φυβλαςのβλογ
บล็อกของ phyblas



วัดเจี้ยไถ วัดเก่าแก่บนเขาทางตะวันตกของปักกิ่ง
เขียนเมื่อ 2015/04/13 08:02
#จันทร์ 6 เม.ย. 2015

นอกเมืองปักกิ่งมีวัดโบราณอยู่หลายแห่งที่สวยๆน่าลองไปแวะชมดู

วันก่อนได้ไปวัดหยวินจวี (云居寺) มาแล้ว https://phyblas.hinaboshi.com/20150328

จากนั้นคราวนี้เราได้ไปเที่ยวชมวัดอีกแห่ง วัดที่ไปคราวนี้คือวัดเจี้ยไถ (戒台寺) ซึ่งเป็นวัดเก่าแก่ที่มีชื่อเสียงอีกแห่งของปักกิ่ง วัดนี้ตั้งอยู่ในเขตเหมินโถวโกว (门头沟区) ซึ่งอยู่ทางตะวันตกของปักกิ่ง ตั้งอยู่บนเขาชื่อเขาหม่าอ้าน (马鞍山)

ใกล้ๆกับวัดเจี้ยไถยังมีวัดอีกแห่งที่มีชื่อเสียงคือวัดถานเจ้อ (潭柘寺) อยู่ห่างกันไม่กี่กิโลเมตร วัดถานเจอนั้นทั้งเก่าแก่ใหญ่โตและมีชื่อเสียงยิ่งกว่าวัดเจี้ยไถพอสมควร แต่เนื่องจากว่าเราเคยไปวัดถานเจ้อมาแล้ว เพียงแต่ไม่ได้นำมาเล่าลงในบล็อกนี้ ดังนั้นคราวนี้จึงไปแต่วัดเจี้ยไถ ส่วนเรื่องของวัดถานเจ้อนั้นไว้หากมีเวลาจะนำมาเขียนถึงภายหลัง มีสถานที่อีกหลายแห่งในปักกิ่งที่เคยไปแต่ไม่มีเวลาเล่าถึง หากจะเขียนย้อนหลังคงต้องทยอยเขียนเมื่อมีเวลา

วัดเจี้ยไถถูกสร้างขึ้นในช่วงปลายยุคราชวงศ์สุย (隋朝, ปี 581 - 619) ถึงต้นสมัยราชวงศ์ถัง (唐朝, ปี 618 - 907) เดิมชื่อว่าวัดฮุ่ยจวี้ (慧聚寺)

ในยุคราชวงศ์เหลียว (辽朝, ปี 916 - 1125) ได้มีพระที่ชื่อว่าฝ่าจวิน (法均) มาสร้างเจี้ยถาน (戒坛) เอาไว้ที่วัดนี้ คำว่าเจี้ยถานถ้าแปลตรงๆก็คือแท่นถือศีล เป็นแท่นบูชาแบบหนึ่งที่มีพระพุทธรูปเป็นจำนวนมาก วัดนี้และวัดไคหยวน (开元寺) ที่เมืองเฉวียนโจว (泉州) มณฑลฝูเจี้ยน และวัดเจาชิ่ง (昭庆寺) ในเมืองหางโจว (杭州) มณฑลเจ้อเจียง รวมกันเรียกว่า จงกั๋วซานต้าเจี้ยไถ (中国三大戒坛) แปลว่าแท่นถือศีลสามแห่งใหญ่ในจีน แต่ว่าวัดเจี้ยไถนี้มีเจี้ยถานที่ใหญ่ที่สุด ดังนั้นจึงถูกเรียกว่าเสินโจวตี้อีถาน (神州第一坛) แปลว่าแท่นที่หนึ่งในเสินโจว โดยคำว่าเสินโจวเป็นอีกชื่อที่ใช้เรียกแผ่นดินจีนมาตั้งแต่สมัยก่อน

วัดจึงถูกเรียกว่าวัดเจี้ยถาน (戒坛寺) แต่คำว่าถาน (坛) ซึ่งแปลว่าแท่นนั้นมีความหมายคล้ายกับคำว่าไถ (台) ซึ่งแปลว่าเวที วัดนี้จึงถูกเรียกว่าวัดเจี้ยไถ

ที่นี่ยังเป็นที่รู้จักในฐานะสถานที่ที่อี้ซิน (奕䜣) มาพำนักอยู่เป็นเวลา ๑๐ ปี ตั้งแต่ปี 1884 ถึง 1894

อี้ซิน หรือที่เรียกว่าองค์ชายกง (恭王) นั้นเป็นเจ้าของตำหนักองค์ชายกง (恭王府, กงหวางฝู่) ที่เคยเล่าถึงไปใน https://phyblas.hinaboshi.com/20120427

อี้ซินเป็นลูกของจักรพรรดิเต้ากวาง (道光, ปี 1820 - 1850) และเป็นน้องชายของจักรพรรดิเสียนเฟิง (咸丰, ปี 1850 - 1861) เขาเป็นคนหนึ่งที่มีบทบาทสำคัญในประวัติศาสตร์ช่วงปลายยุคราชวงศ์ชิง เช่นในปี 1861 เป็นผู้ที่ร่วมมือกับซูสีไทเฮาในการทำการปฏิวัติที่ทำให้ซูสีไทเฮามีอำนาจขึ้นมา

เขามาอยู่ที่วัดเจี้ยไถนี้ตั้งแต่ปี 1884 หลังจากที่เขานำทัพไปแพ้สงครามจีน-ฝรั่งเศส (中法战争) และถูกซูสีไทเฮาสั่งปลดออกจากตำแหน่ง จนถึงปี 1894 จึงกลับมาและรับตำแหน่งต่อจนถึงปี 1898 จีงเสียชีวิตลง



วัดเจี้ยไถอยู่ทางตะวันตกของเมืองปักกิ่ง การไปจะต้องนั่งรถไฟฟ้าไปลงที่สถานีผิงกั่วหยวน (苹果园站) แล้วจึงนั่งรถเมล์ต่อเพื่อจะไปถึง

แผนผังรถไฟฟ้า ถ่ายที่สถานีผิงกั่วหยวน ตรงจุดที่ถูกชี้สีแดงทางปลายซ้ายสุดคือสถานีผิงกั่วหยวน



เมื่อก่อนทางไปวัดเจี้ยไถกับวัดถานเจ้อนั้นเป็นทางเดียวกัน โดยถ้านั่งรถเมล์ไปจะผ่านวัดเจี้ยไถก่อนแล้วจึงไปถึงวัดถานเจ้อ แต่ว่าต่อมามีการขุดอุโมงค์ทำให้การเดินทางไปวัดถานเจ้อง่ายขึ้น ไม่ต้องผ่านวัดเจี้ยไถแล้ว

แต่เราไม่ได้หาข้อมูลตรงนี้ไว้ คิดว่ายังเหมือนเดิมอยู่ ตอนที่ไปถึงป้ายรถเมล์แล้วพบว่ารถเมล์สาย 931 ที่ไปวัดถานเจ้อนั้นไม่ได้ผ่านวัดเจี้ยไถแล้วจึงเริ่มงงว่าเกิดอะไรขึ้น



แล้วจึงมาเจอทีหลังว่าสำหรับต้องนั่งสาย 948 จึงจะไปวัดเจี้ยไถได้ เราจึงไปรออยู่ที่ป้ายรถเมล์สาย 948 ระหว่างรอก็เห็นพวกคนขับรถรับจ้างซึ่งมาตื๊อนักท่องเที่ยวให้นั่งรถเขา เพราะรถเมล์ที่นี่น้อยจริงๆบางทีคนก็ขี้เกียจรอนานต้องยอมจ่ายแพงเพื่อนั่งไป



ตรงที่รอนั้นมีรถเมล์อีกสายคือ 892 ซึ่งสามารถไปยังหมู่บ้านชว่านตี่เซี่ย (爨底下村) ซึ่งเราเคยไปมาแล้ว https://phyblas.hinaboshi.com/20131102

เรารอนานประมาณครึ่งชั่วโมงจนเห็นว่ารถสาย 892 ผ่านมา ๒ คันแล้วแต่ 948 กลับยังไม่มาสักทีก็เลยสงสัยแล้วถามคนขับรถที่อยู่ตรงนั้นดูก็ได้ความว่า 948 มีวันละ ๕ เที่ยวเท่านั้น ถ้าจะรอก็รอบต่อไปมีตอนเที่ยงครึ่งโน่น ซึ่งมันอีกตั้งนาน เท่ากับว่าที่มารออยู่นี่รอเก้อ

นี่เป็นปัญหาอย่างหนึ่งของรถเมล์จีน คือข้อมูลที่ป้ายไม่ได้บอกว่ารถเมล์สายไหนมีจำนวนเที่ยวมากแค่ไหน หรือแม้แต่ในเว็บเองก็ไม่ได้เขียนบอก ต้องถามจากคนที่รู้เอาเองเท่านั้น ไม่งั้นก็ต้องค้นจากบันทึกของคนที่เคยไปมา ซึ่งบางทีก็หาไม่ง่าย และข้อมูลก็อาจไม่เป็นปัจจุบันแล้ว

ครั้งนี้ต้องยอมรับว่าพลาดที่ไม่ยอมถามคนแถวนั้นก่อนตั้งแต่ตอนแรกๆที่มาเริ่มรอ กลับรออยู่ตั้งนานจึงค่อยเริ่มรู้สึกผิดสังเกต ก็เลยเสียเวลาไปเฉยๆเยอะเลย

พอรู้ว่ารอไปยังไงรถก็ไม่มีวันมาจึงได้หันเข้าหารถรับจ้าง เจอรถคันนึงที่กำลังจะไปส่งนักท่องเที่ยวที่จะไปวัดถานเจ้อ ซึ่งเป็นทางเดียวกับวัดเจี้ยไถ พวกคนที่ไปวัดถานเจ้อมี ๓ คน เขาจึงคิดค่าโดยสารคนละ ๒๐ แต่เขาคิดเรา ๔๐ ค่าไปวัดเจี้ยไถ

เขาไปส่งเราถึงที่วัดเจี้ยไถก่อนแล้วจึงค่อยไปส่งนักท่องเที่ยวอีก ๓ คนที่เหลือไปวัดถานเจ้อ ตอนลงจากรถคนขับทิ้งหมายเลขโทรศัพท์ของเขาไว้ให้ เผื่อว่าตอนกลับหารถกลับไม่ได้ เพราะว่าที่นี่มีแต่รถเมล์สาย 948 ซึ่งมีวันละ ๕ เที่ยว ถ้ารอไม่ตรงจังหวะก็จะไม่มีรถกลับ ดังนั้นไปถึงให้ถามคนแถวนั้นไว้ก่อนเลยว่ารถเมล์มาเมื่อไหร่

รถใช้เวลาเดินทางประมาณครึ่งชั่วโมงก็มาถึง เราถ่ายรูปรถที่มาส่งเก็บเอาไว้สักหน่อย ดูจากทะเบียนแล้วเห็นได้ว่ารถคันนี้มาจากมณฑลเหอเป่ย์



เมื่อมาถึงที่ขณะนั้นเวลาเที่ยงกว่า เราถามป้าคนที่ขายธูปอยู่แถวนั้นดูว่ารถเมล์มาประมาณกี่โมง เขาก็บอกว่าประมาณบ่ายโมงยี่สิบ นั่นทำให้เราต้องเร่งรีบพอสมควรในการเที่ยววัด เพราะเท่ากับมีเวลาแค่ประมาณชั่วโมงเดียวเท่านั้นถ้าอยากจะนั่งรถเมล์กลับ



ที่ที่คนขับรถมาส่งถึงนั้นเป็นบริเวณที่จอดรถ จากตรงนี้ยังต้องเดินเข้าไปอีกหน่อยจึงจะถึงตัววัด



แผนที่วัด ที่นี่กว้างพอสมควรอยู่ แต่ไม่ได้กว้างเท่าวัดถานเจ้อ ประตูหน้าวัดหันไปทางตะวันออก



ซื้อบัตรเข้าช ราคาเต็มคือ ๔๕ หยวน แต่เราใช้บัตรนักเรียนลดเหลือ ๒๒ หยวน



ประตูทางเข้าวัด



เมื่อผ่านประตูทางเข้าเข้ามามาทางแยกไปสองทาง ไปทางไหนก่อนก็ได้ ตรงนี้คือทางแยกไปทางขวาซึ่งจะไปอ้อมบริเวณด้านข้าง



แต่เราไม่ได้ไปทางนั้น เดินตรงมาตามทางด้านหน้าเลย ผ่านอาคารประตูทางเข้าด้านหน้าสุดของวัด เรียกว่าซานเหมินเตี้ยน (山门殿)



ข้างในมียักษ์ผู้เฝ้าประตู



ผ่านประตูเข้ามาจะเจอกับอาคารเทียนหวางเตี้ยน (天王殿)



ตอนอยู่บนรถคนขับรถบอกว่าวัดนี้คนเขาไม่ค่อยจะมาเที่ยวกันเท่าไหร่หรอก เขามีแต่ไปวัดถานเจ้อกันหมด แต่พอเข้ามาก็กลับพบว่านักท่องเที่ยวเยอะพอสมควรทั้งๆที่เป็นวันธรรมดา


บริเวณตรงนี้มีหอกลองอยู่ทางซ้าย



และหอระฆังอยู่ทางขวา หอระฆังนี้ถูกสร้างในปี 1447



ในบริเวณตรงนี้มีต้นสนใหญ่อยู่ ๒ ต้น อายุหลายร้อยปี ถูกตั้งชื่อว่าเฟิ่งซง (凤松) แปลว่าสนมังกร และหลงซง (龙松) แปลว่าสนมังกร



เต้าปี้ซี่ (赑屃) แบกแผ่นหิน



เสาหินสลักลายมังกรสวยงาม



เดินผ่านอาคารเทียนหวางเตี้ยน



ในนี้มีรูปปั้นยักษ์ผู้เฝ้าอยู่ ๔ ตน



ผ่านมาถึงตรงนี้ก็จะเจออาคารต้าสยงเป่าเตี้ยน (大雄宝殿)เป็นอาคารหลักใจกลางวัดที่มีพระศากยมุนีอยู่ข้างใน




พระศากยมุนีข้างใน



ศาสนิกเขาซื้อทั้งธูปทั้งเทียนมาไหว้ ส่วนคนนอกศาสนาอย่างเราก็เดินดุ่มๆถือกล้องถ่ายรูปแทนธูป แต่ยังไงก็ตามต้องสำรวมเข้าไว้และไม่รบกวนคนอื่นที่เขากำลังไหว้อยู่ เรื่องนี้สำคัญไม่ว่าจะไปเที่ยววัดหรือโบสถ์หรือมัสยิดอะไรที่ไหนก็ตาม



เดินขึ้นต่อไปอีก



ก็เจอกับอาคารเชียนฝัวเก๋อ (千佛阁) แปลว่าตำหนักพระพุทธรูปพันองค์ ซึ่งเดิมทีเหลือแต่ซากแต่ตอนนี้เขากำลังจะสร้างมันขึ้นใหม่ก็เลยอยู่ในสภาพนี้ตอนนี้



ด้านหน้ามีกล่องใส่เงินบริจาค



จากตรงนี้เลี้ยวไปทางขวาเจอสนที่ชื่อว่าว่อหลงซง (卧龙松) แปลว่าสนมังกรหลับ



จากตรงนี้มีทางแยกว่าจะตรงไปหรือว่าเลี้ยวขวา เราเริ่มจากไปทางขวาก่อน



พอเดินมาตรงนี้แล้วเจอหอคอยอยู่ด้านล่างหน้าตาเหมือนกัน ๒ หอ นี่คือหอคอยเหลียวถ่า (辽塔)



ข้างล่างเป็นสวนดอกไม้



แต่ยังไม่ค่อยเห็นดอกไม้บานมากนัก



หอคอยเหลียวถ่า มองจากด้านล่าง



กลับขึ้นมาด้านบนเดินต่อจะเจออาคารที่ชื่อหมิงหวางเตี้ยน (明王殿) เป็นประตูหน้าทางเข้าสู่เจี้ยไถ สร้างในสมัยราชวงศ์เหลียว เดิมชื่อโยวปัวหลีเตี้ยน (尤波离殿) ต่อมาเปลี่ยนเป็นชื่อปัจจุบันในสมัยราชวงศ์ชิง



ข้างๆกันนั้นมีเสาศิลาจารีกซึ่งตั้งไว้ตั้งแต่ปี 1369



ถัดไปตรงนั้นคืออาคารชื่ออู๋เสี่ยนไฉเสินเตี้ยน (五显财神殿) เป็นที่บูชาเทพแห่งความมั่งคั่งทั้ง ๕



จากด้านข้างหมิงหวางเตี้ยนเดินเลี้ยวซ้ายผ่านประตูไปต่อ



ก็จะเจอกับอาคารที่เป็นส่วนสำคัญของที่นี่ นั่นคืออาคารเจี้ยไถเตี้ยน (戒台殿) หรือเจี้ยถานเตี้ยน (戒坛殿) เป็นที่ที่มีเจี้ยถานอยู่ข้างใน



เจี้ยถานที่อยู่ด้านใน



จากนั้นถัดไปอาคารข้างๆขนาบอยู่สองฝั่งคืออู๋ไป่หลัวฮ่านถาง (五百罗汉堂) แปลว่าหอพระอรหันต์ห้าร้อยองค์ เป็นอาคารยาวมีอยู่สองหลังทางซ้ายและขวาของเจี้ยไถเตี้ยน



ข้างในมีพระพุทธรูปหิน



แล้วก็เดินมาสุดทาง อาคารด้านในสุดชื่อต้าเปย์เตี้ยน (大悲殿) แปลว่าอาคารแห่งความโศกเศร้าเหลือคณา




จากนั้นตรงส่วนนั้นก็สุดทางแค่นั้น เดินย้อนกลับมายังเชียนฝัวเก๋อ



แล้วเดินตรงต่อไป จะเจอทางเลี้ยวขวาอีก



ซึ่งจะเจอกับอาคารชื่อเจินอู่เตี้ยน (真武殿) เจินอู่นั้นเป็นเทพแห่งทิศเหนือในความเชื่อของลัทธิเต๋า มีที่มาจากเสวียนอู่ (玄武) ซึ่งเป็น ๑ ในอสูรปกครองทั้ง ๔



ด้านหลังอาคารนี้ยังมีทางขึ้นไปต่อ



นี่เป็นทางเดินด้านในสุดของตัววัด เดินต่อจากตรงนี้ไปก็คืออ้อมออกไปลงอีกทาง



จากตรงนี้มองลงไปเห็นอาคารเจี้ยไถเตี้ยนที่เดินผ่านมาก่อนจากมุมสูงได้




จากนั้นลงมาหน่อยก็เจออาคารชื่อจิ่วเซียนเตี้ยน (九仙殿) ใช้บูชาเซียนทั้ง ๙



มองลงไปตรงนี้มีอาคาร ตามแผนที่บอกว่าเป็นศาลเจ้าแม่กวนอิม แต่เราไม่ได้ลงไปดูเพราะว่าต้องรีบแล้ว



ทางเชื่อมไปยังสวนด้านข้างวัดเปิดจากตรงข้างๆจิ่วเซียนเตี้ยน



ออกไปก็เจอสนามเทนนิส



ที่เหลือก็แค่เดินลงไปเรื่อยๆแล้ว




ยังมีผ่านอาคารอีกเล็กน้อย ตรงนี้คือกวานกงเตี้ยน (关公殿) คืออาคารที่บูชากวนอู เทพเจ้าแห่งความซื่อสัตย์



อีกฝั่งตรงด้านใต้ระหว่างทางลงมีอาคารที่เคยใช้เป็นหอพักของพระ มีอยู่สองหลัง หลังบนเรียกว่าซ่างย่วน (上院) หลังล่างเรียกว่าเซี่ยย่วน (下院) ปัจจุบันใช้เป็นโรงแรมให้นักท่องเที่ยวพักได้



ถัดมาก็ยังเจอหมู่อาคารอีกหลายหลังแต่สถาพดูเหมือนกำลังอยู่ระหว่างซ่อมเลยไม่ได้เข้าไปดูใกล้ๆ




หลังจากเดินลงมาเรื่อยๆก็ถึงด้านล่างสุดตรงทางออกวัด



ตอนที่มาถึงนี่ก็เป็นเวลาบ่ายโมงแล้ว ป้าคนขายธูปบอกว่ารถเมล์จะมาตอนบ่ายโมงยี่สิบ ก็เลยรีบวิ่งออกไปเพราะควรเผื่อเวลา



เรารีบถามคนตรงนั้นว่าป้ายรถเมล์อยู่ตรงไหนแล้วก็รีบวิ่งออกไป กว่าจะถึงป้ายรถเมล์ต้องเดินออกไปอีกระยะทางไกลพอสมควรเหมือนกัน



แม้จะกังลังรีบอยู่แต่ก็ยังมีอารมณ์ถ่ายบรรยากาศตามทางเพราะสวยดี




ถึงประตูทางออกวัดแล้ว เวลาตอนนั้นเกือบจะบ่ายโมงสิบ



หน้าประตูทางเข้าวัด เห็นคนอื่นก็มารอรถเมล์อยู่เช่นเดียวกัน ที่นี่ไม่มีป้ายรถเมล์บอกแต่ถามคนที่อยู่ตรงนั้นเขาบอกว่ารถเมล์จะมาจอดตรงนี้แหละไม่ผิดแน่



คนแถวนั้นเขาบอกว่ารถเมล์ที่จะกลับน่ะมาบ่ายโมงสี่สิบ ไม่ใช่บ่ายโมงยี่สิบ เราก็เลยอ้าวทำไมป้าคนขายธูปบอกแบบนั้นล่ะ เขาก็บอกว่าบ่ายโมงยี่สิบนั่นมันรถเมล์ที่จะเลยขึ้นเขาต่อ ส่วนรถเมล์กลับลงจากเขานั่นมาบ่ายโมงสี่สิบ สรุปก็คือเข้าใจผิดนั่นเอง กลายเป็นว่าเราไม่รู้จะรีบไปทำไม เหลือเวลาอีกตั้งเยอะ แทนที่จะได้เดินชมตัววัดช้าๆสบายใจกว่านี้สักหน่อยกลับต้องมารีบแล้วก็ต้องมารอรถนาน แต่ก็ช่วยไม่ได้ยังไงเร็วไว้ก่อนก็ปลอดภัยกว่า

ตรงบริเวณนี้มีคนขับรถรอหาลูกค้าผู้โดยสารที่จะกลับตัวเมืองหรือไปวัดถานเจ้อต่ออยู่ด้วย แต่ก็ไม่เห็นมีใครขึ้น ทุกคนก็คงรู้กันว่ารออีกไม่นานนักรถเมล์ก็จะมา

ข้างๆมีร้านอาหาร แต่ก็มีเวลาไม่ได้มากก่อนรถจะมาก็เลยไม่ได้เข้าไปนั่งกิน ยังไงรออยู่ตรงป้ายให้พร้อมไว้ตลอดดีกว่า



มองออกไปแถวนี้ก็ไม่มีอะไร



หลังจากนั้นรอจนถึงบ่ายโมงสี่สิบรถเมล์สาย 948 ที่รออยู่ก็ยังไม่มา จนคนที่รออยู่ก็เริ่มกระวนกระวายเหมือนกัน แต่แล้วรอต่อไปสักพักรถเมล์ก็มาถึงตอนบ่ายโมงห้าสิบกว่า ช้าไปพอสมควร รถเมล์ที่จีนเวลามันไม่แน่นอนสักเท่าไหร่ได้แค่กะประมาณ จะให้เที่ยงตรงแบบที่ญี่ปุ่นคงยาก



ปัญหาก็คือคนแน่นจนตอนแรกเกือบจะขึ้นรถเมล์ไม่ได้ ยังดีที่พออัดเข้าไปไหวไม่งั้นคงแย่



เนื่องจากคนแน่นมากทำให้เราต้องยืนอยู่ด้านหน้าสุดของคันรถ ก็เลยสามารถถ่ายภาพระหว่างทางได้ ก็ได้ภาพสวยๆมาหน่อย





ใช้เวลาเดินทางประมาณเกือบชั่วโมงในที่สุดก็กลับถึงสถานีรถไฟฟ้าผิงกั่วหยวน จากนั้นก็นั่งรถไฟฟ้ากลับเข้าตัวเมือง การเดินทางห่างไกลนอกตัวเมืองเพื่อเที่ยววัดก็จบลงเท่านี้



-----------------------------------------

囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧

ดูสถิติของหน้านี้

หมวดหมู่

-- ท่องเที่ยว >> ศาสนสถาน >> วัด
-- จีน >> จีนแผ่นดินใหญ่ >> ปักกิ่ง

ไม่อนุญาตให้นำเนื้อหาของบทความไปลงที่อื่นโดยไม่ได้ขออนุญาตโดยเด็ดขาด หากต้องการนำบางส่วนไปลงสามารถทำได้โดยต้องไม่ใช่การก๊อปแปะแต่ให้เปลี่ยนคำพูดเป็นของตัวเอง หรือไม่ก็เขียนในลักษณะการยกข้อความอ้างอิง และไม่ว่ากรณีไหนก็ตาม ต้องให้เครดิตพร้อมใส่ลิงก์ของทุกบทความที่มีการใช้เนื้อหาเสมอ

สารบัญ

รวมคำแปลวลีเด็ดจากญี่ปุ่น
python
-- numpy
-- matplotlib

-- pandas
-- pytorch
maya
การเรียนรู้ของเครื่อง
-- โครงข่าย
     ประสาทเทียม
บันทึกในญี่ปุ่น
บันทึกในจีน
-- บันทึกในปักกิ่ง
บันทึกในไต้หวัน
บันทึกในยุโรปเหนือ
บันทึกในประเทศอื่นๆ
เรียนภาษาจีน
qiita
บทความอื่นๆ

บทความแบ่งตามหมวด



ติดตามอัปเดตของบล็อกได้ที่แฟนเพจ

  ค้นหาบทความ

  บทความแนะนำ

หลักการเขียนทับศัพท์ภาษาจีนกวางตุ้ง
การใช้ unix shell เบื้องต้น ใน linux และ mac
หลักการเขียนทับศัพท์ภาษาจีนกลาง
g ในภาษาญี่ปุ่นออกเสียง "ก" หรือ "ง" กันแน่
ทำความรู้จักกับปัญญาประดิษฐ์และการเรียนรู้ของเครื่อง
ค้นพบระบบดาวเคราะห์ ๘ ดวง เบื้องหลังความสำเร็จคือปัญญาประดิษฐ์ (AI)
หอดูดาวโบราณปักกิ่ง ตอนที่ ๑: แท่นสังเกตการณ์และสวนดอกไม้
พิพิธภัณฑ์สถาปัตยกรรมโบราณปักกิ่ง
เที่ยวเมืองตานตง ล่องเรือในน่านน้ำเกาหลีเหนือ
บันทึกการเที่ยวสวีเดน 1-12 พ.ค. 2014
แนะนำองค์การวิจัยและพัฒนาการสำรวจอวกาศญี่ปุ่น (JAXA)
เล่าประสบการณ์ค่ายอบรมวิชาการทางดาราศาสตร์โดยโซวเคนได 10 - 16 พ.ย. 2013
ตระเวนเที่ยวตามรอยฉากของอนิเมะในญี่ปุ่น
เที่ยวชมหอดูดาวที่ฐานสังเกตการณ์ซิงหลง
บันทึกการเที่ยวญี่ปุ่นครั้งแรกในชีวิต - ทุกอย่างเริ่มต้นที่สนามบินนานาชาติคันไซ
หลักการเขียนทับศัพท์ภาษาญี่ปุ่น
ทำไมจึงไม่ควรเขียนวรรณยุกต์เวลาทับศัพท์ภาษาต่างประเทศ
ทำไมถึงอยากมาเรียนต่อนอก
เหตุผลอะไรที่ต้องใช้ภาษาวิบัติ?

ไทย

日本語

中文