φυβλαςのβλογ
บล็อกของ phyblas



จรวด Μ-V
เขียนเมื่อ 2014/01/20 13:43
บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของข้อมูลประกอบบันทึกการร่วมค่ายอบรมวิชาการที่วิทยาเขตซางามิฮาระของ JAXA https://phyblas.hinaboshi.com/20131205
เนื่องจากจรวด Μ-V เป็นจรวดสำคัญที่ถูกพัฒนาขึ้นที่นี่และมีจรวด Μ-V ที่ไม่ได้ถูกใช้งานจริงมาตั้งจัดแสดงอยู่ภายในบริเวณจึงมีความสำคัญที่น่านำมากล่าวถึงโดยละเอียด

ข้อมูลโดยหลักแล้วแปลและสรุปเรียบเรียงจากต้นฉบับภาษาญี่ปุ่นในเว็บไซต์ของ JAXA รวมกับวิกิพีเดีย รูปภาพทั้งหมดนำมาจากเว็บไซต์ของ JAXA

อ้างอิง
http://www.jaxa.jp/pr/brochure/pdf/01/rocket02.pdf
http://www.jaxa.jp/projects/rockets/m_v/index_j.html
http://www.jaxa.jp/projects/sat/index_j.html
http://www.jaxa.jp/pr/brochure/sat_j.html





จรวด
Μ-V หมายเลข 8 ขณะกำลังเตรียมปล่อย

    จรวด Μ-V (มิว 5) เป็นจรวดของญี่ปุ่นซึ่งปัจจุบันเลิกใช้ไปแล้ว ลักษณะเป็นจรวดสามท่อนที่ใช้เชื้อเพลิงแข็งทั้งหมด และสามารถเสริมเป็นสี่ท่อนเพื่อตอบสนองต่อวัตถุประสงค์ในการใช้งานบางอย่างได้ ตัวจรวดความยาวทั้งหมด ๓๐.๘ ม. เส้นผ่านศูนย์กลาง ๒.๕ ม. น้ำหนักประมาณ ๑๔๐ ตัน สามารถส่งดาวเทียมหนัก ๑.๘ ตันขึ้นสู่วงโคจรระดับต่ำของโลกได้ Μ-V เป็นจรวดชนิดเดียวของโลกที่ใช้เชื้อเพลิงแข็งทั้งหมดในการส่งยานอวกาศไปสู่วงโคจรระหว่างดาวเคราะห์ได้

    จรวดที่ใช้เชื้อเพลิงแข็งต่างจากจรวดที่ใช้เชื้อเพลิงเหลวตรงที่มีโครงสร้างไม่ซับซ้อนเพราะไม่ต้องทำถังเก็บและท่อส่งเชื้อเพลิงเข้าห้องเผาไหม้ แต่มีข้อเสียคือถ้าจุดเชื้อเพลิงไปแล้วจะเริ่มเผาไหม้ไปเรื่อยๆจากแกนกลางไปยังปลายขอบโดยไม่สามารถหยุดหรือควบคุมปริมาณการเผาไหม้ได้

    จรวด Μ-V เป็นจรวดรุ่นสุดท้ายของจรวดมิว (ミューロケット) ซึ่งเริ่มพัฒนาโดยสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์อวกาศ (ISAS) ต่อจากจรวดแลมดา (ラムダロケット) ซึ่งส่งดาวเทียมดวงแรกของญี่ปุ่น “โอสึมิ” (おおすみ) ออกไปเมื่อปี 1970 หลังจากนั้นจรวดมิวรุ่นแรกคือ Μ-4S ก็ได้ถูกใช้ปล่อยดาวเทียมดวงที่สอง “ทันเซย์” (たんせい) ในปี 1971 หลังจากนั้นก็มีการพัฒนาต่อมาเรื่อยๆอีกหลายรุ่นได้แก่ Μ-3C, Μ-3H, Μ-3S, Μ-3SII จนมาปิดท้ายที่ Μ-V และเลิกใช้ไปในปี 2006 รวมแล้วจรวดมิวทั้งหมดถูกใช้งานมาเป็นเวลานาน ๓๕ ปี

    อักษรตัว "Μ" ของจรวดมิวนี้ไม่ใช่ตัว "เอ็มใหญ่" แต่เป็นอักษรกรีก "มิว" (μ) ที่เขียนเป็นตัวพิมพ์ใหญ่ หน้าตาจะเหมือนเอ็มใหญ่แต่ความจริงแล้วคือ "มิวใหญ่" ส่วน V เป็นเลขโรมันคือเลข 5 นั่นเอง

    จรวด Μ-V ต่างจากรุ่นก่อนตรงที่มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางใหญ่กว่ามาก จากที่จรวดมิวรุ่นก่อนๆเส้นผ่านศูนย์กลางเพียง ๑.๔๑ เมตร จรวด Μ-V ที่ถูกปล่อยรวมถึงแค่ถูกวางแผนสร้างขึ้นมีทั้งหมด ๙ ลำ ตั้งแต่ Μ-V-1 ถึง Μ-V-9 โดย Μ-V-1 ถูกใช้เป็นครั้งแรกในปี 1997 เพื่อปล่อยกล้องโทรทรรศน์วิทยุ “ฮารุกะ” (はるか) ในแต่ละครั้งที่ปล่อยก็ได้มีการดัดแปลงเพิ่มเติมให้ดีขึ้นเรื่อยๆทีละนิด ครั้งสำคัญก็คือหลังจากการปล่อย Μ-V-4 ประสบความล้มเหลวไปเนื่องจากหัวฉีดไอพ่นของจรวดท่อนที่หนึ่งได้รับความเสียหาย จรวดลำต่อมาตั้งแต่ Μ-V-5 จึงต้องดัดแปลงส่วนโครงสร้างภายในของหัวฉีดไอพ่นใหม่

    หลังจากที่ ISAS ยุบรวมกับสถาบันวิจัยเทคโนโลยีการบินอวกาศ (NAL) และองค์การพัฒนาอวกาศ (NASDA) ในปี 2003 กลายเป็นองค์การวิจัยและพัฒนาการสำรวจอวกาศญี่ปุ่น (JAXA) จรวด Μ-V ก็ยังมีการใช้อยู่อย่างต่อเนื่อง โดยใช้ควบคู่ไปกับจรวด H-IIA ซึ่งพัฒนาโดย NASDA มาก่อน

    ในปี 2006 JAXA ได้ประกาศเลิกใช้จรวด Μ-V และไปพัฒนาจรวดชนิดอื่นที่มีขนาดเล็กและต้นทุนต่ำกว่าแทน ในที่สุดจรวดเอ็ปซิลอน (イプシロンロケット) ซึ่งราคาต่ำกว่าและใช้เวลาในการประกอบและเตรียมตัวน้อยกว่าจึงได้ถูกพัฒนาขึ้นมาแทน และถูกใช้เป็นครั้งแรกเมื่อ 14 ก.ย. 2013 เพื่อปล่อยดาวเทียม “ฮิซากิ” (ひさき) ระหว่างช่วงปี 2006-2013 นั้นการส่งจรวดของ JAXA ใช้จรวด H-IIA และจรวด H-IIB ซึ่งเป็นรุ่นต่อของจรวด H-IIA



เทคโนโลยีใหม่ที่ถูกนำมาใช้ในจรวด Μ-V
๑. มีการใช้เหล็กกล้าทนแรงดึงสูง HT-230 เป็นปลอกหุ้มมอเตอร์ท่อนที่หนึ่ง
๒. รอยต่อระหว่างท่อนที่หนึ่งกับสองใช้ระบบไฟร์อินเดอะโฮล ซึ่งมีการจุดจรวดท่อนที่สองขึ้นทันทีที่แยกออกจากท่อนแรก
๓. เพื่อจะให้เบาขึ้น ปลอกหุ้มมอเตอร์ของท่อนที่สอง, ท่อนที่สาม และท่อนถีบตัวจึงใช้เป็นพลาสติกเสริมเส้นใยคาร์บอน (CFRP)
๔. หัวฉีดไอพ่นของมอเตอร์ของท่อนที่สามและท่อนถีบตัวจะหดสั้นไว้ก่อนในขณะยังไม่ใช้งาน พอจะใช้งานจึงให้ยื่นออกมาทันที
๕. มีการใช้กลไกการเปิดส่วนหัวจรวด
๖.
ในการตรวจวัดสภาพของตัวจรวดใช้ไฟเบอร์อ็อปติคัลไจโร (FOG) ซึ่งเป็นไจโรสโกปที่ใช้การสังเกตการณ์แทรกสอดของแสงเพื่อตรวจจับการหมุน โดยตัวเซ็นเซอร์ทำจากเส้นใยนำแสงยาว ๕ กม. มาม้วนเป็นขด


สมบัติของจรวดแต่ละท่อน
            ท่อนที่หนึ่ง / ท่อนที่สอง / ท่อนที่สาม
- ความยาวตัวจรวด : ๓๐.๘ / ๑๗.๒ / ๘.๖ ม.
- เส้นผ่านศูนย์กลางตัวจรวด : ๒.๕ / ๒.๕ / ๒.๒ ม.
- มวลตอนเริ่มจุดระเบิด : ๑๔๐ / ๕๕ / ๑๖ ตัน
- ความยาวมอเตอร์ : ๑๓.๗๓ / ๖.๖๑ / ๓.๖๑ ม. (เมื่อยืดออกจะยาว ๔.๒๙ ม.)
- เส้นผ่านศูนย์กลางมอเตอร์ : ๒.๕ / ๒.๕ / ๒.๒ ม.
- มวลมอเตอร์ : ๘๓ / ๓๗ / ๑๒ ตัน
- มวลเชื้อเพลิง : ๗๒ / ๓๓ / ๑๑ ตัน
- แรงดลจำเพาะ* : ๒๗๔ / ๒๙๒ / ๓๐๑ วินาที

*แรงดลจำเพาะเป็นปริมาณที่แสดงถึงขนาดของแรงผลักดันต่อปริมาณเชื้อเพลิงที่ใช้ต่อเวลา บอกถึงประสิทธิภาพการเผาไหม้ของเครื่องยนต์จรวด มีหน่วยเป็นวินาที คำนวณโดย
    แรงดลจำเพาะ = แรงผลักดัน / (มวลเชื้อเพลิงที่ใช้ต่อเวลา × g)


ภาพเปรียบเทียบจรวด Μ-V กับจรวดรุ่นก่อนๆ



ประวัติการใช้งาน
    จรวด Μ-V มีทั้งหมด ๙ ลำ ในจำนวนนั้นมี Μ-V-2 และ Μ-V-9 ที่ถูกยกเลิกไป และ Μ-V-4 ซึ่งปล่อยล้มเหลว นอกนั้น ๖ ลำประสบความสำเร็จ ลำสุดท้ายที่ปล่อยคือ Μ-V-7 ซึ่งทำการปล่อยจริงหลังจาก Μ-V-8 จรวดทั้งหมดถูกส่งที่ฐานสังเกตการณ์อวกาศอุจิโนอุระ (内之浦宇宙空間観測所) ซึ่งเป็นฐานปล่อยจรวดของ ISAS ตั้งแต่สมัยก่อนที่จะยุบรวมเป็น JAXA

Μ-V-1 กล้องโทรทรรศน์วิทยุ ฮารุกะ (はるか)


    มีชื่อภาษาอังกฤษว่า HALCA (ย่อมาจาก Highly Advanced Laboratory for Communications and Astronomy) ถูกปล่อยเมื่อ 12 ก.พ. 1997 เข้าสู่วงโคจรรอบโลกเมื่อ 21 ก.พ. และเริ่มเปิดกล้องใช้งานเมื่อ 28 ก.พ.

    ฮารุกะทำหน้าที่เป็นจานรับสัญญาณตัวหนึ่งของโครงการ Very Long Baseline Interferometry (VLBI) ซึ่งเป็นการใช้จานรับสัญญาณจากทั้งบนโลกและนอกโลกประสานกันเพื่อทำหน้าที่เสมือนเป็นกล้องโทรทรรศน์ขนาดใหญ่ตัว
เดียวซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าโลกสองเท่าครึ่ง การทำอย่างนี้จะทำให้สามารถสำรวจอวกาศไกลๆได้

    ฮารุกะถูกคาดการณ์ว่าจะใช้งานได้แค่ ๓ ปี แต่ใช้งานจริงนานถึง ๘ ปี ๙ เดือน โดยยุติการทำงานลงเมื่อ 30 พ.ย. 2005


Μ-V-2 ยานสำรวจดวงจันทร์ LUNAR-A


    มีวัตถุประสงค์ที่จะสำรวจภายในดวงจันทร์โดยใช้อุปกรณ์หัวเจาะทำการขุดลงไป เดิมทีวางแผนจะถูกส่งไปตั้งแต่ปี 1995 แต่ถูกเลื่อนมาเรื่อยจนยกเลิกไปในที่สุดเนื่องจากปัญหาหลายอย่างเช่นหัวเจาะใช้เวลาในการพัฒนามากกว่าที่คาดไว้ ส่วนประกอบจากจรวด Μ-V-2 ถูกนำไปใส่ในจรวดอื่นแทน สุดท้ายในปี 2008 จรวด Μ-V-2 จึงได้ถูกนำมาตั้งแสดงที่วิทยาเขตซางามิฮาระของ JAXA


Μ-V-3 ยานสำรวจดาวอังคาร โนโซมิ (のぞみ)


    ถูกปล่อยเมื่อ 4 ก.ค. 1998 คำว่าโนโซมิมีความหมายว่า “ความปรารถนา” โนโซมิถูกส่งไปเพื่อให้เข้าสู่วงโคจรรอบดาวอังคาร แต่หลังจากปล่อยออกไปเกิดมีปัญหาสัญญาณขาดหายไประหว่างทางทำให้ไม่สามารถส่งสัญญาณกลับมายังโลกได้ เพื่อป้องกันไม่ให้โนโซมิชนพุ่งชนดาวอังคาร เนื่องจากมีการตกลงเอาไว้ว่ายานอวกาศที่ไม่ได้ทำการฆ่าเชื้อไม่ควรลงจอดบนดาวอังคารภายใน ๒๐ ปีหลังถูกส่งออกไป จึงต้องส่งคำสั่งให้โนโซมิเบี่ยงทิศทางไปให้มีโอกาสเข้าชนดาวอังคารน้อยที่สุด

    สุดท้ายคาดการณ์กันว่าโนโซมิได้เข้าเฉียดดาวอังคารในระยะใกล้สุดประมาณ ๑๐๐๐ กิโลเมตร ในวันที่ 14 ธ.ค. 2003 และหลังจากนั้นก็จะโคจรรอบดวงอาทิตย์ในวงโคจรเดียวกับดาวอังคารไปอีกนานนับล้านปี


Μ-V-4 กล้องโทรทรรศน์รังสีเอ็กซ์ ASTRO-E
    ถูกปล่อยออกไปเมื่อ 10 ก.พ. 2000 แต่ล้มเหลวเนื่องจากหัวฉีดไอพ่นของจรวดท่อนที่หนึ่งเสียหายทำให้ความเร็วตก สุดท้ายจึงร่วงตกลงมา เนื่องจากส่งล้มเหลวจึงไม่ได้รับการตั้งชื่อเรียก หลังจากนั้นในปี 2005 จึงได้ส่ง ASTRO-EII ออกไปแทนโดย Μ-V-6 ซึ่งส่งสำเร็จและได้รับการตั้งชื่อว่าสึซากุ (すざく)


Μ-V-5 ยานสำรวจดาวเคราะห์น้อย ฮายาบุสะ (はやぶさ)

    เป็นยานสำรวจอวกาศที่มีชื่อเสียงที่สุดลำหนึ่งของญี่ปุ่น ชื่อฮายาบุสะมีความหมายว่า “เหยี่ยว” ถูกส่งออกไปเมื่อ 9 พ.ค. 2003 มีเป้าหมายเพื่อเจาะและนำชิ้นส่วนจากดาวเคราะห์น้อยชื่ออิโตกาวะ (イトカワ) กลับโลก เป็นภารกิจที่ท้าทายและเผชิญปัญหาน่าปวดหัวมากมายแต่ในที่สุดก็ประสบความสำเร็จ

    ฮายาบุสะไปถึงอิโตกาวะเมื่อ 12 กันยายน 2005 ถือเป็นยานลำแรกของโลกที่ทำการนัดพบกับวัตถุนอกโลกได้หลังจากที่ถูกเร่งด้วยเครื่องยนต์อิออนมาเป็นเวลานาน หลังจากนั้นก็ได้เริ่มการสำรวจอิโตกาวะ โดยได้ถ่ายภาพระยะใกล้ และพยายามจะลงจอดเพื่อเจาะและเก็บชิ้นส่วนหินจากดาว โดยที่ครั้งแรกล้มเหลว แต่ก็ลองใหม่จนสำเร็จ สุดท้ายก็เก็บตัวอย่างได้และเตรียมจะกลับมายังโลกในปี 2007 แต่เจอปัญหาต่างๆนานาทำให้สุดท้ายกว่าจะกลับมาได้ก็คือวันที่ 13 มิ.ย. 2010 มีการฉลองกันใหญ่โตสำหรับต้อนรับการกลับมาของฮายาบุสะ และยังมีการนำเรื่องราวมาสร้างเป็นภาพยนตร์ด้วย


Μ-V-6 กล้องโทรทรรศน์รังสีเอ็กซ์ สึซากุ (すざく)


    ถูกปล่อยออกไปเมื่อ 10 ก.ค. 2005 เป็นยาน ASTRO-EII ที่มาทดแทน ASTRO-E ที่ส่งล้มเหลวไปเมื่อปี 2000 สึซากุเป็นชื่อสัตว์เทพในตำนานของจีนซึ่งเป็นเทพที่คอยปกป้องอวกาศ มีลักษณะเป็นหงส์ที่มีขนเป็นเปลวไฟ เป็นกล้องโทรทรรศน์รังสีเอ็กซ์ในอวกาศตัวที่ ๕ ของญี่ปุ่น หลังจากที่ก่อนหน้านี้เคยส่งอาสึกะ (あすか) ออกไปตั้งแต่ปี 1993

    กล้องโทรทรรศน์รังสีเอ็กซ์สึซากุมีเส้นผ่านศูนย์กลางปากลำกล้อง ๔๐ ซม. ระยะโฟกัส ๔.๕ ม. ตัวลำกล้องยาว ๖.๕ ม. เป็นอุปกรณ์สังเกตการณ์รังสีเอ็กซ์ตัวสำคัญซึ่งยังถูกใช้โดยนักวิจัยจากทางยุโรปและอเมริกาอีกด้วย เนื่องจากมีความไวสูงทำให้สามารถสังเกตการณ์วัตถุที่อยู่ในอวกาศไกลๆได้ จึงได้มีบทบาทสำคัญในการไขปริศนาโครงสร้างและวิวัฒนาการของจักรวาล


Μ-V-7 ดาวเทียมสำรวจดวงอาทิตย์ ฮิโนเดะ (ひので)


    ถูกปล่อยขึ้นไปเมื่อ 23 ก.ย. 2006 ชื่อฮิโนเดะแปลว่า “ดวงอาทิตย์ขึ้น” ประกอบด้วยกล้องโทรทรรศน์แสงขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางปากลำกล้อง ๕๐ ซม. และมีกล้องโทรทรรศน์รังสีเอ็กซ์ซึ่งมีกำลังแยกภาพเชิงมุมประมาณ ๑ พิลิปดา ซึ่งจะทำการถ่ายภาพชั้นบรรยากาศชั้นนอกสุดของดวงอาทิตย์ที่เรียกว่าชั้นโคโรนาซึ่งอุณหภูมิสูง ๑ ถึง ๑๐ ล้านเคลวิน เป้าหมายของฮิโนเดะคือเพื่อสังเกตการณ์ศึกษากลไกและไขปริศนาของปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในชั้นโคโรนาของดวงอาทิตย์

    เนื่องจากถูกส่งภายหลัง Μ-V-8 ทำให้ฮิโนเดะเป็นยานลำสุดท้ายที่ถูกส่งโดยจรวดรุ่น Μ-V นอกจากฮิโนเดะแล้วยังมีดาวเทียมขนาดเล็กติดไปด้วยอีกสองลำคือ HIT-SAT ซึ่งเป็นดาวเทียมสมัครเล่นของเอกชน และ SSSAT (Solar Sail Satellite) ซึ่งเป็นดาวเทียมติดเรือใบสุริยะที่ ทำหน้าที่สังเกตการณ์ฝุ่นในอวกาศ เรือใบสุริยะเป็นแนวคิดหนึ่งในการนำเอาพลังงานแสงอาทิตย์มาใช้แทนเชื้อเพลิง โดยกางใบเรือขนาดใหญ่ให้โฟตอนจากแสงอาทิตย์มากระทบ ใบต้องมีขนาดใหญ่เพื่อให้แรงกระทบมีมาก แต่ต้องบางมากด้วยเพื่อให้เบา จึงมีความยากในการสร้างเพื่อใช้จริง


Μ-V-8 กล้องโทรทรรศน์รังสีอินฟราเรด อาการิ (あかり)


    ถูกปล่อยขึ้นไปเมื่อ 22 ก.พ. 2006 และใช้งานอยู่จนถึง 24 พ.ย. 2011 อาการิแปลว่า “แสงไฟ” เป็นกล้องโทรทรรศน์รังสีอินฟราเรดเต็มตัวอันแรกของญี่ปุ่น มีเส้นผ่านศูนย์กลางปากลำกล้อง ๖๘.๕ ซม. อาการิทำการส่องสำรวจแหล่งกำเนิดรังสีอินฟราเรดจากทั่วทุกทิศทาง โดยมีความสามารถสูงกว่ากล้อง IRAS (Infrared Astronomical Satellite) ที่ถูกส่งออกไปโดยอเมริกา อังกฤษ และฮอลันดาโดยมีเป้าหมายในลักษณะเดียวกัน เป้าหมายหลักของอาการิคือไขปัญหาว่าดาราจักรกำเนิดขึ้นมาอย่างไรและวิวัฒนาการมาเป็นอย่างในปัจจุบันได้อย่างไร ดาวฤกษ์และดาวเคราะห์บริวารก่อตัวขึ้นมาอย่างไร

    อาการิถูกส่งขึ้นไปพร้อมกับดาวเทียมขนาดเล็กจิ๋ว Cute-1.7 + APD ที่ถูกพัฒนาโดยมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีแห่งโตเกียว และโมดูลทดลองเรือใบสุริยะ SSP (Solar-sail Sub Payload)


Μ-V-9 ยานสำรวจดาวศุกร์ อากัตสึกิ (あかつき)


    เป็นยานสำรวจดาวศุกร์ที่แรกเริ่มวางแผนจะส่งตั้งแต่ปี 2007 โดยจรวด Μ-V แต่ก็ถูกเลื่อนออกไปเป็น 21 พ.ค. 2010 และเนื่องจากจรวด Μ-V ได้ถูกประกาศเลิกใช้ไปแล้วจึงถูกส่งด้วยจรวด H-IIA แทน โดยถูกปล่อยพร้อมกับดาวเทียมขนาดเล็กอีก ๕ ลำ อากัตสึกิมีความหมายว่า “รุ่งสาง”

    อากัตสึกิวางแผนจะเข้าสู่วงโคจรรอบดาวศุกร์ในวันที่ 7 ธ.ค. 2010 แต่ล้มเหลวจึงต้องวางแผนให้โคจรมาพบกับดาวศุกร์เพื่อพยายามเข้าสู่วงโคจรของดาวศุกร์ใหม่ในปี 2015



การตั้งแสดง
ตั้งแต่วันที่ 11 ต.ค. 2008 จรวด Μ-V-2 ซึ่งถูกยกเลิกการใช้งานไปได้ถูกนำมาตั้งไว้ด้านข้างแบบจำลองเท่าของจริงของจรวด M-3SII ที่วิทยาเขตซางามิฮาระ

ส่วนจรวดท่อนที่สองนั้นมาจากตัวเครื่องของ Μ-V-2 ซึ่งถูกใช้เพื่อทำการทดสอบการเผาไหม้ไปเมื่อเมื่อเดือนมีนาคม 2008 แต่ว่าจรวดท่อนที่หนึ่งนั้นเนื่องจากถูกนำไปใช้ในจรวด Μ-V-6 แล้วจึงไม่เหลืออยู่ ต้องนำของ Μ-V-9 ซึ่งถูกยกเลิกการใช้งานไปมาใช้แทน

นอกจากนี้ส่วนหัวจรวดก็ใช้แบบจำลองแทนเนื่องจากว่าส่วนหัวจรวดจริงๆนั้นทำจากไม้ก๊อกซึ่งเป็นวัตถุทนความร้อน อ่อนแอต่อฝน จึงไม่เหมาะจะนำมาตั้งแสดง


จรวด Μ-V-2 (ขวา) และแบบจำลองขนาดเท่าของจริงของจรวด Μ-3SII (ซ้าย) ภายในวิทยาเขตซางามิฮาระ


-----------------------------------------

囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧

ดูสถิติของหน้านี้

หมวดหมู่

-- ดาราศาสตร์

ไม่อนุญาตให้นำเนื้อหาของบทความไปลงที่อื่นโดยไม่ได้ขออนุญาตโดยเด็ดขาด หากต้องการนำบางส่วนไปลงสามารถทำได้โดยต้องไม่ใช่การก๊อปแปะแต่ให้เปลี่ยนคำพูดเป็นของตัวเอง หรือไม่ก็เขียนในลักษณะการยกข้อความอ้างอิง และไม่ว่ากรณีไหนก็ตาม ต้องให้เครดิตพร้อมใส่ลิงก์ของทุกบทความที่มีการใช้เนื้อหาเสมอ

สารบัญ

รวมคำแปลวลีเด็ดจากญี่ปุ่น
python
-- numpy
-- matplotlib

-- pandas
-- pytorch
maya
การเรียนรู้ของเครื่อง
-- โครงข่าย
     ประสาทเทียม
บันทึกในญี่ปุ่น
บันทึกในจีน
-- บันทึกในปักกิ่ง
บันทึกในไต้หวัน
บันทึกในยุโรปเหนือ
บันทึกในประเทศอื่นๆ
เรียนภาษาจีน
qiita
บทความอื่นๆ

บทความแบ่งตามหมวด



ติดตามอัปเดตของบล็อกได้ที่แฟนเพจ

  ค้นหาบทความ

  บทความแนะนำ

หลักการเขียนทับศัพท์ภาษาจีนกลาง
g ในภาษาญี่ปุ่นออกเสียง "ก" หรือ "ง" กันแน่
ค้นพบระบบดาวเคราะห์ ๘ ดวง เบื้องหลังความสำเร็จคือปัญญาประดิษฐ์ (AI)
หอดูดาวโบราณปักกิ่ง ตอนที่ ๑: แท่นสังเกตการณ์และสวนดอกไม้
พิพิธภัณฑ์สถาปัตยกรรมโบราณปักกิ่ง
บ้านเก่าของจางเสวียเหลียงในเทียนจิน
เที่ยวจิ่นโจว ๓ วัน ๒ คืน 23 - 25 พ.ค. 2015
เที่ยวเมืองตานตง ล่องเรือในน่านน้ำเกาหลีเหนือ
บันทึกการเที่ยวสวีเดน 1-12 พ.ค. 2014
แนะนำองค์การวิจัยและพัฒนาการสำรวจอวกาศญี่ปุ่น (JAXA)
เที่ยวฮ่องกงในคืนคริสต์มาสอีฟ เดินทางไกลจากสนามบินมาทานติ่มซำอร่อยโต้รุ่ง
เล่าประสบการณ์ค่ายอบรมวิชาการทางดาราศาสตร์โดยโซวเคนได 10 - 16 พ.ย. 2013
ตระเวนเที่ยวตามรอยฉากของอนิเมะในญี่ปุ่น
เที่ยวชมหอดูดาวที่ฐานสังเกตการณ์ซิงหลง
บันทึกการเที่ยวญี่ปุ่นครั้งแรกในชีวิต - ทุกอย่างเริ่มต้นที่สนามบินนานาชาติคันไซ
หลักการเขียนคำทับศัพท์ภาษาญี่ปุ่น
ทำไมจึงไม่ควรเขียนวรรณยุกต์เวลาทับศัพท์ภาษาต่างประเทศ
ทำไมถึงอยากมาเรียนต่อนอก
เหตุผลอะไรที่ต้องใช้ภาษาวิบัติ?

บทความแต่ละเดือน

2019年

1月 2月 3月 4月
5月 6月 7月 8月
9月 10月 11月 12月

2018年

1月 2月 3月 4月
5月 6月 7月 8月
9月 10月 11月 12月

2017年

1月 2月 3月 4月
5月 6月 7月 8月
9月 10月 11月 12月

2016年

1月 2月 3月 4月
5月 6月 7月 8月
9月 10月 11月 12月

2015年

1月 2月 3月 4月
5月 6月 7月 8月
9月 10月 11月 12月

ค้นบทความเก่ากว่านั้น

ไทย

日本語

中文