาน ถือเป็นสำเนียงหนึ่งของภาษาเปอร์เซียที่ใช้ในอิหร่านเป็นหลัก มีเสียงอ่านต่างกันไปบ้าง แต่ว่าเขียนด้วยอักษรอาหรับเหมือนกัน ที่อ่านว่า "บามิยาน" นี้เป็นการอ่านตามภาษาดารี และภาษาอาหรับก็อ่านแบบนี้เหมือนกัน
ในภาษาญี่ปุ่นเมื่อทับศัพท์ด้วยคาตากานะให้ใกล้เคียงที่สุดก็จะเป็น バーミヤーン แต่ว่าชื่อร้านใช้เป็น バーミヤン โดยพยางค์หลังเป็นเสียงสั้น ทั้งที่ควรเป็นเสียงยาวถึงจะถูกต้องจริงๆ เพราะภาษาดารีหรือภาษาอาหรับล้วนมีการแยกสระเสียงสั้นยาวชัดเจนเหมือนกัน
แต่ภาษาญี่ปุ่นเวลาทับศัพท์ภาษาต่างประเทศอื่นๆก็มีการละเลยเสียงสั้นยาวอยู่บ่อยครั้ง บ้างก็เพื่อให้อ่านง่าย บ้างก็เพราะคนที่เริ่มแปลตอนแรกไม่ได้ใส่ใจแยกเสียงสั้นยาวแล้วก็ใช้มาจนชิน อย่างพัทยาเองก็นิยมเรียก パタヤ ทั้งที่ควรเป็น パッタヤー
ในไทยเองก็มีการเขียนชื่อนี้เป็น "บามิยัน" หรือ "บามียัน" แต่ว่าถ้าจะแยกเสียงสั้นยาวให้ถูกต้องควรเป็น "บามิยาน"
บามิยานยังเป็นที่รู้จักตรงที่มีพระพุทธรูปแกะสลักบนหน้าผา ซึ่งเชื่อว่าถูกสร้างในช่วงศตวรรษที่ 6 ซึ่งแสดงให้เห็นว่าสมัยนั้นบริเวณนั้นยังนับถือศาสนาพุทธ ก่อนที่อิทธิพลของศาสนาอิสลามจะเข้ามา ทำให้ที่นี่ก็หมดความสำคัญไป
บามิยานยังกลับมาเป็นกระแสสนใจในยุคสมัยใหม่ เนื่องจากในปี 2001 ตอลิบานซึ่งเป็นกลุ่มมุสลิมหัวรุนแรงได้เข้าปกครองอัฟกานิสถาน จึงได้ทำลายพระพุทธรูปแห่งบามิยานซึ่งเป็นรูปเคารพของศาสนาพุทธ
ร้านบามิยานในญี่ปุ่นก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 1986 เจ้าของร้านคงไม่คิดว่าต่อมาจะมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นกับบามิยาน
ร้านมีสาขาเป็นร้อยแห่งในญี่ปุ่น แต่โดยส่วนมากจะอยู่ในโตเกียวและเมืองรอบๆ นอกจากนี้ก็มีอยู่ตามเมืองหลักๆในแต่ละภูมิภาค แต่ก็ไม่ได้มีอยู่ทุกจังหวัด
วันนี้พอดีเกิดคิดถึงร้านนี้ขึ้นมา เพราะเมื่อก่อนสมัยอยู่เซนไดเคยไปกินบ่อยๆ เพราะสาขาที่เซนไดอยู่ใกล้หอพักที่อาศัยอยู่ แต่หลังจากย้ายไปอยู่ฟุกุโอกะแล้วก็ไม่ได้มีโอกาสกินเลย เพราะแม้ว่าจะมีสาขาที่ฟุกุโอกะ แต่ก็อยู่ไกลจากที่อาศัยอยู่ตอนนั้น
ตอนนี้ย้ายมาอยู่อุตสึโนมิยะ พอลองค้นดูก็พบมีร้านนี้เช่นกัน โดยมีอยู่ ๒ สาขา แต่ก็ไม่มีสาขาไหนที่ใกล้ที่อยู่ ถึงอย่างนั้นก็มีสาขานึงไม่ได้ถึงกับเดินทางลำบาก สามารถนั่งรถเมล์ไปได้สะดวก นั่นคือสาขา
อาเกโบโนะ (
明保野) ตั้งอยู่ในย่านอาเกโบโนะโจว ข้างๆ
หอวัฒนธรรมเมืองอุตสึโนมิยะ (
宇都宮市文化会館)
และไม่ไกลกันนั้นยังมีศาสนสถานของ
ศาสนาวิทยาศาสตร์แห่งความสุข (幸福の科学) ซึ่งเป็นศาสนาสมัยใหม่ที่ก่อตั้งเมื่อปี 1986 โดยศาสดาชื่อว่า
โอกาวะ ริวโฮว (
大川 隆法, 1956 - 2023)
พอดีช่วงนี้เพิ่งมีโอกาสได้ดูคลิปที่พูดถึงเกี่ยวกับศาสนาสมัยใหม่ต่างๆในญี่ปุ่น ซึ่งก็รวมถึงศาสนาที่มีปัญหาอย่างโอมชินริเกียวที่เคยก่อนเหตุปล่อยก๊าซซารินในรถไฟใต้ดินโตเกียว
ส่วนศาสนาวิทยาศาสตร์แห่งความสุขนี้เทียบกันแล้วก็ไม่ได้ถึงกับเด่นดังอะไร มีการประมาณว่ามีผู้นับถือประมาณหลักหมื่นเท่านั้น แต่โอกาวะผู้เป็นศาสดาได้เขียนหนังสือที่แสดงแนวคิดแปลกๆไว้มากมาย ซึ่งมีการแปลเป็นภาษาต่างประเทศรวมถึงภาษาไทยด้วย แต่ศาสดาก็เพิ่งเสียชีวิตไปในปี 2023 โดยไม่ได้ตั้งผู้สืบทอดไว้ ก็เลยเป็นข่าวดังและเป็นที่สนใจว่าจะเป็นยังไงต่อไป
ศาสนานี้มีศูนย์บัญชาการใหญ่อยู่ที่โตเกียว แต่ว่าได้มีการตั้งวิหารไว้หลายแห่งทั่วประเทศ โดยเฉพาะในจังหวัดโทจิงินั้นมีอยู่ถึง ๔ แห่ง ในจำนวนนั้น ๒ แห่งอยู่ในเมืองอุตสึโนมิยะ
สำหรับที่เราจะไปครั้งนี้คือวิหาร
โซวฮนซังโชวชิงกัง (
総本山正心館) ซึ่งถือเป็นสำนักใหญ่ของศาสนานี้ ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 1996 ผู้ที่สนใจสามารถแวะเข้าไปชมได้ แต่ว่าเรารู้สึกไม่กล้า เลยขอแค่แวะไปดูจากข้างนอกก็พอ
กล่าวนำมาซะยาว จากตรงนี้ขอเริ่มเล่าเรื่องการแวะไปเยือน โดยครั้งนี้เราตัดสินใจเลือกแวะไปกินร้านบามิยานสาขาอาเกโบโนะ แล้วก็เดินเล่นแถวนั้น แล้วปิดท้ายด้วยการแวะไปชมวิหารโซวฮนซังโชวชิงกัง
เริ่มต้นจากเดินทางด้วยรถเมล์จากหน้าสถานีอุตสึโนมิยะมาลงที่ป้าย
ประตูตะวันตกหอวัฒนธรรม (
文化会館西口)

พอลงรถเมล์มาก็เห็นป้ายที่มีรูปตราสัญลักษณ์ดอกท้อของร้านอยู่ตรงหน้าเลย

เดินมาถึงหน้าร้านแล้วก็เข้าไป

ตอนที่ไปถึงร้านคนเต็ม ต้องมาลงชื่อแล้วก็นั่งรอสักพัก แต่ก็แค่ไม่กี่คิว และก็ค่อนข้างเร็วอยู่ ไม่นานก็ถึงคิวแล้วเขาก็เรียก

ที่นี่ไม่มีที่นั่งเคาน์เตอร์ ถึงมาคนเดียวก็นั่งโต๊ะสำหรับ ๔ คน

สำหรับการสั่งอาหารทำโดยใช้แทบเลต ช่วงนี้ทางร้านมีเมนูใหม่ที่ชื่อว่า
บามิโรว (バミ
郎) เป็นราเมงที่ทำเลียนแบบราเมงแบบ
จิโรวเกย์ (
二郎系) ซึ่งเป็นราเมงที่ใช้เส้นใหญ่หนา ซุปโชวยุเข้มข้น ใส่เนื้อหมูหันก้อนใหญ่หนา ใส่ถั่วงอกและกระเทียมเยอะ

ก็เลือกสั่งแบบขนาดธรรมดา ราคา ๙๗๙ เยน แล้วก็สั่งไข่ด้วย จ่ายเพิ่มอีก ๑๓๒ เยน ทั้งหมดเป็น ๑๑๒๑ เยน

ก็ถือว่าอร่อยไม่ผิดหวังที่มาเลย

ตอนที่เขามาส่งอาหารเราก็นึกได้ว่าปกติร้านนี้จะส่งอาหารโดยใช้หุ่นยนต์แมว แต่ครั้งนี้กลับเป็นคนมาส่งโดยตรง ไม่แน่ใจว่าแล้วแต่จังหวะ หรือว่าเพราะเมนูนี้ไม่สะดวกส่งด้วยหุ่นยนต์ แต่เราอยากเจอหุ่นยนต์ส่งของก็เลยตัดสินใจทำการสั่งเพิ่ม ก็เลยลองดูของหวานสักหน่อย ทั้งที่ปกติแทบไม่เคยกินของหวานหลังอาหารเลย ลองดูก็เห็นเมนูที่ชื่อว่าขนมปังปิ้งกับไอศกรีมวานิลาราดน้ำผึ้ง (はちみつ
揚げパンバニラアイス
添え) ราคา ๓๘๔ เยน แต่ดูหน้าตาแล้วมันก็คือปาท่องโก๋นั่นเอง


สั่งแล้วสักพักหุ่นยนต์ส่งอาหารก็มาส่งของตามที่สั่งไป


ของหวานก็อร่อยดีทีเดียว

กินเสร็จก็มาคิดตังค์ โดยที่นี่เป็นระบบอัตโนมัติ ต้องเอาใบเสร็จมาสแกนจ่ายที่เครื่องเอง

ตอนที่มาคิดตังค์มีคนกำลังใช้เครื่องอยู่ ระหว่างที่รอก็เลยหันกลับมาถ่ายบรรยากาศภายในร้านอีกรูป

กินเสร็จก็เดินออกจากร้านมา จากนั้นก็เดินไปทางหอวัฒนธรรม



ตรงนี้เป็นอาคาร
ศูนย์ชุมชนรวมเมืองอุตสึโนมิยะ (
宇都宮市総合コミュニティセンター) อยู่ข้างๆหอวัฒนธรรม

เดินถัดมาอีกก็เจออาคารหอวัฒนธรรมอยู่ทางโน้น

อาคารนี้เป็นสถานที่สำหรับจัดงานกิจกรรมอะไรต่างๆ เช่นคอนเสิร์ต หรือพวกงานแสดงศิลปะ ตอนที่มาถึงเห็นคนมาต่อแถว น่าจะมีงานอะไรอยู่


ข้างๆเป็น
หอสมุดใจกลางเมืองอุตสึโนมิยะ (
宇都宮市立中央図書館)

ข้างๆหอสมุดก็เป็นสวนสาธารณะเล็กๆชื่อว่า
สวนสาธารณะอาเกโบโนะ (
明保野公園)




เดินผ่านสวนสาธารณะออกมาทางใต้

ก่อนกลับ เป้าหมายสุดท้ายที่จะไปคือไปที่วิหารโซวฮนซังโชวชิงกังของศาสนาวิทยาศาสตร์แห่งความสุข จากตรงนั้นเดินลงมาทางใต้อีกหน่อย

เริ่มเห็นตัวอาคารที่ดูเป็นวิหารแบบตะวันตกตั้งโดดเด่นอยู่ตรงหน้าแล้ว

และนี่ก็คืออาคารโซวฮนซังโชวชิงกัง ตัวอาคารทำออกมาสวยทีเดียว แม้เราจะไม่ได้สนใจเกี่ยวกับศาสนา แต่ก็มองว่าศาสนาเป็นสิ่งที่ช่วยสร้างสรรค์สถาปัตยกรรมที่สวยงาม ฉะนั้นจึงได้สนใจที่จะมาชม

ลองเดินเข้ามาดูใกล้สักหน่อย

เดินมาถึงหน้าประตูทางเข้า

ลองส่องมองผ่านกระจกเข้าไปด้านใน ยังมองไม่เห็นใครในนี้ แต่เห็นภายในที่ตกแต่งประดับสวยงาม มีพระพุทธรูปด้วย

ก็ชมพอแค่นี้ เสร็จแล้วก็มาที่ป้ายรถเมล์ ซึ่งก็ตั้งอยู่หน้าวิหารนี้เลย สะดวกมาก ชื่อป้ายคือ
ยาโยอิโจว (
弥生町) เพราะตรงนี้เรียกว่าเป็นย่านยาโยอิ

เดินมาทางป้ายฝั่งตรงข้าม เห็นป้ายรถเมล์อยู่หน้าวิหารเลย

แล้วก็รอจนรถเมล์มา นั่งรถเมล์กลับสถานีอุตสึโนมิยะ

ครั้งนี้ได้ทั้งมากินราเมงในร้านอาหารที่ชื่อมีประวัติศาสตร์น่าสนใจ แล้วก็ยังได้ชมศาสนสถานที่สวยงามของศาสนาใหม่ในญี่ปุ่น ก็เป็นการแวะมาที่คุ้มทีเดียว