φυβλαςのβλογ
บล็อกของ phyblas



ชมพระพุทธรูปองค์ใหญ่ในอาคารไม้ขนาดใหญ่ที่วัดโทวได
เขียนเมื่อ 2013/06/26 02:25
แก้ไขล่าสุด 2021/09/28 16:42
#เสาร์ 26 ม.ค. 2013

จากตอนที่แล้วที่ไปเที่ยวพิพิธภัณฑ์นินจาที่เมืองอิงะมาเสร็จ https://phyblas.hinaboshi.com/20130622

ตอนนี้เรานั่งรถไฟมาที่เมืองนาระ (奈良市) จังหวัดนาระ (奈良県) เมืองหลวงเก่าของญี่ปุ่น

เป้าหมายของการมานาระครั้งนี้มีอยู่สองอย่าง อย่างหนึ่งคือมาดูพระพุทธรูปขนาดใหญ่แห่งนาระ นาระโนะไดบุตสึ (奈良の大仏) ซึ่งอยู่ภายในวัดโทวได (東大寺, โทวไดจิ) หนึ่งในวัดหลายแห่งในนาระซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก



ส่วนอีกเป้าหมายนั้นคือเป้าหมายหลักจริงๆที่มาในวันนี้ คืองานเทศกาลตอนค่ำที่เรียกว่าเทศกาลย่างภูเขาวากากุสะ (若草山の山焼き) เป็นงานเทศกาลที่จัดขึ้นปีละครั้งในวันเสาร์สุดท้ายของเดือนมกราคม ซึ่งก็คือวันนี้นี่เอง!

การมาดูไดบุตสึที่วัดโทวไดนี้จึงดูเหมือนเป็นผลพลอยได้ของการที่ตั้งใจจะมาดูงานเทศกาล ที่จริงอยากจะไปเยี่ยมเพื่อนซึ่งเรียนอยู่มหาวิทยาลัยเทนริ (天理大学) ที่เมืองเทนริ (天理市) ซึ่งก็อยู่ในจังหวัดนาระ ไม่ไกลจากเมืองนาระนัก แต่ว่าเขาไม่ว่างเพราะมีสอบสำคัญไม่สามารถปลีกเวลามาเจอได้ก็เลยไม่ได้ไปหา แผนการวันนี้เลยดูหลวมๆอย่างที่เห็น

สำหรับเรื่องเกี่ยวกับงานเทศกาลจะเล่าถึงในตอนต่อไป ตอนนี้จะเขียนถึงวัดโทวไดก่อน

นาระมีวัดที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกอยู่หลายแห่ง แต่ที่มีชื่อเสียงที่สุดเห็นจะเป็นวัดโทวไดนี่เอง เพราะตัวอาคารซึ่งบรรจุไดบุตสึซึ่งเรียกว่าหอไดบุตสึ (大仏殿, ไดบุตสึเดง) นั้นเรียกได้ว่าเป็นอาคารไม้ที่ใหญ่ที่สุดในโลก และมีความสวยงามมาก น่ามาเยี่ยมชมสักครั้ง



ตัวอาคารมีความยาว ๕๗.๐๑ เมตร กว้าง ๕๐.๔๘ สูง ๔๘.๗๔ เมตร แต่ตัวอาคารนี้ผ่านการพังทลายและถูกสร้างขึ้นใหม่หลายครั้ง โดยเชื่อว่าตัวอาคารเมื่อก่อนมีขนาดใหญ่กว่านี้เสียอีก

พระพุทธรูปใหญ่ไดบุตสึถูกเริ่มสร้างขึ้นเมื่อปี 745 ในช่วงยุคนาระ (ปี 710–794) ซึ่งสมัยนั้นเมืองนาระเป็นเมืองหลวง ใช้ชื่อว่าเฮย์โจวเกียว (平城京)

ไดบุตสึมีความสูง ๑๔.๙๘ เมตร ส่วนหัวสูง ๕.๓๓ เมตร ดวงตากว้าง ๑.๐๒ เมตร หูยาว ๒.๕๔ เมตร เป็นพระพุทธรูปที่ใหญ่เป็นอันดับหนึ่งในญี่ปุ่น

เนื่องจากไดบุตสึมีขนาดใหญ่กว่าประตูของตัวอาคาร การสร้างจึงต้องสร้างตัวไดบุตสึไปก่อนแล้วค่อยสร้างอาคารครอบภายหลัง โดยตัวอาคารสมัยแรกสุดสร้างเสร็จเมื่อปี 758

ตัวอาคารที่เห็นในปัจจุบันนี้ถูกสร้างขึ้นเมื่อปี 1691 หลังจากที่อาคารเดิมก่อนหน้านั้นถูกเผาทำลายไปในสงครามกลางเมืองเมื่อปี 1567

พระพุทธรูปขนาดใหญ่ที่มีชื่อเสียงนอกจากที่นี่แล้วยังมีที่วัดโควโตกุอิง (高徳院) ในเมืองคามากุระ (鎌倉市) จังหวัดคานางาวะ (神奈川県) ซึ่งก็เป็นสถานที่เที่ยวที่มีชื่อเสียงรองๆลงมา พระพุทธรูปที่นั่นมีขนาด ๑๓.๓๕ เมตร แต่ที่ต่างกันอย่างเห็นได้ชัดคือไม่มีตัวอาคารห่อหุ้ม เนื่องจากตัวอาคารถูกทำลายลงไปแล้วไม่ได้สร้างขึ้นใหม่ทดแทน



แผนที่จังหวัดนาระ สีชมพูเข้มคือเขตเมืองนาระ อยู่ส่วนเหนือสุดของจังหวัด ส่วนทางใต้ๆของจังหวัดส่วนใหญ่เป็นป่าเขา ไม่ค่อยมีคนอาศัยอยู่






เรามาถึงสถานีนาระตอนเวลา 15:54




การมาถึงเวลานี้ทำให้ให้ต้องรีบเต็มที่ เวลาเรียกได้ว่าค่อนข้างฉุกระหุกเพราะว่าวัดโทวไดนั้นเปิดจนถึงห้าโมงเย็นเท่านั้น แต่ว่าสามารถเข้าได้จนถึงสี่โมงครึ่งเท่านั้น หมายความว่าเราต้องเดินทางไปให้ถึงภายในครึ่งชั่วโมง นับว่าต้องรีบพอดู

ภาพสถานี ใหญ่มากเหมือนกัน



แต่ก่อนอื่นเนื่องจากหิวมาก มาถึงเรารีบซื้อของรองท้องเป็นซาลาเปาไส้พิซซ่า ซึ่งเรียกว่าพิซซ่ามัง (ピザまん) ราคา ๑๐๕ เยน และไก่คาราอาเงะ (唐揚げ) ๑๐๕ เยน ในร้าน 7-11 ที่สถานี เอาไว้กินบนรถเมล์

อันนี้เป็นรูปพิซซ่ามัง ส่วนไก่คาราอาเงะไม่ได้ถ่ายไว้



แล้วก็วิ่งไปขึ้นรถเมล์ซึ่งอยู่หน้าสถานีรถไฟ รีบจนไม่ทันได้ถ่ายรูปอะไรเลย ตอนที่ไปขึ้นนั้นคนแน่นพอดู นาระวันนี้คนเยอะเป็นพิเศษก็ไม่แปลกเพราะผู้คนต่างมาเพื่อชมงานเทศกาลสำคัญตอนค่ำนี้ ที่จริงถ้ามีเวลาจะเดินไปก็เดินได้นะ แต่ก็ไกลพอสมควร ถ้าค่อยๆเดินละก็ไม่ทันการแน่

รถเมล์มาจอดบริเวณป้ายที่ใกล้ที่สุด แต่ก็ยังคงต้องเดินเท้าต่อไป เวลาขณะนั้นประมาณ 16:20 หมายความว่าเราเหลือเวลาอีกประมาณ ๑๐ นาทีในการเดินไปให้ถึงวัดโทวได ถ้าหลงทางทีก็จบแห่



แต่ระหว่างที่เดินเราก็ยังมีกะใจถ่ายรูปไปเรื่อยๆ แต่เห็นแบบนี้ก็รีบพอสมควรนะ ไม่ได้เดินช้าๆถ่ายเรื่อยเปื่อย

แถวนี้เป็นบริเวณที่เรียกว่าสวนสาธารณะนาระ (奈良公園)



ร้านค้าเต็มไปหมด คนก็พลุกพล่าน น่าจะคนเยอะกว่าปกติเพราะงานเทศกาล



มีกวางอยู่มากมายจนเรียกได้ว่ากวางกลายเป็นสัญลักษณ์ของเมืองนาระไปเลย



นี่พวกเขามาทำอะไรกันก็ไม่รู้เหมือนกัน



มีขายเซมเบ้สำหรับให้กวางด้วย ๑๕๐ เยน ไม่รู้ซื้อไว้ทานเองได้มั้ยนะ



ทางเข้าวัดอยู่ตรงหน้านี้แล้ว



ประตูนันไดมง (南大門) หมายถึงประตูใหญ่ทางใต้



เห็นตัวหอไดบุตสึอยู่ตรงหน้าแล้ว



นี่ประตูจูมง (中門) หมายถึงประตูตรงกลาง เป็นป้อมประตูขนาดใหญ่หน้าวัดแต่ว่าปกติจะไม่เปิดให้ผ่าน ต้องเลี้ยวซ้ายเพื่อไปเข้าจากประตูเล็กด้านข้าง



เรามาถึงตรงนี้เวลาสี่โมงครึ่งพอดี เห็นประตูทางเข้ายังเปิดอยู่ก็รีบเดินเข้าไปเลย



แล้วก็พบว่าเขายังให้เข้าไปได้อยู่



แต่พอเราซื้อตั๋วและผ่านเข้าไปแล้วเขาก็ประกาศว่าประตูกำลังจะปิดแล้ว เท่ากับว่าเราเป็นกลุ่มท้ายๆที่เดินเข้าทัน ช่างเฉียดฉิว

นี่คือตั๋วเข้าชมที่นี่ ราคา ๕๐๐ เยน ไม่สามารถใช้ kansai thru pass ลดราคาได้ ในตั๋วมีบอกขนาดของตัวหอไดบุตสึ และขนาดของตัวไดบุตสึด้วย



เมื่อเข้ามาแล้วก็ได้เห็นตัวหอไดบุตสึ สวยงามใหญ่โตมาก



บริเวณรอบๆก็สวย



เห็นประตูปิดเกือบหมดเหลือแค่นิดเดียว เคยเห็นรูปที่คนอื่นไปเที่ยวตัวอาคารเปิดประตูอ้าซ่ากว่านี้เยอะ นี่คงเพราะใกล้เวลาปิดแล้ว ต้องรีบเดินเข้าไปก่อนที่เขาจะปิด



เข้าไปถึงก็เห็นไดบุตสึอยู่ตรงหน้าทันที ช่างมีขนาดใหญ่จริงๆ ดูจากภาพถ่ายอย่างนี้อาจไม่รู้สึกอะไรนัก ต้องไปดูให้เห็นกับตา



ถ่ายเฉียงจากด้านข้างบ้าง



ยักษ์ที่เฝ้าที่นี่



แบบจำลองของที่นี่



ส่วนนี่เป็นแบบจำลองของอาคารนี้ในยุคก่อนซึ่งเชื่อกันว่าใหญ่กว่านี้มากนัก



หัวยักษ์




เสาที่มีรูให้ลอด มีคนมาต่อแถวคิวเพื่อรอลอดเต็มเลย เขาว่ากันว่าถ้าลอดได้คำอธิษฐานจะเป็นจริง แต่รูเล็กพอสมควร



ตรงมุมนี้ที่กั้นไว้เป็นบริเวณขายของ



ของก็มีพวกเครื่องรางต่างๆและอะไรอีกหลายอย่างแบบที่วัดทั่วไปมักจะขาย



ได้เวลาออกมา



เวลานี้ก็ใกล้ห้าโมงเย็นเต็มทีแล้ว



ภาพหอไดบุตสึภาพสุดท้ายก่อนจาก จะเห็นว่าประตูเหลือเปิดอยู่แคบๆบานเดียวแล้ว นั่นเป็นประตูออก ส่วนประตูเข้าปิดสนิทแล้ว ผู้คนต่างก็ทยอยเดินออกกัน



ก่อนทางออกก็มีร้านขายของที่ระลึกอีก



เสร็จแล้วก็เดินออกมาจากตัววัด มาเดินบริเวณสวนสาธารณะต่อ




เดินฝ่าฝูงกวางมากมาย



เดินกลับมาถึงบริเวณย่านร้านค้าที่คนพลุกพล่านเพื่อหาอะไรทาน



ร้านค้าต่างๆเยอะจริงๆ แต่ว่าแต่ละอย่างก็แพงมาก แล้วส่วนใหญ่เป็นร้านที่ขายแล้วยืนกินเอาก็เลยไม่ได้แวะเลยเพราะเราต้องการหาที่นั่งพักเหนื่อยกัน








ร้านขายของฝากก็เยอะ




พวกร้านที่มีที่นั่งทุกร้านคนแน่นเต็ม ต้องรอคิวถึงจะได้ทาน




สุดท้ายก็เลือกแวะร้านนี้ ดูแล้วคิวไม่ยาวเกินไป รอสักพักก็สามารถเข้าไปทานได้



บรรยากาศภายในร้าน



เราสั่งอุดงปลานิชิง (ニシン) ราคา ๘๐๐ เยน ถือว่าแพงมากสมกับเป็นสถานที่ท่องเที่ยว ที่จริงนี่เป็นปลาที่ไม่รู้จักไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อน เห็นดูแล้วหน้าตาคล้ายปลาซาบะ พอลองทานดูก็พบว่าคล้ายจริงๆด้วย อร่อยดี



เมื่อทานเสร็จก็ได้เวลาออกจากร้านแล้วไปยังที่จัดงาน เวลาที่รอคอยใกล้จะมาถึงแล้ว

ตอนต่อไป ชมงานเทศกาลย่างภูเขาวากากุสะ ติดตามชมกันต่อได้ https://phyblas.hinaboshi.com/20130630



-----------------------------------------

囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧

ดูสถิติของหน้านี้

หมวดหมู่

-- ท่องเที่ยว >> ศาสนสถาน >> วัด
-- ต่างแดน >> ญี่ปุ่น >> นาระ

ไม่อนุญาตให้นำเนื้อหาของบทความไปลงที่อื่นโดยไม่ได้ขออนุญาตโดยเด็ดขาด หากต้องการนำบางส่วนไปลงสามารถทำได้โดยต้องไม่ใช่การก๊อปแปะแต่ให้เปลี่ยนคำพูดเป็นของตัวเอง หรือไม่ก็เขียนในลักษณะการยกข้อความอ้างอิง และไม่ว่ากรณีไหนก็ตาม ต้องให้เครดิตพร้อมใส่ลิงก์ของทุกบทความที่มีการใช้เนื้อหาเสมอ

สารบัญ

รวมคำแปลวลีเด็ดจากญี่ปุ่น
มอดูลต่างๆ
-- numpy
-- matplotlib

-- pandas
-- manim
-- opencv
-- pyqt
-- pytorch
การเรียนรู้ของเครื่อง
-- โครงข่าย
     ประสาทเทียม
ภาษา javascript
ภาษา mongol
ภาษาศาสตร์
maya
ความน่าจะเป็น
บันทึกในญี่ปุ่น
บันทึกในจีน
-- บันทึกในปักกิ่ง
-- บันทึกในฮ่องกง
-- บันทึกในมาเก๊า
บันทึกในไต้หวัน
บันทึกในยุโรปเหนือ
บันทึกในประเทศอื่นๆ
qiita
บทความอื่นๆ

บทความแบ่งตามหมวด



ติดตามอัปเดตของบล็อกได้ที่แฟนเพจ

  ค้นหาบทความ

  บทความแนะนำ

ตัวอักษรกรีกและเปรียบเทียบการใช้งานในภาษากรีกโบราณและกรีกสมัยใหม่
ที่มาของอักษรไทยและความเกี่ยวพันกับอักษรอื่นๆในตระกูลอักษรพราหมี
การสร้างแบบจำลองสามมิติเป็นไฟล์ .obj วิธีการอย่างง่ายที่ไม่ว่าใครก็ลองทำได้ทันที
รวมรายชื่อนักร้องเพลงกวางตุ้ง
ภาษาจีนแบ่งเป็นสำเนียงอะไรบ้าง มีความแตกต่างกันมากแค่ไหน
ทำความเข้าใจระบอบประชาธิปไตยจากประวัติศาสตร์ความเป็นมา
เรียนรู้วิธีการใช้ regular expression (regex)
การใช้ unix shell เบื้องต้น ใน linux และ mac
g ในภาษาญี่ปุ่นออกเสียง "ก" หรือ "ง" กันแน่
ทำความรู้จักกับปัญญาประดิษฐ์และการเรียนรู้ของเครื่อง
ค้นพบระบบดาวเคราะห์ ๘ ดวง เบื้องหลังความสำเร็จคือปัญญาประดิษฐ์ (AI)
หอดูดาวโบราณปักกิ่ง ตอนที่ ๑: แท่นสังเกตการณ์และสวนดอกไม้
พิพิธภัณฑ์สถาปัตยกรรมโบราณปักกิ่ง
เที่ยวเมืองตานตง ล่องเรือในน่านน้ำเกาหลีเหนือ
ตระเวนเที่ยวตามรอยฉากของอนิเมะในญี่ปุ่น
เที่ยวชมหอดูดาวที่ฐานสังเกตการณ์ซิงหลง
ทำไมจึงไม่ควรเขียนวรรณยุกต์เวลาทับศัพท์ภาษาต่างประเทศ

ไทย

日本語

中文