φυβλαςのβλογ
บล็อกของ phyblas



บันทึกช่วงที่พักอยู่ที่บ้านญาติและบรรพบุรุษที่ซัวเถา
เขียนเมื่อ 2013/08/24 17:37


มีเรื่องของปีที่แล้วที่ตั้งใจว่าจะเขียนถึง แต่ก็สุดท้ายก็ไม่มีโอกาสเขียนถึง จนเวลาผ่านมาปีกว่าแล้ว นั่นคือเรื่องที่ได้ไปอยู่บ้านญาติที่ซัวเถาเป็นเวลาประมาณเดือนนึงช่วง กรกฎาคม 2012

ตั้งแต่สมัยอดีตนานมาแล้ว ปู่ย่าได้อพยพมาหากินในไทย แล้วให้กำเนิดลูกหลานมากมาย แต่ก็ยังมีญาติส่วนหนึ่งที่ไม่ได้ย้ายไปด้วย ยังคงหลงเหลืออยู่ที่บ้านเกิดที่จีน เมืองซัวเถาในมณฑลกวางตุ้ง ซึ่งทางนั้นก็ให้กำเนิดลูกหลานมากมายเหมือนกัน พอถึงยุคนี้การคมนาคมสะดวกก็มีการมาเยี่ยมเยียนกันบ่อยครั้งขึ้น

ญาติบางคนที่นั่นมีมาเยี่ยมเราที่ไทยด้วย และพี่น้องเราหลายคนก็เคยไปเยี่ยมญาติที่นั่นมาแล้ว สำหรับเราแล้ว ปีที่แล้วนั่นคือครั้งแรก เพราะตอนนี้เรียนอยู่ที่จีนแล้วช่วงนั้นเป็นปิดเทอม และยังไม่อยากกลับไทย ก็เลยลองเปลี่ยนบรรยากาศมาพักบ้านญาติที่นี่ดู พอบอกว่าจะไปพักเขาก็ให้การต้อนรับอย่างดี ก็ได้ไปพักกับญาติคนนึงที่ดูจะมีฐานะดีที่สุดในกลุ่ม (แต่ก็ถือว่าแค่ฐานะปานกลางเท่านั้น)

บ้านญาติอยู่ที่ตำบลเล็กๆแห่งหนึ่งที่ห่างไกลจากใจกลางเมืองซัวเถาพอสมควร จากใจกลางเมืองก็ต้องนั่งรถเกือบชั่วโมง และก็ไม่ค่อยจะมีอะไรเท่าไหร่ ตอนแรกก็เลยไม่ได้เล่าอะไรถึงเกี่ยวกับที่นี่ จะเล่าเรื่องที่ได้ไปเที่ยวรอบๆซะมากกว่า

ระหว่างอยู่ที่นั่นก็ได้ไปเที่ยวหลายแห่งในซัวเถาและเมืองข้างๆ

อย่างเช่นช่วงที่มาใหม่ๆได้ไปเที่ยวในเมืองแต้จิ๋ว https://phyblas.hinaboshi.com/20120702
และได้ไปเยี่ยมสุสานของพระเจ้าตากสินด้วย https://phyblas.hinaboshi.com/20120704
และยังมีโอกาสไปเที่ยวชายหาด https://phyblas.hinaboshi.com/20120722
แล้วตอนช่วงใกล้กลับก็มีโอกาสไปดูศาลเจ้าพ่อเสือที่เหี่ยงบู๋ซัว https://phyblas.hinaboshi.com/20120724

แต่คราวนี้จะเล่าถึงเรื่องราวแถวๆบ้านบ้าง ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่ว่ามีที่เที่ยวอะไร แต่ก็มีอะไรที่พอเล่าได้เหมือนกัน มาดูสภาพความเป็นอยู่และวิถีชีวิตของคนที่นั่นกันสักหน่อย



ก่อนอื่นขอแนะนำสถานที่ ซัวเถาอยู่ในมณฑลกวางตุ้ง อยู่ทางเกือบใต้สุดติดริมชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิก



จากในแผนที่ ส่วนที่ระบายสีเหลืองเป็นเขตที่ใช้ภาษาจีนแต้จิ๋วเป็นภาษาถิ่น โดยมีซัวเถาเป็นศูนย์กลาง คนไทยเชื้อสายจีนส่วนใหญ่ก็อพยพมาจากแถวนั้นทั้งนั้น ภาษาจีนแต้จิ๋วก็เลยเป็นสำเนียงจีนที่แพร่หลายที่สุดในไทย

รายละเอียดอ่านที่หน้านี้ https://phyblas.hinaboshi.com/20120629

เสียดายที่เราพูดภาษาจีนแต้จิ๋วไม่ได้ (และทางโน้นก็ไม่มีใครพูดไทยอยู่แล้ว) ดังนั้นตอนอยู่ที่นั่นก็คุยกับเขาด้วยจีนกลางตลอด คนที่นั่นส่วนใหญ่พูดจีนกลางกันได้อยู่แล้วเช่นเดียวกับที่อื่นในแผ่นดินจีน ยกเว้นคนแก่ๆบางคนที่ไม่ได้เรียนหนังสือ ยิ่งอายุมากก็ยิ่งพูดจีนกลางไม่ชัด แต่ถ้าเป็นคนหนุ่มสาวทุกคนพูดจีนกลางได้เป็นปกติชัดเจนแบบเจ้าของภาษาเพราะในโรงเรียนต้องเรียนเป็นจีนกลางตลอดอยู่แล้ว

แต่สำหรับในชีวิตประจำวันของคนที่นี่พูดแต้จิ๋วกันตลอดเลย ดังนั้นเวลาพวกญาติคุยกันเองเราจะฟังไม่รู้เรื่อง เขาจะพูดจีนกลางเฉพาะตอนที่คุยกับเราเท่านั้นเอง



ซัวเถาแบ่งเขตการปกครองออกเป็น ๖ เขตกับ ๑ อำเภอ โดยศูนย์กลางเมืองจะอยู่ที่เขตกิมเพ้ง (金平区, จินผิงชวี) คือสีเหลืองในแผนที่



และเขตที่บ้านญาติเราอยู่ก็คือเขตเตี่ยนั้ม (潮南区, เฉาหนานชวี) คือสีเขียวทางซ้ายล่าง โดยอยู่ในตำบลหับซัว (峡山, เสียซาน) ซึ่งเป็นศูนย์กลางของเขต เป็นย่านชุมชนที่ประชากรหนาแน่น



บริเวณใจกลางตำบล ตรงแยกที่จะเลี้ยวไปบริเวณหมู่บ้านที่ญาติอยู่



ภาพในบริเวณหมู่บ้านที่พวกญาติอยู่ ไม่ไกลจากใจกลางเมือง บรรยากาศริมน้ำร่มรื่นดี






ในหมู่บ้านนี้บ้านจำนวนมากเป็นแบบโบราณ






พวกตรอกซอกซอยแคบๆก็มีมาก



ตลาด



โรงเรียนอนุบาลของหมู่บ้าน



โรงเรียนประถมของหมู่บ้าน



บริเวณนี้บ้านเป็นลักษณะตึกแถวสมัยใหม่







ตรงนี้เป็นบ้านญาติคนหนึ่งที่กำลังสร้างใหม่ เตรียมจะย้ายไปอยู่ ยังสร้างไม่เสร็จ เป็นบ้านสี่ชั้น



หน้าบ้านเป็นแบบนี้



เข้ามาด้านในเขายังสร้างกันอยู่ เลยยังไม่ค่อยมีอะไรน่าดู แต่ก็สามารถเข้ามาได้



ที่สำคัญคือพอขึ้นไปที่ชั้นดาดฟ้าของตึกนี้เราสามารถเห็นตัวหมู่บ้านจากมุมสูงได้รอบทิศ






ส่วนนี่เป็นบ้านอีกหลังของญาติอีกคนซึ่งเป็นคนที่เราไปขออาศัยอยู่ด้วย ตอนช่วงที่อยู่นี่ก็คือพักหลังนี้ ข้างในก็ลักษณะเหมือนบ้านคนจีนในไทย ไม่ต่างกันมาก มีพวกรูปปั้นเทพเจ้า ที่ตั้งของไหว้อะไรต่างๆ ส่วนเครื่องอำนวยความสะดวกก็มีครบ มีแอร์ มีคอมพิวเตอร์ ต่ออินเทอร์เน็ตได้ อยู่แล้วรู้สึกไม่ต่างอะไรกับอยู่ในเมือง



แต่ที่น่าพูดถึงตอนนี้ก็คือบ้านหลังนี้ เป็นบ้านหลักของพวกญาติซึ่งอยู่มานานแล้ว เป็นบ้านแบบโบราณ มีแค่ชั้นเดียว แต่อยู่รวมกันอยู่แออัดหลายคน ที่เห็นเปิดอยู่นี้คือประตูเข้าบริเวณบ้าน



พอเข้ามาก็จะเป็นบริเวณเล็กๆหน้าบ้าน



หน้าบ้าน



บ้านมีลักษณะเป็นโดนัท ภายในบ้านมีรูตรงกลาง ถ้าฝนตกก็เข้ามาถึงในบ้าน ในรูปนี้ถ่ายตอนฝนกำลังตกอยู่ด้วย ก็เลยเปียกเลย



เพดานบ้านตรงส่วนหน้าบ้าน สีสันสวยงาม



ด้านในสุดเป็นหิ้งบูชา



โทรทัศน์ แล้วก็จอเล็กๆด้านบนที่เปิดอยู่ตลอดนั้นเป็นกล้องวงจรปิด ไว้สอดส่องบริเวณหน้าบ้านว่ามีใครมา ทำให้เห็นได้ตลอด



ที่นั่งเล่นดื่มชา




ห้องครัว แล้วด้านในห้องครัวก็มีห้องนอนด้วย



ห้องนอน เตียงนอนก็วางเบียดกันแบบนี้



ถึงจะเห็นแบบนี้ แต่ก็มีแอร์ด้วย



บางวันเขาทำอาหารไว้ ให้เรามาทานที่นี่ด้วย



ถ้าอาหารทำเสร็จแล้วยังไม่ทาน หรือมีอาหารเหลือก็ครอบเอาไว้แบบนี้



ส่วนนี่เป็นประตูด้านข้างบ้าน สามารถเข้าบ้านได้อีกทาง



โดยรวมแล้วบ้านนี้ดูกะทัดรัดดี แม้จะเล็กแต่ยัดอะไรลงไปเยอะ อยู่กันได้เยอะจริงๆ แต่ถ้าจะให้ไปอยู่เองคงอึดอัดพอดู

นอกจากนี้ญาติยังมีพาไปดูบ้านเก่าที่เขาเคยอยู่เมื่อสมัยก่อนที่ยังจนๆ แต่ตอนนี้ฐานะดีขึ้นแล้วก็ได้อยู่บ้านดีๆอย่างที่เห็น บ้านเก่าที่ว่านั้นอยู่ในตรอกแคบๆ ความเป็นอยู่ไม่ดีเลย ปัจจุบันให้คนอื่นที่จนๆมาเช่าอยู่แทน

ก็นับว่าโชคดีที่ญาติเรามีฐานะกลางๆพอจะได้อยู่บ้านธรรมดา ถ้าจนแบบสมัยก่อนที่ยากแค้นขนาดต้องอพยพมาไทยละก็ เราคงไปเยี่ยมไม่ไหวเหมือนกัน ต้องขอบคุณที่สมัยนี้จีนเริ่มเจริญขึ้น ความเป็นอยู่ของผู้คนก็ดีขึ้นตามลำดับ แต่คนที่ยังยากจนก็ยังคงมีอยู่อีกมาก



นอกจากจะได้ไปอยู่บ้านเขา และได้ไปเที่ยวที่ต่างๆแล้ว ก็ยังมีโอกาสได้ไปเยี่ยมหลุมศพบรรพบุรุษอีกด้วย โดยหลุมศพนั้นอยู่ที่ตำบลข้างๆ คือตำบลเหลียงเอง (两英, เหลี่ยงอิง) ต้องนั่งรถออกไปอีกสักพักไม่ไกลนัก

บรรยากาศบริเวณย่านหลุมศพ จะเห็นว่ามีหลุมศพแทรกอยู่ในดงหญ้าอยู่ประปรายทั่วบริเวณ





ทางเดินค่อนข้างลำบากอยู่ ไม่ได้ทำดีนัก เดินไม่ระวังก็ได้แผลได้



อันนี้ต้องเป็นหลุมศพของคนมีตังค์มากแน่ๆ เบ้อเริ่มเลย



ดอกอะไรไม่รู้กำลังบานสวยดีเลยถ่ายเก็บมา




ต้องเตรียมของมาไหว้หลุมศพด้วย



กระดาษก็ต้องเตรียมมาเผาตามพิธีความเชื่อของคนจีน เห็นแล้วเสียดายกระดาษเหมือนกัน ดีที่ไม่ได้เผามากนัก เผาไปแค่เท่าที่เห็น



เกี่ยวกับเรื่องพิธีกรรมความเชื่อพวกนี้ดูเหมือนว่าคนจีนสมัยใหม่ก็จะไม่ค่อยเชื่อแล้ว ก็เลยค่อยๆหายไป บางคนก็ทำแค่พอเป็นพิธี

แต่ก็หวังว่าพิธีกรรมแบบนี้จะหายไปหมดเร็วๆ เพราะเป็นการเปลืองทรัพยากรไปโดยเปล่าประโยชน์ เราไม่ควรเผากระดาษแบบนี้เพราะมันไม่ได้อะไร และคนที่ตายไปแล้วยังไงก็ไม่มีทางได้รับรู้อะไรอยู่แล้วด้วยสิ เรื่องของประเพณีเนี่ยอะไรที่ดีๆเราก็ควรสืบทอด ส่วนอะไรที่ไม่ดีผู้คนรู้ก็จะค่อยๆเลือนหายไปเอง

ข้างๆบริเวณย่านหลุมศพเห็นมีบ้านคนด้วย น่าจะเป็นพวกผู้เฝ้าสุสาน





ระหว่างอยู่ที่นั่นเรามีโอกาสไม่บ่อยที่จะได้เข้ามาเดินในย่านใจกลางตำบลหับซัว ส่วนใหญ่จะอยู่แค่ในหมู่บ้าน ที่จริงถ้าเดินจากหมู่บ้านไปยังใจกลางเมืองก็ไม่ได้ไกลมาก สามารถเดินได้ แต่ว่ายังจำทางไม่ค่อยได้ และอากาศก็ค่อนข้างร้อนมากด้วยช่วงนั้น

เท่าที่มีโอกาสก็คือญาติพามาเลี้ยงอาหารดีๆตามโรงแรมหรือร้านใหญ่ๆ เห็นเขาบอกว่าที่นี่ไม่มีโรงแรมห้าดาว มีสูงสุดคือโรงแรมสี่ดาว แต่แค่นี้ก็หรูมากแล้ว

นี่เป็นโรงแรมแห่งหนึ่งที่มาทานกัน ชื่อว่าโรงแรมจินย่วน (金苑大酒店) ดูแค่ภายนอกก็รู้สึกว่าหรูมากแล้ว แต่ให้ไปเทียบกับในเมืองใหญ่คงไม่ได้



บรรยากาศภายในโรงแรม



ร้านอาหารของโรงแรม



เรามานี่เพื่อทานติ่มซำ สำหรับแถบนั้นแล้วแม้ว่าจะถือว่าอยู่ในมณฑลกวางตุ้ง แต่วัฒนธรรมที่นี่ต่างจากพวกที่พูดภาษากวางตุ้งอยู่ ติ่มซำก็ไม่ใช่อาหารที่เขากินกันทั่วไปนัก แต่ก็พอจะหาได้บ้าง



ในร้านมีรูปปั้นช้างอยู่ด้วย ทำให้สงสัยขึ้นมาว่าที่นี่มีอะไรเกี่ยวข้องกับไทยหรือเปล่า ไปลองค้นดูก็เหมือนจะมีส่วนเกี่ยวกันอยู่



นี่ก็เป็นโรงแรมอีกแห่งที่เขาพามาเลี้ยงข้าว ชื่อโรงแรมเก๋อหลินเหลียนเหมิง (格林联盟酒店)



เห็นมีตู้ปลาที่เลี้ยงไว้ใช้ทำอาหารสดๆเพียบเลย




นี่ก็อีกร้านที่ที่เขาพาไปเลี้ยง




แล้วก็อีกร้าน




ที่เห็นเขาพาออกไปกินบ่อยๆนั้นส่วนใหญ่ไม่ใช่คนเดิมพาไปหรอก แต่เพราะมีญาติอยู่เยอะ ทุกคนก็ฐานะปานกลาง ไม่ได้รวยแต่ก็ไม่ได้จน แต่ละคนก็เลยผลัดกันพาไปโน่นไปนี่ ส่วนใหญ่ก็แค่พาไปหาอะไรทาน บางทีก็พาไปเที่ยว ก็เป็นแบบนี้ คนจีนเวลามีแขกก็ชอบต้อนรับเต็มที่อยู่แล้ว ยิ่งเป็นญาติด้วย

ญาติส่วนใหญ่ใช้ชีวิตอยู่ในตำบลหับซัวนี่ มีแค่ลูกหลานบางส่วนที่ออกไปหางานทำในเมืองใหญ่ๆ ส่วนใหญ่ก็เลยได้เจอหมด

รู้สึกว่าการมีญาติเยอะนี่มันก็เป็นเรื่องดีจริงๆ



วันแรกที่มาเราบอกไปว่าอยากจะหาจุดชมวิวสวยๆ วันต่อมาเขาก็เลยพาไปยังสวนสาธารณะบนเขาเล็กๆที่อยู่ใจกลางตำบล ไม่สูงมากแต่สูงพอที่จะชมทิวทัศด้านล่างได้ไกล

ปากทางขึ้น เห็นอย่างนี้ดูไม่ออกเลยว่าเป็นทางขึ้นเขา



ในนี้นอกจากเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจของคนที่นี่แล้วยังเป็นที่ฝังศพด้วย เห็นมีหลุมศพตั้งอยู่ประปราย





ด้านบนสุดมีศาลเจ้า



แล้วก็เจดีย์



หมาก็เยอะ



ลานกว้างหน้าเจดีย์ ผู้คนมาเล่นกีฬากัน



และนี่ก็คือเป้าหมายสำคัญที่ขึ้นมา นั่นคือเพื่อมาชมทิวทัศน์ด้านล่าง มองได้สวยงามพอสมควรเลย







โดยรวมแล้วก็ถือว่าเป็นช่วงเวลาที่ดี เป็นโอกาสดีที่ได้มีโอกาสไปเยี่ยมที่นั่น ได้ไปเห็นวิถีชีวิต ได้ไปเจอประสบการณ์อะไรหลายอย่าง คิดว่าหลังจากนี้ไปน่าจะยังมีโอกาสได้ไปอีกครั้ง


-----------------------------------------

囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧

ดูสถิติของหน้านี้

หมวดหมู่

-- จีน >> จีนแผ่นดินใหญ่ >> ซินเจียง >> แต้จิ๋ว

ไม่อนุญาตให้นำเนื้อหาของบทความไปลงที่อื่นโดยไม่ได้ขออนุญาตโดยเด็ดขาด หากต้องการนำบางส่วนไปลงสามารถทำได้โดยต้องไม่ใช่การก๊อปแปะแต่ให้เปลี่ยนคำพูดเป็นของตัวเอง หรือไม่ก็เขียนในลักษณะการยกข้อความอ้างอิง และไม่ว่ากรณีไหนก็ตาม ต้องให้เครดิตพร้อมใส่ลิงก์ของทุกบทความที่มีการใช้เนื้อหาเสมอ

สารบัญ

รวมคำแปลวลีเด็ดจากญี่ปุ่น
python
-- numpy
-- matplotlib

-- pandas
-- pytorch
maya
การเรียนรู้ของเครื่อง
-- โครงข่าย
     ประสาทเทียม
javascript
บันทึกในญี่ปุ่น
บันทึกในจีน
-- บันทึกในปักกิ่ง
บันทึกในไต้หวัน
บันทึกในยุโรปเหนือ
บันทึกในประเทศอื่นๆ
เรียนภาษาจีน
qiita
บทความอื่นๆ

บทความแบ่งตามหมวด



ติดตามอัปเดตของบล็อกได้ที่แฟนเพจ

  ค้นหาบทความ

  บทความแนะนำ

เรียนรู้วิธีการใช้ regular expression (regex)
หลักการเขียนทับศัพท์ภาษาจีนกวางตุ้ง
การใช้ unix shell เบื้องต้น ใน linux และ mac
หลักการเขียนทับศัพท์ภาษาจีนกลาง
g ในภาษาญี่ปุ่นออกเสียง "ก" หรือ "ง" กันแน่
ทำความรู้จักกับปัญญาประดิษฐ์และการเรียนรู้ของเครื่อง
ค้นพบระบบดาวเคราะห์ ๘ ดวง เบื้องหลังความสำเร็จคือปัญญาประดิษฐ์ (AI)
หอดูดาวโบราณปักกิ่ง ตอนที่ ๑: แท่นสังเกตการณ์และสวนดอกไม้
พิพิธภัณฑ์สถาปัตยกรรมโบราณปักกิ่ง
เที่ยวเมืองตานตง ล่องเรือในน่านน้ำเกาหลีเหนือ
บันทึกการเที่ยวสวีเดน 1-12 พ.ค. 2014
แนะนำองค์การวิจัยและพัฒนาการสำรวจอวกาศญี่ปุ่น (JAXA)
เล่าประสบการณ์ค่ายอบรมวิชาการทางดาราศาสตร์โดยโซวเคนได 10 - 16 พ.ย. 2013
ตระเวนเที่ยวตามรอยฉากของอนิเมะในญี่ปุ่น
เที่ยวชมหอดูดาวที่ฐานสังเกตการณ์ซิงหลง
บันทึกการเที่ยวญี่ปุ่นครั้งแรกในชีวิต - ทุกอย่างเริ่มต้นที่สนามบินนานาชาติคันไซ
หลักการเขียนทับศัพท์ภาษาญี่ปุ่น
ทำไมจึงไม่ควรเขียนวรรณยุกต์เวลาทับศัพท์ภาษาต่างประเทศ
ทำไมถึงอยากมาเรียนต่อนอก
เหตุผลอะไรที่ต้องใช้ภาษาวิบัติ?

ไทย

日本語

中文