φυβλαςのβλογ
บล็อกของ phyblas



ออกเดินทางสู่มัณฑะเลย์ ชมพระราชวังมัณฑะเลย์
เขียนเมื่อ 2015/08/23 21:24
#เสาร์ 25 ก.ค. 2015

หลังจากที่กล่าวถึงภาพรวมของการเที่ยวครั้งนี้ไปแล้วในตอนนี้เราจะเริ่มเล่าถึงเรื่องราวในวันแรก https://phyblas.hinaboshi.com/20150821

เป้าหมายแรกของการเที่ยวก็คือเมืองมัณฑะเลย์ (
) ซึ่งเป็นเมืองใหญ่อันดับ ๒ ของพม่า เป็นหนึ่งในสองเมืองที่มีเที่ยวบินตรงจากไทย นอกจากย่างกุ้งเมืองหลวงเก่าซึ่งเป็นเมืองใหญ่สุด

มัณฑะเลย์เป็นเมืองที่ค่อนข้างใหม่ เพิ่งถูกก่อตั้งเมื่อปี 1857 เท่านั้นเอง โดยพระเจ้ามินดง (
) ได้ย้ายเมืองหลวงมาตั้งที่นี่และได้สร้างพระราชวังมัณฑะเลย์ () ขึ้นมา

แรกเริ่มเดิมทีเมืองนี้ถูกตั้งชื่อว่ายะดะนาโบน (
) โดยชื่อนี้มาจากภาษาบาลีคำว่า รัตนาปุระ แปลว่าเมืองแห่งอัญมณี ส่วนชื่อมันฑะเลย์เป็นชื่อภูเขาที่อยู่ทางเหนือของเมือง คือเนินเขามัณฑะเลย์

ตัวเมืองถูกสร้างในพื้นที่สี่เหลี่ยมจตุรัสขนาด ๒.๐๓๒ กม. โดยมีกำแพงเมืองล้อมและมีคูเมืองกว้าง ๖๔ เมตรล้อมรอบ

พระราชวังมัณฑะเลย์ตั้งอยู่ใจกลางตัวเมืองเก่า ถูกสร้างขึ้นในช่วงปี 1857 ถึง 1859 โดยใช้วัสดุจากพระราชวังเก่าที่เมืองอมรปุระ

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒ พม่าถูกญี่ปุ่นตียึดได้ และเมืองมัณฑะเลย์ถูกใช้เป็นฐานทัพทางการทหารของญี่ปุ่น ทำให้ถูกทหารอังกฤษโจมตีทิ้งระเบิดอย่างหนัก

เนื่องจากพระราชวังมัณฑะเลย์ได้รับความเสียหายจากสงครามโลกครั้งที่ ๒ อย่างหนักทำให้ต้องมีการบูรณะใหม่ในปี 1989 ทำให้พระราชวังที่เห็นอยู่ในตอนนี้เป็นของสร้างใหม่ ซึ่งก็สร้างได้ไม่ดีเท่าของจริง

เมืองมัณฑะเลย์เป็นเมืองหลวงของพม่าอยู่จนถึงปี 1885 ถูกอังกฤษตียึดเป็นเมืองขึ้น พระเจ้าธีบอ (
) ซึ่งเป็นกษัตริย์องค์สุดท้ายของพม่า พร้อมกับพระนางซูพะยาละ () ซึ่งเป็นราชินีได้ถูกเนรเทศไปอยู่อินเดีย เป็นอันสิ้นสุดการปกครองระบบกษัตริย์ของพม่า

เมืองหลวงจึงย้ายไปอยู่ย่างกุ้ง ซึ่งได้กลายมาเป็นศูนย์กลางของพม่าแทน ถึงอย่างนั้นมัณฑะเลย์ก็ยังเป็นศูนย์กลางที่สำคัญของภาคเหนือของพม่าจนถึงทุกวันนี้

วัดและเจดีย์ต่างๆที่เป็นสถานที่เที่ยวในมัณฑะเลย์ส่วนใหญ่ก็ถูกสร้างขึ้นในช่วงเวลาสั้นๆที่มัณฑะเลย์ได้เป็นเมืองหลวงอยู่นี้เอง



เกริ่นนำถึงเมืองที่จะไปเที่ยวเสร็จแล้ว ต่อจากนี้ไปก็จะเข้าสู่การเล่าเรื่องเที่ยว

เนื่องจากแอร์เอเชียมีฐานอยู่ที่ดอนเมืองทำให้ต้องมาขึ้นเครื่องที่สนามบินดอนเมืองแทนที่จะเป็นสุวรรณภูมิ แม้ว่าดอนเมืองจะอยู่ใกล้กว่าแต่เนื่องจากไม่มีการคมนาคมที่สะดวกเท่าทำให้ลำบากในการไปมากกว่า

ครั้งนี้เราเลือกไปโดยรถไฟโดยนั่งจากหัวลำโพง เพิ่งรู้เหมือนกันว่าสามารถไปได้ด้วย อย่างไรก็ตามรอบรถไฟก็ไม่ได้เยอะอะไร แถมยังใช้เวลาเดินทางนานด้วย ข้อดีคือราคาถูก

ตอนเช้ามาที่สถานีหัวลำโพงเพื่อขึ้นรถไฟไปสนามบิน ไม่ได้ขึ้นรถไฟมาตั้งนานแล้วถือโอกาสลองนั่งสักหน่อย ระหว่างทางอ่านหนังสือประวัติศาสตร์หาความรู้ไปด้วย

รถไฟออกจากหัวลำโพงเวลา 6:40 มีกำหนดว่าถึงดอนเมืองเวลา 7:37 แต่เอาเข้าจริงก็ช้ากว่าเวลา

ถึงสถานีดอนเมืองแล้วก็มีทางเชื่อมเข้าสู่สนามบินทันที มาถึงก็โหลดกระเป๋าขึ้นเครื่องแล้วเข้าไปรอขึ้นเครื่อง เท่าที่ดูแทบไม่มีคนไทยคนอื่นนอกจากพวกเราเลย ส่วนใหญ่เป็นต่างชาติ มีหลากหลายมาก

ระหว่างอยู่บนเครื่องเห็นทิวทัศน์เบื้องล่างสวยงามมาก เจดีย์เต็มไปหมด

พอมาถึงก็นั่งรถจากเครื่องบินเข้าตัวอาคาร ที่นี่ฝนตกอยู่ทำให้ต้องเปียกนิดหน่อย



พอออกมาก็รีบทำการแลกตังค์ อัตราแลกเงินตราที่นี่ขณะนั้นอยู่ที่ ๑ ดอลต่อ ๑๒๕๐ จ๊าด เราตัดสินใจแลกกันคนละ ๓๐๐ ดอลก่อน ซึ่งก็กลายมาเป็นเงิน ๓๗๕๐๐๐ จ๊าด ซึ่งเป็นธนบัตรใบละ ๕๐๐๐ จ๊าดทั้งหมด ๗๕ ใบ เรียกได้ว่าจากกระดาษแค่ ๓ แผ่นกลายเป็นกระดาษปึกหนา คนที่นี่ใช้กระดาษกันเปลืองจริงๆ



แล้วก็ซื้อซิมโทรศัทพ์สำหรับใช้ที่นี่ด้วย ราคา ๕๕๐๐ สามารถเล่นเน็ตได้ ๕๐๐ MB ซึ่งก็ดูจะเหลือเฟือ ส่วนชั่วโมงโทรก็เหลือเฟือสำหรับใช้ในประเทศ แต่อาจไม่พอหากใช้โทรไปต่างประเทศ

จากนั้นเราก็มาขึ้นรถที่สายการบินแอร์เอเชียเตรียมเอาไว้ให้ สามารถนั่งเข้าไปถึงตัวเมืองได้ สะดวกดีมาก



รถนี้ดูเหมือนจะเป็นรถของญี่ปุ่น มีแต่ภาษาญี่ปุ่นเต็มไปหมด



ระหว่างทางเข้าเมืองก็เห็นเจดีย์อยู่ประปรายมีอยู่มากมาย พม่าเป็นประเทศที่นิยมสร้างเจดีย์มาก แรกๆเห็นแล้วก็รู้สึกตื่นเต้นแปลกตาดี แต่พออยู่ไปเรื่อยๆได้เห็นทุกวันก็จะเริ่มเฉยๆแล้ว ชมเฉพาะอันที่สวยเด่นจริงๆ



ระหว่างนั้นก็เริ่มหยิบเกมอาช่าขึ้นมาเล่นตั้งแต่เริ่มต้น https://phyblas.hinaboshi.com/20150813



แต่ว่าเล่นได้ไม่นานก็วางลงเพราะอยากเห็นทิวทัศน์รอบๆมากกว่า

รถของแอร์เอเชียพามาส่งแถวๆทางทิศใต้ของคูล้อมเมือง ซึ่งยังห่างจากโรงแรมที่เราจะเข้าพักอยู่หน่อย จากตรงนี้ไม่ได้ไกลเกินที่จะเดินไปได้ แต่เนื่องจากฝนตกทำให้ตัดสินใจจ้างรถแท็กซีไป เขาคิดค่าโดยสาร ๔๐๐๐ จ๊าด เท่าที่ดูแท็กซีที่นี่มักมีนายหน้าเป็นคนคอยเรียกลูกค้าให้ซึ่งเป็นคนละคนกับคนขับ

แล้วก็มาถึงโรงแรม Golden City Light ที่เราจองไว้แล้วผ่านเน็ต เป็นโรงแรมสูง ๗ ชั้น



นี่คือรถแท็กซีคันแรกที่เราได้นั่งที่นี่ แท็กซีของที่นี่ว่าไปแล้วก็คือรถธรรมดา ไม่มีคันไหนใช้มิเตอร์ เพียงแต่ว่าบางคันจะมีป้ายเขียนว่า TAXI ติดอยู่บนหลังคา แต่ส่วนใหญ่จะไม่มี



เราเช็คอินแล้วก็เข้าห้องเอาสัมภาระไปวาง เราได้ห้องที่อยู่ชั้น G คือใกล้ประตูทางเข้าเลย ทำให้สะดวกมากไม่ต้องเดินขึ้นตึก ค่าที่พักห้องนี้อยู่ที่ ๗๔๑.๖ บาทต่อคืน

พอเข้าไปแล้วเราก็เข้าห้องน้ำให้เรียบร้อย เสร็จแล้วก็รีบออกไปทันที

นี่คือแผนที่เมืองมัณฑะเลย์ที่ติดอยู่ที่ฝาผนังของโรงแรมนี้ ลูกศรชี้ลงในรูปคือตำแหน่งของโรงแรม ส่วนที่เห็นเป็นสี่เหลี่ยมอยู่ทางเหนือคือพระราชวังมัณฑะเลย์และกำแพงกับคูเมืองรอบๆ



จะเห็นได้ว่าเมืองนี้มีการวางผังเมืองที่ดีโดยค่อนข้างจะเป็นตารางสี่เหลี่ยมเรียงเหนือใต้ออกตก และมีการเรียกชื่อถนนเป็นตัวเลขซึ่งทำให้บอกตำแหน่งของสถานที่ต่างๆได้ง่ายพอสมควร เช่นโรงแรมที่เราพักนี้ตั้งอยู่บนถนนหมายเลข ๗๗ ในบริเวณระหว่างถนนหมายเลข ๓๔ และ ๓๕

ฝนยังคงตกอยู่เรื่อยๆ แต่ก็ไม่หนักมาก แม้จะไม่เรียกว่าแค่ปรอยๆก็ตาม ยังไงก็ตามเมื่อมาถึงแล้วจะนั่งแช่อยู่ในโรงแรมปล่อยเวลาให้ผ่านไปไม่ได้หรอก ถ้าฝนไม่ใช่ว่าหนักมากจนออกไปไม่ได้จริงๆก็ต้องลุย

พวกเราออกจากโรงแรมเพื่อมุ่งหน้าไปยังพระราชวังมัณฑเลย์ซึ่งเป็นเป้าหมายแรก



ระหว่างทางก็เดินผ่านห้าง Yadanarpon Diamond Plaza ซึ่งเป็นห้างขนาดใหญ่ที่สุดของเมือง แต่ตอนนี้เราไม่มีเวลาแวะ จะมาแวะทีหลัง



ผ่านสถานีรถไฟด้วย ตึกดูไม่ค่อยจะเด่นนักและไม่มีป้ายอะไรบอกเป็นพิเศษ



ระหว่างที่ผ่านตรงสถานีรถไฟฝนตกเกิดตกหนักขึ้นจนต้องหยุดพัก เห็นมีแท็กซีอยู่ตรงนั้นก็เลยลองเรียกดูเพื่อให้ไปส่งถึงวังเพราะดูแล้วน่าจะเดินต่อไม่ค่อยไหว เขาก็บอกว่าคิด ๔๐๐๐ จ๊าด เราเห็นว่าแพงก็เลยปฏิเสธไป เขาก็ไม่ตามตื๊อต่อก็เลยไม่ได้ขึ้น

แต่ฝนก็เบาลงในทันทีเราจึงเดินต่อไปจนในที่สุดก็เห็นคูเมืองแล้ว




จากนั้นเดินเลียบคูเมืองมาเรื่อยๆจนถึงสะพานที่เชื่อมต่อกับประตูใต้ของกำแพงเมือง



แต่พอข้ามไปแล้วปรากฏว่าเขามีป้ายเขียนว่าห้ามชาวต่างชาติเข้าผ่านประตูนี้ คนเฝ้าประตูชี้บอกให้ไปเข้าประตูตะวันออก



เมื่อเป็นแบบนี้เราจึงได้แต่เรียกแท๊กซีไปจากตรงนั้น เพราะการจะเดินเลียบคูน้ำต่อเพื่อไปถึงประตูตะวันออกนั้นไกลมาก ต้องเดินถึง ๒ กม. ดูแล้วไม่ไหว เราเรียกแท็กซีได้ในราคา ๓๐๐๐ จ๊าด

แล้วก็มาถึงประตูใต้ ตรงนี้ต้องจ่ายค่าเข้าชมภายในทั้งหมด ๑๐๐๐๐ จ๊าด แต่ว่าบัตรเข้าชมที่ได้มานั้นไม่ใช่แค่สำหรับเข้าชมพระราชวังแห่งนี้ มันเป็นบัตรชุดสำหรับเข้าชมสถานที่หลายแห่งในเมืองมัณฑเลย์และเมืองรอบๆ



เมื่อผ่านกำแพงแล้วต้องเดินเข้าไปในระยะนึงจึงจะถึงตัวพระราชวัง



เดินไม่นานก็มาถึงแล้ว พระราชวังดูแล้วใหม่มาก เห็นได้ชัดว่าสร้างไม่นานไม่ใช่ของเก่าดั้งเดิม



ปืนใหญ่หน้าทางเข้า



ด้านในมีคนขายหนังสืออยู่



ตรงนี้เป็นแผนที่ในบริเวณปราสาท ด้านขวาล่างคือทางใต้ คือด้านที่เดินเข้ามา



ตรงบริเวณนี้ต้องถอดรองเท้าจึงจะเข้าไปได้ เราไม่ค่อยอยากถอดรองเท้าเท่าไหร่ในตอนนั้นจึงรออยู่ด้านหน้า แล้วให้เพื่อนผู้ร่วมเดินทางซึ่งมีความสนใจในรายละเอียดมากกว่าเข้าไปเดินคนเดียว อันที่จริงการเที่ยวในพม่านั้นควรจะเตรียมรองเท้าแตะไว้ใส่จะได้ถอดรองเท้าได้ง่าย เราลืมนึกถึงจุดนี้ไปทำให้ลำบากอยู่ไม่น้อย



ระหว่างรอก็หยิบอาช่ามาเล่นต่อ เพิ่งจะคืบหน้าไปได้นิดเดียวเท่านั้นเองจากตอนที่อยู่ในรถ เพราะยังไม่มีเวลาได้เล่นต่อ ตอนนี้แค่ถึงตรงที่เป็นจุดเริ่มต้นของเรื่อง เออร์นีเข้ามาหาอาช่าที่กำลังปรุงยาอยู่ด้วยวิชาเล่นแร่แปรธาตุ




แค่แป๊บเดียวเพื่อนผู้ร่วมเดินทางก็เดินข้างในเสร็จ จากนั้นเราจึงไปชมบริเวณถัดไปต่อ



ภายในบริเวณพระราชวัง กว้างพอสมควร แต่จริงๆแล้วไม่ค่อยมีอะไร อาคารแต่ละหลังค่อนข้างโล่ง มันถูกสร้างจำลองขึ้นมาใหม่แค่เพียงภายนอกเท่านั้น และก็ไม่ได้รู้สึกว่ามันจะสวยเทียบของเก่าได้







สังเกตดีๆที่หลังคาจะเห็นหอสีขาวๆยื่นออกมา นั่นเอาไว้สำหรับให้คนไปไล่อีกาไม่ให้มาเกาะที่หลังคาปราสาท



หอคอยนันมยินเซาน์ (
) ซึ่งเป็นส่วนที่สำคัญที่สุด สูง ๒๔ เมตร ถูกใช้สำหรับสังเกตการณ์รอบๆตัวเมือง สามารถมองไปได้ไกลจนถึงแม่น้ำอิรวดี มีเรื่องเล่าว่าพระนางซูพะยาละอยู่บนหอคอยนี้แล้วจ้องมองทัพเรืออังกฤษขณะบุกมายึดกรุงในปี 1885 หอคอยนี้เป็นส่วนหนึ่งที่รอดจากการทิ้งระเบิดในสงครามโลกครั้งที่สอง



บันไดทางขึ้น



ทิวทัศน์ที่มองจากข้างบนสวยมาก




มีมุมให้ขีดเขียนเล่นตามสบายอยู่บนนี้ด้วย



ดูเสร็จก็ประมาณ ๕ โมงพอดี เดินออกมาหน้าวังเจอรถแท็กซีจอดอยู่ก็เลยจ้างให้ไปส่งถึงโรงแรมเลย เขาคิดราคา ๖๐๐๐ แต่ต่อจนเหลือ ๕๐๐๐ ได้




กลับมาที่โรงแรมก็หิวกันมากแล้วจีนออกจากโรงแรมเพื่อไปหาอะไรกินแถวนั้นทันที

พวกเราเลือกไปที่ถนน ๗๖ ซึ่งเป็นย่านที่เต็มไปด้วยร้านอาหาร ที่นี่อยู่ใกล้กับโรงแรมเราซึ่งอยู่บนถนน ๗๗ จึงมาได้ง่าย



ร้านแถวนั้นมีร้านอาหารจีนอยู่ไม่น้อย ส่วนใหญ่มีเมนูภาษาพม่าและภาษาจีน ไม่มีภาษาอังกฤษ




มีอาหารไทยด้วย



มีวัดเล็กๆ



เราลองเดินเข้าร้านนึงในนั้น พนักงานพูดทั้งภาษาจีนและอังกฤษได้นิดหน่อย แต่เขาพูดจีนไม่ค่อยชัดเลย เราฟังไม่ค่อยออกว่าเขาพูดอะไร แต่ก็พอสื่อสารกันได้


สั่งข้าวผัดและขนมจีบมา และมีซุปแถมมาด้วย แต่มันเปรี้ยวมากทานไม่ไหว ส่วนข้าวผัดก็อร่อยมาก ไม่ค่อยต่างจากที่ไทย ขนมจีบนั้นต่างจากในไทยพอสมควร น้ำจิ้มเขาเป็นแบบเผ็ดๆ ไม่ใช่น้ำส้มสายชู แถมยังมีแตงกวาและแครอทเป็นเครื่องเคียงด้วย




ค่าใช้จ่ายคือข้าวผัด ๒๕๐๐ จ๊าด ขนมจีบ ๒๐๐๐ จ๊าด (แบ่งกิน ๒ คนจ่ายคนละครึ่ง) แล้วก็มีซื้อชาเขียวอีกขวด ๘๐๐ จ๊าด

ทานเสร็จก็กลับมายังโรงแรมเพื่อพักผ่อน ตอนนั้นหกโมงครึ่งฟ้าใกล้มืดแล้ว



ตอนกลางคืนเล่นอาช่าต่ออีกหน่อย ถึงตรงที่เจอวิลเบลเป็นครั้งแรก



หลังจากนั้นก็เข้านอน เรื่องราวของวันแรกก็จบลงแต่เพียงเท่านี้ ทุกอย่างเพิ่งเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น จากนี้ไปยังมีเรื่องต้องเล่าอีกมากมาย https://phyblas.hinaboshi.com/20150825


-----------------------------------------

囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧

ดูสถิติของหน้านี้

หมวดหมู่

-- ต่างแดน >> อุษาคเนย์ >> พม่า

ไม่อนุญาตให้นำเนื้อหาของบทความไปลงที่อื่นโดยไม่ได้ขออนุญาตโดยเด็ดขาด หากต้องการนำบางส่วนไปลงสามารถทำได้โดยต้องไม่ใช่การก๊อปแปะแต่ให้เปลี่ยนคำพูดเป็นของตัวเอง หรือไม่ก็เขียนในลักษณะการยกข้อความอ้างอิง และไม่ว่ากรณีไหนก็ตาม ต้องให้เครดิตพร้อมใส่ลิงก์ของทุกบทความที่มีการใช้เนื้อหาเสมอ

สารบัญ

รวมคำแปลวลีเด็ดจากญี่ปุ่น
python
-- numpy
-- matplotlib

-- pandas
-- pytorch
maya
การเรียนรู้ของเครื่อง
-- โครงข่าย
     ประสาทเทียม
javascript
บันทึกในญี่ปุ่น
บันทึกในจีน
-- บันทึกในปักกิ่ง
บันทึกในไต้หวัน
บันทึกในยุโรปเหนือ
บันทึกในประเทศอื่นๆ
เรียนภาษาจีน
qiita
บทความอื่นๆ

บทความแบ่งตามหมวด



ติดตามอัปเดตของบล็อกได้ที่แฟนเพจ

  ค้นหาบทความ

  บทความแนะนำ

เรียนรู้วิธีการใช้ regular expression (regex)
หลักการเขียนทับศัพท์ภาษาจีนกวางตุ้ง
การใช้ unix shell เบื้องต้น ใน linux และ mac
หลักการเขียนทับศัพท์ภาษาจีนกลาง
g ในภาษาญี่ปุ่นออกเสียง "ก" หรือ "ง" กันแน่
ทำความรู้จักกับปัญญาประดิษฐ์และการเรียนรู้ของเครื่อง
ค้นพบระบบดาวเคราะห์ ๘ ดวง เบื้องหลังความสำเร็จคือปัญญาประดิษฐ์ (AI)
หอดูดาวโบราณปักกิ่ง ตอนที่ ๑: แท่นสังเกตการณ์และสวนดอกไม้
พิพิธภัณฑ์สถาปัตยกรรมโบราณปักกิ่ง
เที่ยวเมืองตานตง ล่องเรือในน่านน้ำเกาหลีเหนือ
บันทึกการเที่ยวสวีเดน 1-12 พ.ค. 2014
แนะนำองค์การวิจัยและพัฒนาการสำรวจอวกาศญี่ปุ่น (JAXA)
เล่าประสบการณ์ค่ายอบรมวิชาการทางดาราศาสตร์โดยโซวเคนได 10 - 16 พ.ย. 2013
ตระเวนเที่ยวตามรอยฉากของอนิเมะในญี่ปุ่น
เที่ยวชมหอดูดาวที่ฐานสังเกตการณ์ซิงหลง
บันทึกการเที่ยวญี่ปุ่นครั้งแรกในชีวิต - ทุกอย่างเริ่มต้นที่สนามบินนานาชาติคันไซ
หลักการเขียนทับศัพท์ภาษาญี่ปุ่น
ทำไมจึงไม่ควรเขียนวรรณยุกต์เวลาทับศัพท์ภาษาต่างประเทศ
ทำไมถึงอยากมาเรียนต่อนอก
เหตุผลอะไรที่ต้องใช้ภาษาวิบัติ?

ไทย

日本語

中文