φυβλαςのβλογ
บล็อกของ phyblas



เกาะมิยาจิมะ ศาลเจ้าสวยและเสาโทริอิกลางน้ำ
เขียนเมื่อ 2013/05/07 02:18
แก้ไขล่าสุด 2021/09/28 16:42


#พฤหัส 24 ม.ค. 2013

หลังจากที่ไปเที่ยวสะพานคินไตและปราสาทอิวากุนิมาเสร็จ https://phyblas.hinaboshi.com/20130423

เราก็นั่งรถไฟย้อนกลับมายังจังหวัดฮิโรชิมะ เป้าหมายคราวนี้เป็นสถานที่ขึ้นชื่อที่สุดของจังหวัดฮิโรชิมะ นั่นคือเกาะมิยาจิมะ (宮島)

เกาะมิยาจิมะอยู่ในเขตเมืองฮัตสึไกจิ (廿日市市) จังหวัดฮิโรชิมะ การไปเกาะนั้นมีเรือสำหรับข้ามไป โดยสถานีรถไฟที่อยู่ใกล้ท่าเรือข้ามเกาะมากที่สุดคือสถานีมิยาจิมะงุจิ (宮島口駅) ซึ่งอยู่ระหว่างเส้นทางจากฮิโรชิมะไปอิวากุนิ ซึ่งเราได้นั่งรถไฟผ่านมาแล้วตอนเช้า แต่คราวนี้เราจะย้อนกลับมาเพื่อนั่งเรือข้ามเกาะ

ตำแหน่งเมืองฮัตสึไกจิ สีชมพูเข้ม จะเห็นว่าอยู่ติดกับจังหวัดยามางุจิ และติดกับเขตเมืองฮิโรชิมะ (สีม่วง) ด้วย ส่วนเกาะที่เห็นเป็นสีชมพูเข้มนี้ก็คือเกาะมิยาจิมะ






เกาะมิยาจิมะมีชื่อเสียงมากเพราะมีศาลเจ้าอิตสึกุชิมะ (厳島神社) ซึ่งได้รับการตั้งให้เป็นมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโก ที่นี่เป็นมรดกโลกแห่งที่สองในญี่ปุ่นที่เรามีโอกาสได้ไปเที่ยว โดยแห่งแรกที่ได้ไปมาก็คือวันเทนริวที่เกียวโต เล่าไปแล้วใน https://phyblas.hinaboshi.com/20130315

ศาลเจ้านี้เป็นศาลเจ้าเก่าแก่มาก เริ่มสร้างขึ้นตั้งแต่ปี 593 แต่มาปรับปรุงครั้งใหญ่จนใหญ่โตในปี 1168 ซึ่งเป็นปลายยุคเฮย์อัง (ปี 794-1185)

เทพที่ศาลเจ้านี้บูชาอยู่เรียกว่ามุนากาตะซันโจจิน (宗像三女神) ซึ่งเป็นชื่อเรียกรวมของเทพีสามองค์คือ อิจิกิชิมะฮิเมะ (市杵島姫), ทาโงริฮิเมะ (田心姫) และทางิตสึฮิเมะ (湍津姫) ซึ่งเป็นเทพที่บูชาอยู่ในศาลเจ้ามุนากะ (宗像大社, มุนากะไทชะ) เมืองมุนากะ (宗像市) จังหวัดฟุกุโอกะ (福岡県) เชื่อกันว่าชื่อของศาลเจ้าอิตสึกุชิมะก็มาจากชื่อเทพีอิจิกิชิมะนั่นเอง

ศาลเจ้านี้ตั้งอยู่ริมน้ำ หันหน้าเข้าหาแผ่นดินใหญ่ นอกจากตัวอาคารของศาลเจ้าซึ่งใหญ่และสวยงามแล้ว สิ่งที่ทำให้ศาลเจ้าแห่งนี้มีชื่อเสียงมากที่สุดก็คือเสาโทริอิกลางน้ำ ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นสัญลักษณ์ของเกาะนี้

เสาโทริอิกลางน้ำนี้อยู่ห่างจากชายฝั่ง ๒๐๐ เมตร มีความสูง ๑๖ เมตร ความกว้าง ๒๔ เมตร ถือเป็นเสาโทริอิที่ใหญ่ที่สุดที่ทำจากไม้ ทำจากต้นคุสึโนกิ (樟) ต้นใหญ่ซึ่งมีอายุ ๔๐๐ ปี

เสาโทริอิที่นี่ถูกเรียกว่าเป็นหนึ่งในสามเสาโทริอิสำคัญของญี่ปุ่น (日本三大鳥居) โดยอีกสองแห่งคือเสาโทริอิในศาลเจ้าคาสึงะ (春日大社) ในเมืองนาระ (奈良市) จังหวัดนาระ (奈良県) และเสาโทริอิด้านหน้าทางเข้าศาลเจ้าเคฮิ (氣比神宮) ในเมืองทสึรุงะ (敦賀市) จังหวัดฟุกุอิ (福井県) ซึ่งเราได้ไปมาแล้วก่อนหน้านี้ https://phyblas.hinaboshi.com/20130211

แม้จะมีชื่อเสียงในฐานะเสาโทริอิที่ลอยน้ำ แต่มันก็ไม่ได้ลอยน้ำอยู่ตลอดเวลา เมื่อไหร่ที่น้ำลดก็จะเห็นพื้นดินรอบๆและสามารถลงไปเดินและไปลอดใต้เสาโทริอิได้ เสียดายว่าตอนที่เราไปไม่มีโอกาสได้เห็นตอนน้ำลด

นอกจากศาลเจ้าชื่อดังแล้วเกาะมิยาจิมะยังมีสถานที่เที่ยวอื่นอีก เช่นย่านร้านค้าขนาดใหญ่ และพิพิธภัณฑ์ ศาลเจ้าเล็กๆ สิ่งก่อสร้างโบราณต่างๆมากมาย และยังมีพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำด้วย นอกจากนี้ลึกเข้าไปในตัวเกาะยังมีภูเขาสูงซึ่งเป็นสถานที่เที่ยวทางธรรมชาติ สามารถนั่งรถกระเช้าขึ้นไปด้านบนเพื่อชมทิวทัศน์ของเกาะจากมุมสูงด้านบนได้



เรานั่งรถไฟออกจากสถานีอิวากุนิเวลา 11:53 ค่าโดยสาร ๓๒๐ เยน ระยะทาง ๑๙.๖ ก.ม. ใช้เวลาแค่ ๒๓ นาทีก็ย้อนกลับมาถึงสถานีมิยาจิมะงุจิเวลา 12:16 ขณะนั้นก็เรียกได้ว่าเป็นเวลาที่ควรทานมื้อเที่ยง เราตั้งใจว่าจะไปหาอะไรทานบนเกาะกัน



ภาพตัวสถานีรถไฟ



แล้วก็ต้องเดินไปทางตะวันออก ไม่ไกลเลย ใกล้นิดเดียว



แล้วก็มาถึงตรงบริเวณท่าเรือ



ตรงนี้จะเห็นร้านที่ขายโมมิจิมันจู (もみじまんじゅう) ของขึ้นชื่อของเกาะมิยาจิมะ แต่ว่าตอนที่เรามาเห็นครั้งแรกเรายังไม่รู้จักมัน เพราะไม่ได้หาข้อมูลเรื่องนี้มาเลย ก็เลยไม่ได้ซื้อ แต่พอเข้าเกาะไปจะเจอร้านขายอีกเพียบเลย



หน้าตาของโมมิจิมันจู เป็นมันจูที่ทำเป็นรูปใบโมมิจิ ส่วนใหญ่แล้วมันจูจะเป็นไส้ถั่วแดง แต่ไส้อื่นก็มีขายอยู่บ้าง



ตรงข้ามจะเห็นสถานีรถรางของฮิโรชิมะ ตอนขามาถ้าหากเรานั่งรถรางมาก็จะมาลงตรงนี้ แต่พอดีเรานั่งรถไฟมา แต่ว่าขากลับเราจะมานั่งรถรางนี้เพื่อกลับ



อันนี้คือท่าขึ้นเรือของ JR ซึ่งไว้สำหรับคนที่ถือบัตร JR rail pass ขึ้นได้ฟรี แต่สำหรับเราที่ถือบัตรมิยาจิมะฟรีพาส ต้องไปขึ้นเรือมัตสึได (宮島松大汽船) จึงจะฟรีด้วยบัตรนี้ได้



นี่คือบัตรมิยาจิมะฟรีพาสที่ซื้อไว้เมื่อคืน ได้เวลาใช้มันแล้ว



ทางขึ้นเรือมัตสึไดอยู่ทางนี้



เรือออกทุก ๑๕ นาทีโดยเฉลี่ย เรารอสักพักเรือก็มา ได้เวลาขึ้น

 

เรือนี้จะเห็นว่านอกจากจะขนผู้โดยสารแล้วยังเป็นเรือขนรถด้วย สำหรับคนเดินธรรมดาปกติต้องขึ้นไปชั้น ๒



จากบนเรือ มองกลับไปยังแผ่นดินใหญ่



ระหว่างนั้นก็เจอเรือของ JR ที่ออกในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน



พอเรือแล่นไปเรื่อยๆจนเริ่มเข้าใกล้เกาะเราก็มองเห็นเสาโทริอิสีแดงขนาดใหญ่อันเป็นสัญญลักษณ์ของเกาะมาแต่ไกล



ใช้กล้องเพื่อนขยายเข้าไปเห็นเสาโทริอิได้ชัด



แล้วเรือก็เข้ามาเทียบท่า ได้เวลาเหยียบเกาะนี้เป็นครั้งแรก



เรารีบเดินไปทางด้านที่ศาลเจ้าอิตสึกุชิมะตั้งอยู่ทันที




แค่เพิ่งเริ่มเดินก็เจอร้านขายโมมิจิมันจูอีกร้านแล้ว เดี๋ยวจะเจออีกเต็มไปหมด



ถนนนี้เป็นทางผ่านระหว่างท่าเรือกับศาลเจ้า เป็นถนนเลียบริมทะเลซึ่งเต็มไปด้วยร้านค้า






เกาะนี้ขึ้นชื่อเรื่องกวางเยอะด้วย ไปไหนก็เจอแต่กวางเต็มไปหมด



กวางตัวนี้ไม่รู้เป็นไร เฝ้าอยู่หน้าร้านตลอดไม่ยอมเดินออกไปไหน



แต่เราก็กลับเดินผ่านไปโดยยังไม่ได้กินเลย เพราะยังไม่เจอร้านที่ถูกใจซะทีเดียว ก็เลยกะว่าเดี๋ยวไปดูศาลเจ้าเสร็จค่อนกลับมาแวะกินอีกที



หลังจากเดินผ่านย่านร้านค้ามาในที่สุดเราก็เห็นเสาโทริอิกลางน้ำแล้ว



สวยงามไม่ผิดหวังที่มาเลย



ทางเข้าศาลเจ้า ต้องจ่ายเงินอีกเพื่อจะเข้าไป ค่าเข้า ๓๐๐ เยน



ภายในตัวศาลเจ้า สวยงามมาก







จากตรงนี้มองไปจะเห็นเจดีย์ห้าชั้น (五重塔, โกโจวโตว) เป็นเจดีย์โบราณที่สร้างขึ้นตั้งแต่ปี 1407 ปัจจุบันถูกตั้งให้เป็นสมบัติทางวัฒนธรรมที่สำคัญ



ตอนนี้ขยายก่อน เดี๋ยวเราจะไปเดินใกล้ๆอีกทีตอนขากลับ



จากนั้นเราก็เดินออกมาด้านนอกบริเวณริมทะเล



จากตรงนี้จะเห็นเสาโทริอิจากด้านหน้าเลย น่าจะเป็นมุมที่สวยที่สุด ภาพที่อยู่ด้านบนสุดก็ถ่ายจากตรงนี้



จากตรงนี้มองกลับไปที่ตัวศาลเจ้า สวยมาก





เวทีสูงริมน้ำ ถูกสร้างขึ้นเมื่อปี 1546 ถูกตั้งให้เป็นสมบัติชองชาติ



เวทีเต้นละครโนว (能舞台, โนวบุไต) ถูกสร้างขึ้นเมื่อปี 1680 นี่ก็ได้รับการตั้งให้เป็นสมบัติทางวัฒนธรรมที่สำคัญเช่นกัน



สะพานสะพานโค้งสวย ก็เป็นสมบัติทางวัฒนธรรมเหมือนกัน



แล้วเราก็เดินออกมานอกศาลเจ้า



ข้างๆนั้นเจอวัดที่มีพระพุทธรูปขนาดใหญ่อยู่



จากนั้นเราก็กลับมาเดินย่านร้านค้าต่อเพื่อหาอะไรกิน



สุดท้ายก็ตัดสินใจเดินเข้าร้านนึง สั่งหอยนางรมมาทาน ที่นี่มีชื่อเสียงเรื่องหอยนางรมมาก จานนี้ ๓ ชิ้น ราคา ๔๐๐ เยน ถือว่าแพงมากทีเดียว แต่ก็อร่อยจริงๆ



กินเสร็จไปก็ยังไม่ค่อยอิ่มเท่าไหร่ เหมือนเป็นแค่การรองท้องมากกว่าจะกินเป็นมื้อหลัก แต่ก็ตั้งใจไว้ว่าเดี๋ยวไปปีนเขาก่อนแล้วค่อยกลับมากินมื้อใหญ่ก็ได้

เราเดินต่อเพื่อไปยังจุดขึ้นกระเช้า ซึ่งต้องเดินไปอีกนิดหน่อย


 

เส้นทางเป็นย่านชมชนตามทางลาดเขา แต่ว่าไม่ชันเท่าที่โอโนมิจิ



เลยจุดที่เป็นย่านชุมชนไปแล้ว เริ่มเต็มไปด้วยธรรมชาติ



ป้ายบอกว่าอีกประมาณหนึ่งร้อยก้าว



ถึงจุดขึ้นกระเช้าแล้ว ตรงนี้เรียกว่าสถานีโมมิจิดานิ (紅葉谷駅) ซึ่งแปลว่าหุบเขาต้นโมมิจิ เนื่องจากบริเวณนี้มีต้นโมมิจิอยู่มากมายนั่นเอง ตอนฤดูใบไม้ร่วงจะเปลี่ยนสีสวยมาก ค่านั่งกระเช้าปกติคือ ๑๘๐๐ เยน ไปกลับ แต่ว่าเรามีบัตรมิยาจิมะพาสอยู่แล้วก็ไม่ต้องจ่าย เพราะรวมอยู่ในนั้นแล้ว แค่ยื่นบัตรให้เขาดูก็ขึ้นได้เลย



ที่จริงเขาทีรถบัสสำหรับรับส่งจากหลังศาลเจ้ามาจนถึงจุดขึ้นกระเช้าด้วย นั่งได้ฟรี แต่เราไม่ได้นั่งมา เดินเอาเองเพราะไม่ได้ไกลอะไรนัก



ออกเดินทาง



แถวนี้แม้จะเป็นฤดูหนาวแล้วก็ยังเห็นใบไม้สีส้มๆอยู่ประปราย



แล้วรถกระเช้าก็มาจอดยังสถานีคายาตานิ (榧谷駅) ซึ่งเป็นสถานีหยุดพักระหว่างทาง ยังไม่ใช่จุดสูงสุด



รถกระเช้าจากสถานีนี้ไปด้านบนสุดไม่ได้มาถี่เท่าจากล่างสุดมาตรงนี้ ต้องรอ ๑๕ นาทีมาคันนึง



ออกเดินทางต่อ



แล้วก็มาถึงสถานีสูงสุดซึ่งอยู่สูงจากน้ำทะเล ๔๓๓ เมตร ชื่อว่าสถานีชิชิอิวะ (獅子岩駅) แปลว่าหินสิงโต



ข้างๆนี้มีจุดชมทิวทัศน์อยู่




ป้ายหินเขียนคำว่าชิชิอิวะ (獅子岩)



ทิวทัศน์ที่มองจากตรงนี้



มองไปทางโน้นจะเห็นยอดเขา ซึ่งสามารถเดินไปได้ จุดสูงสุดนั้นสูง ๕๓๕ เมตร สูงกว่าตรงนี้ถึงร้อยเมตร



แผนที่เส้นทางเดินบนเขา จุดที่เราอยู่ตอนนี้คือสถานีกระเช้าอยู่ด้านล่างสุด จะเดินไปยอดเขาต้องใช้เวลาเดิน ๓๐ นาที ตามที่แผนที่บอก



แต่เพื่อนบอกว่าไม่อยากไปถึงยอดเขา เพราะคิดว่าถึงไปก็ไม่มีอะไร แค่สูงกว่านิดหน่อยทิวทัศน์ก็คงจะคล้ายๆกัน เผลอๆจะเห็นด้านล่างไม่ชัดยิ่งกว่าเดิมด้วยสิ แต่เราก็คิดว่าไหนๆขึ้นมาแล้วจะแค่เดินนิดเดียวแล้วลงเลยก็ยังไงๆอยู่ เลยตัดสินใจว่าเดินไปกันแค่ครึ่งทางก็พอ คือไปบริเวณที่มีตัวอาคารเยอะๆกลางทาง ซึ่งก็ต้องเดินไปประมาณ ๗๐๐ เมตร

 

ระหว่างทางนั้นแม้ว่าจะไม่ไกลแต่ก็เป็นทางขึ้นลงเขา ไม่ได้เดินง่ายเท่าไหร่เลย แล้วยิ่งตอนนี้เจ็บเท้าอยู่ด้วยเลยยิ่งลำบาก แต่ก็ไม่เท่าไหร่




แล้วก็มาถึงที่หมาย



นี่คือหอเรย์กะ (霊火堂, เรย์กะโดว) ซึ่งแปลว่าหอไฟวิญญาณ ในนี้มีไฟที่เขาว่ากันว่าจุดมาตั้งแต่พันสองร้อยปีก่อนแล้วไม่เคยดับเลยจนถึงตอนนี้





เทพจิโซว สามารถขอพรได้ เห็นเขาเขียนว่าเทพจิโซวที่เห็นอยู่อันนี้ทำจากเถ้าของไฟที่ไม่เคยดับนี้
 


ภายในหอหลัก




ตรงนี้มีสายกระเช้ามาถึงด้วย แต่ดูเหมือนจะเป็นที่สำหรับขนของ ไม่ได้ให้คนทั่วไปขึ้น



เสร็จแล้วก็ได้เวลาเดินกลับไปยังสถานีขึ้นกระเช้าต่อ เสียดายที่ไม่ได้ไปต่อจนถึงยอด



เมื่อลงมาถึงด้านล่างแล้วเราก็นั่งรถบัสเพื่อกลับไปบริเวณศาลเจ้า



แล้วเราก็กลับมาดูหอคอยห้าชั้นที่มองเห็นจากศาลเจ้าในตอนแรก



ทิวทัศน์ที่มองจากบริเวณฐานหอคอยก็สวยมาก



เห็นตัวศาลเจ้าด้วย



มองออกไปยังทะเล



แถวนี้ก็เป็นย่านเมืองที่มีร้านค้าอยู่ประปราย มีอุโมงค์ด้วย



แล้วก็เดินมาถึงย่านร้านค้าหนาแน่น







ร้านของฝากก็เห็นอยู่มากมาย แต่ที่เห็นเยอะที่สุดก็คือที่ขายโมมิจิมันจู ของขึ้นชื่อของที่นี่



ตรงนี้เขาให้ชิมด้วย ก็ชิมดูแล้วอร่อยดีก็เลยลังเลว่าจะซื้อดีมั้ย แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ซื้อ แต่เพื่อนเราซื้อ



เราหาร้านเพื่อจะแวะกิน แต่ก็ไม่ง่ายเลยเพราะส่วนใหญ่แพงๆก็เลยลังเล สุดท้ายก็จำใจเข้าร้านนี้ซึ่งมันก็แพง แต่ช่วยไม่ได้เพราะร้านอื่นก็แพงมากเหมือนกัน



ภายในร้าน



เราสั่งราเมงหอยนางรม ราคา ๙๐๐ เยน ถือเป็นอาหารมื้อที่แพงอันดับต้นๆที่ได้ทานตลอดเที่ยวญี่ปุ่นครั้งนี้เลย แต่ก็อร่อยดีมาก



ทานเสร็จกินอิ่มก็เย็นห้าโมงกว่าแล้ว ตะวันก็เริ่มคล้อย บรรยากาศยามเย็นริมฝั่งน้ำบนเกาะมิยาจิมะก็สวยงามสบายดีมาก



แล้วก็ได้เวลากลับท่าเรือเพื่อนั่งเรือกลับแผ่นดินใหญ่




จากนั้นก็ได้เวลาขึ้นรถรางเพื่อกลับไปยังเมืองฮิโรชิมะ การเที่ยวเกาะมิยาจิมะของเราก็จบลงเพียงเท่านี้ เป็นสถานที่ที่น่าประทับใจจริงๆสมกับที่ได้ยินมา มาแล้วไม่ผิดหวังเลย





หลังจากกลับไปถึงฮิโรชิมะแล้วเราก็เที่ยวกลางคืนกันต่อ ติดตามอ่านกันต่อได้ https://phyblas.hinaboshi.com/20130515





-----------------------------------------

囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧囧

ดูสถิติของหน้านี้

หมวดหมู่

-- ต่างแดน >> ญี่ปุ่น >> ฮิโรชิมะ
-- ท่องเที่ยว >> ศาสนสถาน >> ศาลเจ้า
-- ท่องเที่ยว >> ทะเล
-- ท่องเที่ยว >> รถไฟ

ไม่อนุญาตให้นำเนื้อหาของบทความไปลงที่อื่นโดยไม่ได้ขออนุญาตโดยเด็ดขาด หากต้องการนำบางส่วนไปลงสามารถทำได้โดยต้องไม่ใช่การก๊อปแปะแต่ให้เปลี่ยนคำพูดเป็นของตัวเอง หรือไม่ก็เขียนในลักษณะการยกข้อความอ้างอิง และไม่ว่ากรณีไหนก็ตาม ต้องให้เครดิตพร้อมใส่ลิงก์ของทุกบทความที่มีการใช้เนื้อหาเสมอ

สารบัญ

รวมคำแปลวลีเด็ดจากญี่ปุ่น
มอดูลต่างๆ
-- numpy
-- matplotlib

-- pandas
-- manim
-- opencv
-- pyqt
-- pytorch
การเรียนรู้ของเครื่อง
-- โครงข่าย
     ประสาทเทียม
ภาษา javascript
ภาษา mongol
ภาษาศาสตร์
maya
ความน่าจะเป็น
บันทึกในญี่ปุ่น
บันทึกในจีน
-- บันทึกในปักกิ่ง
-- บันทึกในฮ่องกง
-- บันทึกในมาเก๊า
บันทึกในไต้หวัน
บันทึกในยุโรปเหนือ
บันทึกในประเทศอื่นๆ
qiita
บทความอื่นๆ

บทความแบ่งตามหมวด



ติดตามอัปเดตของบล็อกได้ที่แฟนเพจ

  ค้นหาบทความ

  บทความแนะนำ

ตัวอักษรกรีกและเปรียบเทียบการใช้งานในภาษากรีกโบราณและกรีกสมัยใหม่
ที่มาของอักษรไทยและความเกี่ยวพันกับอักษรอื่นๆในตระกูลอักษรพราหมี
การสร้างแบบจำลองสามมิติเป็นไฟล์ .obj วิธีการอย่างง่ายที่ไม่ว่าใครก็ลองทำได้ทันที
รวมรายชื่อนักร้องเพลงกวางตุ้ง
ภาษาจีนแบ่งเป็นสำเนียงอะไรบ้าง มีความแตกต่างกันมากแค่ไหน
ทำความเข้าใจระบอบประชาธิปไตยจากประวัติศาสตร์ความเป็นมา
เรียนรู้วิธีการใช้ regular expression (regex)
การใช้ unix shell เบื้องต้น ใน linux และ mac
g ในภาษาญี่ปุ่นออกเสียง "ก" หรือ "ง" กันแน่
ทำความรู้จักกับปัญญาประดิษฐ์และการเรียนรู้ของเครื่อง
ค้นพบระบบดาวเคราะห์ ๘ ดวง เบื้องหลังความสำเร็จคือปัญญาประดิษฐ์ (AI)
หอดูดาวโบราณปักกิ่ง ตอนที่ ๑: แท่นสังเกตการณ์และสวนดอกไม้
พิพิธภัณฑ์สถาปัตยกรรมโบราณปักกิ่ง
เที่ยวเมืองตานตง ล่องเรือในน่านน้ำเกาหลีเหนือ
ตระเวนเที่ยวตามรอยฉากของอนิเมะในญี่ปุ่น
เที่ยวชมหอดูดาวที่ฐานสังเกตการณ์ซิงหลง
ทำไมจึงไม่ควรเขียนวรรณยุกต์เวลาทับศัพท์ภาษาต่างประเทศ

ไทย

日本語

中文